- หน้าแรก
- ระบบผู้พิทักษ์ขุนเขา
- ตอนที่ 286: ตระกูลกู่แห่งเหมยลี่ วิชากายทองคำควบคุมปราณ!
ตอนที่ 286: ตระกูลกู่แห่งเหมยลี่ วิชากายทองคำควบคุมปราณ!
ตอนที่ 286: ตระกูลกู่แห่งเหมยลี่ วิชากายทองคำควบคุมปราณ!
"เอาไหม?"
ฉินโจวหันหน้ามามองเฉินหยาง
เฉินหยางส่ายหน้าเล็กน้อย
หากราคาเพียงสองสามล้านหยวน เขายังพอพิจารณาดูได้บ้าง แต่ว่าพอมันพุ่งเกินห้าล้านหยวนแล้ว จะซื้อไปทำซากอะไร
น้ำพุเย็น ตามที่ระบุในข้อมูลนั้น ของสิ่งนี้ผลิตจากดินแดนหนาวเหน็บสุดขั้ว แฝงไปด้วยพลังงานธาตุความเย็นมหาศาล เพียงขวดเดียวนี้ สามารถลดอุณหภูมิโดยรอบในระยะสองเมตรให้ต่ำกว่าจุดเยือกแข็งได้ทันที
ซึ่งน่าจะเป็นของชนิดเดียวกับน้ำพุเย็นที่ระบบเคยให้เขาเป็นรางวัล
ก่อนหน้านี้ที่เขาจับเหอสืออู่รวมถึงหวงจิงเพชฌฆาตต้นนั้น ต่างอาศัยของสิ่งนี้ช่วยไว้ทั้งสิ้น
ประสิทธิภาพนั้นยอดเยี่ยมไร้ที่ติ แต่ว่าการต้องควักเงินหลายล้านหยวนเพื่อซื้อของพรรค์นี้ เขารู้สึกว่าไม่คุ้มค่าเลยสักนิด
ที่เขาสนใจของชิ้นนี้ เพียงเพราะต้องการนำไปให้มิ้งค์ขาวตัวนั้นลองใช้ดูเท่านั้น
แต่ของมันแพงเกินไป มิ้งค์ขาวตัวนั้นในตอนนี้ยังไม่คู่ควรกับของมีค่าขนาดนี้หรอก
หลังจากเสนอราคาสู้กันหลายรอบ ในที่สุดน้ำพุเย็นขวดนี้ถูกประมูลไปในราคาแปดล้านหยวน โดยชายจากต่างมณฑลคนหนึ่ง
……
...
การประมูลดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักก็ถึงสินค้าลำดับที่ 32 ฉินโจวเริ่มมีท่าทางจริงจังขึ้นมาทันที
"สินค้าลำดับที่ 32 เห็ดเนื้อมนุษย์หนึ่งต้น ผลิตจากอูเมิ่งแห่งหนานอวิ๋น ยาว 18 เซนติเมตร หนัก 502 กรัม ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญของสมาคมแล้วว่าเป็นระดับยอดเยี่ยม มีสรรพคุณรักษาอาการบาดเจ็บภายในได้อย่างดียิ่ง..."
ขณะที่พิธีกรสาวกำลังบรรยาย บนหน้าจอขนาดใหญ่บนเวทีปรากฏรูปภาพขึ้นมา
ในรูปนั้นคือวัตถุทรงยาวที่มีลักษณะคล้ายเนื้อเยื่อบางอย่าง
เห็ดเนื้อมนุษย์ หรืออีกชื่อคือไท่ซุ่ย แถมยังเป็นของระดับยอดเยี่ยมที่ผู้เชี่ยวชาญรับรองแล้ว ช่างหาได้ยากยิ่งเสียจริง
เพียงแต่รูปลักษณ์ภายนอกดูแปลกประหลาดไปนิด คล้ายกับอวัยวะส่วนตัวของชายใดหลุดหายออกมายังไงอย่างนั้น
"ราคาเริ่มต้นห้าล้านหยวน เสนอเพิ่มขั้นต่ำครั้งละไม่น้อยกว่าหนึ่งแสนหยวน..."
"ห้าล้านหนึ่งแสน"
"ห้าล้านห้าแสน"
"หกล้าน"
……
...
