เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 310: ประตูซานเจียว ในที่สุดก็ทะลวงสู่ขอบเขตวิญญาณ!

ตอนที่ 310: ประตูซานเจียว ในที่สุดก็ทะลวงสู่ขอบเขตวิญญาณ!

ตอนที่ 310: ประตูซานเจียว ในที่สุดก็ทะลวงสู่ขอบเขตวิญญาณ!


กระแสพายุหมุนสีขาวนวลกำลังแทรกซึมเข้าไปในรอยแยกนั้น ดูไปแล้วช่างเหมือนกับประตูจริง

นี่คือจุดตันเถียนล่าง ประตูวังม่วงเหรอ?

ดูท่าว่า ประตูบานแรกในบรรดาประตูซานเจียวอย่างประตูวังม่วงจะถูกเขาพุ่งชนจนเปิดออกแล้ว

หวงเต้าหลินเคยบอกไว้ว่า ในบรรดาประตูใหญ่ทั้งสาม ประตูวังม่วงบานแรกนี้คือบานที่เปิดได้ง่ายที่สุด

ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริง

ถึงจะเจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหว แต่ก็นับว่าไม่มีความท้าทายอะไรมากนัก

ทันทีที่ประตูวังม่วงเปิดออก สติย่อมสามารถเข้าสู่สภาวะสำรวจภายในได้

ในตอนนี้ เขาสามารถสำรวจภายในได้ ซึ่งเป็นหลักฐานว่าประตูวังม่วงได้เปิดออกแล้ว

กำแพงที่เคยอุดตันหรือจะเรียกว่าประตูวังม่วงก็ได้ ตอนนี้เมื่อถูกพลังงานพุ่งเข้าใส่ จึงตกอยู่ในสภาพที่แง้มเปิดไว้เพียงเล็กน้อย

เฉินหยางรีบรวบรวมพลังงาน เพิ่มแรงกระแทกเข้าไปทันที

"ปัง..."

จากการพุ่งชนซ้ำ ประตูวังม่วงก็ค่อยเปิดออกกว้างขึ้น สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือปากถ้ำที่มืดมิดและลึกล้ำ

พลังงานต่างพากันพรั่งพรูเข้าไปในปากถ้ำนั้นอย่างรวดเร็ว

เฉินหยางลองส่งสติเข้าไปข้างใน แต่กลับเห็นเพียงความมืดมิดที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต

นี่คือโลกแห่งจุดตันเถียนล่างเหรอ?

ความรู้สึกอ้างว้างและโดดเดี่ยวผุดขึ้นมาในใจ ท่ามกลางความมืดมิดดูราวกับซุกซ่อนความน่าสะพรึงกลัวบางอย่างไว้ จนสติไม่กล้าล่วงล้ำเข้าไปลึกกว่านี้

พลังงานที่ปล่อยออกมาจากแก่นพลังเทียม หลงเหลืออยู่เพียงสองส่วนโดยประมาณ

พลังงานทั้งหมดพุ่งเข้าสู่ภายในวังม่วง เปลี่ยนสภาพเป็นพลังกายที่บริสุทธิ์เพื่อจัดเก็บไว้

เฉินหยางกวาดสายตามองไปรอบข้าง ในไม่ช้าเขาก็ค้นพบประกายแสงบางอย่างที่อยู่ด้านบนของวังม่วง

นั่นคือทางเชื่อมฟ้าดิน

ท่ามกลางความมืดมิด แสงวิเศษเส้นนี้ช่างสะดุดตายิ่งนัก มันคือรอยแยกเล็กที่มีแสงสว่างลอดออกมาจากด้านหลัง

หวงเต้าหลินเคยอธิบายเรื่องนี้ไว้แล้ว เฉินหยางจึงรู้ทันทีว่านั่นคือตำแหน่งของทางเชื่อมฟ้าดิน

ร่างกายมนุษย์มีจุดตันเถียนอยู่สามแห่ง คือ จุดตันเถียนบนจิตวิญญาณ จุดตันเถียนกลางทะเลลมปราณและจุดตันเถียนล่างวังม่วง

ด้านบนใช้เก็บพลังจิต ตรงกลางใช้เก็บลมปราณแท้จริง ด้านล่างใช้เก็บพลังกาย

ระหว่างจุดทั้งสามมีเส้นทางที่เชื่อมถึงกัน ผู้ที่มีตบะแก่กล้าสามารถใช้เส้นทางนี้เพื่อให้พลังงานทั้งสามชนิดเปลี่ยนสถานะกลับไปกลับมาได้

ซึ่งคือการเปลี่ยนพลังกายเป็นลมปราณ เปลี่ยนลมปราณเป็นพลังจิตนั่นเอง!

