- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นนายน้อยจอมวายร้ายไปซะได้
- บทที่ 334 นึกเสียใจเมื่อสาย
บทที่ 334 นึกเสียใจเมื่อสาย
บทที่ 334 นึกเสียใจเมื่อสาย
เสียงบันทึกการสนทนาที่เหยียนหยุนเทียนเปิดให้ฟังย่อมเป็นเสียงที่เฟิงอันนาคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะมันคือบทสนทนาที่เธอพูดกับหวังฮ่าวหรานเมื่อตอนเช้าตรู่นี้เอง
แต่คำถามคือ... คำพูดพวกนี้ถูกบันทึกไว้ได้ยังไง? และที่สำคัญกว่านั้น มันไปตกอยู่ในมือของเหยียนหยุนเทียนได้ยังไงกัน?
“ทำไมไม่ตอบ? หูหนวกหรือไง? งั้นแหกตาดูกองรูปถ่ายพวกนี้ซะ”
เหยียนหยุนเทียนสะบัดปึกรูปถ่ายในมือทิ้งอย่างไม่แยแส รูปถ่ายปลิวว่อนกลางอากาศก่อนจะร่วงกราวลงพื้น
เฟิงอันนากวาดสายตามองรูปถ่ายที่เกลื่อนกลาดอยู่แทบเท้า เพียงแวบเดียวก็จำได้ทันทีว่าผู้หญิงในภาพคือตัวเธอเอง
และจากสภาพที่นอนหลับตาพริ้มในภาพ เห็นได้ชัดว่าเธอถูกแอบถ่าย!
ส่วนผู้ชายในภาพถูกเซ็นเซอร์ใบหน้าจนดูไม่ออกว่าเป็นใคร แต่จากมุมกล้อง ผู้ชายคนนี้แหละคือคนถ่ายภาพพวกนี้แน่นอน
ถ้าหากฟังเสียงบันทึกแล้วเฟิงอันนายังระบุตัวคนทำไม่ได้ แต่พอเห็นรูปถ่ายเหล่านี้... เธอก็เข้าใจแจ่มแจ้งทันทีว่าเป็นฝีมือใคร
“ฟังฉันอธิบายก่อน...”
“ยังกล้าแก้ตัวอีก?”
เฟิงอันนายังพูดไม่ทันจบประโยคก็ถูกเหยียนหยุนเทียนสวนกลับอย่างเย็นชา
“ผู้ชายในรูปมันเป็นใคร?” เหยียนหยุนเทียนถามเสียงเกรี้ยวกราด
เฟิงอันนาอ้าปากค้าง เตรียมจะเอ่ยชื่อออกมา แต่คำพูดกลับจุกอยู่ที่ลำคอ
เมื่อครู่สมองของเธอสับสนวุ่นวายจนแทบระเบิด คิดแต่จะพรั่งพรูความจริงทั้งหมดออกมา
แต่เธอไม่ใช่ผู้หญิงโง่เง่า หลังจากความตื่นตระหนกจางหายไป สติปัญญาอันเฉียบแหลมก็เริ่มกลับมาทำงาน
รูปถ่ายและเสียงบันทึกพวกนี้เป็นฝีมือของหวังฮ่าวหรานแน่นอน ไม่มีทางผิดพลาด
แต่คำถามคือ... หวังฮ่าวหรานรู้เรื่องการมีตัวตนของเหยียนหยุนเทียนได้ยังไง? แถมยังชิงส่งหลักฐานพวกนี้มาตัดหน้าก่อนที่เธอจะได้คุยกับเหยียนหยุนเทียนเสียอีก?
และที่สำคัญที่สุด... ในเมื่อหวังฮ่าวหรานกล้าส่งของพวกนี้มา มีหรือที่เขาจะไม่เตรียมแผนรับมือไว้?