สิ้นเสียงพิธีกรสาว บรรยากาศในงานเริ่มมีการเสนอราคากันดังเซ็งแซ่ไม่ขาดสาย
ทุกเสียงขานราคา ราวกับคมมีดที่ทิ่มแทงลงบนหน้าอกของฉินโจว
ดูท่าทางแล้ว ทุกคนต่างมีความกระตือรือร้นต่อสินค้าลำดับที่ 32 นี้เป็นอย่างมาก
คนรวยในงานนี้มีไม่น้อยเลยทีเดียว เพียงครู่เดียวราคาพุ่งไปถึงสิบล้านหยวนแล้ว
อีกทั้ง เสียงการแข่งขันยังดังต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงโดยง่าย
เฉินหยางชำเลืองมองคนข้างกาย เห็นฉินโจวกำหมัดแน่นจนฝ่ามือมีเหงื่อซึมออกมา
ดูจากสถานการณ์ ของสิ่งนี้ราคาคงไม่หยุดอยู่ที่ยี่สิบล้านหยวนแน่นอน
เป็นไปตามคาด เพียงไม่นานราคาพุ่งทะยานไปถึงยี่สิบล้านหยวนเสียแล้ว
ถึงตอนนี้ จำนวนคนที่ขานราคาเริ่มลดน้อยลงจนประปราย
เมื่อราคาแตะยี่สิบห้าล้านหยวน ก็เหลือเพียงสามถึงห้าคนเท่านั้นที่ยังคงสู้ราคาต่อ
คนหนึ่งคือคุณหนูผู้ผ่านการแต่งงานครั้งที่สองจากตระกูลเซวีย
อีกคนนั่งอยู่ด้านหน้า เป็นคนจากห้าสำนักแปดสกุล แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่ามาจากตระกูลใด
อีกคนเป็นชายวัยกลางคนนั่งอยู่ตรงมุมหลังห้อง ฟังจากสำเนียงน่าจะเป็นผู้พิทักษ์ขุนเขานอกรีตจากทางเหนือ
และยังมีหญิงสาวอีกคนนั่งอยู่ทางซ้ายมือเยื้องไปข้างหน้าของพวกเฉินหยาง ห่างไปสิบกว่าแถว มองเห็นเพียงแผ่นหลัง เธอแต่งกายตามแบบฉบับเผ่าเหราแห่งหนานอวิ๋น
ส่วนฉินโจวนั้น ตาแก่คนนี้ยังไม่เคยขานราคาสักครั้งเดียว
เวลานี้ราคาทะลุเกณฑ์ยี่สิบห้าล้านหยวนไปแล้ว ซึ่งเกินกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้ เขาจึงกำลังลังเลว่าจะสู้ต่อดีหรือไม่
ถึงแม้ในมือจะมีเงินเพียงยี่สิบล้าน แต่ว่าในงานแลกเปลี่ยนยังมีการวางเงินค้ำประกันไว้ถึงห้าสิบล้านหยวน ตาแก่คนนี้ย่อมมีทรัพย์สินซุกซ่อนไว้ไม่น้อย หากยอมทุ่มสุดตัวเพื่อชิงไท่ซุ่ยต้นนี้มาก็คงไม่ใช่เรื่องยากเกินกำลัง
เพียงแต่ ของสิ่งนี้แม้ตามตำนานจะวิเศษเพียงใด แต่ว่าสุดท้ายจะรักษาอาการบาดเจ็บภายในได้จริงหรือไม่นั้น ยังคงยากจะยืนยันได้
หากไร้ผลขึ้นมาแล้วต้องเสียทรัพย์สินที่สั่งสมมาทั้งชีวิตไป ย่อมเป็นการได้ไม่คุ้มเสีย และเท่ากับว่าตรากตรำมาครึ่งค่อนชีวิตเพื่อความว่างเปล่า
"พอเถอะครับ วันหน้ายังมีโอกาสอีกเยอะ"
เสียงของเฉินหยางดังขึ้นจากด้านข้าง เขาเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องไปแย่งชิงกับคนพวกนี้ อาการบาดเจ็บของฉินโจวนั้น เขาสามารถหาวิธีช่วยรักษาให้ได้ในภายหลัง
ถึงตอนนี้อาจลำบากอยู่บ้าง แต่เฉินหยางมั่นใจว่าโอกาสในวันข้างหน้ามีอีกมาก เขามีระบบอยู่ในมือ มีหรือจะรักษาอาการบาดเจ็บแค่นี้ไม่ได้?
ผู้พิทักษ์ขุนเขานอกรีตจากทางเหนือในมุมห้อง ขยับราคาขึ้นไปถึงยี่สิบแปดล้านหยวนแล้ว
ฉินโจวขมวดคิ้วแน่น โอกาสมาวางอยู่ตรงหน้าแล้ว หากต้องปล่อยมือไปโดยง่าย เขาย่อมรู้สึกไม่ยินยอมอยู่บ้าง
เขาไตร่ตรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า มือที่ถือป้ายประมูลขยับทำท่าจะยก แต่ก็ยังลังเล
"สามสิบล้าน"
ในวินาทีนั้นเอง คุณหนูจากตระกูลเซวียพุ่งราคาขึ้นไปถึงสามสิบล้านหยวนทันที
"ทุกท่าน"
จากนั้นคุณหนูคนเดิมเอ่ยขึ้น "โปรดเห็นแก่หน้าตระกูลเซวียด้วย เห็ดเนื้อมนุษย์ต้นนี้ ตระกูลเซวียต้องการครอบครอง ส่วนสินค้าชิ้นอื่น หลังจากนี้ตระกูลเซวียจะไม่ขอเข้าร่วมประมูลอีก ขอบคุณทุกท่านล่วงหน้า..."
