เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 352: ต้วนชิวผิงลงเขาแล้ว!

ตอนที่ 352: ต้วนชิวผิงลงเขาแล้ว!

ตอนที่ 352: ต้วนชิวผิงลงเขาแล้ว!


เฉินหยางเดินก้าวเข้าไป

ภาพที่ปรากฏตรงหน้า ทำเอาเขาถึงกับตกตะลึง

ไม่ไกลนักในพงหญ้าคา มีลานกว้างอยู่แห่งหนึ่ง

บนลานกว้างมีเศษก้านหญ้าคาแห้งทับถมอยู่ หลงเซี่ยงร่วงหล่นลงบนก้านหญ้าเหล่านั้น มันพยายามลุกขึ้นเพื่อหนี แต่กลับเหยียบพลาดจนร่างทรุดฮวบจมลงไปเบื้องล่าง

"อ๊าก!"

หลงเซี่ยงแผดร้องออกมาหนึ่งเสียง ก่อนจะวูบหายไปในพริบตา

เฉินหยางรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้ช่างดูคุ้นตาเหลือเกิน

เนินมังกรดิน!

นี่มันหนีมาถึงเนินมังกรดินเชียว?

ถ้าอย่างนั้น ภายใต้พงหญ้าเหล่านี้...

เสียงสวบสาบดังยั้วเยี้ยชวนให้ผู้ที่ได้ยินรู้สึกขนลุกซู่

ดาบโม่ปรากฏขึ้นในมือเฉินหยาง เขาขยับเข้าไปใกล้ ใช้ปลายดาบเขี่ยพงหญ้าคาออก

เป็นอย่างที่คิด

สถานที่แห่งนี้เขาเพิ่งมาเยือนเมื่อวาน เบื้องล่างคือหลุมขนาดใหญ่ ภายในหลุมอัดแน่นไปด้วยกองทัพไส้เดือนหลากสีสันที่เลื้อยพันกันจนดูมืดฟ้ามัวดิน

พวกมันบิดตัวขยับเขยื้อนไปมา เป็นภาพที่ดูแล้วน่าสะอิดสะเอียนอย่างยิ่ง

หลงเซี่ยงช่างประจวบเหมาะเสียจริง ร่วงหล่นลงไปในหลุมนั้นพอดิบพอดี

ไส้เดือนในหลุมพลันแตกฮือทันที มองเห็นเลือนรางว่าร่างกายทั้งหมดของหลงเซี่ยงจมหายลงไป เหลือเพียงหนังศีรษะเล็กน้อยที่โผล่พ้นมา ก่อนจะถูกฝูงไส้เดือนรุมล้อมจนมิด

"อ๊าก!"

หลงเซี่ยงแผดคำรามด้วยโทสะ มันระเบิดพลังดิ้นรนจนท่อนบนหลุดพ้นจากฝูงไส้เดือน พยายามจะตะเกียกตะกายขึ้นสู่ขอบหลุม

แต่ว่า ในวินาทีถัดมา ไส้เดือนที่มีขนาดหนาเท่าท่อนแขนพลันพุ่งออกมาจากกลุ่มเพื่อนของมัน

มันเปรียบเสมือนหนวดปลาหมึกยักษ์ที่เข้าพันธนาการร่างหลงเซี่ยงไว้ในพริบตา

ตอนนี้หลงเซี่ยงสิ้นแรงแล้ว ไม่อาจดิ้นรนขัดขืนได้อีก ทำได้เพียงแผดเสียงร้องด้วยความโกรธแค้น ก่อนจะถูกไส้เดือนตัวนั้นฉุดกระชากลากกลับลงไปทั้งที่ยังมีชีวิต

เพียงครู่เดียว ร่างของมันก็หายลับไปท่ามกลางกองทัพไส้เดือนนับไม่ถ้วน

"บ้าน่า!"

ภาพเหตุการณ์ตรงหน้า ทำเอาเฉินหยางถึงกับขนพองสยองเกล้าไปทั้งตัว

ช่างโหดเหี้ยมอำมหิตนัก!

หลงเซี่ยงยังนับว่าเป็นคนใจเด็ด มันพยายามดิ้นรนจนโผล่ศีรษะขึ้นมาได้อีกครั้ง

"ช่วยฉันด้วย..."

มันยื่นมือออกมาหาเฉินหยางจากระยะไกลพลางร้องขอความช่วยเหลือ

น้ำเสียงนั้นอัดแน่นไปด้วยความหวาดกลัวต่อความตายอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

ไส้เดือนขนาดเท่าตะเกียบกำลังพยายามชอนไชเข้าสู่รูหูและรูจมูกของมัน

ทั้งใบหน้าและร่างกายอาบชุ่มไปด้วยเมือกที่น่าขยะแขยง

เฉินหยางนึกอยากจะหนีไปให้พ้นพ้น มีหรือจะกล้าก้าวเท้าเข้าไปช่วย?

