- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นนายน้อยจอมวายร้ายไปซะได้
- บทที่ 318 กายาวิญญาณเหมันต์
บทที่ 318 กายาวิญญาณเหมันต์
บทที่ 318 กายาวิญญาณเหมันต์
วันรุ่งขึ้น เมื่อฉินหยุนหานตื่นขึ้น เธอก็ไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆที่เกิดขึ้นกับร่างกายตัวเองเมื่อคืนเลยสักนิด เธอจึงไปเรียนตามปกติ
หลังเลิกเรียนในตอนเย็น ฉินหยุนหานตั้งใจจะชวนมู่เจาเจาไปหาข้าวเย็นกินด้วยกัน
แต่ในขณะที่กำลังจะกดโทรศัพท์ หญิงสาวแปลกหน้าคนหนึ่งก็เดินตรงเข้ามาหาเธอ
หญิงสาวผู้นี้แต่งกายด้วยชุดสมัยใหม่ แต่ท่วงท่ากลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความงามแบบโบราณ ทุกรอยยิ้มและการเคลื่อนไหวดูงดงามราวกับจะสะกดผู้คนให้ลุ่มหลง
แม้ฉินหยุนหานจะเป็นผู้หญิงด้วยกันก็ยังอดใจเต้นไม่ได้
“คุณมาหาฉันเหรอคะ?” ฉินหยุนหานเห็นหญิงสาวคนนั้นเดินตรงดิ่งเข้ามาแล้วยิ้มให้ จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เจ้าเหมือนพี่อวิ๋นจริงๆ สวยเหมือนกันไม่มีผิด” หญิงสาวคนนั้นยิ้มอย่างอ่อนโยน
“คุณเป็นใคร?!” ฉินหยุนหานระวังตัวขึ้นมาทันที
เธอรู้ว่าแม่ของเธอชื่อเฟิ่งอวิ๋น ‘พี่อวิ๋น’ ที่คนตรงหน้าพูดถึงก็คงหมายถึงแม่ของเธอแน่ๆ
แต่หลังจากเจอเหตุการณ์ของเฟิ่งหรงคราวก่อน เธอก็ไม่กล้านับญาติกับใครง่ายๆอีกแล้ว
“ข้าชื่อเฟิ่งซวนซู่ ถึงอายุจะห่างจากเจ้าไม่มาก แต่ถ้านับศักดิ์แล้ว ข้าถือเป็นน้าเล็กของเจ้า” หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงที่เป็นผู้ใหญ่เกินวัย
“คุณมีหลักฐานไหม?” ฉินหยุนหานยังคงระมัดระวังตัว
เฟิ่งซวนซู่พอจะรู้เรื่องราวของเฟิ่งหรงมาบ้างจึงเข้าใจความระแวงของฉินหยุนหานดี เธอครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า
“ก่อนจะมาที่นี่ข้าไปพบพ่อของเจ้ามาแล้ว”
ฉินหยุนหานรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาฉินไคทันที
ผ่านไปสักหนึ่งหรือสองนาที เธอก็วางสาย แววตาที่เคยระแวดระวังแปรเปลี่ยนเป็นความเชื่อใจ
“สวัสดีค่ะน้าเล็ก เมื่อกี้ต้องขอโทษด้วยนะคะ น้าเล็กอย่าถือสาเลยนะ” พอแน่ใจในตัวตนของเฟิ่งซวนซู่ ฉินหยุนหานก็เปลี่ยนท่าทีเป็นกระตือรือร้นทันที รีบเข้าไปจับมือเฟิ่งซวนซู่ด้วยรอยยิ้ม
“ไม่เป็นไร” เฟิ่งซวนซู่ส่ายหน้ายิ้มๆ
ฉินหยุนหานพาเฟิ่งซวนซู่ไปทานข้าว ระหว่างนั้นก็ถามไถ่เรื่องราวของแม่มากมาย
แต่ฉินหยุนหานยังมีคำถามอีกเป็นภูเขาเลากา เวลาทานข้าวแค่มื้อเดียวย่อมไม่พอให้เธอถามจนหนำใจแน่นอน
“น้าเล็กยังไม่มีที่พักใช่ไหมคะ? งั้นเราหาที่พักกันก่อนแล้วค่อยคุยกันต่อดีกว่า” ฉินหยุนหานพูดด้วยความตื่นเต้น
“ได้สิ” เฟิ่งซวนซู่ไม่ขัดข้อง
ฉินหยุนหานพาเฟิ่งซวนซู่ไปเช็กอินที่โรงแรมใหญ่แห่งหนึ่งในละแวกนั้น
พอเข้าห้องพัก ฉินหยุนหานก็เตรียมจะยิงคำถามใส่เฟิ่งซวนซู่ต่อ แต่พออ้าปากจะพูด จู่ๆเธอก็รู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งร่าง
ฉินหยุนหานรู้สึกแปลกใจ อากาศข้างนอกค่อนข้างร้อน ในห้องก็ยังไม่ได้เปิดแอร์ แล้วทำไมถึงหนาวได้ขนาดนี้?