นี่คือข้อดีของการมีคนคอยชี้แนะ เพราะจะช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก

หากไม่มีคนช่วยบอกข้อมูล เฉินหยางในตอนนี้คงจะตกอยู่ในสภาวะมืดแปดด้าน แยกแยะทิศทางไม่ออก ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรต่อไป

"เริ่มเลย!"

พลังกายภายในวังม่วงเคลื่อนไหวตามเจตจำนง เปลี่ยนเป็นพลังงานเลือดลมที่บริสุทธิ์เพื่อพุ่งเข้ากระแทกทางเชื่อมฟ้าดินทันที

ที่จุดเชื่อมต่อระหว่างทางเชื่อมฟ้าดินและวังม่วง ดูราวกับมีเยื่อบางที่หนาเตอะปกคลุมไว้

หลังจากลองเชิงไปหนึ่งครั้ง เฉินหยางรวบรวมพลังงาน เปิดฉากจู่โจมอย่างรุนแรง

เพียงชั่วอึดใจ พันธนาการก็ถูกทำลายลง

ลำแสงสายหนึ่งพุ่งลงมาจากทางเชื่อมฟ้าดินทันที ช่วยขับไล่ความมืดในตันเถียนวังม่วงจนสว่างไสว

รอบข้างเต็มไปด้วยไอปราณที่พัดวน มีหมอกบางบางแผ่กระจาย ดูราวกับอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ

ทางเชื่อมฟ้าดินเปรียบเสมือนหยกขาวที่ทอดข้ามผ่านท้องฟ้า ในสภาวะแห่งสติ มันมีความกว้างถึงสามสี่เมตร ประดุจถนนสายใหญ่ที่ทอดยาวออกไปไกลโดยไม่รู้จุดหมาย

ถึงแม้จุดเชื่อมต่อกับจุดตันเถียนล่างจะเปิดออกแล้ว แต่หนทางข้างหน้าไม่ใช่ทางที่ราบรื่น บนเส้นทางสู่จุดตันเถียนกลางยังคงมีด่านอีกหลายด่านรอให้เฉินหยางฝ่าฟันไปให้ได้

เฉินหยางยังไม่ทันจะดีใจนาน พลังงานเลือดลมที่กำลังพุ่งไปข้างหน้าก็ถูกขัดขวางไว้อีกครั้ง

ในตอนนี้ เฉินหยางเริ่มมีความชำนาญแล้ว เขาจึงรวบรวมพลังงาน พุ่งทะลวงไปข้างหน้าอย่างไร้ความลังเล

หลังจากฝ่าฟันมาได้ระยะหนึ่ง กำแพงสูงใหญ่บานหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของเขา

เส้นทางข้างหน้าถูกปิดตายสนิทจนไม่อาจขยับต่อไปได้แม้แต่น้อย

นั่นคือประตูทะเลลมปราณ!

มาถึงจุดตันเถียนกลางแล้ว

พลังงานที่ได้จากแก่นพลังเทียม ตอนนี้ถูกใช้ไปจนเกือบจะหมดสิ้น

เมื่อเฉินหยางฝึกวิชาฝึกกายประสานลมปราณสำนักเอ๋อเหมยจนถึงท่าที่สิบห้า พลังงานเลือดลมในร่างกายก็เริ่มเดือดพล่านขึ้นมา

พลังงานเลือดลมเหล่านี้พรั่งพรูมาจากทุกส่วนของร่างกาย ไปรวมตัวกันที่จุดตันเถียนล่างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะไหลผ่านทางเชื่อมฟ้าดิน พุ่งเข้าสู่จุดตันเถียนกลางอย่างบ้าคลั่ง

เขารวบรวมกำลังพลจนพร้อมสรรพ เฉินหยางไม่พูดพล่ามทำเพลง เปิดฉากลงมือทันที

พลังงานเลือดลมรวมตัวเป็นหนึ่งเดียว พุ่งเข้าจู่โจมประตูทะเลลมปราณเบื้องหน้าอย่างรุนแรง

"ตูม!"

แรงกระแทกที่มหาศาล ทำเอาเฉินหยางรู้สึกจุกจนอยากจะกระอักเลือดออกมา

ความเจ็บปวดที่ไร้รูปลักษณ์แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ทุกเซลล์ในร่างกายต่างพากันสั่นสะท้าน

พุ่งเข้าใส่ พุ่งเข้าใส่ พุ่งเข้าใส่!

บุกเข้าไป บุกเข้าไป บุกเข้าไป!