เฟิงอันนาไม่เชื่อเด็ดขาดว่าผู้ชายที่ซ้อนแผนเล่นงานเธอได้อยู่หมัดขนาดนี้จะคิดไม่ถึง
ถ้าเธอพูดความจริงออกไปอาจจะเบี่ยงเบนความสนใจของเหยียนหยุนเทียนไปได้บ้าง แต่คนบ้าอำนาจอย่างเหยียนหยุนเทียน เมื่อรู้ว่าเธอทำเรื่องงามหน้าขนาดนี้ ย่อมไม่มีทางให้อภัยและคงไม่ปล่อยเธอไว้แน่
แต่ถ้าเธอยังปิดปากเงียบ... บางทีอาจจะยังมีทางรอด
ในช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาที ความคิดมากมายแล่นผ่านสมองของเฟิงอันนา สุดท้ายเธอจึงตัดสินใจพูดว่า
“คุณฆ่าฉันเถอะ ฉันไม่มีอะไรจะพูด”
“ไม่ยอมบอกสินะ? ไม่เป็นไร ข้ามีวิธีที่จะรู้เอง” เหยียนหยุนเทียนแสยะยิ้มเย็นยะเยือก ก่อนจะเอ่ยคำตัดสินชะตาชีวิตของเฟิงอันนาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ตระกูลเฟิงของเจ้าที่ฮ่องกงก็ถือว่าเป็นตระกูลที่มีหน้ามีตา เห็นแก่หน้าตระกูลเฟิง ข้าจะให้เวลาเจ้าสามวัน กลับไปจัดการตัวเองให้ตายอย่างมีเกียรติซะ แบบนี้จะได้ไม่อับอายทั้งตระกูลเฟิงและหุบเขาเฟิ่งซี”
เฟิงอันนาไม่ได้แปลกใจกับคำตัดสินนี้ แต่ใบหน้าของเธอก็อดซีดเผือดลงไม่ได้
ยังดีที่เหยียนหยุนเทียนไม่ได้ลงมือสังหารเธอทันที แต่ยังยืดเวลาให้อีกสามวัน
เฟิงอันนาไม่อยากเสียเวลาอันมีค่าไปกับการอ้อนวอนร้องขอชีวิต เพราะรู้ดีว่ามันเปล่าประโยชน์ เธอจึงก้มหน้ารับชะตากรรมแล้วรีบเดินจากไป
“สะกดรอยตามมันไป ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าไอ้ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร” หลังจากเฟิงอันนาลับสายตา เหยียนหยุนเทียนก็หันไปสั่งอวี่หนิง
เหตุผลที่เขาไม่ฆ่าเฟิงอันนาทิ้งเสียเดี๋ยวนั้นไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าตระกูลเฟิงแต่อย่างใด เขาแค่อยากใช้นางเป็นเหยื่อล่อให้ชู้รักโผล่หัวออกมาเท่านั้น
ถ้าเมื่อกี้เฟิงอันนายอมบอกชื่อผู้ชายคนนั้น ป่านนี้นางคงกลายเป็นศพไปนานแล้ว
“เจ้าค่ะ” อวี่หนิงรับคำแล้วเดินออกจากคฤหาสน์
แต่แทนที่จะสะกดรอยตามเฟิงอันนา นางกลับนำเรื่องราวทั้งหมดไปรายงานหวังฮ่าวหรานทันที
เฟิงอันนากลับมาถึงโรงแรมด้วยสภาพจิตใจที่แตกสลาย
“อันนา เป็นยังไงบ้าง? จัดการเรียบร้อยแล้วใช่...” จงลี่ที่เห็นเฟิงอันนากลับมาก็รีบถามด้วยความคาดหวัง แต่พอเห็นสีหน้าซีดเซียวของคุณหนู เธอก็ชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไปทันที “เกิดเรื่องผิดพลาดเหรอ?”
เฟิงอันนาสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามตั้งสติ ก่อนจะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฟัง
จงลี่ฟังจบก็นิ่งอึ้งไปพักใหญ่ กว่าจะเอ่ยคำออกมาได้ “อันนา... ทำไมกลายเป็นแบบนี้ไปได้?”
“ฉันประมาทเอง หวังฮ่าวหรานคนนั้นภายนอกดูเหมือนลูกเศรษฐีเจ้าชู้เสเพล แต่จริงๆแล้วร้ายกาจมาก” เฟิงอันนาพูดอย่างหมดอาลัยตายอยาก
“แล้วทำไมเธอไม่บอกความจริงไปล่ะ? ถ้าบอกไป เหยียนหยุนเทียนอาจจะไม่โกรธเธอขนาดนี้ก็ได้ ทำไมต้องปิดบังด้วย?” จงลี่ถามด้วยความไม่เข้าใจ
“ถ้าฉันบอกความจริงไป ป่านนี้คงไม่ได้กลับมายืนอยู่ตรงนี้แล้ว” เฟิงอันนายังรู้สึกหวาดกลัวไม่หาย
“แต่ผลลัพธ์ตอนนี้ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเลย เหยียนหยุนเทียนให้เวลาแค่สามวัน...” จงลี่ร้อนรน
เฟิงอันนาหลับตาลง พยายามสงบจิตใจที่ฟุ้งซ่าน สมองประมวลผลอย่างหนัก ผ่านไปครู่ใหญ่เธอก็ลืมตาโพลง “รีบไปตามหาหวังฮ่าวหรานมาให้ฉันเร็วเข้า!”
