- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นนายน้อยจอมวายร้ายไปซะได้
- บทที่ 368 ผลัดกันต้มตุ๋น
บทที่ 368 ผลัดกันต้มตุ๋น
บทที่ 368 ผลัดกันต้มตุ๋น
หวังฮ่าวหรานไม่สนใจเสียงตวาดห้ามของสาวใช้แม้แต่น้อย เขายังคงก้าวเท้าเดินอาดๆเข้าไปในวิหาร
ระหว่างที่เดินนั้น จิตของเขาก็สั่งการไปยังระบบเพื่อเปิดใช้งานออร่าเสน่ห์ใส่เฟิ่งเหราทันที
[ติ๊ง! ค่าออร่าตัวประกอบของเฟิ่งเหราสูงเกินไป ระดับออร่าเสน่ห์ของโฮสต์ในปัจจุบันต่ำเกินไป ไม่สามารถใช้งานได้ โฮสต์ต้องการใช้ 20,000 แต้มวายร้าย เพื่ออัปเกรดระดับออร่าเสน่ห์หรือไม่?]
เสียงแจ้งเตือนจากระบบทำเอาหวังฮ่าวหรานชะงักกึก
เฟิ่งเหรากำลังจะระเบิดอารมณ์อยู่รอมร่อ และเขาก็สู้เธอไม่ได้
มันมีทางเลือกอื่นด้วยหรือไง?
หวังฮ่าวหรานกัดฟันตอบรับ จ่าย 20,000 แต้มวายร้ายเพื่ออัปเกรดทันที
[ติ๊ง! โฮสต์ใช้ 20,000 แต้มวายร้าย อัปเกรด 'ออร่าเสน่ห์ระดับต้น' เป็น 'ออร่าเสน่ห์ระดับกลาง' สำเร็จ]
[ติ๊ง! โฮสต์ใช้งานออร่าเสน่ห์ใส่ตัวประกอบหญิง 'เฟิ่งเหรา' สำเร็จ ค่าความประทับใจของเฟิ่งเหราพุ่งจนถึงขีดจำกัด!]
[ติ๊ง! โฮสต์พิชิตใจตัวประกอบหญิงคนสำคัญ 'เฟิ่งเหรา' ส่งผลกระทบต่อทิศทางของเนื้อเรื่องอย่างมหาศาล ได้รับแต้มวายร้าย 1,800 แต้ม! ออร่าตัวเอกของเหยียนหยุนเทียน -90, ออร่าตัวร้ายของโฮสต์ +90!]
หลังจากได้ยินเสียงแจ้งเตือนชุดใหญ่ หวังฮ่าวหรานก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ในขณะเดียวกัน เขาสังเกตเห็นว่าแววตาเย็นชาดุจน้ำแข็งของเฟิ่งเหราค่อยๆเลือนหายไป เธอขยับตัวนั่งหลังตรงโดยไม่รู้ตัว และเริ่มพิจารณาเขาด้วยสายตาจริงจัง
ไม่นานนัก ลึกลงไปในดวงตาคู่งามนั้น ปรากฏประกายแห่งความหลงใหลวูบวาบขึ้นมา
"สามหาว! รีบไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้!"
สี่สาวใช้เห็นผู้บุกรุกไม่ฟังคำเตือนก็พากันกรูเข้ามาหมายจะใช้กำลังลากตัวเขาออกไป
"หยุด!"
เสียงเรียบๆดังมาจากด้านหลัง
เป็นเสียงของเฟิ่งเหรานั่นเอง
สาวใช้ทั้งสี่ชะงัก แล้วหันกลับไปมองนายหญิงด้วยความงุนงง
"ตบปากซะ" เฟิ่งเหราสั่งเสียงเรียบ
"เจ้าค่ะ!" หนึ่งในสาวใช้รับคำอย่างแข็งขัน แล้วหันกลับไปหาหวังฮ่าวหราน ง้างมือเตรียมจะตบปากเขาตามคำสั่ง
ทว่า... มือยังไม่ทันจะถึงหน้าหวังฮ่าวหราน เสียงของเฟิ่งเหราก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"ข้าหมายถึง... ให้พวกเจ้าทั้งสี่ตบปากตัวเองต่างหาก"
สาวใช้ทั้งสี่ยืนอ้าปากค้าง สมองมึนงงไปหมด ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
"ต้องให้ข้าพูดซ้ำ?" น้ำเสียงของเฟิ่งเหราเริ่มเจือความเย็นยะเยือก
ได้ยินดังนั้น สาวใช้ทั้งสี่ก็ไม่กล้าชักช้า รีบตบปากตัวเองฉาดใหญ่กันคนละหลายที
เพียะ! เพียะ! เพียะ!
