- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นนายน้อยจอมวายร้ายไปซะได้
- บทที่ 386 สนทนายามค่ำบนดาดฟ้า
บทที่ 386 สนทนายามค่ำบนดาดฟ้า
บทที่ 386 สนทนายามค่ำบนดาดฟ้า
หลังจากสั่งการเปี่ยนซูเหวินเสร็จสรรพ หวังฮ่าวหรานก็วางสายและเดินออกจากห้องน้ำ
แต่ยังไม่ทันจะพ้นโถงทางเดิน เฟิ่งเหราก็เดินสวนเข้ามาพอดี
"ตามข้ามา" เธอคว้าข้อมือเขาหมับ แล้วลากตัวไปยังบันไดหนีไฟที่อยู่ไม่ไกล
หวังฮ่าวหรานอยากขัดขืนใจจะขาด แต่พอนึกถึงวรยุทธ์อันล้ำลึกของอีกฝ่าย เลยต้องยอมจำนนเดินตามไปแต่โดยดี
บันไดหนีไฟเงียบสงัดไร้ผู้คน
ไม่นานนัก เฟิ่งเหราก็ลากหวังฮ่าวหรานขึ้นมาถึงดาดฟ้าชั้นบนสุด
หวังฮ่าวหรานสะบัดมือเธอออกอย่างแรง แสร้งทำหน้าบึ้งตึง "คุณพาผมมาที่นี่ทำไม?"
เขารู้อยู่เต็มอกว่าเธอเป็นใครและมีภูมิหลังยังไง แต่เพื่อความได้เปรียบในการเจรจา เขาต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวต่อไป
"ข้าไม่ได้ตั้งใจจะหลอกเจ้า... ยกโทษให้ข้าเถอะ"
วินาทีนั้น... มาดจ้าวสำนักผู้ยิ่งใหญ่ที่น่าเกรงขามหายวับไปกับตา เหลือเพียงภาพของหญิงสาวตัวเล็กๆที่ทำผิดและกำลังพยายามง้อคนรักอย่างสุดชีวิต
"ขอโทษแล้วมันหายไหม!? ผมเป็นเด็กหนุ่มอายุไม่ถึงยี่สิบ ไม่เคยมีแฟนมาก่อน ดันมาโดนคุณหลอกลวงความรู้สึกแบบนี้ คิดว่าคำขอโทษคำเดียวมันจะชดเชยได้เหรอ!?"
หวังฮ่าวหรานสวมบทจอมดราม่า โกหกหน้าตายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและชอบธรรม
เฟิ่งเหรายิ่งรู้สึกผิดเข้าไปใหญ่ "ถึงข้าจะโกหกเรื่องสถานะ แต่ความรู้สึกที่ข้ามีให้เจ้า... มันเป็นของจริงนะ!"
"พอเถอะ! ถือซะว่าเรื่องของเราไม่เคยเกิดขึ้น ต่อไปนี้ทางใครทางมัน!" พูดจบ หวังฮ่าวหรานก็ทำท่าจะเดินหนี
เฟิ่งเหราใจหายวาบ รีบวิ่งไปขวางหน้าเขาทันที
"ข้ารู้ว่าเจ้ารังเกียจข้า แต่ข้าขาดเจ้าไม่ได้จริงๆ... ในเมื่อความจริงมันแก้ไขไม่ได้..."
แววตาของเธอเปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อยอย่างน่าใจหาย
"คืนมุกเม็ดงามพร้อมน้ำตาริน เสียดายถวิลพบพานเมื่อสายไป... ในเมื่อชาตินี้เราไม่มีวาสนาต่อกัน งั้นเราไปเจอกันใหม่ชาติหน้าเถอะ!"
(TL: (บทกวีพรรณนาถึงความรักที่มาผิดเวลา เพราะฝ่ายหญิงแต่งงานแล้ว))
พูดจบ นางก็ลากแขนหวังฮ่าวหราน เดินดุ่มๆไปที่ขอบดาดฟ้า
หวังฮ่าวหรานตาเหลือก
เชี่ย! ยัยบ้านี่จะพาเราโดดตึกฆ่าตัวตายไปเกิดใหม่พร้อมกันเหรอวะ!?