“เธอจะไปแก้แค้นเขาหรอ?”
“เปล่า... บางทีตอนนี้อาจมีแค่เขาคนเดียวที่ช่วยชีวิตฉันได้” เฟิงอันนาตอบเสียงเครียด
“เขาเป็นแค่ลูกเศรษฐีธรรมดา ต่อให้มีเส้นสายบ้าง แต่จะไปต่อกรกับนายน้อยแห่งหุบเขาเฟิ่งซีได้ยังไง?” จงลี่แย้ง
“สัญชาตญาณฉันบอกว่าผู้ชายคนนี้ไม่ธรรมดาอย่างที่เห็น ป้าจง ถ้าไม่อยากเก็บศพฉันในอีกสามวันก็อย่าถามอีกเลย รีบไปตามหาเขาเร็ว!” เฟิงอันนาเร่งยิกๆ
ได้ยินดังนั้น จงลี่ก็ไม่กล้าชักช้า รีบออกไปตามหาตัวหวังฮ่าวหรานทันที
ตอนนั้นเป็นเวลาเช้าตรู่ แต่กว่าจงลี่จะกลับมาก็ปาเข้าไปค่ำมืด
และผลลัพธ์คือความว่างเปล่า เธอหาตัวหวังฮ่าวหรานไม่พบ
คืนนั้น เฟิงอันนานอนพลิกตัวไปมาทั้งคืน ข่มตายังไงก็ไม่หลับ
วันต่อมา จงลี่ออกไปตามหาอีกครั้ง แต่ก็คว้าน้ำเหลวเหมือนเดิม
ผ่านไปอีกคืนที่ไม่อาจหลับใหล เมื่อแสงตะวันสาดส่องเข้ามา นั่นเป็นสัญญาณว่าเส้นตายมาถึงแล้ว
เฟิงอันนาเดินวนไปวนมาในห้องโรงแรม ร้อนรนเหมือนมดบนกระทะร้อน
แต่ทว่าข่าวดีที่รอคอยกลับไม่มา สิ่งที่มาถึงก่อนคือโทรศัพท์แจ้งตัดขาดความสัมพันธ์จากทางบ้าน
เฟิงอันนา... เจ้าหญิงแห่งตระกูลเฟิง ถูกขับไล่ออกจากตระกูลอย่างง่ายดายเช่นนี้
และทันทีที่วางสายจากพ่อแม่ โทรศัพท์จากบริษัทก็ตามมาติดๆ
เพื่อนสนิทที่ควบตำแหน่งหุ้นส่วนทางธุรกิจ อาศัยจังหวะที่เธอไม่อยู่ยักยอกบริษัทมูลค่ามหาศาลที่เธอสร้างมากับมือไปเป็นของตัวเอง
เฟิงอันนา... หญิงสาวผู้เพียบพร้อมดุจเจ้าหญิง มีทุกสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนล้วนอิจฉา
ในพริบตาเดียว เธอสูญเสียทุกอย่าง
ทรัพย์สิน ชื่อเสียง ครอบครัว... และอีกไม่นาน ลมหายใจของเธอก็คงจะดับสูญตามไป คงไม่มีโอกาสได้เห็นดวงตะวันของวันพรุ่งนี้
ชีวิตที่พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังเท้าอย่างรุนแรงขนาดนี้ ต่อให้จิตใจเข้มแข็งแค่ไหนก็ไม่อาจรับไหว
เฟิงอันนาที่เคยเย่อหยิ่งทนแบกรับความกดดันไม่ไหวอีกต่อไป เธอนั่งกอดเข่าร้องไห้ออกมาอย่างน่าเวทนา
ครั้งนี้... มันไม่ใช่การเสแสร้ง เธอร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวจากก้นบึ้งของหัวใจจริงๆ
“จุ๊ๆๆ...”
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังแว่วมาจากทางประตูห้องที่แง้มอยู่
เฟิงอันนาหยุดร้องไห้ หันขวับไปมองทันที
*****