“หยุนหาน เป็นอะไรไป?” เฟิ่งซวนซู่สังเกตเห็นความผิดปกติจึงรีบถาม
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ จู่ๆก็รู้สึกหนาวมาก” ฉินหยุนหานกอดตัวเองแน่นหวังจะคลายหนาว แต่ก็เปล่าประโยชน์ ร่างกายของเธอเริ่มสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
เฟิ่งซวนซู่ขมวดคิ้ว รีบเดินเข้าไปจับข้อมือหลานสาวเพื่อตรวจดูอาการ
“น้าเล็ก... ฉัน... ฉันหนาวเหลือเกิน” ในเวลาเพียงชั่วอึดใจ ความหนาวเย็นในร่างกายของฉินหยุนหานก็ทวีความรุนแรงขึ้น จนกระทั่งมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะที่แพขนตา
เฟิ่งซวนซู่ตกใจ รีบดึงหลานสาวเข้ามากอดหวังจะช่วยถ่ายเทความอบอุ่น
ทว่าทันทีที่สัมผัสตัว ความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาก็ทำให้เฟิ่งซวนซู่เผลอปล่อยมือโดยอัตโนมัติ
เฟิ่งซวนซู่ตื่นตระหนก ความคิดมากมายแล่นผ่านสมอง แล้วจู่ๆนางก็นึกอะไรขึ้นมาได้ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นทั้งยินดีและตื่นตระหนกไปพร้อมกัน
“หนาว... หนาวจะตายอยู่แล้ว...” อาการหนาวสั่นของฉินหยุนหานยิ่งรุนแรงขึ้น
เฟิ่งซวนซู่ได้แต่มองด้วยความร้อนรน ทำอะไรไม่ได้เลย
แต่ไม่นานนัก ความหนาวเย็นของฉินหยุนหานก็ค่อยๆทุเลาลง และกลับสู่สภาวะปกติในที่สุด
เฟิ่งซวนซู่รีบจับข้อมือฉินหยุนหานอีกครั้ง เหมือนกำลังตรวจสอบอะไรบางอย่าง
“น้าเล็ก... ฉัน... ฉันเป็นอะไรไปคะ? หรือว่าฉันจะเป็นโรคร้ายแรง?” ฉินหยุนหานถามด้วยความหวาดกลัว
“เด็กโง่ ไม่ใช่แบบนั้นหรอก” หลังจากตรวจเช็กจนแน่ใจ เฟิ่งซวนซู่ก็เอ่ยด้วยความตื่นเต้น
“น้าเคยอ่านเจอในตำราโบราณ ร่างกายของเจ้ามีคุณสมบัติพิเศษที่หาได้ยากยิ่ง เรียกว่า ‘กายาวิญญาณเหมันต์’ เป็นร่างกายที่เหมาะแก่การฝึกวรยุทธ์มาก ขอแค่ได้ฝึกวิชาที่เหมาะสม ในอนาคตเจ้าจะได้เป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้าแน่นอน”
“ฉันจะเป็นยอดฝีมือได้เหรอคะ!” ฉินหยุนหานยิ้มแก้มปริ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาคือเธอจะได้ปกป้องคนที่เธอรักได้ ส่วนความคิดที่สองคือ... จะได้เอาไปอวดสวี่มู่เหยียน
“น้าเล็ก งั้นสอนฉันหน่อยสิคะ สอนฉันเร็วๆเลย ฉันอยากเป็นยอดฝีมือเดี๋ยวนี้เลย!” ฉินหยุนหานเร่งเร้าอย่างไร้เดียงสา
“หยุนหาน ถึงเจ้าจะมีร่างกายพิเศษที่หาได้ยาก แต่การฝึกวรยุทธ์ต้องใช้เวลา ไม่ใช่จะเก่งได้ในชั่วข้ามคืน” เฟิ่งซวนซู่ต้องเบรกความกระตือรือร้นของหลานสาวไว้ก่อน
“งั้นเหรอ... แล้วต้องฝึกนานแค่ไหนคะ?” ฉินหยุนหานถามเสียงอ่อยลง
“ต้องกลับไปฝึกที่หุบเขาเฟิ่งซีสักสามปี ในสามปีนี้เจ้าต้องตั้งใจและขยันหมั่นเพียร อาจจะต้องลำบากบ้าง แต่รับรองว่าผลลัพธ์คุ้มค่าแน่นอน” เฟิ่งซวนซู่กล่าว
“งั้น... ไม่เอาดีกว่าค่ะ” ฉินหยุนหานหมดความสนใจทันที
ตั้งแต่เกิดมาเธอไม่เคยลำบากตรากตรำมาก่อน
แถมต้องจากคนรักไปตั้งสามปีเพื่อไปฝึกวิชาในหุบเขาเนี่ยนะ?