"หา?"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ผู้คนในงานต่างพากันฮือฮาขึ้นมาทันที
เฉินหยางเองก็ชะงักไปครู่หนึ่ง สายตาจับจ้องไปยังหญิงสาวรูปร่างอวบอิ่มที่อยู่ข้างกายจางย่าเฟิง
"ตระกูลเซวียยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเชียว?" เขาพึมพำแผ่วเบา
ต้องรู้ว่าในงานประมูลครั้งนี้มีแต่ผู้มีอิทธิพลในวงการผู้พิทักษ์ขุนเขาจากทั่วประเทศมารวมตัวกัน คำพูดเช่นนี้จะพูดออกมาส่งเดชได้ยังไง?
ตระกูลเซวียต้องมีอิทธิพลมากเพียงใดกันแน่?
"ตระกูลเซวียเป็นตระกูลแพทย์มาหลายชั่วอายุคน วิชาแพทย์ของตาแก่เซวียนับเป็นอันดับต้นของประเทศ คนที่นี่ส่วนใหญ่หากินอยู่กับป่ากับเขา ใครจะรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับตัว? ดังนั้นการที่เธอพูดแบบนั้นออกมาก็ไม่ถือว่าเกินไปหรอก"
ฉินโจวยิ้มขื่นพลางวางป้ายประมูลในมือลง
เขายังเคยติดต่อกับตระกูลเซวียอยู่บ้าง และพอจะมีความสัมพันธ์อันดีกับท่านผู้เฒ่าตระกูลเซวียอยู่เพียงเล็กน้อย
ในเมื่อคนตระกูลเซวียเอ่ยปากมาขนาดนี้แล้ว หากเขาขืนเสนอราคาต่อไป ย่อมเท่ากับเป็นการหักหน้ากัน
เมื่อไตร่ตรองดูให้ดี หากเห็ดเนื้อมนุษย์ตกไปอยู่ในมือตระกูลเซวีย ก็นับเป็นเรื่องดีสำหรับเขาเหมือนกัน
ถึงเวลานั้นเขาสามารถไปหาตระกูลเซวียโดยตรงเพื่อให้ท่านผู้เฒ่าช่วยรักษาให้ อย่างมากจ่ายค่ารักษาเพิ่มอีกนิด แบบนี้ดูจะมั่นคงและปลอดภัยกว่าสำหรับเขา
ผู้ดำเนินการประมูลบนเวทีได้ยินเช่นนั้น กลับรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ
การกระทำของเซวียข่ายหลินถือว่าผิดกฎระเบียบอยู่ไม่น้อย
การกดดันคนอื่นไม่ให้สู้ราคา ไม่เพียงทำลายผลประโยชน์ของเจ้าของทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังทำลายผลประโยชน์ของผู้จัดงานอีกด้วย
ซึ่งผู้จัดงานในครั้งนี้คือสมาคมผู้พิทักษ์ขุนเขา
สมาคมผู้พิทักษ์ขุนเขาจะยอมไว้หน้าตระกูลเซวียจริงเหรอ?
ทั้งหลิ่วเจี้ยนกั๋วและหวังเยวี่ยนเฉาต่างก็อยู่ในงาน แม้สีหน้าดูไม่ค่อยดีนัก แต่ว่ากลับไม่ได้แสดงท่าทีใดออกมา
ตระกูลเซวียในวงการผู้พิทักษ์ขุนเขาแห่งดินแดนสู่มีฐานะไม่ธรรมดาจริง ท่านผู้เฒ่าตระกูลเซวียเปรียบเสมือนเสาหลักที่ค้ำจุนวงการ ทั้งสองท่านจึงจำต้องยอมรักษาหน้าให้อีกฝ่าย
หลังจากเกิดความวุ่นวายอยู่ครู่หนึ่ง บรรยากาศกลับมาเงียบสงบดังเดิม
ถึงคำพูดของเซวียข่ายหลินจะดูโอหังไปบ้าง แต่ว่าเห็นผลชะงัดนัก บรรดาผู้ที่เคยสู้ราคาเมื่อครู่ต่างพากันเงียบกริบไปหมด
ในโลกนี้มีคนสองประเภทที่ห้ามไปล่วงเกิน หนึ่งคือพ่อครัว สองคือหมอ
พ่อครัวดูแลเรื่องอาหารการกิน หากไปทำให้เขาไม่พอใจ ย่อมไม่มีอะไรมารับประกันว่าสิ่งที่ทานลงไปคืออะไร
หมอรักษาชีวิตผู้คน ยามเจ็บไข้ได้ป่วยใครบ้างไม่ต้องพึ่งพาหมอ? หากล่วงเกินหมอแล้วใครจะมารักษาคุณ?
