- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นนายน้อยจอมวายร้ายไปซะได้
- บทที่ 316 โฉมงามอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ
บทที่ 316 โฉมงามอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ
บทที่ 316 โฉมงามอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ
โฉมงามอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ?
เมื่อได้ยินสมญานามนี้ หัวใจของหวังฮ่าวหรานก็เต้นระรัวด้วยความสนใจ ดวงตาเป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที เขารีบซักไซ้ต่อ
“เล่าเรื่องโฉมงามอันดับหนึ่งคนนี้ให้ฉันฟังละเอียดๆหน่อย”
เมื่อเห็นท่าทีตื่นเต้นของหวังฮ่าวหราน อวี่หนิงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามด้วยความสงสัยว่า “ท่านมีวรยุทธ์สูงส่งขนาดนี้ ย่อมต้องเป็นบุคคลสำคัญในยุทธภพแน่ๆ เหตุใดถึงไม่รู้จักโฉมงามอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพล่ะเจ้าคะ?”
หวังฮ่าวหรานสะอึกไปเล็กน้อย แน่นอนว่าเขาไม่รู้ แต่จะให้พูดตรงๆก็เสียฟอร์ม เขาจึงแกล้งทำเป็นเฉไฉไปว่า
“ในยุทธภพ สายตาของฉันมีไว้มองแค่เธอคนเดียว จะไปสนใจผู้หญิงอื่นทำไม แล้วจะไปรู้จักโฉมงามอันดับหนึ่งอะไรนั่นได้ยังไง”
“แค่ได้ยินคำนี้... ต่อให้ต้องตายเดี๋ยวนี้ ข้าก็ไม่เสียใจแล้ว” อวี่หนิงได้ฟังก็ปลาบปลื้มจนน้ำตาแทบไหล ทั้งยินดีและซาบซึ้งระคนกัน
ผ่านไปครู่ใหญ่ นางจึงระงับอารมณ์และเริ่มตอบคำถามของหวังฮ่าวหราน “นางมีนามว่า ‘เฟิ่งซวนซู่’ อายุราวๆยี่สิบปี เดิมทีเป็นบุตรสาวจ้าวสำนักสันโดษแห่งหนึ่ง แต่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด คืนหนึ่งสำนักของนางถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก เหลือรอดเพียงนางแค่คนเดียว”
“เมื่อหลายปีก่อน นางได้เข้าร่วมกับหุบเขาเฟิ่งซี และจ้าวสำนักคนปัจจุบันก็รับนางเป็นน้องสาวบุญธรรม”
“ในยุทธภพนี้ไม่รู้ว่ามีบุรุษมากมายเพียงใดที่ใฝ่ฝันอยากจะสานสัมพันธ์กับนาง”
หวังฮ่าวหรานพยักหน้าช้าๆ พลางเปรยขึ้นลอยๆ “ได้ชื่อว่าเป็นโฉมงามอันดับหนึ่ง ใครได้แต่งงานด้วยคงภูมิใจน่าดู”
“นั่นเป็นเพียงเหตุผลส่วนหนึ่งเท่านั้นเจ้าค่ะ” อวี่หนิงกล่าวเสริม
“หืม? แต่งกับเฟิ่งซวนซู่ยังมีข้อดีอย่างอื่นอีกเหรอ?” หวังฮ่าวหรานแปลกใจ
“แน่นอนเจ้าค่ะ ในฐานะบุตรสาวจ้าวสำนักที่เคยรุ่งเรืองถึงขีดสุด แม้สำนักจะล่มสลายไปแล้ว แต่ทรัพยากรการบำเพ็ญเพียรต่างๆของสำนักยังคงหลงเหลืออยู่อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นของวิเศษที่ช่วยเสริมพลังลมปราณหรือเคล็ดวิชาวรยุทธ์ระดับสูง” อวี่หนิงอธิบาย “ใครที่ได้แต่งงานกับเฟิ่งซวนซู่ นอกจากจะได้สาวงามไปครองแล้ว ยังจะได้ครอบครองทรัพยากรล้ำค่าพวกนี้อีกด้วย”
หวังฮ่าวหรานขมวดคิ้วเล็กน้อย “เฟิ่งซวนซู่เมื่อเข้าร่วมหุบเขาเฟิ่งซีไม่ได้มอบทรัพยากรพวกนั้นให้สำนักหรอกเหรอ?”
