- หน้าแรก
- ระบบผู้พิทักษ์ขุนเขา
- ตอนที่ 270: ติงเหลียนเฉิงลาโลก!
ตอนที่ 270: ติงเหลียนเฉิงลาโลก!
ตอนที่ 270: ติงเหลียนเฉิงลาโลก!
เร็วเข้า เร็วอีกนิด!
เรี่ยวแรงกำลังหดหายอย่างรวดเร็ว ติงเหลียนเฉิงเครียดเกร็งจนถึงขีดสุด
โดนลอบกัดเข้าแล้ว!
ใครกันที่แอบลงมือกับฉัน?
ยาเม็ดโลหิตที่ปกติดี ทำไมถึงเกิดปัญหาขึ้นมาได้?
หรือจะเป็นน้องรอง?
ยาเม็ดโลหิตนั้นน้องรองเป็นคนส่งคนมาเลี้ยง คนที่จะเข้าถึงยาเม็ดโลหิตได้ มีเพียงคนของน้องรองเท่านั้น
ทว่า น้องรองจะมีเหตุผลอะไรที่ต้องทำร้ายฉัน?
หากฉันเป็นอะไรไป ตระกูลติงย่อมไม่ได้รับประโยชน์อันใด
เป็นไปไม่ได้ จะเป็นน้องรองไปได้ยังไง
ต้องมีคนล่วงรู้เรื่องที่พวกเขาเลี้ยงยา เลยตามน้ำวางหมากซ้อนแผนเอาไว้ใช่ไหม?
แล้วคนคนนั้นจะเป็นใครกัน?
ในหัวผุดรายชื่อและภาพร่างขึ้นมามากมายเพียงพริบตาเดียว
น่าเวทนาที่ศัตรูมีมากเกินไป จนไม่รู้เลยว่าควรสงสัยใครดี
ไม่ว่าจะเป็นใคร ในเมื่ออีกฝ่ายลงมือในยาเม็ดโลหิตได้ น่าจะมีแผนสำรองตามมา ไม่แน่ว่าอาจจะมีอะไรรอเขาอยู่อีก
เขาจำเป็นต้องรีบออกไปจากที่นี่ มิเช่นนั้น วันนี้คงต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่จริง
ขณะนั้นเอง เขาสัมผัสได้ถึงกระแสความร้อนที่พลุ่งพล่านขึ้นมาในกายอย่างฉับพลัน ลามไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว
กระแสความร้อนนี้ประดุจเปลวเพลิงที่กำลังแผดเผาเลือดลมของเขา
เลือดลมที่กำลังเหือดหายไปอย่างรวดเร็วอยู่แล้ว ยิ่งทรุดหนักลงไปอีก
นี่ถึงกับมียาพิษด้วย!
ติงเหลียนเฉิงขวัญหนีดีฝ่อ ในยาเม็ดโลหิตนี้ นอกจากจะมีตัวยาสลายพลังแล้ว ยังแฝงไปด้วยพิษร้ายอีกด้วย
อีกทั้งยังเป็นพิษประหลาดที่เผาผลาญเลือดลมได้
สีหน้าเขาดูย่ำแย่ลงไปอีก อีกฝ่ายจงใจจะเอาชีวิตเขาชัดเจน
ไม่นาน เขาก็มาถึงใต้หน้าผาด้วยสภาพที่ทุลักทุเลอย่างยิ่ง
ผมเผ้ายุ่งเหยิง หอบหายใจอย่างหนักหน่วง
ใบหน้าชราแดงก่ำ ราวกับเหล็กเผาไฟจนร้อนแดง
เขาเงยหน้ามองขึ้นไปบนหน้าผา กัดฟันแน่นแล้วกลืนยาลงไปอีกหลายเม็ด จากนั้นก็คว้าเชือกที่ห้อยลงมาแล้วรีบปีนขึ้นไป
ครั้งนี้ ประมาทเกินไปจริง
นอกจากจะเสียสัตว์วิญญาณคู่ใจไปสองตัวแล้ว ตัวเขาเองยังโดนลอบกัด เมื่อครู่หากไม่ตัดสินใจหนีออกมาทันที ป่านนี้คงตายอยู่ในวังใต้ดินไปแล้ว
เพียงแค่คิดก็นึกหวาดหวั่นภายหลัง
ที่ผ่านมามีเพียงตระกูลติงที่ลอบทำร้ายผู้อื่น ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่คนอื่นกล้ามาลงมือกับคนตระกูลติง?