ล้วนเป็นเรื่องของความสัมพันธ์และผลประโยชน์ทั้งสิ้น
บนใบหน้าของเซวียข่ายหลินปรากฏรอยยิ้มบางออกมา
นี่คืออิทธิพลของตระกูลเซวีย ตราบใดที่คุณปู่ของเธอยังอยู่ ใครหน้าไหนก็ต้องยอมไว้หน้าให้ทั้งนั้น
"สี่สิบล้าน"
แต่ว่า ในวินาทีนั้นเอง เสียงที่ขัดหูอย่างยิ่งพลันดังแทรกขึ้นมา
เสียงนั้นทำเอาเซวียข่ายหลินยิ้มค้างอยู่บนใบหน้าทันที
ทุกคนต่างนึกสงสัยว่า ใครกันที่กล้าก้าวออกมาขัดคอตระกูลเซวียหลังจากที่ได้ยินคำประกาศเมื่อครู่นี้
อีกทั้งยังเป็นการทุ่มเงินเพิ่มขึ้นอีกสิบล้านหยวนโดยตรง
เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเป็นการล่วงเกินหรือไม่ แต่มันคือการท้าทายกันอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อมองตามเสียงไป พบกับหญิงสาวที่แต่งกายด้วยชุดเผ่าเหราคนนั้น
เมื่อเซวียข่ายหลินหันไปมอง หญิงสาวผู้นั้นไม่ได้หลบตาเลยสักนิด กลับจ้องมองตอบมาอย่างเปิดเผย
ใบหน้าของเธอดูอ่อนวัยและงดงาม ผิวขาวผ่องและมีเครื่องหน้าที่ประณีต ดูแล้วอายุไม่น่าเกินยี่สิบสองหรือยี่สิบสามปี
เซวียข่ายหลินขมวดคิ้วแน่น ขณะที่เธอกำลังจะอ้าปากพูด หญิงสาวเผ่าเหราก็เอ่ยขึ้นว่า "ขอโทษด้วยนะคะ ฉันไม่รู้หรอกว่าตระกูลเซวียคือใคร เห็ดเนื้อมนุษย์ต้นนี้ ตระกูลกู่แห่งเหมยลี่ของพวกเราต้องการมันเช่นกัน"
ตระกูลกู่แห่งเหมยลี่?
ผู้คนในงานได้ยินดังนั้น เริ่มหันมาซุบซิบกันอีกรอบ
ที่แท้หญิงสาวคนนี้มาจากตระกูลกู่แห่งเหมยลี่อย่างนั้นเหรอ?
"ตระกูลกู่แห่งเหมยลี่นี่มีที่มายังไงครับ?"
สำหรับกลุ่มอิทธิพลในวงการผู้พิทักษ์ขุนเขาเหล่านี้ เฉินหยางไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน จึงรีบกระซิบถามฉินโจวทันที
ฉินโจวกล่าว "ตระกูลกู่แห่งเขาเหมยลี่ นับเป็นหนึ่งในกลุ่มอำนาจระดับสูงสุดในบรรดาเจ็ดสิบสองสำนักแห่งหนานอวิ๋น เขาเหมยลี่นี้ถูกขนานนามว่าเป็นเขาแห่งสมุนไพร ชาวบ้านเล่าขานกันว่าทั่วทั้งภูเขาไม่มีหญ้าที่ไร้ประโยชน์ เพราะทุกต้นคือยาทิพย์ ตระกูลกู่เองสืบทอดวิชาแพทย์มานาน ไม่แปลกใจเลยที่พวกเขากล้าต่อกรกับตระกูลเซวีย..."
เฉินหยางพยักหน้าเล็กน้อย ในเมื่อต่างสืบทอดวิชาแพทย์มาเหมือนกัน มิน่าล่ะถึงไม่ยอมไว้หน้าตระกูลเซวียเลย
คราวนี้คงมีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว
เป็นอย่างที่คิด หลังจากได้ยินหญิงสาวเปิดเผยภูมิหลัง ใบหน้าของเซวียข่ายหลินมืดมนลงทันที
จางย่าเฟิงที่นั่งอยู่ข้างกายเธอ ถึงชอบประจบเอาใจแค่ไหน แต่ว่าเขายังดูสถานการณ์ออก เรื่องแบบนี้เขาไม่มีทางกล้าเข้าไปยุ่งแน่นอน
"ห้าสิบล้าน"
เซวียข่ายหลินไม่พูดพล่ามทำเพลง เธอรู้ดีว่าต่อให้ตระกูลเซวียจะมีบารมีมากเพียงใดก็ไม่อาจข่มตระกูลกู่แห่งเหมยลี่ได้ การพูดมากไปย่อมไม่มีประโยชน์ เธอจึงขยับราคาไปที่ห้าสิบล้านหยวนทันที
"ห้าสิบห้าล้าน!"