"อ๊าก!"

ในที่สุดหลงเซี่ยงก็แผดร้องออกมาด้วยความสิ้นหวัง ร่างของมันถูกไส้เดือนยักษ์กดจมหายลงไปอีกรอบ

ฝูงไส้เดือนภายในหลุมยังคงม้วนตัวสลับสับเปลี่ยนกันไปมาอย่างต่อเนื่อง

และในครั้งนี้ หลงเซี่ยงไม่มีโอกาสได้โผล่พ้นขึ้นมาอีก

เลือดสีแดงสดเริ่มซึมผ่านออกมาจากหลุมไส้เดือน

เมื่อได้สัมผัสกลิ่นคาวเลือด ฝูงไส้เดือนยิ่งเกิดอาการคลุ้มคลั่ง พวกมันพากันบิดตัวอย่างรุนแรงกว่าเดิม

เลือดไหลซึมออกมามากขึ้น จนสุดท้ายแทบจะพุ่งทะลักออกมาประดุจน้ำพุ

จบสิ้นแล้ว หลงเซี่ยงจบสิ้นแล้ว!

เฉินหยางจ้องมองภาพนั้นด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด มันช่างเป็นภาพที่น่าสยดสยองเสียจริง

ภาพที่หลงเซี่ยงอ้อนวอนขอชีวิตในวินาทีสุดท้าย ย่อมทิ้งรอยแผลเป็นในใจให้เขาอยู่บ้าง

ช่างน่าสะพรึงกลัวนัก

ทั้งที่ยังเป็นเวลากลางวัน แต่เฉินหยางกลับรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง

มังกรดินกลิ้งมุก มันน่ากลัวถึงเพียงนี้เชียว?

รีบหนีไปจากที่นี่เถอะ!

เฉินหยางสัมผัสได้ถึงอันตรายตามสัญชาตญาณ เขาจึงรีบหันหลังและออกวิ่งหนีทันที

จะมัวมาดูเรื่องสนุกอะไรกันอยู่ ระวังจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่อีกคน

เมื่อก้าวพ้นจากพงหญ้าคา เฉินหยางจึงลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

เขาเกลียดชังสิ่งมีชีวิตประเภทสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ยิ่งต้องมาเจอจำนวนมหาศาลและขนาดที่ใหญ่โตเช่นนี้อีก

เขาไม่อยากจะจินตนาการเลยว่า หากเป็นตัวเขาเองที่ร่วงลงไปในหลุมไส้เดือนนั้น ความรู้สึกจะย่ำแย่เพียงใด

เวรเอ๊ย น่าขยะแขยงชะมัด!

เขาสั่นสะท้านไปทั้งตัว ก่อนจะรีบก้าวเท้าเดินขึ้นเขาไปอย่างรวดเร็ว

……

...

——

——

หลงเซี่ยงสิ้นชื่อแล้ว ยังไม่ทันจะถึงตีนเขาก็สิ้นใจไปเสียก่อน เพราะดันร่วงหล่นลงไปในหลุมไส้เดือนด้วยตนเอง

เมื่อเฉินหยางเดินทางกลับถึงวัดยอดแหลม เขาจึงแจ้งเรื่องนี้ให้หวงเต้าหลินทราบทันที

หวงเต้าหลินได้ฟังพลันนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง

อยู่ดีไม่ว่าดี ร่วงลงหลุมมังกรดินเนี่ยนะ?

หรือว่าเจ้าเด็กนี่จะเป็นคนจัดการแล้วโยนศพลงหลุมเพื่อทำลายหลักฐานกันแน่?

"เดิมทีผมตั้งใจจะส่งตัวมันให้สมาคมผู้พิทักษ์ขุนเขาจัดการ เผื่อจะได้เงินรางวัลติดไม้ติดมือมาบ้าง ใครจะนึกว่ามันจะดวงจู๋ขนาดนี้ ตอนหนีดันไม่ระวังจนร่วงลงไปในนั้นเอง ท่านอา ท่านไม่เห็นภาพนั้นหรอกครับ สิ่งของพรรค์นั้นมัน..."