เรื่องแบบนี้จ้างให้ฉินหยุนหานก็ไม่ทำหรอก
สู้เรียนหนังสือ เล่นเกม อยู่กับแฟนที่มหาลัย สบายใจกว่าตั้งเยอะ
“หยุนหาน เจ้ามีร่างกายพิเศษขนาดนี้ ถ้าไม่ฝึกฝนก็น่าเสียดายแย่เลยนะ!” เฟิ่งซวนซู่เห็นหลานถอดใจง่ายๆก็รีบเกลี้ยกล่อม
“น้าเล็ก คนเรามีความชอบไม่เหมือนกันหรอกค่ะ” ฉินหยุนหานยิ้มแห้งๆ
เฟิ่งซวนซู่จึงตัดสินใจพูดความจริง “บอกตรงๆเลยนะ ที่หุบเขาเฟิ่งซีสถานการณ์เพิ่งจะสงบ พี่อวิ๋นยังปลีกตัวมาไม่ได้ ที่น้ามาหาเจ้าก็เพื่อมาดูแทนพี่อวิ๋น และจุดประสงค์หลักอีกอย่างก็คือมาดูว่าเจ้าเหมาะที่จะฝึกวรยุทธ์หรือไม่ ถ้าเหมาะ น้าก็ได้รับคำสั่งจากพี่อวิ๋นให้พาตัวเจ้ากลับไปที่หุบเขาเฟิ่งซีทันที”
“สรุปแม่ก็ไม่แน่ว่าจะมาหาฉันเหรอคะ...” แววตาของฉินหยุนหานฉายแววผิดหวัง
“เจ้ากลับไปหุบเขาเฟิ่งซีกับน้าก็ได้เจอพี่อวิ๋นเหมือนกันนั่นแหละ” เฟิ่งซวนซู่ปลอบ
“แต่ฉันไม่อยากไปจากเมืองชิงหลิงนี่นา” ฉินหยุนหานทำหน้าลำบากใจ
“เจ้าแยกจากพี่อวิ๋นมาตั้งนาน ไม่อยากเจอนางงั้นเหรอ?”
“อยากเจอสิคะ แต่ว่า...”
ฉินหยุนหานชะงักคำพูดไว้แค่นั้น
เฟิ่งซวนซู่เดาความคิดหลานสาว “เป็นห่วงพ่อเจ้าหรือ? เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง พ่อเจ้ารับปากแล้วว่าจะหาเวลาไปเยี่ยม”
ฉินหยุนหานเริ่มหงุดหงิดที่ไม่อาจพูดความจริงได้ “เอาเป็นว่าฉันไม่อยากไปจากที่นี่ค่ะ รอแม่มาหาดีกว่า แยกกันมาตั้งนานแล้ว รออีกหน่อยจะเป็นไรไป”
เฟิ่งซวนซู่เป็นคนฉลาด ย่อมมองออกทันทีว่าฉินหยุนหานมีพิรุธ “ที่นี่นอกจากพ่อเจ้าแล้ว ยังมีใครให้เจ้าห่วงหาอาวรณ์ขนาดนั้นอีก?”
“น้าเล็ก น้าก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน น่าจะเข้าใจนี่คะ” ฉินหยุนหานตอบอ้อมแอ้ม
เพราะ ‘ใครบางคน’ เคยสั่งไว้ว่าห้ามบอกเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่ให้ใครรู้โดยไม่ได้รับอนุญาต เธอจึงต้องเชื่อฟังอย่างเคร่งครัด
แต่เฟิ่งซวนซู่ซักไซ้ไล่เลียงไม่หยุด เธอเลยต้องใบ้ให้นิดหน่อย
แต่ทว่า... พอได้ยินคำตอบ คิ้วของเฟิ่งซวนซู่กลับขมวดเข้าหากันแน่น
*****