"หกสิบล้าน!"
"หกสิบห้าล้าน!"
"เจ็ดสิบล้าน!"
……
...
ผู้หญิงสองคนสู้ราคาแข่งกันอย่างไม่ลดละ เซวียข่ายหลินเริ่มขาดสติไปบ้างแล้ว เพราะเรื่องของศักดิ์ศรีมันยอมกันไม่ได้ หากของชิ้นนี้ถูกคนอื่นชิงไป แล้วหน้าตาของตระกูลเซวียจะเอาไปไว้ที่ไหน?
นั่นไม่เท่ากับเป็นการประกาศต่อหน้าคนในวงการว่าตระกูลเซวียสู้ตระกูลกู่แห่งเหมยลี่ไม่ได้หรอกเหรอ?
ศักดิ์ศรีครั้งนี้ ย่อมต้องรักษาไว้ให้ได้
จางย่าเฟิงลุ้นจนเหงื่อตก เขาอยากเข้าไปห้าม แต่เขารู้ดีว่าผู้หญิงที่กำลังหน้ามืดตามัวด้วยโทสะ ต่อให้พูดอะไรไปก็ฟังไม่เข้าหู ดีไม่ดีอาจจะยิ่งทำให้เธอคุ้มคลั่งหนักกว่าเดิม
"เก้าสิบล้าน!"
เซวียข่ายหลินขานราคาออกมาด้วยสีหน้าเย็นชา
ทุกคนในงานต่างพากันอุทานออกมาด้วยความตกใจ
ราคาที่เสนอมานี้ พุ่งสูงเกินกว่ามูลค่าจริงของเห็ดเนื้อมนุษย์ต้นนี้ไปไกลโขแล้ว
เพียงเพื่อต้องการเอาชนะกัน จำเป็นต้องทุ่มทุนขนาดนี้เชียวเหรอ?
ดูท่าราคาคงพุ่งทะลุร้อยล้านหยวนไปในไม่ช้า
เมื่อเสนอราคาเสร็จ เซวียข่ายหลินหันไปจ้องมองหญิงสาวเผ่าเหราด้วยใบหน้าอวบอิ่มที่ดูเคร่งขรึมและเย็นชาถึงขีดสุด
แต่ในวินาทีนั้น หญิงสาวเผ่าเหราเผยรอยยิ้มออกมา "ในเมื่อตระกูลเซวียต้องการเห็ดเนื้อมนุษย์ต้นนี้มากขนาดนั้น ตระกูลกู่ของพวกเราก็ขอยอมถอยให้แล้วกัน ฉันไม่สู้ราคาต่อแล้วค่ะ!"
เอ่อ...
เซวียข่ายหลินได้ยินดังนั้น ใบหน้ากระตุกเล็กน้อยหนึ่งที
การที่คู่ต่อสู้ยอมแพ้ เดิมทีควรเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ทำไมเธอกลับรู้สึกไม่มีความสุขเลยสักนิด?
"เก้าสิบล้านครั้งที่หนึ่ง มีใครจะเสนอเพิ่มไหมคะ?"
พิธีกรสาวกวาดสายตามองไปทั่วห้องประชุม "เก้าสิบล้านครั้งที่สอง เก้าสิบล้านครั้งที่สาม"
"ปัง!"
เมื่อไม่มีใครเสนอราคาเพิ่ม พิธีกรสาวจึงเคาะค้อนปิดการขายที่ราคาเก้าสิบล้านหยวน
"หึ"
เซวียข่ายหลินแค่นเสียงเย็นชา
ของที่เดิมทีควรประมูลได้ในราคาสามสิบล้าน แต่ว่าถูกหญิงสาวเผ่าเหราปั่นราคาจนพุ่งสูงขึ้นถึงสามเท่าตัว
เมื่ออารมณ์เริ่มเย็นลง เซวียข่ายหลินเริ่มนึกเสียใจอยู่บ้าง ตระกูลเซวียไม่ได้ขัดสนเรื่องเงิน แต่การต้องมาเสียเงินก้อนโตแบบโง่เขลาเช่นนี้มันก็น่าเจ็บใจ เพราะเห็ดเนื้อมนุษย์ต้นนี้ ถึงจะล้ำค่า แต่ก็ไม่ได้มีมูลค่าสูงขนาดนั้น
ศักดิ์ศรีน่ะกอบกู้กลับมาได้แล้ว แต่ว่าสิ่งที่เสียไปคือเงินก้อนโต
หลังจากกลับไปแล้ว เธอคงต้องหาคำอธิบายดีดีให้กับคนในครอบครัว
"พี่เซวีย หน้าตาที่พี่ต้องการ ฉันก็รักษาไว้ให้แล้ว หลังจากนี้หากมีของชิ้นไหนที่ฉันสนใจ พี่อย่าลืมยอมถอยให้ฉันบ้างนะคะ?"