เฉินหยางส่ายหน้าติดกัน ภายในใจยังคงมีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่

หวงเต้าหลินจ้องมองเขานิ่งงัน เขาไม่มีทางเชื่อคำลวงที่ว่าจะส่งตัวให้สมาคมแน่นอน

เขารู้จักนิสัยของเฉินหยางดี

เขาเป็นคนเด็ดขาดและเลือดเย็น ทำอะไรไม่เคยทิ้งปัญหาไว้ให้ตามแก้ในภายหลัง หากเห็นว่าจะมีอันตราย ต้องหาทางกำจัดทิ้งเสียตั้งแต่ต้นลม

หลงเซี่ยงคนนี้ สำหรับพวกเขานับว่าเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ หากมันล่วงรู้ว่าหลี่เฟิงเถียนและหูโย่วไฉสิ้นใจแล้ว ย่อมต้องพุ่งเป้าสงสัยมาที่พวกเฉินหยางแน่นอน ถึงตอนนั้นตระกูลหลี่กับตระกูลหูต้องพากันมาวุ่นวายแน่นอน

นี่คือปัญหาที่ต้องระวัง

ตัวหลงเซี่ยงเองก็นับว่าเป็นตัวปัญหาที่ร้ายแรงที่สุด

มันมีนิสัยมุทะลุและดุร้าย คนประเภทนี้มักจะเป็นพวกเจ้าคิดเจ้าแค้น ชอบตามล้างแค้นไม่เลิกรา

หากปล่อยให้รอดไปในครั้งนี้ ไม่ช้าก็เร็วต้องย้อนกลับมาสร้างความเดือดร้อนแน่นอน ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะเกิดความวุ่นวายเพียงใด

หวงเต้าหลินเป็นตัวคนเดียว แถมวรยุทธ์ยังสูงส่งเกินมนุษย์ เขาไม่จำเป็นต้องเห็นหลงเซี่ยงอยู่ในสายตา

แต่ว่า เฉินหยางนั้นแตกต่างออกไป เขาจำเป็นต้องระแวดระวังคนประเภทนี้ไว้เสมอ

ดังนั้น การกำจัดต้นตอของปัญหาทิ้งเสียตั้งแต่แรกไม่ให้มันลุกลาม ย่อมเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อตนเองและครอบครัวที่ดีที่สุด

เฉินหยางกล่าว "ท่านอา ไส้เดือนพวกนั้นได้ลิ้มรสเลือดมนุษย์เข้าไปแล้ว มันจะกลายเป็นว่า..."

เขากังวลว่า หลังจากพวกมันได้ทานเลือดเนื้อของมนุษย์และเริ่มจะติดใจรสชาติแล้ว พวกมันจะเกิดอาการคุ้มคลั่งขึ้นมาหรือไม่?

"ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก"

หวงเต้าหลินส่ายหน้าปฏิเสธ "มังกรดินกลิ้งมุกจะอาศัยอยู่เพียงในอาณาเขตของตนเองเท่านั้น ขอเพียงมนุษย์ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกมัน พวกมันไม่มีทางเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อนแน่นอน..."

"เข้าใจแล้วครับ"

ในเมื่อหวงเต้าหลินยืนยันเช่นนั้น เฉินหยางจึงไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ

……

...

เพื่อความมั่นใจ หวงเต้าหลินจึงชวนเฉินหยางเดินทางไปตรวจสอบสถานที่จริงที่เนินมังกรดินด้วยกันอีกรอบ

หลังจากกลับมา เฉินหยางจึงไปหากู่หลิงซานเพื่อขอใบสั่งยาที่ช่วยระบายลมตับและบำรุงม้าม

กู่หลิงซานไม่ได้ตระหนี่ เธอรีบเขียนตำรับยาให้เขาตามคำขอทันที

ภายในห้องปฏิบัติธรรม กู่หลิงซานยื่นใบสั่งยาให้เฉินหยาง ซึ่งเขาก็เอ่ยขอบคุณไม่ขาดปาก

กู่หลิงซานกล่าว "ตำรับยานี้ไม่ใช่ของหายากอะไร ความจริงนายไม่ต้องมาขอจากฉันก็ได้ ตามร้านขายยาทั่วไปก็มีจำหน่าย ราคาก็ไม่แพงมากประมาณสองร้อยกว่าหยวนต่อกล่อง ชื่อยาคือ [ยาเม็ดบำรุงม้ามระบายตับ] เพียงแค่สังเกตเครื่องหมายการค้าของโรงงานยาเหมยลี่ของเราก็นับว่าใช้ได้แล้ว..."

"มีขายตามร้านขายยาทั่วไปเลยเหรอครับ?"

เฉินหยางรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เงินเพียงสองร้อยกว่าหยวนสำหรับเขาย่อมไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

กู่หลิงซานกล่าว "แน่นอน ถึงยาตามร้านขายยาสรรพคุณจะสู้ยาที่พวกเราปรุงเองไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้แย่นัก นายลองซื้อมาใช้ก่อนก็ได้ เดี๋ยวฉันจะโทรศัพท์ไปสั่งให้ที่บ้านส่งมาให้นายอีกสองสามกล่องแล้วกัน"

"ถ้าอย่างนั้นก็เยี่ยมเลยครับ รบกวนคุณด้วยนะ"

เฉินหยางเอ่ยขอบคุณด้วยความจริงใจ แต่สายตาของเขากลับแอบชำเลืองมองไปที่ศีรษะของกู่หลิงซาน

กู่หลิงซานใช้มือลูบผมตนเองพ]างถามว่า "มีอะไรเหรอ? บนหัวฉันมีอะไรติดอยู่หรือไง?"