ไม่ว่าใครจะเป็นคนลอบกัดอยู่เบื้องหลัง หลังจากกลับไปแล้ว ฉันจะสืบสวนให้ถึงที่สุด จะลากตัวมันออกมาสับให้เป็นหมื่นชิ้น
ติงเหลียนเฉิงขบกรามแน่น แววตาเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมอย่างไร้ที่สิ้นสุด
ถึงแม้เรี่ยวแรงจะหดหายไปอย่างรวดเร็ว แต่ความเร็วของเขาก็ยังถือว่าสูงมาก
ในวัยเจ็ดสิบกว่าปี เขายังมีร่างกายที่คล่องแคล่วว่องไว สองมือดึงเชือกปีนหน้าผาที่เรียบชันได้อย่างราบรื่นราวกับเดินบนพื้นราบ
หน้าผานี้สูงไม่ต่ำกว่าสามร้อยเมตร เขาใช้เวลาเพียงสองนาที ก็ปีนขึ้นมาได้ถึงระยะสองร้อยเมตรแล้ว
หากข้ามหน้าผานี้ไปได้ ฝั่งตรงข้ามคือหุบเขาลำธารแดง ซึ่งมีถ้ำวัวเหลืองอยู่ เขาไปพักฟื้นที่นั่นได้ชั่วคราว...
ติงเหลียนเฉิงคำนวณในใจพรางมือเท้าไม่หยุดพัก อาศัยฤทธิ์ยาที่เพิ่งกินเข้าไปฝืนรวบรวมพลังขึ้นมา การจะปีนข้ามหน้าผานี้ไปคงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปนัก
"เฮ้ ตาแก่ ร่างกายแข็งแรงดีนี่นา เช้าตรู่แบบนี้ยังมาปีนผาเล่นอีก!"
ในวินาทีนั่นเอง เสียงหนึ่งพลันดังมาจากด้านบน
หัวใจของติงเหลียนเฉิงกระตุกวูบ นึกลางสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาทันที
เขาเงยหน้ามองขึ้นไป เห็นคนคนหนึ่งยืนอยู่บนยอดผาที่สูงขึ้นไปหลายสิบเมตร
เป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง
แม้เขาจะชรามากแล้ว แต่ด้วยระดับขอบเขตวิญญาณ สายตาจึงยังดีเยี่ยม แม้จะห่างไปหลายสิบเมตรก็ยังพอจะมองเห็นหน้าตาของอีกฝ่ายได้เลือนราง
ดูหนุ่มแน่น แปลกหน้า
ทว่าในความแปลกหน้านั้น กลับแฝงไปด้วยความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด!
เขามั่นใจว่าตนเองไม่รู้จักชายหนุ่มคนนี้
แต่ทำไมถึงรู้สึกคุ้นตาขนาดนี้?
เขาหยุดชะงักแล้วก้มลงมอง ด้านล่างเป็นเหวลึกร้อยเมตร สถานการณ์ในตอนนี้ดูท่าจะลำบากเสียแล้ว
"คุณคือ..."
ขณะที่ติงเหลียนเฉิงกำลังจะเอ่ยปาก ชายหนุ่มบนยอดผาก็ถือมีดสั้นเล่มหนึ่งจามลงไปที่เชือกซึ่งผูกไว้กับต้นไม้ทันที
"แกกล้าดียังไง!"