ตึกนี้สูงตั้งสามสิบกว่าชั้น ต่อให้มีลมปราณร้อยปีคุ้มกายก็ใช่ว่าจะรอดร้อยเปอร์เซ็นต์
และถ้าไม่ใช้ลมปราณ... รับรองได้เป็นผีเฝ้าตึกแน่ๆ!
"เดี๋ยว! เดี๋ยวก่อน! ใจเย็นๆ!" หวังฮ่าวหรานรีบเบรกตัวโก่ง
"ผมไม่ได้รังเกียจคุณ! ผมแค่... แค่ตกใจที่รู้ความจริงกะทันหัน มันตั้งตัวไม่ทันเฉยๆ!"
"จริงเหรอ?" แววตาที่สิ้นหวังของเฟิ่งเหราเริ่มมีประกายความหวัง
"จริงสิครับ! ก็คุณ... คุณเป็นรักแรกของผมนี่นา"
เพื่อเอาตัวรอดจากการโดนลากไปโดดตึก หวังฮ่าวหรานจำต้องงัดสกิลตอแหลขั้นเทพออกมาใช้อีกครั้ง
"เจ้าบอกว่า... ข้าเป็นรักแรกของเจ้า?" เฟิ่งเหราได้ยินคำนี้ หัวใจก็พองโต ความคิดที่จะโดดตึกมลายหายไปทันที
"แน่นอนครับ" หวังฮ่าวหรานพยักหน้าหงึก ทำหน้าจริงจัง "ชาติหน้ามีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ สู้เรามาถนอมวันเวลาในชาตินี้กันดีกว่า"
เฟิ่งเหราเชื่อสนิทใจ นางดึงเขากลับมาจากขอบดาดฟ้า
"ความจริงแล้ว... การแต่งงานของข้ากับเหยียนเฟยเผิงเป็นแค่การแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เราไม่ได้มีความรักต่อกันเลย" เมื่ออารมณ์สงบลง เฟิ่งเหราก็เริ่มเปิดใจ
"แล้วทำไมคุณถึงไม่คัดค้านล่ะ?" หวังฮ่าวหรานถาม
"ก่อนจะเจอเจ้า ข้าไม่เคยเชื่อในความรัก ไม่เคยคิดว่าจะหลงรักใครได้ การแต่งงานก็แค่พิธีกรรมอย่างหนึ่ง ข้าก็แค่ทำตามคำสั่งผู้ให้กำเนิด แต่งไปตามหน้าที่" เฟิ่งเหราเล่าความหลัง
หวังฮ่าวหรานฉุกคิดขึ้นมาได้ "แล้วเรื่องของหยุนชูหรานกับเหยียนหยุนเทียนก็เป็นการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์เหมือนกันเหรอ?"
"ใช่" เฟิ่งเหราพยักหน้า "จะว่าไปแล้ว... ข้ามองเห็นเงาของตัวเองในตัวหยุนชูหรานเหมือนกัน"
"แต่ผมเห็นหยุนชูหรานดูเอาใจใส่เหยียนหยุนเทียนดีนะ เหมือนเธอจะเต็มใจแต่งงานด้วย" หวังฮ่าวหรานลองหยั่งเชิงดู เพราะจับสังเกตได้ว่าเฟิ่งเหราน่าจะรู้อะไรดีๆ
"ทำไมเจ้าดูสนใจเรื่องหยุนชูหรานนัก?" เฟิ่งเหราสงสัย
"คุณก็รู้นี่ว่าผมกับเหยียนหยุนเทียนไม่ถูกกัน ผมไม่อยากเห็นมันมีความสุข เลยอยากจะพังงานแต่งของมัน มีอะไรเกี่ยวกับหยุนชูหรานที่คุณรู้ บอกผมมาให้หมด"
ในเมื่อค่าความชอบเต็มเปี่ยม หวังฮ่าวหรานก็ไม่กลัวเธอโกรธ พูดความต้องการออกไปตรงๆ
เฟิ่งเหราถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน
"ที่ข้าบอกว่าเห็นเงาตัวเองในตัวนาง ก็เพราะข้าเคยคุยกับนางเป็นการส่วนตัว"
"หยุนชูหรานมองการแต่งงานครั้งนี้เหมือนกับข้าในตอนนั้น นางหวังแค่ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการเกี่ยวดองกัน ส่วนเรื่องความรักหรือตัวคู่ครอง... นางไม่ได้ให้ความสำคัญเลยสักนิด"
ได้ยินแบบนี้ หวังฮ่าวหรานก็ยิ้มกริ่ม
การคาดเดาของเขาถูกต้อง
ถ้ารู้ว่าหยุนชูหรานคิดแบบนี้... แผนการที่จะล่มงานแต่งของเหยียนหยุนเทียนก็ดูจะมีช่องทางให้เล่นสนุกได้อีกเยอะ
"เจ้ากับหยุนเทียน... พอจะประนีประนอมกันไม่ได้เลยหรือ?" เฟิ่งเหราถามด้วยความกลัดกลุ้ม
"ไม่มีวัน" หวังฮ่าวหรานตอบทันควัน แล้วย้อนถามกลับ "สรุปว่าคุณจะช่วยผม... หรือจะช่วยมัน?"