"มีผีเสื้อกลางคืนเกาะอยู่น่ะ อยู่ให้นิ่งนะ"

เฉินหยางยื่นมือไปทำท่าปัดออกให้

"ซี้ด..."

กู่หลิงซานรู้สึกเจ็บแปลบที่หนังศีรษะจนต้องขมวดคิ้ว

"เกิดอะไรขึ้นครับ?"

เฉินหยางแสร้งทำเป็นสงสัย ก่อนจะยิ้มแห้งอย่างเขินอาย "ผในี่ช่างซุ่มซ่ามจริง ขอโทษทีนะครับ..."

กู่หลิงซานลูบหนังศีรษะเล็กน้อยพลางส่ายหน้าก่อนจะบอกเฉินหยางว่า "เฉินหยาง การที่ฉันมาหลิงเจียงรอบนี้ นอกจากจะมาเยี่ยมท่านอาหวงแล้ว ความจริงฉันมีเรื่องอยากให้นายช่วยสักหน่อย"

"ผมเหรอ? ช่วยอะไรครับ?"

เฉินหยางชะงักไปครู่หนึ่ง "ผมจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง?"

กู่หลิงซานกล่าว "ฉันกำลังศึกษาวิจัยเรื่องการทะลวงระดับข้ามขีดจำกัด แต่ในตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ กรณีที่ทำสำเร็จนั้นมีน้อยมาก และนายคือกุญแจสำคัญที่ทำได้จริง แถมยังเป็นการทะลวงจากระดับสิบที่หาได้ยากยิ่งอีกด้วย สำหรับหัวข้อวิจัยของฉันนับว่ามีมูลค่ามหาศาล..."

เฉินหยางได้ฟังถึงกับทั้งขำทั้งอึ้ง "คุณคงไม่ได้คิดจะจับผมไปผ่าพิสูจน์เพื่อทำการวิจัยหรอกใช่ไหม?"

"ตระกูลกู่ของฉันไม่ได้ป่าเถื่อนเหมือนตระกูลหูแห่งเขาเหมิงติ่งหรอกนะ"

กู่หลิงซานส่ายหน้า "อีกอย่าง พวกฉันก็สู้ฝีมือนายไม่ได้ ต่อให้คิดจะลักพาตัวไปจริง ก็ไร้ซึ่งพละกำลังพอ นายเพียงแค่ให้ความร่วมมือในการวิจัยก็นับว่าพอแล้ว..."

"จะให้ร่วมมือยังไงครับ?"

"ฉันเคยถามท่านอาหวงแล้ว แต่ไม่รู้ว่าท่านถ่อมตัวหรือเปล่า ท่านบอกว่าการทะลวงระดับของนายในครั้งนี้ ท่านไม่ได้ช่วยเหลืออะไรมากมายนัก..."

เมื่อวานกู่หลิงซานได้สนทนากับหวงเต้าหลินแล้ว แต่ข้อมูลที่ได้รับกลับมีเพียงน้อยนิด

เป้าหมายหลักในการมาหลิงเจียงครั้งนี้ ความจริงคือต้องการมาขอข้อมูลจากปากของเฉินหยางโดยตรงเพื่อนำไปใช้ในงานวิจัย

"นายนช่วยเล่าขั้นตอนการทะลวงระดับของนายให้ฉันฟังอย่างละเอียดได้ไหม? ยิ่งละเอียดยิ่งดี บางทีข้อมูลบางอย่างอาจจะช่วยจุดประกายให้ฉันได้บ้าง"

แววตาของกู่หลิงซานเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เปี่ยมไปด้วยความกระหายในความรู้

เฉินหยางหัวเราะอย่างขัดเขิน "เรื่องมันก็ผ่านมาหลายวันแล้ว ขอเวลาให้ผมได้ทบทวนความจำหน่อยแล้วกัน คุณคงยังไม่รีบกลับใช่ไหมครับ?"

กู่หลิงซานส่ายหน้า "พวกเราตั้งใจจะติดตามท่านอาหวงไปพักที่หมู่บ้านตระกูลหวงสักพัก ท่านอาเป็นยอดฝีมือสายคุณไสย ส่วนเผ่าเหราก็เป็นถิ่นกำเนิดของวิชานี้ ตระกูลกู่แห่งเหมยลี่เองก็สืบทอดวิชาสายเดียวกันมา ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้วย่อมอยากจะใช้เวลาเพื่อขอคำชี้แนะจากท่านอาให้มากที่สุด"

"ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลยครับ"

เฉินหยางพยักหน้าตอบรับ "วันเวลาหลังจากนี้ยังอีกยาวไกล ไว้กลับถึงหมู่บ้านตระกูลหวงแล้วพวกเราค่อยมาคุยรายละเอียดกัน"

กู่หลิงซานชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย "ตกลง"

……

...