ติงเหลียนเฉิงตกใจสุดขีด ถลึงตาพลางตะโกนก้องด้วยความโกรธเกรี้ยว
พลังจิตอันแก่กล้าระเบิดออกมาอย่างรุนแรง
คลื่นพลังจิตที่ไร้รูปแผ่กระจายพุ่งขึ้นไปยังยอดผา
ทว่า อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบใด
ฉับ!
มีดเล่มนั้นฟันลงบนเชือก
เชือกขาดออกจากกันในพริบตา
"อ๊ะ!"
ติงเหลียนเฉิงสูญเสียการทรงตัวทันที เขาคำรามด้วยความตกใจปนแค้นเคืองแล้วร่วงหล่นลงไปเบื้องล่าง
ต่อให้เป็นขอบเขตวิญญาณแล้วยังไง?
ในเมื่อบินไม่ได้ หากต้องตกลงมาจากที่สูงหลายร้อยเมตรแบบนี้ ต่อให้ร่างกายแข็งแกร่งเพียงใดก็คงไม่พ้นต้องกลายเป็นเศษเนื้อ
บนยอดผา เฉินหยางเก็บมีดฆ่าหมูลงไป ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
ฉันเป็นใครน่ะเหรอ?
จำเป็นต้องเสียเวลาพูดกับคุณด้วยเหรอ รอให้ส่งคุณไปลงนรกก่อนแล้วค่อยมาคุยกันก็ยังไม่สาย
ตาแก่คนนี้เก่งจริง หากเป็นคนทั่วไปกินยาเม็ดโลหิตพิษเข้าไปคงล้มฟุบไปนานแล้ว แต่เขายังสามารถใช้พลังจิตโจมตีได้อีก
หากเฉินหยางไม่ระวังตัวไว้ก่อนและมีตราประทับซานอวี๋ที่ให้ต้นสำโรงกับต้นไทรช่วยป้องกันไว้ เมื่อครู่นี้เขาอาจจะหัวทิ่มตกลงไปเองแล้วก็ได้
เขาชะโงกหน้ามองลงไปด้านล่าง
เฉินหยางขมวดคิ้วขึ้นมาอีกรอบ
เขาเห็นติงเหลียนเฉิงที่อยู่ลึกลงไปร้อยเมตรใช้มือคว้ากริชสีเงินวาวเล่มหนึ่งไว้ ซึ่งกริชเล่มนั้นปักลึกเข้าไปในรอยแตกของหิน
น่าเสียดายจริงที่ยังไม่ตกลงไป
ติงเหลียนเฉิงกัดฟันแน่น พลังภายในและเรี่ยวแรงที่หดหายไปอย่างรวดเร็วทำให้เขารู้สึกเหนื่อยล้าอย่างยิ่ง ทว่าสัญชาตญาณการเอาตัวรอดกลับปลุกพลังแฝงที่แสนพิเศษขึ้นมา
เขาชักกริชอีกเล่มออกมาจากขาแล้วออกแรงแทงลงไปบนหน้าผาที่เรียบชันอย่างแรง
เคร้ง!
กริชเล่มนั้นย่อมไม่ธรรมดา เมื่อบวกกับแรงส่งของเขาจึงสามารถปักเข้าไปในหน้าผาหินได้โดยตรง
เขาอาศัยกริชสองเล่มนี้ปีนกลับขึ้นมาประดุจสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์
ตาแก่คนนี้ช่างฆ่ายากฆ่าเย็นเสียจริง
เฉินหยางหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วหยิบธนูทดกำลังออกมาทันที
เล็งเป้าแล้วยิง
ฟิ้ว!
ลูกธนูแหวกอากาศพุ่งออกไป
พุ่งตรงไปยังติงเหลียนเฉิงที่เกาะอยู่บนหน้าผา
รูม่านตาของติงเหลียนเฉิงหดเกร็งลงทันที เขาเหวี่ยงกริชในมือออกไปอย่างแรง
เคร้ง!