อวี่หนิงส่ายหน้า “ทางหุบเขาเฟิ่งซีไม่เคยเรียกร้องอะไรพวกนี้เลยเจ้าค่ะ แต่เฟิ่งซวนซู่เองก็ซาบซึ้งในบุญคุณที่สำนักให้ที่พักพิง จึงมอบทรัพยากรบางส่วนให้ด้วยความสมัครใจ แม้จะไม่มากนัก แต่แค่ส่วนน้อยนิดนั้นก็เพียงพอที่จะยกระดับความแข็งแกร่งโดยรวมของหุบเขาเฟิ่งซีไปได้อีกขั้นแล้ว”
“แต่ทรัพยากรส่วนใหญ่... ยังคงอยู่ที่ตัวเฟิ่งซวนซู่เจ้าค่ะ”
เมื่อฟังอวี่หนิงเล่าจบ หวังฮ่าวหรานก็เข้าใจแจ่มแจ้งทันทีว่าทำไมเฟิ่งซวนซู่ถึงเป็นที่หมายปองนัก
ถ้าเปรียบกับโลกปุถุชน เฟิ่งซวนซู่ก็คือสาวสวยระดับท็อปที่เป็นมหาเศรษฐีนีดีๆนี่เอง
ใครพิชิตใจเธอสำเร็จก็เท่ากับได้ทั้งเงินตราทั้งสาวงาม ชีวิตพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดทันที
อวี่หนิงกล่าวต่อ “แต่เฟิ่งซวนซู่มาตรฐานสูงมาก นางไม่ชายตาแลเหล่าบุรุษในยุทธภพเลยแม้แต่น้อย แม้แต่เจียงเกาเสวียนที่เป็นอันดับหนึ่งในทำเนียบมังกรหงส์เร้นลับ นางก็ยังไม่เห็นอยู่ในสายตา”
เรื่องนี้หวังฮ่าวหรานไม่แปลกใจเลยสักนิด
เจียงเกาเสวียนมันก็แค่น้ำจิ้ม เป็นแค่ตัวร้ายดาดๆที่มีไว้ให้ตัวเอกตบหน้า จะไปคู่ควรกับนางเอกระดับพรีเมียมอย่างเฟิ่งซวนซู่ได้ยังไง?
ทันใดนั้น หวังฮ่าวหรานก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “เมื่อกี้เธอบอกว่า เฟิ่งซวนซู่เป็นน้องสาวบุญธรรมของจ้าวสำนักหุบเขาเฟิ่งซี... งั้นนางก็มีศักดิ์เป็นน้าเล็กของเหยียนหยุนเทียนน่ะสิ?”
“แม้อายุจะเพิ่งยี่สิบปี แต่ถ้าลำดับญาติกันแล้วก็ถูกต้องเจ้าค่ะ นางเป็นน้าเล็กของเหยียนหยุนเทียนจริงๆ” อวี่หนิงตอบ
ไอ้เวรนี่... มันไม่ใช่แค่ประหลาดแล้ว สัตว์นรกชัดๆ!
หวังฮ่าวหรานสบถในใจ
เฟิ่งซวนซู่ต้องเป็นนางเอกในเส้นเรื่องของเหยียนหยุนเทียนแน่ๆ
และในเมื่อเป็นนางเอก ไอ้รถไถดินอย่างเหยียนหยุนเทียนก็ต้องคิดจะเคลมน้าเล็กตัวเองแน่นอน
ถ้าไม่เรียกว่าสัตว์นรกแล้วจะให้เรียกว่าอะไร?
“จริงสิ อีกไม่กี่วันเฟิ่งซวนซู่น่าจะมาที่เมืองชิงหลิงเพื่อเยี่ยมลูกสาวของพี่รองเฟิ่งอวิ๋น ท่านอาจจะได้เจอนางตอนนั้นก็ได้” อวี่หนิงรายงานเพิ่มเติม
“ลูกสาวของเฟิ่งอวิ๋น... คือฉินหยุนหานใช่ไหม?” หวังฮ่าวหรานได้ยินชื่อ ‘เฟิ่งอวิ๋น’ ก็เอะใจ พึมพำกับตัวเองเบาๆ
เพราะเขาเคยได้ยินชื่อแม่ของฉินหยุนหานมาจากเฟิ่งหรง คนที่เคยจะมาลักพาตัวฉินหยุนหานก่อนหน้านี้
“เจ้าค่ะ ฉินหยุนหานคนนั้นแหละ” อวี่หนิงพยักหน้า แล้วพูดต่อ “การมาเยี่ยมฉินหยุนหานเป็นเพียงส่วนหนึ่งค่ะ อีกวัตถุประสงค์คือมาตรวจสอบดูว่าฉินหยุนหานมีพรสวรรค์ในการฝึกวรยุทธ์หรือไม่”
“ถ้ามี นางก็น่าจะพาตัวฉินหยุนหานกลับไปที่หุบเขาเฟิ่งซีเพื่อพบเฟิ่งอวิ๋นเลย จะได้ไม่ต้องให้เฟิ่งอวิ๋นลำบากเดินทางมาที่นี่”
ได้ยินดังนั้น สีหน้าของหวังฮ่าวหรานก็แปรเปลี่ยนไปทันที
ฉินหยุนหานมีสถานะเป็นนางเอก แถมยังมีเบื้องหลังเกี่ยวกับสำนักยุทธ์
ไม่ต้องรอตรวจ หวังฮ่าวหรานก็ฟันธงได้เลยว่าฉินหยุนหานต้องมีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์ชัวร์ แถมยังต้องเป็นระดับเทพด้วย!