เมื่อเดินพ้นห้องปฏิบัติธรรม เฉินหยางจึงแบมือขวาออก

บนฝ่ามือมีเส้นผมยาวเหยียดกระจุกหนึ่ง

ซึ่งเป็นเส้นผมที่เขาเพิ่งจะกระชากมาจากศีรษะของกู่หลิงซานเมื่อครู่นั่นเอง

ด้วยความไม่ระวังจึงเผลอดึงมามากไปนิด น่าจะมีถึงสิบกว่าเส้นเลยทีเดียว

ต้องโทษที่ตอนนั้นเขารู้สึกตื่นเต้นไปหน่อย

แต่ว่า ยังนับว่าโชคดีที่เธอไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติ

จะโทษเขาไม่ได้หรอก การจะตรวจดีเอ็นเอจากเส้นผมจำเป็นต้องมีรากผมที่ยังสดใหม่ เส้นผมที่ร่วงหล่นตามพื้นย่อมใช้การไม่ได้ เขาจึงจำต้องหาทางดึงจากศีรษะของเธอโดยตรงเช่นนี้

มีหรือเฉินหยางจะกล้าบอกเธอว่าหวงเต้าหลินสงสัยว่าเธอจะเป็นหลานสาว เลยขอยืมเส้นผมไปตรวจดีเอ็นเอหน่อย

มีหรือเธอจะยินยอมมอบให้โดยง่าย?

เธอก็มีทั้งพ่อแม่และปู่ย่าตายายครบถ้วน ขืนทำแบบนั้น สถานการณ์ต้องอึดอัดใจอย่างยิ่งแน่นอน

เพราะฉะนั้น เฉินหยางจึงเฝ้าครุ่นคิดและตัดสินใจลงมือด้วยวิธีนี้

ถึงฝีมือการแสดงจะดูไม่เนียนนัก แต่ในบางครั้ง การแสดงที่ดูไม่ประณีตกลับช่วยลดความระแวงของคนอื่นได้ดีกว่า

ไม่ว่ายังไง ในที่สุดเขาก็ได้เส้นผมของกู่หลิงซานมาครอบครองแล้ว

ขั้นตอนหลังจากนี้ก็ง่ายดายมาก

……

...

เที่ยงวันนั้น ทุกคนเดินทางลงจากเขา ขับรถพากันกลับเข้าสู่ตำบลผิงเชียงทันที

หูข่ายได้รับแจ้งจากเฉินหยางล่วงหน้าแล้ว จึงมารอรับทุกคนอยู่ที่ตำบลเรียบร้อยแล้ว

ภัตตาคารย่าเฟิง

ในจังหวะที่ทุกคนกำลังสั่งอาหาร เฉินหยางจึงปลีกตัวออกมานอกร้าน ส่งมอบตัวอย่างเส้นผมของหวงเต้าหลินและกู่หลิงซานให้แก่หูข่ายทันที

"ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะรู้ผลครับ?" เฉินหยางเอ่ยถาม

หูข่ายกล่าว "รวดเร็วมาก อย่างช้าที่สุดเช้าพรุ่งนี้ย่อมรู้ผลแน่นอน"

"รบกวนส่งให้สถาบันที่เชี่ยวชาญตรวจสอบด้วยนะครับ ต้องแม่นยำที่สุด" เฉินหยางกำชับหนักแน่น

เรื่องสำคัญเช่นนี้ไม่อาจประมาทได้ หากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา เรื่องวุ่นวายโกลาหลแน่นอน

หูข่ายกล่าว "วางใจเถอะ ท่านหวังกำชับมาเป็นมั่นเหมาะแล้ว ต้องส่งให้สถาบันที่น่าเชื่อถือที่สุดตรวจสอบ ไม่มีทางทำเพียงรอบเดียวแน่นอน รบกวนคุณช่วยแจ้งท่านหวงให้สบายใจและอดทนรออีกสักนิดนะ"

"รบกวนด้วยนะครับพี่ข่าย"

การทำงานของหูข่าย เฉินหยางย่อมมีความมั่นใจและไว้วางใจเสมอ

ถึงชื่อของเขาจะดูเหมือนคนทำงานส่งเดช แต่ความจริงเขากลับเป็นคนที่มีความรอบคอบอย่างยิ่ง

หูข่ายยิ้มบางพลางกวาดสายตามองรอบข้าง ก่อนจะจูงมือเฉินหยางเดินไปที่มุมสงบและกระซิบเสียงเบา "มีเรื่องหนึ่งต้องเตือนคุณเสียหน่อย ตอนนี้ต้วนชิวผิงเดินทางลงจากเขาชิงเสินเรียบร้อยแล้ว..."