กำแพงเริ่มสั่นคลอน ปรากฏรอยร้าวเส้นเล็กขึ้นที่กึ่งกลาง

แต่การสูญเสียพลังเลือดลมก็เห็นผลชัดเจนเช่นกัน หลังจากจู่โจมอย่างหนักหน่วงไปหลายครั้ง พลังงานก็เริ่มเหือดแห้งลงอีกรอบ

เฉินหยางเริ่มสัมผัสได้ถึงความเหนื่อยล้าที่คืบคลานเข้ามา

นั่นเป็นผลมาจากการสูญเสียพลังเลือดลมในร่างกายไปมากเกินพิกัด

ในตอนนี้ จำเป็นต้องพึ่งพาโอสถแล้ว

หากไร้ซึ่งธาตุยามาช่วยเสริมทัพ ลำพังเพียงการใช้พลังเลือดลมของตนเองเข้าแลก เกรงว่าเพียงไม่กี่รอบร่างกายคงถูกสูบจนเหือดแห้งแน่นอน

เฉินหยางเองก็ดื้อรั้นไม่เบา เขาหยิบทั้งยาเม็ดบำรุงจิต ยาเม็ดเสริมกำลังและโลหิตสกัดที่เตรียมไว้ โยนเข้าปากไปพร้อมกันทีเดียว

ในสถานการณ์คับขัน เขาไม่สนใจแล้วว่าปริมาณจะมากน้อยเพียงใด

พลังงานมหาศาลพรั่งพรูออกมาจากท้อง ช่วยฟื้นฟูการสูญเสียพลังเลือดลมและพลังจิตของเฉินหยางได้อย่างรวดเร็ว

เฉินหยางรีบเข้าสู่การฝึกท่าที่สิบหกทันที พลังงานเหล่านั้นถูกกำราบได้อย่างรวดเร็ว เคลื่อนที่ตามเจตจำนงผ่านเส้นชีพจรไปรวมกันที่วังม่วง ก่อนจะไหลผ่านทางเชื่อมฟ้าดินมุ่งหน้าไปยังประตูทะเลลมปราณอย่างรวดเร็ว

"ตูม..."

"ตูม..."

……

...

หลังจากระดมกระแทกใส่หลายต่อหลายครั้ง ในที่สุดประตูทะเลลมปราณก็เปิดออก พลังเลือดลมที่บ้าคลั่งจึงพุ่งทะลักเข้าไปด้านในทันที

เฉินหยางถอนหายใจออกมาอย่างยาวเหยียด

สติของเขาพลันล่วงล้ำเข้าไปตามกัน

ประกายแสงจางจากทางเชื่อมฟ้าดินสาดส่องเข้าสู่ทะเลลมปราณ ภายในนั้นดูค่อนข้างมืดสลัวแต่ยังพอมองเห็นภาพรวมได้บ้าง

รอบด้านเต็มไปด้วยกระแสลมที่พัดวน ทอดยาวไปไร้จุดสิ้นสุด

พลังงานเลือดลมเมื่อเข้ามาถึงที่นี่ ก็เปลี่ยนสภาพอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นพลังงานที่ถูกเรียกว่าลมปราณแท้จริง

สัมผัสแห่งลมปราณ

เฉินหยางเริ่มรับรู้ถึงสัมผัสแห่งลมปราณได้ในไม่ช้า ราวกับว่าภายในร่างกายมีพลังงานที่แข็งแกร่ง ซึ่งเขาสามารถควบคุมได้ดั่งใจนึก

ประตูบานที่สอง ประตูทะเลลมปราณ ก็นับว่าจัดการได้สำเร็จแล้ว

พลังงานถูกใช้ไปจนเกือบจะหมดสิ้นอีกครั้ง

เฉินหยางไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาค้นพบทางออกที่มุ่งหน้าสู่จุดตันเถียนบนได้อย่างรวดเร็ว

เช่นเดียวกับจุดตันเถียนล่าง ทางออกของเส้นทางนี้อยู่บริเวณด้านบนของทะเลลมปราณ ซึ่งสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน

ทานยาเพิ่ม บุกเข้าไปต่อ!

เฉินหยางสูดลมหายใจเข้าลึก จัดการทานยาชุดสามอย่างเหมือนเดิม

เขาพุ่งผ่านทางเชื่อมฟ้าดิน มุ่งหน้าตรงไปยังจุดตันเถียนบนทันที

ระยะทางจากจุดตันเถียนกลางถึงจุดตันเถียนบน ในความรู้สึกของเฉินหยาง เกรงว่ายาวไกลนับพันเมตร

ทุกสามเมตรมีด่าน ทุกห้าเมตรมีสิ่งกีดขวาง ซึ่งผลาญพลังงานไปมหาศาลอย่างยิ่ง

เฉินหยางต้องทานยาไปหลายรอบ ถึงสามารถเปิดเส้นทางนี้จนทะลุปรุโปร่งและมาหยุดอยู่ต่อหน้าประตูจิตวิญญาณได้สำเร็จ

ประตูจิตวิญญาณแห่งนี้ จำเป็นต้องระมัดระวังให้ถึงที่สุด

ภายในนี้คือที่เก็บกักพลังจิต หากเกิดความผิดพลาดเพียงนิด ย่อมส่งผลกระทบถึงสมองได้

หากลงแรงหนักเกินไป ไม่แน่ว่าอาจกลายเป็นคนปัญญาอ่อนหรือเสียสติไปเลยก็ได้

เฉินหยางจึงลองหยั่งเชิงกระแทกดูก่อน

"ปัง!"