"อย่าบีบให้ข้าต้องเลือกได้ไหม?" เฟิ่งเหราอ้อนวอน
"ได้สิ" หวังฮ่าวหรานยิ้มเย็น "งั้นผมจะถือว่าคุณเลือกยืนข้างเหยียนหยุนเทียน และนับจากนี้ไป... เราคือศัตรูกัน"
คำประกาศตัดขาดทำเอาหัวใจเฟิ่งเหราเจ็บแปลบ
"เจ้าเป็นแค่คนธรรมดา จะไปสู้คนในยุทธภพได้ยังไง? ต่อให้มีซวนซู่ช่วย แต่สุดท้ายคนที่เจ็บตัวก็คือเจ้านะ" เธอพยายามเตือนสติ
"คุณมีเวลาสามวินาทีในการเลือกใหม่" หวังฮ่าวหรานไม่สนคำเตือน ยื่นคำขาด
"ขอร้องล่ะ... อย่า..."
"สาม" หวังฮ่าวหรานเริ่มนับถอยหลัง
"สอง"
"หนึ่ง"
"ข้าจะไม่ยุ่ง! ข้าจะวางตัวเป็นกลาง ไม่ช่วยใครทั้งนั้น... แบบนี้พอใจหรือยัง!?" เฟิ่งเหราจำใจต้องยอมลง
หวังฮ่าวหรานยิ้มพอใจ
จะให้แม่ไปฆ่าลูกตัวเองมันก็โหดร้ายเกินไปหน่อย เขาแค่ต้องการให้เธอไม่เข้ามาสอดมือขวางทางก็พอแล้ว
"กลับกันเถอะ" เมื่อหมดธุระ หวังฮ่าวหรานก็ชวนกลับ
"อยู่ต่ออีกหน่อยไม่ได้เหรอ?" เฟิ่งเหราอิดออด
"ไม่กลัวเหยียนเฟยเผิงสงสัยเหรอ หายออกมานานขนาดนี้?" หวังฮ่าวหรานแซว
"ข้าต้องกลัวด้วยเหรอ? แค่ข้าทำหน้านิ่งๆ เขาก็กลัวหัวหดแล้ว" เฟิ่งเหราเชิดหน้าอย่างถือดี
"งั้นจะอยู่ต่อก็ได้... แล้วคุณอยากคุยเรื่องอะไรล่ะ?"
"ใครบอกว่าข้าอยากคุย"
เฟิ่งเหราส่งสายตายั่วยวนร้อนแรงชนิดที่ทำเอาอากาศรอบตัวร้อนขึ้นทันตาเห็น
หวังฮ่าวหรานใจหายวาบ ถอยหลังกรูดโดยสัญชาตญาณ
"ข้าน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือ?"
เฟิ่งเหราก้าวประชิดตัว โค้งกายเข้าหาเขา
"เมื่อกี้เจ้ายังชมว่าของข้า... ‘เด้งสู้มือ’ อยู่เลย ไม่อยากลองสัมผัสอีกสักรอบหรือ?"
หวังฮ่าวหรานขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ให้ตายสิ... สาวใหญ่ใจถึงนี่มันน่ากลัวกว่าสาวน้อยเป็นร้อยเท่าจริงๆ!
*****