พล็อตเรื่องแบบนี้เขาเห็นมาจนเอียนแล้ว
ถ้าเป็นอย่างนั้น หลังตรวจเสร็จ เฟิ่งซวนซู่ก็ต้องพาตัวฉินหยุนหานกลับหุบเขาเฟิ่งซีน่ะสิ?
ฉินหยุนหานต้องไม่ยอมแน่ๆ
แล้วเขาก็ต้องกระโดดออกไปขัดขวาง พร้อมตะโกนลั่นว่า ‘สามสิบปีบูรพา สามสิบปี...’
จะบ้าเรอะ! เขาเป็นตัวร้ายนะ บทพูดลิเกแบบนั้นมันไม่เกี่ยวอะไรกับเขาเลยสักนิด
แต่อวี่หนิงผู้ซื่อสัตย์ไม่มีทางโกหกหรือให้ข้อมูลเท็จแน่นอน
ถ้าพล็อตนี้ไม่ใช่ของเขา แล้วมันเป็นของตัวเอกคนไหน?
หวังฮ่าวหรานขบคิดอย่างหนัก
ถ้าเขาไม่เข้าไปแทรกแซง เหยียนหยุนเทียนต้องเป็นคนออกมาขัดขวางแน่ๆ
แต่ตอนนี้... เส้นเรื่องมันเพี้ยนไปแล้ว
เหยียนหยุนเทียนหมดความสนใจในตัวฉินหยุนหานและคงไม่เข้ามายุ่งวุ่นวาย
นั่นหมายความว่า... เผือกร้อนชิ้นนี้ต้องตกมาอยู่ที่มือเขาเต็มๆ
จะทำยังไงดีล่ะ?
ให้เฟิ่งซวนซู่ปลอมผลตรวจ บอกว่าฉินหยุนหานไม่มีพรสวรรค์งั้นเหรอ?
แล้วจะเอาอะไรไปต่อรองล่ะ?
เอาความหล่อเข้าสู้? ทำให้เฟิ่งซวนซู่หลงหัวปักหัวปำยอมโกหกเพื่อเขา?
เพ้อเจ้อสิ้นดี เป็นไปไม่ได้หรอก
เฟิ่งซวนซู่เป็นถึงโฉมงามอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ แถมยังรวยล้นฟ้า มีคนมาจีบเป็นขบวนรถไฟ
จะให้มายอมสยบแทบเท้าเพราะหน้าหล่อๆของเขา... ฝันไปเถอะ
หรือจะใช้แต้มวายร้ายสามหมื่นแลก ‘การ์ดรักแรกพบ’?
ความคิดนี้แวบเข้ามาในหัว แต่ก็ถูกปัดตกไปอย่างรวดเร็ว
เสียสามหมื่นแต้มเพื่อแก้ปัญหาแค่นี้มันสิ้นเปลืองเกินไปหน่อย
แถมลงทุนไปสามหมื่นแต้มก็ไม่แน่ว่าจะได้ทุนคืนจากเฟิ่งซวนซู่
อีกอย่าง เหยียนหยุนเทียนมีออร่าตัวเอกเริ่มต้นตั้งห้าพันกว่า เฟิ่งซวนซู่ที่เป็นนางเอกในรูทของเขาก็อาจจะมีออร่าเกินสามพัน
ขืนแลกการ์ดมาแล้วใช้ไม่ได้ เขาคงได้แต่นั่งน้ำตาตกใน
หรือจะต้องใช้กำลัง?
หวังฮ่าวหรานคิดถึงอีกทางเลือก
พูดกันตามตรง การใช้กำลังไล่เฟิ่งซวนซู่กลับไปมันง่ายนิดเดียว
แต่ผลกระทบที่จะตามมามันใหญ่หลวงนัก แถมจะนำพาปัญหาลูกโซ่มาให้ไม่จบไม่สิ้น
ถ้าเฟิ่งซวนซู่ถูกไล่กลับไป เธอต้องไปตามพวกหุบเขาเฟิ่งซีมาช่วยรุมจัดการเขาแน่
ถึงตอนนั้นคงได้มีคนแห่กันมาวุ่นวายไม่รู้จักจบจักสิ้น น่ารำคาญตายชัก
*****