เพียงแค่การปะทะเล็กน้อย เขากลับรู้สึกเหมือนถูกไม้ฟาดเข้าที่ศีรษะอย่างจัง เฉินหยางรู้สึกวิงเวียนศีรษะจนเกือบวูบไป

มันคือความรู้สึกราวกับถูกลอบโจมตีทางจิตเข้าให้

"ให้ตายเถอะ น่ากลัวขนาดนี้เชียว?"

สมองเริ่มอื้ออึงไปหมด ในหูมีแต่เสียงก้องกังวาน

ราวกับเนื้อสมองกำลังจะแตกกระจาย

เฉินหยางเริ่มขมวดคิ้วแน่น

หวงเต้าหลินเคยเตือนเขาไว้แล้วว่า ประตูจิตวิญญาณที่จุดตันเถียนบนนั้นคือบานที่เปิดยากที่สุด

จะบุ่มบ่ามบุกตะลุยเหมือนที่ผ่านมาไม่ได้ เพราะมันจะทำลายจิตวิญญาณ สร้างความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้

แต่หากลงแรงเบาเกินไป ย่อมไม่มีทางเปิดประตูบานนี้ได้สำเร็จ

ระดับความพอดีนี้ เขาจำเป็นต้องกะเกณฑ์เอาด้วยตนเองเท่านั้น

ในตอนนี้ เฉินหยางนึกอิจฉาติงเส้าเฟิงขึ้นมาบ้าง เพียงแค่อุบัติเหตุครั้งเดียวและได้รับแรงกระตุ้นทางจิต ประตูจิตวิญญาณก็เปิดออกได้เองเสียอย่างนั้น

พลังงานจำนวนมากขึ้นกำลังรวมตัวกันอยู่ที่ทางเชื่อมฟ้าดิน

"ปัง ปัง..."

เฉินหยางทดสอบดูหลายรอบ แต่เขายังไม่กล้าลงมือรุนแรงนัก เขายังมีเวลาอีกมาก จึงค่อยทำและควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เขาทนได้

พลังงานถูกใช้ไปไม่น้อย

แต่ประตูจิตวิญญาณกลับยังนิ่งสนิทไร้การเคลื่อนไหว

การสูญเสียพลังจิตนั้นน่ากลัวยิ่ง เฉินหยางรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างรุนแรง ปวดศีรษะจนแทบระเบิด

เขาจึงจัดการทานยาเม็ดบำรุงจิตเพิ่มเข้าไปประดุจมันไม่มีราคาค่างวด

จัดการยากจริงนะเนี่ย

เฉินหยางครุ่นคิดอยู่นานก่อนตัดสินใจควบแน่นพลังงานเป็นพายุหมุน เล็งไปที่ตำแหน่งกึ่งกลางของประตูจิตวิญญาณ ค่อยกระแทกใส่จากบนลงล่าง

จากประสบการณ์ตอนเปิดประตูวังม่วงและประตูทะเลลมปราณ ขอเพียงทำให้เกิดรอยร้าวขึ้นมาได้ เรื่องหลังจากนั้นย่อมง่ายขึ้นมาก

รอยร้าวน่าจะเริ่มจากกึ่งกลางประตู การเน้นโจมตีไปที่จุดเดียว ย่อมช่วยประหยัดแรงไปได้มาก

เริ่มจากการกะเทาะให้เกิดรอย แล้วค่อยทุ่มสุดตัวจัดการปิดฉาก

"ปัง ปัง ปัง..."

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด พลังงานสูญเสียไปมหาศาลขนาดไหน ทานยาไปตั้งกี่รอบแล้ว แต่กลับยังไม่เห็นร่องรอยของความเสียหายบนประตูเลยสักนิด

เฉินหยางมีสีหน้าเคร่งขรึม เขาคล้ายจะค้นพบต้นตอของปัญหาแล้ว

นั่นคือเขาระมัดระวังตัวและพะวักพะวงมากเกินไป

เป็นเพราะคำเตือนของหวงเต้าหลินที่ว่า หากจิตวิญญาณเสียหายจะส่งผลกระทบต่อสติปัญญาอย่างรุนแรงจนอาจกลายเป็นคนปัญญาอ่อนได้