หญิงสาวเผ่าเหราคลี่ยิ้มอย่างมีเสน่ห์
คำพูดเพียงประโยคเดียว ทำเอาเซวียข่ายหลินโกรธจนตัวสั่น คุณทำให้ฉันต้องสูญเสียเงินมากมายขนาดนี้ แล้วฉันยังต้องมารู้สึกขอบใจคุณอีกเหรอ?
เธอตั้งท่าจะโต้กลับไปในทันที แต่สุดท้ายระงับอารมณ์ไว้ได้
……
...
เฉินหยางเหลือบมองหญิงสาวเผ่าเหราคนนั้นพลางนึกในใจ การห้ำหั่นกันระหว่างผู้หญิงช่างน่าตื่นตาตื่นใจเสียจริง
บนใบหน้าของฉินโจวเต็มไปด้วยความขมขื่น
การประมูลระดับนี้ ลำพังตัวเขาไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปแทรกแซงได้
เขาคาดไม่ถึงเลยว่า เห็ดเนื้อมนุษย์ต้นนี้จะถูกประมูลไปในราคามหาศาลขนาดนี้
ในตอนนั้น เขาตระหนักถึงปัญหาหนึ่งขึ้นมาได้ ถึงแม้ของจะตกเป็นของตระกูลเซวีย แต่มันกลับเป็นราคาที่สูงเป็นประวัติการณ์ หากวันหน้าเขาต้องการไปพึ่งพาตระกูลเซวียให้ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บภายใน
ต่อให้ท่านผู้เฒ่าตระกูลเซวียยอมนำเห็ดเนื้อมนุษย์ออกมารักษาให้ แต่ค่ารักษาพยาบาลย่อมต้องถูกเรียกเก็บในราคาที่แพงลิบลิ่วแน่นอน
ยังไงเสีย มีหรือที่ตระกูลเซวียจะยอมขาดทุน ในเมื่อต้นทุนสมุนไพรพุ่งสูงขนาดนี้ ย่อมต้องมาถอนทุนคืนจากบรรดาคนป่วยทั้งหลายอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ
การประมูลยังคงดำเนินต่อไป
เฉินหยางเพียงมาเพื่อชมความสนุกเท่านั้น ในกระเป๋าเขามีเงินไม่มากนัก การจะหาของดีราคาถูกในงานประมูลเช่นนี้แทบเป็นไปไม่ได้
เพราะสินค้าทุกชิ้นที่นำมาประมูลที่นี่ ล้วนผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญและมีมูลค่าสูงยิ่งด้วยกันทั้งสิ้นไม่ใช่เหรอ?
เหตุการณ์ปาฏิหาริย์เหมือนในหนังหรือนิยาย ย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นจริงในชีวิตจริง
ในบรรดาสินค้าทั้งหมด 108 ชิ้น นอกจากน้ำพุเย็นขวดนั้นแล้ว ของที่เฉินหยางสนใจก็มีเพียงอีกสองชิ้นเท่านั้น
ชิ้นแรกคือสินค้าลำดับที่ 72 จักจั่นเหมันต์ที่บำเพ็ญตบะจนแกร่งกล้าแล้วตัวหนึ่ง
แม้ของสิ่งนี้จะไม่ได้ติดอันดับในทำเนียบแมลงประหลาด แต่ว่าภายในร่างกายแฝงไปด้วยพลังงานธาตุความเย็นมหาศาล สำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้ว มันช่วยขัดเกลาร่างกายและบำรุงเลือดลมได้อย่างดีเยี่ยม
เฉินหยางขอให้ฉินโจวช่วยเสนอราคาสองรอบ แต่เมื่อราคาสูงเกินสองล้านหยวน เขาตัดสินใจถอนตัวทันที
ถือว่ามาร่วมสนุกก็พอ
อีกชิ้นหนึ่งคือสินค้าลำดับที่ 87 รังไหมของหนอนไหมเหมันต์
เช่นเดียวกับจักจั่นเหมันต์ แม้เป็นเพียงรังไหม แต่กลับแฝงไว้ด้วยพลังงานธาตุความเย็นที่ยิ่งใหญ่ อีกทั้งเส้นไหมน้ำแข็งที่เป็นส่วนประกอบของรังไหมยังเป็นวัสดุที่มีความเหนียวและทนทานอย่างยิ่งอีกด้วย
ของสิ่งนี้นับว่าเป็นของที่หาได้ยากยิ่งและล้ำค่าอย่างมาก
เฉินหยางยังไม่ทันได้เข้าร่วมประมูล ราคาของมันพุ่งทะลุห้าล้านหยวนและกำลังมุ่งหน้าไปสู่หลักสิบล้านแล้ว
เขาจึงหมดความสนใจในทันที
ในมือเขายังมีหนอนไหมเหมันต์อยู่อีกตัวหนึ่ง เพียงแต่ไม่รู้ว่ามันถูกคางคกทัวร์มาลีนกินเข้าไปแล้วหรือยัง
……
...