หลังจากลงโทษตัวเองเสร็จ พวกนางก็แอบชำเลืองมองเฟิ่งเหราด้วยความสงสัย ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมนายหญิงถึงสั่งแบบนี้
แต่ด้วยสถานะอันสูงส่งของเฟิ่งเหรา ย่อมไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายเหตุผลให้บ่าวไพร่ฟัง
"ออกไปให้หมด" เฟิ่งเหราไล่เสียงเรียบ
สาวใช้ทั้งสี่เก็บความสงสัยไว้ในใจ ไม่กล้าเอ่ยถาม แล้วค่อยๆถอยออกไปจากวิหารอย่างเงียบเชียบ
ภายในวิหาร เหลือเพียงหวังฮ่าวหรานกับเฟิ่งเหราตามลำพัง
หวังฮ่าวหรานเดินเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด และถือโอกาสพิจารณาเฟิ่งเหราอย่างละเอียด
หยุนซวนไม่ได้พูดเกินจริงเลยสักนิด เฟิ่งเหราสวยจริงๆ ใบหน้างดงามไร้ที่ติ ดูยังไงก็ไม่เหมือนผู้หญิงอายุสามสิบหก
ทั่วทั้งร่างของเธอแผ่กลิ่นอายสูงศักดิ์ที่ดูจับต้องยากราวกับราชินีผู้เลอโฉม แต่แววตานั้นกลับดูเย็นชาจนน่าเกรงขาม
ทว่า... ผู้หญิงแบบนี้แหละ ที่กระตุ้นสัญชาตญาณนักล่าและความอยากเอาชนะของผู้ชายได้ดีนัก
"คนของข้าไม่รู้ความ ข้าสั่งสอนพวกนางให้แล้ว เจ้าอย่าได้ถือสา"
ถ้อยคำของเฟิ่งเหราฟังดูสุภาพ แต่ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงอำนาจบาทใหญ่ ราวกับคำสั่งประกาศิต
ความหมายโดยนัยก็คือ 'ข้าลงโทษลูกน้องให้แล้ว เรื่องจบแค่นี้ ห้ามเจ้ามีปากเสียงหรือติดใจเอาความเด็ดขาด!'
หวังฮ่าวหรานฟังแล้วรู้สึกตะขิดตะขวงใจเล็กน้อย เขาจึงแกล้งทำหูทวนลม เมินเฉยต่อคำพูดของเธอ แล้วเดินไปหาที่นั่งอย่างสบายใจเฉิบ ทำราวกับว่าเธอเป็นเพียงอากาศธาตุ
"ข้ากำลังคุยกับเจ้าอยู่ ไม่ได้ยินหรือไง?" เฟิ่งเหราเริ่มไม่พอใจที่ถูกเมิน
"ที่นี่ไม่ใช่บ้านคุณ คุณไม่มีสิทธิ์มาไล่ผม อีกอย่าง... คุณคุยกับผม แล้วผมจำเป็นต้องคุยตอบด้วยเหรอ?" หวังฮ่าวหรานหันไปย้อนถามกวนๆ
ใบหน้าสวยของเฟิ่งเหราเริ่มเย็นชาลงเรื่อยๆ พร้อมกับกระแสลมปราณอันหนาวเหน็บที่เริ่มก่อตัวขึ้นรอบกาย ทำเอาอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว
หวังฮ่าวหรานยังคงวางมาดนิ่ง ไม่สะทกสะท้าน แต่ในใจเริ่มเต้นรัว ภาวนาอย่าให้เธอลงมือจริงๆ
หลังจากอัปเกรดกำลังภายในจนถึงระดับร้อยปี การจะอัปเกรดขั้นต่อไปต้องใช้แต้มวายร้ายมหาศาล
ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้เขารู้จักสำรองแต้มไว้เผื่อเหตุฉุกเฉินเสมอ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เขาไม่อยากผลาญแต้มเล่นพร่ำเพรื่อ
แต่แล้ว... ความกังวลของเขาก็คลี่คลายลง เมื่อความเย็นชาบนใบหน้าของเฟิ่งเหราค่อยๆจางหายไป
"เมื่อครู่ข้าอาจจะใช้อารมณ์ไปบ้าง เจ้าอย่าเก็บมาใส่ใจเลยนะ"
เฟิ่งเหราลดทิฐิและความถือตัวลง น้ำเสียงอ่อนโยนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"ไม่เป็นไรครับ" หวังฮ่าวหรานยิ้มตอบอย่างเป็นมิตรเมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไป
"เจ้าเป็นใคร? มาทำอะไรที่นี่?" เฟิ่งเหราถาม
"ผมชื่อหวังฮ่าวหรานครับ มาจากเมืองชิงหลิง ตั้งใจมาไหว้พระขอพรแถวนี้"
"ข้าชื่อเฟิ่งเหรา"
"สวัสดีครับน้าเหรา" หวังฮ่าวหรานแกล้งหลุดปากเรียกตามสัญชาตญาณ
ใบหน้ายิ้มแย้มของเฟิ่งเหราแข็งค้างทันที "ข้าแก่ขนาดนั้นเลยหรือ?"