"เมื่อไหร่ครับ? เพิ่งจะวันนี้เลยเหรอ?"

เฉินหยางขมวดคิ้วเล็กน้อย

เมื่อคืนก่อนนอน หลิวเหิงหู่เคยโทรศัพท์มาเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังอยู่เหมือนกัน

สายข่าวของกองคาราวานม้ารายงานว่า ต้วนชิวผิงมีกำหนดการจะลงเขาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

คาดไม่ถึงเลยว่าจะรวดเร็วถึงเพียงนี้

หูข่ายพยักหน้าตอบรับ "ลงเขามาตั้งแต่เมื่อเช้า แต่เธอยังไม่ได้มุ่งหน้ามาที่หลิงเจียง แต่กลับเดินทางไปที่ตัวมณฑลก่อน ป่านนี้คงอยู่ที่เรือนจำภูเขาเฟิ่งหวงเพื่อไปเยี่ยมหลี่ฉางเซิงแล้วละ"

แววตาของเฉินหยางไหววูบ

ในบรรดาหกสหายสระมังกร ตอนนี้คนที่ยังมีชีวิตอยู่เห็นจะมีเพียงต้วนชิวผิงลำดับที่ห้าและหลี่ฉางเซิงลำดับที่หกเท่านั้น

การที่ต้วนชิวผิงลงเขามาแล้วรีบไปเยี่ยมน้องเล็กของกลุ่มก่อนเป็นอันดับแรก ย่อมถือว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล

หูข่ายกล่าว "ตารางการเดินทางของเธอยังไม่แน่ชัด แต่ทางสมาคมกำลังเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด หากเธอเริ่มเคลื่อนไหวมาทางหลิงเจียง พวกเราต้องรีบแจ้งให้คุณทราบโดยด่วนที่สุดแน่นอน"

เฉินหยางพยักหน้าพลางถามต่อ "นี่ยังไม่ถึงเดือนเลยไม่ใช่เหรอครับ เธอฟื้นฟูร่างกายได้รวดเร็วรวดเร็วขนาดนี้เชียวเหรอ?"

หูข่ายกล่าว "เขาชิงเสินมีรากฐานที่มั่นคง ไร้ซึ่งการขาดแคลนสมุนไพรวิเศษ อีกทั้งช่วงที่เธอจัดงานฉลองบนเขา ผู้คนมากมายต่างพากันส่งตัวยาล้ำค่ามากำนัล ดังนั้นการที่เธอจะผ่านพ้นช่วงร่างกายอ่อนแอได้รวดเร็วก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ตอนนี้เธอคงบรรลุขอบเขตวาสนาอย่างสมบูรณ์แล้ว พละกำลังย่อมกำลังพุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง"

เฉินหยางใช้นิ้วลูบหน้าผากเล็กน้อย

คู่ต่อสู้ระดับขอบเขตวาสนา ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดการจริง

ยังไงเสียเมื่อภัยมาถึง ต้องหาทางรับมือไปตามสถานการณ์ เพราะไม่ช้าก็เร็ววันนั้นย่อมต้องมาถึงอยู่ดี

เขาและต้วนชิวผิงไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่แน่ว่าอีกฝ่ายจะสามารถตามสืบมาถึงตัวเขาได้ง่าย

หากต้วนชิวผิงดึงดันจะมาที่หลิงเจียงจริง อย่างมากเขาก็แค่พาครอบครัวหนีไปเที่ยวที่อื่นชั่วคราว ในเมื่อสู้ไม่ได้ก็ต้องรู้จักหลบเลี่ยงเพื่อความปลอดภัย

แต่หากทำเช่นนั้น จะดูเป็นคนขี้ขลาดเกินไปหรือเปล่า?

ไม่รู้ว่าด้วยพละกำลังของหวงเต้าหลิน จะมีปัญญาต่อกรกับต้วนชิวผิงที่บรรลุขอบเขตวาสนาแล้วได้หรือไม่?

เฉินหยางส่งหูข่ายกลับไปพร้อมกับความคิดที่วนเวียนอยู่ในหัวมากมายมหาศาล

เมื่อเดินย้อนกลับเข้าสู่ภัตตาคาร อาหารถูกจัดเตรียมไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว ทุกคนต่างพากันเฝ้ารอเขาอยู่

หวงเต้าหลินส่งสายตาเป็นคำถามมาให้เขาทันที

เฉินหยางทำเพียงพยักหน้าตอบรับเล็กน้อยเพื่อให้เขาเบาใจว่าธุระทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว อย่างช้าที่สุดพรุ่งนี้ย่อมล่วงรู้ผลแน่นอน