สินค้าทั้ง 108 ชิ้น ถูกประมูลจนเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว
เช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ ทั้งเฉินหยางและฉินโจวต่างมือเปล่า ไม่ได้อะไรติดมือกลับไป
จะจบลงเพียงแค่นี้เหรอ?
ไม่มีทาง
ทุกคนต่างยังคงนั่งนิ่งอยู่กับที่โดยไม่มีใครลุกจากไป ราวกับนัดหมายกันไว้
เพราะพวกเขารู้ดีว่า หลังจากจบรายการสินค้าทั้ง 108 ชิ้นนี้แล้ว ยังมีการประมูลแบบไม่ระบุตัวตนอีกหนึ่งรอบ
นี่คือกิจวัตรปกติของงานประชุมแลกเปลี่ยนผานซาน
เจ้าของสมบัติบางคนที่ไม่สะดวกจะเปิดเผยชื่อเสียงเรียงนามหรือที่มาของทรัพย์สิน มักจะเลือกนำของมาลงประมูลในช่วงการประมูลแบบไม่ระบุตัวตนนี้
แน่นอนว่า ไม่ใช่ของทุกชิ้นที่จะสามารถนำมาลงประมูลในรอบนี้ได้
ทางผู้จัดงานจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการรักษาความลับและค่าธรรมเนียมการค้ำประกันในจำนวนหนึ่ง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ค่าธรรมเนียมทั้งสองส่วนนี้ย่อมต้องสูงมากแน่นอน
เมื่อจ่ายค่ารักษาความลับแล้ว ทางผู้จัดงานจะปกปิดตัวตนของคุณไว้อย่างมิดชิดที่สุด เรื่องนี้ย่อมเป็นที่เข้าใจได้
ส่วนค่าธรรมเนียมการค้ำประกัน!
สิ่งของที่คุณนำมาอาจไม่ค่อยมีมูลค่ามากนัก หรืออาจประเมินราคาได้ยาก จึงจำเป็นต้องมีการจ่ายค่าค้ำประกันไว้
หากสินค้าถูกประมูลไปได้ในราคาที่ไม่น่าพึงพอใจ เงินค่าค้ำประกันก้อนนั้นจะถูกทางผู้จัดงานยึดไปทันที
นี่คือกฎเหล็กที่ทางผู้จัดงานประมูลได้วางไว้
……
...
"เอาละค่ะทุกท่าน ลำดับต่อไป เข้าสู่ช่วงการประมูลแบบไม่ระบุตัวตนแล้วนะคะ..."
หลังจากพักเบรกครู่หนึ่ง พิธีกรสาวคนใหม่ก้าวขึ้นมาบนเวทีและเข้าสู่ช่วงสำคัญทันที
"สำหรับสินค้าประมูลในรอบไม่ระบุตัวตนครั้งนี้มีทั้งหมดหกชิ้นค่ะ ชิ้นแรกคือพระธาตุพระอริยสงฆ์หนึ่งองค์..."
"ราคาเริ่มต้นสามล้านหยวน เสนอเพิ่มครั้งละไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนหยวนค่ะ..."