เมื่อรวมกับนิสัยส่วนตัวที่รอบคอบ ย่อมทำให้เขารู้สึกขลาดกลัวจนไม่กล้าลงมืออย่างเต็มกำลัง เพราะเกรงว่าจะเกิดความเสียหายที่ไม่อาจย้อนคืนได้

หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ต่อให้พลังงานจะเหือดแห้งไปจนหมดสิ้น ก็ไม่มีทางเปิดประตูบานนี้ได้แน่นอน

"ท่านหวง ท่านอู๋"

เฉินหยางส่งเสียงเรียก อัญเชิญดวงจิตของต้นไทรและต้นสำโรงออกมาทันที

ทั้งคู่ต่างเป็นตัวตนที่ใกล้จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตวาสนา ในตอนนี้บางทีพวกเขาอาจช่วยเขาได้

เมื่อทราบสถานการณ์ที่เฉินหยางกำลังเผชิญ ต้นไทรจึงเอ่ยว่า "วิถีการฝึกฝนของพวกพฤกษาวิญญาณกับมนุษย์นั้นมีความแตกต่างกันมาก สถานการณ์ของนายในตอนนี้ พวกเราช่วยอะไรไม่ได้..."

ต้นสำโรงกล่าวเสริม "ท่านหวงพูดถูกแล้ว พฤกษาวิญญาณย่อมมีวิถีของพฤกษาวิญญาณ มนุษย์ย่อมมีวิถีของมนุษย์ พวกเราไม่ค่อยมีความรู้เรื่องนี้เท่าไหร่นัก..."

"ไม่ต้องให้พวกท่านเข้าใจหรอกครับ"

เฉินหยางพูดขัดจังหวะ กล่าวว่า "ผมต้องการรบกวนให้พวกท่านทั้งสองคน ช่วยใช้พลังจิตคุ้มครองจิตวิญญาณของผมไว้ ผมเตรียมจะทุ่มสุดตัวเพื่อบุกทะลวงแล้ว!"

"เอ่อ เรื่องนั้นไม่มีปัญหา"

ต้นไม้ทั้งสองต้นชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบตกลง

ทั้งสองท่านต่างอยู่ในขอบเขตวาสนา พลังจิตย่อมกล้าแกร่งเกินกว่าที่ขอบเขตวิญญาณจะเทียบได้ พวกเขาสามารถส่งพลังจิตแทรกซึมผ่านตราประทับซานอวี๋มาหาเฉินหยางได้โดยตรง

ทุกครั้งที่เฉินหยางตกอยู่ในอันตราย ต้นไทรมักจะใช้วิธีนี้เพื่อช่วยให้เขาพ้นวิกฤตมาได้เสมอ

หากเพียงต้องการให้ช่วยปกป้องจิตวิญญาณไว้ไม่ให้แตกสลาย ย่อมเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่ง

ยอดฝีมือขอบเขตวาสนาสองท่านร่วมมือกัน ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะทำเรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ไม่ได้

ในวินาทีนั้น เฉินหยางสัมผัสได้ถึงพลังงานที่อบอุ่นและอ่อนโยนสองสายที่แผ่ออกมาจากตราประทับซานอวี๋ที่หน้าอก พุ่งไปรวมตัวกันที่ระหว่างคิ้วของเขา

ความรู้สึกที่ทั้งอุ่นและเย็นสบาย ดูราวกับมีมือที่นุ่มนวลสองข้างกำลังคอยลูบไล้เขาอย่างแผ่วเบา

"เอาละ นายเริ่มได้เลย!"

หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงของต้นไทรก็ดังขึ้น

"ขอบคุณท่านทั้งสองมากครับ"

เฉินหยางขานรับ

เมื่อมีทั้งคู่คอยคุ้มครองจิตวิญญาณไว้ เขาย่อมไม่มีเรื่องให้ต้องพะวงอีกต่อไป เขาจึงจัดการทานยาลูกกลอนปริศนาที่หวงเต้าหลินมอบให้ทันทีหนึ่งเม็ด

จากนั้นจึงเริ่มฝึกท่าที่สิบเจ็ดของวิชาฝึกกายประสานลมปราณต่อ

พลังงานมหาศาลเริ่มเผาไหม้จากภายในท้อง พุ่งเข้าสู่จุดตันเถียนล่างอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตา เฉินหยางก็สัมผัสได้ถึงพละกำลังที่เอ่อล้น ร่างกายของเขาดูราวกับลูกโป่งที่กำลังถูกสูบลมจนพองโต

พลังงานภายในวังม่วงเริ่มทวีคูณขึ้นประดุจลูกบอลหิมะที่กลิ้งตกจากเขา จากนั้นจึงพุ่งเข้าสู่จุดตันเถียนกลาง ทะยานมุ่งหน้าไปยังจิตวิญญาณประดุจฝูงม้าป่าที่หลุดจากบังเหียน

โอ้โห นี่มันยาอะไรกัน ทำไมสรรพคุณถึงได้รุนแรงขนาดนี้?

เฉินหยางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตกตะลึง

ยาที่หวงเต้าหลินมอบให้นี้ อัดแน่นไปด้วยพลังงานที่กล้าแกร่ง ซึ่งเห็นผลดีกว่ายาที่เขาเคยทานมาก่อนหน้านี้ถึงสิบเท่าเลยทีเดียว

ลำพังเพียงพลังจิตที่แฝงอยู่ภายใน ก็เหนือชั้นกว่ายาเม็ดบำรุงจิตไปไกลลิบแล้ว

"ตูม!"

ในครั้งนี้ เฉินหยางไม่ได้มีการยับยั้งชั่งใจอีกต่อไป เขาปล่อยให้พลังงานเหล่านั้นพุ่งเข้ากระแทกประตูจิตวิญญาณอย่างสุดแรง

เสียงกัมปนาทดังสนั่น

เฉินหยางรู้สึกโลกทั้งใบมืดดับลง เกือบจะสิ้นสติไปในทันที

สมองเริ่มส่งเสียงระเบิดดังอื้ออึง ราวกับมีคนมาจุดระเบิดอยู่ที่ข้างหูจนเกิดอาการหูอื้ออย่างต่อเนื่อง

เขาเกือบหลุดออกจากสภาวะสำรวจภายในไปเสียแล้ว

ใช้เวลาอยู่นานกว่าที่เฉินหยางจะเริ่มดึงสติกลับคืนสู่ร่างกายได้

เขากวาดสายตามองไปเบื้องหน้า

ถึงแม้ประตูจิตวิญญาณจะยังคงดูมั่นคงแข็งแรง แต่ที่บริเวณกึ่งกลางกลับปรากฏรอยร้าวขนาดเล็กขึ้นมาให้เห็นเลือนรางแล้ว

"ยังลงแรงไม่มากพอสินะ"

เฉินหยางทำการตรวจสอบสภาพร่างกายของตนเองในตอนนี้

พลังงานจากยาลูกกลอนปริศนาถูกใช้ไปกับการกระแทกครั้งเมื่อครู่ถึงสามส่วน

ถึงพลังงานที่เหลืออยู่จะยังคงดูหนาแน่น แต่หากต้องเปิดฉากจู่โจมอีกครั้ง ย่อมไม่มีทางรุนแรงเท่าครั้งแรกแน่นอน

เฉินหยางเริ่มหมดความอดทน เขาจึงหยิบยาลูกกลอนปริศนาออกมาทานเพิ่มอีกหนึ่งเม็ดทันที

เพียงไม่นาน พลังงานก็ระเบิดออกและพรั่งพรูออกมาอย่างบ้าคลั่ง

พลังงานที่น่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมาประดุจน้ำทะเลที่ไหลบ่าเข้าท่วม

เฉินหยางรู้สึกราวกับร่างกายกำลังจะระเบิดออกเป็นเสี่ยง

ท่วงท่าที่สิบเจ็ดของวิชาฝึกกายเริ่มจะควบคุมพลังงานเหล่านี้ไม่อยู่แล้ว เฉินหยางจึงรีบเปลี่ยนไปฝึกท่าที่สิบแปดต่อทันที

ผิวหนังทั่วร่างแดงก่ำประดุจเหล็กเผาไฟ มีไอสีขาวพวยพุ่งออกมาจากร่างกาย หยาดเหงื่อไหลพรั่งพรูออกมาประดุจสายน้ำที่ไร้ราคา

พลังงานที่บ้าคลั่งเหล่านี้เปรียบเสมือนม้าป่าที่หลุดจากบังเหียน แต่ถูกดึงรั้งกลับมาได้อย่างหวุดหวิด เคลื่อนที่ตามเจตจำนงของเฉินหยางผ่านทางเชื่อมฟ้าดินไปรวมกันที่จิตวิญญาณ

"ตูม!"

เสียงระเบิดดังสนั่นสะเทือนเลือนลั่น

เฉินหยางที่นั่งอยู่บนเตียงเกิดอาการหน้ามืดจนเกือบจะล้มพับลงไป

สมองเริ่มมึนงง สติเริ่มเลอะเลือน ราวกับว่าตัวเขากำลังจะหลุดลอยไปจากโลกใบนี้

"เฉินหยาง..."

"เฉินหยาง ตื่นสิ..."