มื้อนี้ จางย่าเฟิงเป็นเจ้ามือเลี้ยง

แผลที่เท้าของเขายังไม่หายสนิท ยามก้าวเดินจึงยังต้องอาศัยไม้เท้าช่วยพยุง ทันทีที่เขาเห็นเซวียข่ายฉีมีผ้าพันแผลพันรอบศีรษะ จึงเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้

เซวียข่ายฉีจึงอ้างว่าเธอเดินพลาดจนศีรษะกระแทกพื้นระหว่างปีนเขา ทำเอาจางย่าเฟิงรู้สึกสงสารและเป็นกังวลอย่างยิ่งจนแทบจะทนดูไม่ได้

คนอายุอานามจวนจะสี่สิบกันทั้งคู่ แต่กลับมาทำตัวหวานชื่นออดอ้อนกันเสียจนเกินงาม กระทั่งทานข้าวยังต้องป้อนกันไปมา ทำเอาบรรยากาศรอบโต๊ะตกอยู่ในความอึดอัดอย่างยิ่ง

"พี่ย่าเฟิงครับ เธอแค่หัวกระแทกพื้น ไม่ได้แขนหักเสียหน่อย..." เฉินหยางผู้ไร้อารมณ์ขันจึงเอ่ยเตือนสติออกไปหนึ่งประโยค

ในอดีตเฉินหยางเพียงนึกค่อนขอดว่าจางย่าเฟิงเป็นพวกชอบเอาใจคนรักจนเกินเหตุ แต่ตอนนี้เขาเริ่มจะสงสัยแล้วว่าเจ้าหมอนี่อาจจะถูกผู้หญิงคนนี้สะกดจิตไปแล้วหรือเปล่า

จางย่าเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่าคนทั้งโต๊ะกำลังจ้องมองมาที่ตนเอง จึงหัวเราะแห้ง รีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที "เสี่ยวหยาง นายยังจำครอบครัวของผู้เฒ่าเฉินจากเกาะฮ่องกงได้ไหม?"

เฉินหยางขมวดคิ้วแน่น "ทำไมเหรอครับ? พวกเขามาวุ่นวายกับพี่อีกแล้วเหรอ?"

จางย่าเฟิงนี่ก็นะ ในเวลาทานอาหารแบบนี้ ทำไมถึงต้องยกเรื่องที่ชวนให้เสียอรรถรสมาคุยกันด้วย

"มาหาแน่นอนอยู่แล้ว แต่มาหาฉันไปย่อมไร้ประโยชน์"

จางย่าเฟิงส่ายหน้าพลางยิ้มขื่น "เมื่อช่วงก่อนหน้านี้ สองสามีภรรยาตระกูลเฉินได้ว่าจ้างกลุ่มคนเพื่อพากันเข้าสู่เขาต้าฉี แต่ระหว่างทางกลับไปปะทะกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง จนเกิดการต่อสู้กันอย่างรุนแรงและล้มตายไปมหาศาล เฉินชาร์ลีเองก็สิ้นชีพไปแล้ว เหลือเพียงหลี่ตงเหมยที่ได้รับการคุ้มครองจนหนีรอดออกมาได้..."

เรื่องนี้ เฉินหยางล่วงรู้ข่าวมานานแล้ว ภายในใจจึงไม่ได้มีความรู้สึกยินดียินร้ายแต่อย่างใด

เป็นเพียงผลจากการกระทำของตนเองเท่านั้น

สองสามีภรรยาคู่นี้เอาแต่คิดจะใช้เงินเพื่อจ้างวานให้คนอื่นไปเสี่ยงชีวิตแทน ครั้งนี้เมื่อต้องลงมือเอง จึงต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ในป่าอย่างที่เห็น

เรื่องพรรค์นี้เฉินหยางไม่เคยคิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว ย่อมไม่มีทางเอาตัวไปพัวพันกับกรรมเหล่านั้นเด็ดขาด

"เรื่องนี้ยังมีภาคต่อนะ..."

จางย่าเฟิงเริ่มเปิดฉากเล่าเรื่องราวต่อ "พวกนายลองทายดูสิว่ากลุ่มคนที่พวกเขาไปเจอในป่าน่ะ เป็นใครมาจากไหน?"

ทุกคนต่างพากันจ้องมองเขาด้วยความสนใจ

"จากการสืบทราบมา พบว่าเป็นคนของซื่อไห่กรุ๊ปแห่งเมืองก้ง"

จางย่าเฟิงเป็นคนเฉลยคำตอบเอง ซื่อไห่กรุ๊ปแห่งเมืองก้ง หากพูดถึงในวงการผู้พิทักษ์ขุนเขาย่อมหมายถึงตระกูลติงแห่งเขาสระสวรรค์นั่นเอง

หมายความว่า พวกเขาบังอาจไปประจันหน้ากับคนตระกูลติงกลางป่า จนเกิดการเปิดศึกสังหารกันอย่างนั้นเหรอ?