อาจเป็นเพราะใกล้เวลาเที่ยงแล้ว ทุกคนต่างก็เริ่มหิว พิธีกรสาวจึงไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง ดำเนินงานอย่างรวดเร็ว
การประมูลรอบนี้ช่างไม่ธรรมดาจริง สินค้าที่นำมาล้วนเป็นของล้ำค่าอย่างยิ่ง ไม่รู้ว่าใครกันที่ใจกล้าหน้าด้านถึงขั้นกล้านำพระธาตุออกมาประมูลขายแบบนี้
ของประเภทนี้ โดยปกติแล้วห้ามมีการซื้อขายกัน เพราะถือเป็นการล่วงเกินและผิดต่อหลักทางศาสนาพุทธ
แต่ว่านี่คืองานประชุมแลกเปลี่ยนผานซาน ในเมื่อสามารถนำมาประมูลได้ ย่อมแสดงว่าทางสมาคมผู้พิทักษ์ขุนเขาได้อนุญาตเป็นกรณีพิเศษแล้ว
พระธาตุแฝงไว้ด้วยพลังจิตที่ยิ่งใหญ่ มีส่วนช่วยส่งเสริมการฝึกฝนจิตวิญญาณของผู้ฝึกยุทธ์ระดับขอบเขตวิญญาณได้อย่างดีเยี่ยม
ทันทีที่ของชิ้นนี้ปรากฏขึ้น ราคาก็พุ่งสูงขึ้นไปถึงหลักสิบล้านหยวนอย่างรวดเร็ว
บรรดาผู้ที่สู้ราคาส่วนใหญ่คือกลุ่มอิทธิพลใหญ่ที่ต้องการแย่งชิงเพื่อนำไปให้ยอดฝีมือขอบเขตวิญญาณในสังกัด ส่วนผู้พิทักษ์ขุนเขานอกรีตคนอื่นที่ลองสู้ราคาไปไม่กี่รอบ เมื่อเห็นว่าไร้ความหวัง ก็ต่างพากันถอนตัวไปทีละคน
ในที่สุด พระธาตุองค์นี้ถูกตระกูลติงประมูลไปได้ในราคาแปดสิบล้านหยวน
เป็นอย่างที่คิด ตระกูลติงยังคงมีความมั่งคั่งและทรงอิทธิพลสมคำร่ำลือ
จากด้านหลังของฝูงชน เฉินหยางมองไปทางกลุ่มคนจากตระกูลติง บนใบหน้าเขามีรอยยิ้มแฝงนัยลึกลับ
"แกยิ้มอะไร?"
ฉินโจวแอบชำเลืองเห็นรอยยิ้มนั้นแล้วรู้สึกถึงความเยือกเย็นจนน่าขนลุก
เฉินหยางได้สติกลับมาพร้อมกับส่ายหน้า "ผมยิ้มเหรอ? ผมแค่รู้สึกว่าผมค่อนข้างชอบพระธาตุองค์นี้ ในอนาคตเมื่อผมทะลวงสู่ขอบเขตวิญญาณ คงมีโอกาสได้ใช้งานมัน"
ฉินโจวได้ยินดังนั้นถึงกับหน้ามืดไปครู่หนึ่ง หรือแกจะนึกว่าตระกูลติงเขาประมูลมาเพื่อแกกันล่ะ?
"ลำดับต่อไปคือสินค้าประมูลชิ้นที่สอง เคล็ดวิชาที่สืบทอดกันมาของกองคาราวานม้า ฉบับคัดย่อของ <<วิชากายทองคำควบคุมปราณ>> ค่ะ..."
……
...
"ว่ายังไงนะ?"
ทันทีที่พิธีกรสาวพูดจบ บรรยากาศในงานเงียบสงัดไปสามวินาที ก่อนจะระเบิดเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึง
เคล็ดวิชาสืบทอดของกองคาราวานม้า?
วิชากายทองคำควบคุมปราณ?
หากพูดตามตรง ทุกคนในงานต่างพากันตกตะลึงจนทำตัวไม่ถูก นึกไม่ถึงว่าจะมีคนกล้านำวิชาลับของกองคาราวานม้าออกมาประมูลขายแบบนี้
ต้องรู้ว่าหลิวเหิงหู่ผู้นำกองคาราวานม้า ในยามนี้ก็นั่งอยู่ในงานนี้ด้วย?
นี่มันไม่ใช่การหักหน้ากันซึ่งหน้าหรอกเหรอ?
กองคาราวานม้า นับเป็นขั้วอำนาจที่ยิ่งใหญ่ทัดเทียมกับห้าสำนักแปดสกุลหลักเลยทีเดียว
ใครกันที่มันจะกล้าบ้าบิ่นได้ขนาดนี้?
เป็นอย่างที่คิด การประมูลแบบไม่ระบุตัวตนนั้นน่าสนใจที่สุดแล้ว ช่างตื่นเต้นท้าทายเสียจริง
หลายคนต่างพากันหันไปมองทางหลิวเหิงหู่ ผู้นำกองคาราวานม้าท่านนี้ในวงการผู้พิทักษ์ขุนเขาแห่งดินแดนสู่ ถือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและบารมีสูงส่งยิ่งนัก
ในเวลานี้ ทุกคนต่างต้องการจะดูว่าหลิวเหิงหู่จะมีปฏิกิริยายังไงต่อเรื่องนี้
หลิวเหิงหู่เองมีท่าทางที่ตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เขาจึงหันไปมองทางติงเหลียนอวิ๋นตามสัญชาตญาณทันที
ที่นั่งของติงเหลียนอวิ๋นอยู่ไม่ไกลจากเขาเท่าไหร่นัก ทั้งคู่นั่งอยู่ในแถวแรกเหมือนกัน แต่ว่าถูกคนตรงกลางบังไว้ ติงเหลียนอวิ๋นจึงจงใจโน้มตัวไปข้างหลังเพื่อมองตรงมาทางหลิวเหิงหู่