เสียงเรียกจากต้นไทรและต้นสำโรงดังแว่วมาข้างหู จากที่เคยแผ่วเบาก็ค่อยชัดเจนขึ้น

สติของเฉินหยาค่อยกลับคืนสู่ร่างกาย

"เร็วเข้า รวบรวมกำลังในคราวเดียว ย่อมต้องสำเร็จแน่นอน" ต้นไทรตะโกนบอกด้วยความร้อนรน

สติของเฉินหยางยังคงมีความมึนงงหลงเหลืออยู่บ้าง แต่เขาก็ค่อยได้สติ นึกได้ว่าตนเองกำลังทำเรื่องสำคัญอยู่

เขาเห็นว่าบนประตูจิตวิญญาณ ปรากฏรอยร้าวที่ชัดเจนขึ้นมาแล้ว

รอยร้าวนั้นลากยาวจากบนลงล่างพาดผ่านกึ่งกลางประตูใหญ่พอดี

พลังงานรอบข้างยังคงหนาแน่น เฉินหยางรู้สึกร้อนระอุไปทั้งตัวราวกับกำลังจะระเบิดออก

"เอาอีกรอบ"

เขาฝืนทนต่อความเจ็บปวดในร่างกาย รีบรวบรวมพลังงานเพื่อเปิดฉากโจมตีประตูจิตวิญญาณอีกครั้ง

ท่วงท่านั้น ดูองอาจราวกับขุนพลสวรรค์นับแสนที่กำลังบุกตะลุยเขาฮวากั่วซาน

"ตูม..."

"ตูม..."

……

...

ครั้งแล้วครั้งเล่า บนประตูที่เคยแข็งแกร่ง รอยร้าวเริ่มขยายกว้างและเห็นเด่นชัดขึ้นทุกที

เขาทานยาลูกกลอนปริศนาเพิ่มไปอีกหนึ่งเม็ด

ความสำเร็จหรือล้มเหลว ย่อมตัดสินกันที่การลงมือครั้งนี้

พลังงานมหาศาลรวมตัวกันเป็นหนึ่ง พุ่งเข้ากระแทกประตูจิตวิญญาณอย่างไม่คิดชีวิต

"ตูม…"

ประตูเปิดออกแล้ว!

พลังงานที่บ้าคลั่งพุ่งทะลวงทำลายประตูจิตวิญญาณจนแตกยับเยินประดุจเขื่อนแตก พรั่งพรูเข้าไปด้านในอย่างรุนแรง

เฉินหยางสิ้นสติไปในทันที ไม่รับรู้เรื่องราวใดอีกเลย

……

...

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด

อาจจะเป็นเวลาหลายชั่วโมง หรืออาจจะเป็นเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น

เฉินหยางถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยเสียงของต้นไทรและต้นสำโรง

เมื่อเขาได้สติกลับมา ประตูจิตวิญญาณได้เปิดออกกว้างอย่างสมบูรณ์แล้ว พลังงานที่เคยปั่นป่วนภายในร่างกายก็สงบลงเรียบร้อย

ที่จุดตันเถียนล่างคือพลังกายสีขาวนวล

ที่จุดตันเถียนกลางคือลมปราณแท้จริงสีเทาหม่น

ที่จุดตันเถียนบนคือพลังจิตที่เกือบจะโปร่งใส

พลังงานทั้งสามชนิดต่างพัวพันกัน แต่ไม่ปะปนกัน

เขาสามารถสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของพลังจิตได้แล้ว

ทางเชื่อมฟ้าดินได้เชื่อมโยงประตูซานเจียวเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์

ประตูซานเจียวเคลื่อนไหวตามเจตจำนง เขาสามารถเปิดหรือปิดพวกมันได้อย่างอิสระแล้ว

นี่คือการทะลวงสู่ขอบเขตวิญญาณงั้นเหรอ?

ตรากตรำมาเสียนาน ต้องทนทุกข์ทรมานมาไม่น้อย แต่เฉินหยางกลับยังรู้สึกว่ามันดูไม่ค่อยจะเป็นความจริงเท่าไหร่นัก

เขาจึงรีบเปิดหน้าต่างระบบออกมาตรวจสอบทันที

——

——

ชื่อ: เฉินหยาง

อายุ: 22 ปี

เลเวล: 6

ร่างกาย: [ภูมิคุ้มกันพิษงูระดับ A] [ภูมิคุ้มกันภาพลวงตาระดับ A] [ภูมิคุ้มกันพิษสิ่งมีชีวิตระดับ B]

วิชาลับ: [เคล็ดวิชาเลี้ยงและควบคุมแมลงพิษสำนักเอ๋อ (ขั้นสูง) (3420 / 10000)]

สมรรถภาพร่างกาย: 1001 / 5000

พลังจิต: 592 / 1000

พันธะสัญญา: 1. คางคกทัวร์มาลีน [ความสนิทสนม 100 แต้ม] 2. ราชาพังพอนเหลือง [ความสนิทสนม 100 แต้ม]

ค่าประสบการณ์: 28068 / 400000

คลัง: [ยาเม็ดระเบิดเลือด] *1 [ยาเม็ดซากบน] *1 [ยาเม็ดซากล่าง] *1 [พุทราแดงชั้นเลิศ] *1 [ยาเม็ดเสริมกำลัง] *5 [โลหิตวิญญาณ] *14 [เหล้าเบญจพิษ] *25 [น้ำยาเร่งการเจริญเติบโตพืช] *27 [สเปรย์ยาสมานแผล] *46...