ลูกธนูถูกเขากระแทกจนกระเด็นออกไป
ทว่ายังไม่ทันได้หยุดหายใจ ลูกธนูอีกดอกก็พุ่งตามมา
ฉึบ!
เขาทำได้เพียงเอียงตัวหลบไปวูบหนึ่งเท่านั้น
ทว่าหลบไม่พ้นเสียทีเดียว ลูกธนูถากหัวไหล่ซ้ายจนเนื้อขาดกระจุยไปส่วนหนึ่ง
"อ๊าก..."
ติงเหลียนเฉิงร้องด้วยความเจ็บปวดแต่ก็ไม่กล้าปล่อยมือ ความเครียดของเขาพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด
ไปโกรธแค้นกันมาจากไหน?
เจ้าหนุ่มนี่จงใจจะเอาชีวิตเขาชัดเจน
เขาเหลือบมองไปรอบข้างแล้วรีบขยับตัวไปหลบอยู่ใต้ชะง่อนหินที่ยื่นออกมาจากหน้าผาไม่ไกลนัก
จุดนี้เป็นมุมอับสายตาจากยอดผา
กริชสองเล่มปักอยู่บนหน้าผาหิน ติงเหลียนเฉิงหอบหายใจอย่างรุนแรง
เลือดไหลออกจากหัวไหล่ซ้ายไม่ยอมหยุด
เป็นเลือดที่เริ่มจะเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ
ไอ้หนุ่มนี่ช่างอำมหิตนัก ถึงกับเคลือบยาพิษไว้บนลูกธนูด้วย!
ติงเหลียนเฉิงโกรธจัด อยากจะพุ่งขึ้นไปสับเจ้าเด็กนั่นบนยอดผาให้เป็นชิ้นเสียตอนนี้
สถานการณ์ช่างยากลำบาก
ตอนนี้ขอเพียงเขาขยับตำแหน่ง ย่อมถูกเจ้าหนุ่มนั่นยิงตายแน่นอน
แต่ถ้ายังปักหลักอยู่ที่นี่ ในสภาพที่ต้องพิษและพลังกำลังสลายไป หากปล่อยเวลาผ่านไปนานเข้า สุดท้ายเรี่ยวแรงย่อมหมดสิ้นจนถึงแก่ความตาย
สุดท้ายก็ไม่พ้นความตายอยู่ดี
"ไอ้หนุ่ม แกเป็นใคร? เรามีความแค้นอะไรกัน?"
ติงเหลียนเฉิงตะโกนถามด้วยน้ำเสียงดุดัน
แม้จะห่างกันเป็นร้อยเมตร แต่เสียงที่แฝงพลังภายในกลับส่งมาถึงหูของเฉินหยางได้อย่างชัดเจน
บนยอดผา
เฉินหยางพยายามเปลี่ยนมุมมองหลายจุดแต่ก็ยังหาทัศนวิสัยที่ดีไม่ได้
เขาไม่สนใจคำถามของติงเหลียนเฉิงเลยสักนิด
เขาตบถุงเมล็ดพันธุ์แมลงแล้วปล่อยต่อออกมาหลายสิบตัว
“หึ่ง หึ่ง...”
ฝูงต่อรวมตัวกันเป็นกลุ่มเมฆสีดำขนาดเล็กแล้วบินลงไปยังเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว
"หึ!"
ติงเหลียนเฉิงแค่นเสียงเย็นชาพลางปลดปล่อยแรงกระแทกทางจิตออกมา
ฝูงต่อเพิ่งบินมาถึงระยะห้าหกเมตรจากตัวติงเหลียนเฉิงก็ชะงักงันแล้วร่วงหล่นลงไปทีละตัว
เฉินหยางขมวดคิ้วเล็กน้อย
ฆ่ายากฆ่าเย็นจริง
พลังจิตอย่างนั้นเหรอ?