"อ๊ะ! ขอโทษครับ พี่สาวเหรา" หวังฮ่าวหรานรีบกลับลำทันควัน
สีหน้าของเฟิ่งเหรากลับมาสดใสอีกครั้ง นางอดยิ้มไม่ได้ แล้วถามต่อ "เจ้าอายุเท่าไหร่?"
"สิบเก้าย่างยี่สิบครับ" หวังฮ่าวหรานตอบซื่อๆ ถามคำตอบคำเหมือนเด็กดี
เฟิ่งเหราชะงักไปเล็กน้อย อายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูกชายข้าเลย
"แล้วพี่สาวเหราล่ะ? อายุเท่าไหร่แล้ว?" หวังฮ่าวหรานเห็นเธอยอมอ่อนข้อให้ก็เริ่มลองของ ถามกลับบ้าง
"ข้า... ยี่สิบสี่" เฟิ่งเหราตอบหน้าตาเฉย โกหกหน้าตายแบบไม่กระพริบตา
หวังฮ่าวหรานแอบเบ้ปากในใจ ถ้าไม่ได้ฟังความจริงจากหยุนซวนมาก่อน มีหวังโดนต้มจนเปื่อยแน่
"แล้วพี่สาวเหราแต่งงานหรือยังครับ?" หวังฮ่าวหรานถามจี้จุด
"ยังหรอก โสดสนิท"
หวังฮ่าวหรานอึ้งในความหน้าด้านของเธอ แต่ก็เก็บอาการไว้ ไม่คิดจะแฉ
"แล้วเจ้าล่ะ... มีแฟนหรือยัง?" เฟิ่งเหราถามกลับบ้าง
"ผมยังไม่เคยมีความรักเลยครับ จะไปมีแฟนได้ยังไง"
หวังฮ่าวหรานยกมือเกาท้ายทอยแก้เขิน แสร้งทำตัวเป็นหนุ่มน้อยผู้ไร้เดียงสา
ในเมื่อเธอหน้าด้านมา ฉันก็หน้าด้านกลับ แฟร์ๆกันไป...
ด้วยทักษะการแสดงระดับจักรพรรดิภาพยนตร์ของหวังฮ่าวหราน และความมั่นใจในตัวเองของเฟิ่งเหรา ต่างฝ่ายต่างก็ดูไม่ออกว่าอีกฝ่ายกำลังโกหกคำโต
"แล้วเจ้า... ชอบผู้หญิงแบบไหน?" เฟิ่งเหรายังคงซักไซ้ไม่เลิก
"เอ่อ... ผม... ผมไม่รู้ครับ" หวังฮ่าวหรานแกล้งทำอึกอัก หน้าแดงระเรื่อ
"จะไม่รู้ได้ยังไง เวลาเจอผู้หญิงคนไหนแล้วรู้สึกดี รู้สึกชอบ เจ้าก็น่าจะรู้ตัวเองไม่ใช่เหรอ?" เฟิ่งเหราคาดคั้น ราวกับจะบีบให้เขาพูดอะไรบางอย่างออกมาให้ได้
หวังฮ่าวหรานแกล้งทำท่าเขินอายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเอาใจเธอไปว่า
"ผม... เห็นพี่สาวเหราแล้ว... รู้สึกดีมากเลยครับ"
เฟิ่งเหราได้ยินคำตอบที่รอคอย ก็ยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ
"งั้นตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เจ้ามีแฟนแล้วนะ" เฟิ่งเหราประกาศด้วยน้ำเสียงเผด็จการนิดๆ
"หมายความว่าไงครับ?" หวังฮ่าวหรานตีหน้าซื่อ
"ก็หมายความว่า... ต่อไปนี้ ข้าคือแฟนของเจ้า"
ด้วยความเคยชินกับการเป็นผู้นำบวกกับนิสัยส่วนตัว เฟิ่งเหราจึงเผลอใช้น้ำเสียงสั่งการ ราวกับราชินีผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังบัญชาไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน
*****