——

——

มีหัวข้อ [พลังจิต] เพิ่มขึ้นมาเพียงอย่างเดียว

แต่พลังกายและลมปราณแท้จริงกลับไม่ได้ถูกระบุไว้

หรือเป็นเพราะระบบเห็นว่ามันไม่สำคัญ?

หรือจะบอกว่า พลังงานทั้งสามชนิดสามารถเปลี่ยนสถานะกลับไปกลับมาได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องแสดงให้เห็น?

เฉินหยางไม่เข้าใจว่าระบบคิดยังไง และเขาก็ไม่ได้สนใจด้วย

สายตาของเขาจับจ้องไปที่หัวข้อความแข็งแกร่งของร่างกาย

ขีดจำกัดสูงสุดของร่างกาย พุ่งสูงขึ้นถึง 5000 แต้มแล้ว

แต่ว่า ค่าสมรรถภาพร่างกายของเขา กลับเพิ่มขึ้นมาเพียงหนึ่งแต้มเท่านั้น

จากเดิม 1000 เพิ่มขึ้นมาเป็น 1001

ดูท่าว่าเป็นเพราะเพิ่งทะลวงระดับได้สำเร็จ พลังงานในจุดตันเถียนทั้งสามจึงยังไม่ส่งผลสะท้อนกลับมา

การเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของร่างกายไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในพริบตา จำเป็นต้องอาศัยพลังงานมหาศาลในการขัดเกลา ต้องใช้เวลาในการดูดซับ

หลังจากทะลวงระดับได้แล้ว ภายในจุดตันเถียนทั้งสามจะมีการป้อนคืนพลังงานออกมาเป็นจำนวนมาก ยิ่งร่างกายก่อนการทะลวงแข็งแกร่งเพียงใด พลังงานที่สะท้อนกลับมาในภายหลังย่อมจะรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

อีกทั้ง มันจะไม่สนใจเลยว่าเจ้าจะทนทานไหวหรือไม่ แต่มันจะมอบให้ประดุจเป็นรางวัลที่ถาโถมเข้าใส่รวดเดียว ซึ่งกระบวนการนี้จะเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะ ไม่มีทางให้คุณได้มีเวลาค่อยดูดซับเลยแม้แต่น้อย

ดังนั้น สำหรับเฉินหยางแล้ว กระบวนการทะลวงสู่ขอบเขตวิญญาณไม่ใช่สิ่งที่อันตรายที่สุด แต่สิ่งที่น่ากลัวอย่างแท้จริงกลับเป็นกระบวนการป้อนคืนพลังหลังจากนี้ต่างหาก

การป้อนคืนพลังจะเกิดขึ้นตอนไหนไม่มีเวลาที่แน่นอน บางทีอาจเกิดขึ้นทันทีหลังจากทะลวง หรืออาจจะเป็นภายในไม่กี่ชั่วโมง ไม่กี่วันหรือหลายสิบวัน ซึ่งมันจะจู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหันโดยไร้สัญญาณเตือนล่วงหน้า

เรื่องนี้จึงยิ่งเพิ่มปัจจัยที่ไม่อาจควบคุมได้ ทวีความเสี่ยงให้มากขึ้นไปอีก

หากจะพูดตามตรง กระบวนการนี้ก็นับว่าเป็นบททดสอบด่านเคราะห์ครั้งหนึ่งได้เลย

เมื่อผ่านพ้นเคราะห์ด่านนี้ไปได้ จึงจะนับว่าเป็นการทะลวงระดับที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง

"ครืน ครืน..."

ในวินาทีนั้นเอง เฉินหยางสัมผัสได้ว่าพลังเลือดลมภายในร่างกายเริ่มปั่นป่วน ประตูซานเจียวเริ่มสั่นสะเทือนขึ้นมาทันที

"ไม่จริงน่ะ มาเร็วขนาดนี้เชียว?"

เฉินหยางมีสีหน้าที่ตื่นตระหนก หน้าถอดสีไปทันที

จบบทที่ ตอนที่ 310: ประตูซานเจียว ในที่สุดก็ทะลวงสู่ขอบเขตวิญญาณ!

คัดลอกลิงก์แล้ว