ฉันอยากรู้นักว่าคุณจะมีพลังจิตให้เผาเล่นได้สักแค่ไหน
เฉินหยางแสยะยิ้มในใจ
ต่อเอย ตะขาบเอย
เขาปล่อยออกมาครั้งละสิบกว่าตัว
ถึงจะฆ่าไม่ได้แต่ก็น่าจะกวนประสาทคุณได้ไม่น้อย
"ไอ้หนุ่ม แกเป็นใครกันแน่?"
เป็นอย่างที่คิด หลังจากโดนไปหลายรอบ ติงเหลียนเฉิงก็อารมณ์ระเบิดออกมาทันที
เขาคือติงเหลียนเฉิง พี่ใหญ่แห่งสองผู้เฒ่าตระกูลติงบนเขาสระสวรรค์ เคยถูกใครต้อนจนมุมขนาดนี้มาก่อนที่ไหนกัน?
แถมอีกฝ่ายยังเป็นแค่เด็กเมื่อวานซืน
น่าเสียดายที่เฉินหยางยังคงเพิกเฉยต่อเขา
เขาปล่อยต่อออกมาอีกหลายสิบตัวและผสมแมลงกินกระดูกเข้าไปอีกสองตัว มุ่งหน้าลงสู่ใต้ผาอย่างรวดเร็ว
การปลดปล่อยพลังจิตติดต่อกันหลายครั้งทำให้ติงเหลียนเฉิงอ่อนแรงจนถึงขีดสุด มือที่กำกริชเริ่มสั่นเทา
เขายัดยาลูกกลอนไม่ทราบชื่อเข้าปากอย่างต่อเนื่องราวกับได้มาฟรี
หึ่ง หึ่ง หึ่ง...
ฝูงต่อบุกเข้ามาอีกครั้ง
"หึ"
ติงเหลียนเฉิงรวบรวมพลังจิตกลุ่มเล็กอีกครั้งแล้วกวาดออกไปยังฝูงต่อพวกนั้น
การจัดการต่อแค่ไม่กี่สิบตัวย่อมไม่เปลืองพลังจิตเท่าใดนัก
เป็นไปตามคาด ฝูงต่อร่วงหล่นลงไปจนหมด
แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะมีบางอย่างเปลี่ยนไป
เงาดำสองร่างหยุดชะงักไปครู่เดียว ก่อนจะบินพุ่งเข้าหาเขาในวินาทีถัดมา
ติงเหลียนเฉิงสังหรณ์ใจไม่ดี
เจ้าตัวนั้นมีขนาดใหญ่กว่าต่อมากและมีความเร็วสูงยิ่งนัก
เพียงชั่วพริบตา มันก็บินมาเกาะบนหลังมือของเขา
ความเจ็บปวดแปลบแล่นมาจากหลังมือ
"แมลงกินกระดูกอย่างนั้นเหรอ?"
แมลงกินกระดูกที่ติดอันดับสิบในทำเนียบแมลงประหลาด
ติงเหลียนเฉิงไม่มีทางไม่รู้จัก เขาหน้าเปลี่ยนสีทันที
แมลงสองตัวเกาะอยู่บนหลังมือซ้ายขวา เพียงครู่เดียวหลังมือทั้งสองข้างก็เละเทะจนมองเห็นกระดูกสีขาวโพลน
"ไอ้บ้าเอ๊ย"
ติงเหลียนเฉิงทั้งหวาดกลัวและโกรธแค้น เขาเงื้อกริชขึ้นมาฟันทันที
เคร้ง...