ข้อมูลนี้ เฉินหยางเพิ่งจะเคยได้ยินเป็นครั้งแรก

เชื่อถือได้หรือเปล่า?

ตระกูลติงจะสั่งคนเดินทางไปที่เขาต้าฉีเพื่ออะไรกัน?

เฉินหยางเริ่มจะมีความระแวดระวังขึ้นมาทันที

จางย่าเฟิงกล่าว "ผู้เฒ่าเฉินคนนั้น นับว่าเป็นผู้ที่มีอิทธิพลมหาศาลในเกาะฮ่องกง การที่เขาเดินทางมาแผ่นดินใหญ่ในครั้งนี้ เบื้องบนยังกำชับให้ดูแลเป็นอย่างดี ตอนนี้เมื่อเกิดเรื่องร้ายขึ้น มีหรือคนระดับเขาจะยอมปล่อยผ่านไปโดยง่าย?"

"ได้ยินว่าเมื่อหลายวันก่อน ผู้เฒ่าเฉินพากองกำลังบุกไปถึงเขาสระสวรรค์ เพื่อไปเค้นถามความจริงและทวงคำอธิบายจากตระกูลติงด้วยตนเอง..."

"หึ พวกนายลองทายดูสิว่าผลเป็นยังไง? ตระกูลติงนี่ร้ายกาจมหาศาลจริง พวกนั้นจัดการสยบลูกน้องที่ผู้เฒ่าเฉินพามาจนเกลี้ยง แถมยังกักขังตัวผู้เฒ่าเฉินไว้ด้วย ต่อให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจะพยายามเข้าไปเจรจาก็กลับไร้ซึ่งผลลัพธ์ พวกนั้นไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้นเลย..."

"เรื่องจริงเหรอครับ?"

เฉินหยางแสดงสีหน้าที่เต็มไปด้วยความคลางแคลงใจ ตระกูลติงจะโอหังได้ถึงเพียงนี้เชียว กระทั่งไม่เห็นทางการอยู่ในสายตาเลยสักนิดเหรอ?

จางย่าเฟิงกล่าว "โบราณว่าไว้อย่ามาเบ่งในถิ่นคนอื่น ผู้เฒ่าเฉินครั้งนี้ถือว่าพลาดท่าเสียทีจริง ได้ยินว่าตระกูลติงยังย้อนกลับมากล่าวโทษด้วยนะว่าทางฝ่ายตนเองก็สูญเสียคนไปไม่น้อย และเรียกร้องให้ผู้เฒ่าเฉินเป็นฝ่ายรับผิดชอบแทนด้วย..."

"เรื่องนี้ หากจะว่ากันตามตรงคือต่างฝ่ายต่างก็สูญเสีย หากจะตัดสินว่าใครผิดใครถูก ต่อให้ทางการจะยื่นมือเข้ามาช่วย ก็จัดการได้ยากยิ่ง สุดท้ายคงทำได้เพียงลงโทษทั้งคู่ แต่การที่ตระกูลติงกล้ากักขังตัวคนไว้ นับเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของทุกคนจริง..."

"เมื่อวานซืนหลี่ตงเหมยมาหาฉัน เธออยากจะให้ฉันช่วยรวบรวมยอดฝีมือเพื่อไปจัดการกับตระกูลติง โถ่เอ๋ย เธอคงจะประเมินค่าฉันสูงเกินไปแล้ว นั่นมันตระกูลติงเชียวนะ ฉันจะมีปัญญาไปสู้กับพวกมันได้ยังไง..."

……

...

เฉินหยางเอ่ยถาม "ไหนว่าเฉินจิ้งจงคนนี้มีอิทธิพลกว้างขวางในเกาะฮ่องกงไม่ใช่เหรอครับ?"

"ข้อมูลที่ลึกกว่านี้ ฉันเองก็ไม่ค่อยรู้แจ้งนัก"

จางย่าเฟิงกล่าว "ได้ยินมาว่าเขามีลูกเขยอยู่สองคน ซึ่งเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการฝึกยุทธ์ที่เกาะฮ่องกง แต่น้ำไกลย่อมไม่อาจช่วยดับไฟใกล้ได้ ต่อให้พวกเขาจะเก่งกาจแค่ไหน แต่ก็มีอิทธิพลอยู่แค่ที่ฮ่องกงเท่านั้น ในแผ่นดินใหญ่ย่อมไร้ซึ่งอำนาจบารมี ยิ่งเป็นในดินแดนสู่ที่ห่างไกลเช่นนี้ การที่ตระกูลติงจะไม่เห็นพวกเขาอยู่ในสายตาจึงนับว่าเป็นเรื่องธรรมดา"

จบบทที่ ตอนที่ 352: ต้วนชิวผิงลงเขาแล้ว!

คัดลอกลิงก์แล้ว