กริชที่คมกริบขนาดตัดหินได้ราวก้อนแป้ง เมื่อฟันลงบนกระดองของแมลงกินกระดูกกลับเกิดประกายไฟ ทำได้เพียงแค่กระแทกมันให้กระเด็นออกไปเท่านั้น
"ไอ้หนุ่ม แกเป็นใครกันแน่? ในเมื่อกล้าลงมือทำแล้วทำไมถึงไม่กล้าบอกชื่อ? ทำตัวหลบซ่อนแบบนี้ ยังนับว่าเป็นลูกผู้ชายอยู่เหรอ?"
ติงเหลียนเฉิงคำรามซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในสถานการณ์เช่นนี้ ทั้งโอกาสและชัยภูมิไม่ได้เข้าข้างเขาเลย เขาจึงไม่รู้ว่าจะโต้กลับยังไงดี
เฉินหยางฟังเสียงคำรามอย่างสิ้นท่าแล้วนึกขำ เขาตะโกนตอบไปว่า "ใครกันแน่ที่หลบซ่อน? มีปัญญาก็โผล่หัวออกมาดีกว่าไหม? ตาแก่จะมุดหัวอยู่ทำไม? ฉันมาแจ้งข่าวร้ายเรื่องหลานชายของคุณ ติงเฉิงหย่ง..."
"เฉิงหย่ง?"
ติงเหลียนเฉิงหน้าเปลี่ยนสีทันที เขาถามด้วยสีหน้าดุดัน "แกทำอะไรเฉิงหย่ง?"
เฉินหยางหัวเราะอย่างหยอกเย้า "ฉันจะไปกล้าทำอะไรคนตระกูลติงได้ยังไง? ไอ้ทึ่มนั่นหาเรื่องใส่ตัวเอง ไปรบกวนต้นสำโรงที่วัดยอดแหลมเข้า นั่นมันตัวตนที่เกือบจะถึงขอบเขตวาสนาแล้วนะ พอโดนมันจับได้จะไม่ถูกขยี้ปางตายได้ยังไง?"
"เป็นไปไม่ได้..."
"คุณคงจะบอกว่ามีนกฮูกตัวนั้นอยู่ ต้นสำโรงไม่มีทางทำร้ายเขาได้ใช่ไหม? ฉันไม่อยากจะบอกเลยว่านกฮูกตัวนั้นโดนต้นสำโรงบิดจนเป็นเกลียวไปแล้ว..."
"แกอยากตายนักใช่ไหม!"
คำพูดของเฉินหยางจุดไฟโทสะในใจของติงเหลียนเฉิงได้อย่างยอดเยี่ยม
เขาหยิบยาลูกกลอนสีดำทึบไม่ทราบชนิดออกมาเม็ดหนึ่งแล้วแหงนหน้ากลืนลงไป
ผ่านไปครู่เดียว ดวงตาทั้งสองข้างก็เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยจนแดงฉาน
เขามีสภาพราวกับวัวแก่ที่กำลังบ้าคลั่ง หอบหายใจอย่างหนักหน่วง
เขาพุ่งตัวออกมาจากใต้ชะง่อนหินแล้วปีนขึ้นไปยังยอดผาอย่างไม่คิดชีวิต
กริชในมือกระหน่ำแทงลงบนหน้าผาหินจนเกิดประกายไฟบาดตา
แมลงกินกระดูกสองตัวพุ่งเข้าไปเกาะบนหลังของเขาและกัดกินอย่างบ้าคลั่ง
เลือดสาดกระเซ็นจนเสื้อผ้าชุ่มไปด้วยสีแดง
ทว่าเขากลับทำราวกับไม่รู้สึกเจ็บปวดอันใด
"ดุขนาดนี้เลยเหรอ?"
บนยอดผา เฉินหยางเห็นภาพนี้เข้าก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
ถึงจะล่อให้ออกมาได้สำเร็จ แต่ท่าทางแบบนี้ก็น่ากลัวไม่เบา!
เขามองอีกฝ่ายที่กำลังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว
เฉินหยางรีบน้าวสายธนูเตรียมยิง
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว...
เขาแผลงศรออกไปติดต่อกันหลายดอก
ติงเหลียนเฉิงเบี่ยงตัวหลบไปมา แม้จะถูกยิงเข้าตามตัวสองแผลแต่ความเร็วกลับไม่ลดลง ระยะทางร้อยเมตรเขาใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีด้วยซ้ำ
"เวรเอ๊ย!"
เฉินหยางอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา
เมื่อเห็นติงเหลียนเฉิงพุ่งขึ้นมาจนเกือบจะถึงตัวในเวลาไม่กี่อึดใจ
ดาบโม่พลันปรากฏขึ้นในมือของเขา
"ลงไปซะ!"
เฉินหยางคำรามลั่น เลือดลมพลุ่งพล่านทั่วร่าง กล้ามเนื้อแข็งเกร็งจนเส้นเลือดปูดโปน เขาเหวี่ยงดาบโม่ฟาดออกไปในแนวราบอย่างสุดแรง
ติงเหลียนเฉิงเพิ่งจะโผล่พ้นหน้าผาขึ้นมา เดิมทีนึกว่าจะปลิดชีพเฉินหยางได้ในดาบเดียว กลับนึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมีดาบยาวขนาดนี้อยู่ในมือ
เขาจึงรีบยกกริชขึ้นมาตั้งรับอย่างลนลาน
เคร้ง!
โลหะกระทบกันจนประกายไฟกระเด็น
พละกำลังมหาศาลหนักนับพันชั่งช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ติงเหลียนเฉิงลอยอยู่กลางอากาศ แม้ร่างกายเขาจะรับแรงกระแทกนี้ได้
ทว่าเขาไม่มีที่ให้ยึดเกาะเพื่อส่งแรง ร่างทั้งร่างจึงกระเด็นออกไปราวลูกขนไก่ที่ถูกฟาด
เฉินหยางเองก็ถูกแรงสะท้อนจนเซถอยหลังไปหลายก้าว เขาต้องรีบใช้ดาบโม่ยันพื้นไว้ถึงจะพอทรงตัวอยู่ได้
เขาเงยหน้ามองตามไป
ติงเหลียนเฉิงถูกซัดกระเด็นไปไกลกว่าสิบเมตร ร่างค้างอยู่กลางอากาศครู่หนึ่ง เขาพยายามหาที่ยึดเหนี่ยวแต่กลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า
ฟิ้ว!
หลังจากค้างอยู่บนอากาศเพียงชั่วครู่ เขาก็ร่วงหล่นลงสู่ก้นผาอย่างรวดเร็ว
"ไอ้หนุ่ม แกตายไม่ดีแน่"
ติงเหลียนเฉิงคำรามด้วยความแค้น ระหว่างที่กำลังร่วงลงไปเขายังขว้างกริชในมือขึ้นมาบนยอดผาด้วย
น่าเสียดายที่มันไร้ทิศทาง กริชจึงไปปักอยู่ที่ต้นไม้ข้างกายเฉินหยางแทน
เสียงคำรามค่อยห่างออกไปแล้วเงียบหายไปในที่สุด
คราวนี้ คงได้กลับบ้านเก่าจริงแล้วกระมัง?
เฉินหยางก้มมองลงไปพลางรวบรวมสายตาเพ่งมอง
ด้านล่างมีป่าไม้บดบังอยู่ ทำให้มองเห็นไม่ชัด
ทว่า หน้าผานี้สูงอย่างน้อยก็สามร้อยเมตร ตกลงมาจากความสูงขนาดนี้ ต่อให้ร่างกายจะแข็งแกร่งเพียงใดก็ไม่น่าจะมีชีวิตรอดไปได้
เวลานี้ เหอสืออู่น่าจะไปรออยู่ที่ใต้ผาเรียบร้อยแล้ว
"ตายหรือยัง?"
เฉินหยางรีบสื่อสารกับเหอสืออู่ทันที
"ตาแก่คนนี้กินยาเข้าไปเลยยังเหลือลมหายใจอยู่รำไร แต่ฉันจัดการซ้ำให้เรียบร้อยแล้ว"
เสียงของเหอสืออู่ดังขึ้น "จะให้ฉันพาเขาขึ้นไปไหม?"
"พาขึ้นมา"
เป็นต้องเห็นตัว ตายต้องเห็นศพ เฉินหยางระมัดระวังตัวเสมอ เขาไม่สามารถเชื่อคำพูดของเหอสืออู่ได้ทั้งหมด ต้องเห็นด้วยตาตัวเองเท่านั้น
“ซู่ ซู่ ซู่...”
ท่ามกลางแสงแดดจ้า เถาเหอโส่วอูพุ่มใหญ่ปีนป่ายขึ้นมาตามหน้าผา ภายในเถาสีเขียวขจีนั้น ดูเหมือนจะห่อหุ้มร่างคนเอาไว้คนหนึ่ง
ไม่นานนัก ก็มาถึงบนยอดผา
ตุ้บ!
ร่างหนึ่งร่วงหล่นออกมาจากพุ่มเถาวัลย์ที่หนาทึบ
เป็นติงเหลียนเฉิงนั่นเอง
ตกลงมาจากความสูงขนาดนี้ แต่สภาพภายนอกกลับยังดูสมบูรณ์ดีอยู่มาก
ร่างกายของเขานับว่าแข็งแกร่งจนน่ากลัวจริง
ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ดูท่าจะตายตาไม่หลับ
ใบหน้าขาวซีดอย่างผิดปกติ
ตามตัวมีบาดแผลมากมาย แต่ไม่มีเลือดไหลออกมาอีกแล้ว
เฉินหยางขมวดคิ้วแล้วหันไปมองเหอสืออู่
"มีอะไรหรือเปล่า?"
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของเฉินหยาง น้ำเสียงของเหอสืออู่ก็ดูจะกระวนกระวายอยู่บ้าง
เฉินหยางกล่าวว่า "เขาเพิ่งกินยาพิษเข้าไป ในเลือดมีพิษปนอยู่ หากแกอยากหาที่ตาย ฉันก็ไม่ห้าม แต่อย่ามาทำให้งานของฉันเสีย..."
น้ำเสียงของเขาดูจริงจังอย่างยิ่ง
เขาไม่จำเป็นต้องถาม เลือดทั่วร่างของติงเหลียนเฉิงย่อมถูกเหอสืออู่จัดการจนเกลี้ยงแน่นอน
เหอสืออู่หัวเราะแห้ง "ไม่หรอก ฉันรู้ว่าควรทำแค่ไหน"
"หึ"
เฉินหยางส่งเสียงในลำคอ ถือเป็นการเตือน
เขาไม่ได้สนใจอีกแล้ว หันไปสำรวจร่างของติงเหลียนเฉิงแทน
เดิมทีนึกว่าตาแก่คนนี้จะมีของมีค่าติดตัวมาบ้าง กลับนึกไม่ถึงว่าไม่มีอะไรเลยสักชิ้น
ยาเม็ดโลหิตสองเม็ด เขาเพิ่งกินไปหนึ่งเม็ด น่าจะเหลืออีกเม็ด แต่ก็หาไม่เจอ
เขาเงยหน้าขึ้นไปมองเหอสืออู่อีกรอบ
"ฉันไม่ได้แตะต้องเลยนะ"
เหอสืออู่รีบปฏิเสธ เธอเพียงแค่ต้องการเลือดเท่านั้น ส่วนอย่างอื่นเธอไม่ได้ยุ่งจริง
เฉินหยางเลิกคิ้วขึ้นด้วยความรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
แต่ก็ช่างเถอะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่
"ตาแก่คนนี้คงไม่นึกฝันว่าตัวเองจะต้องมาตายแบบนี้ ช่างน่าอนาถนัก" เหอสืออู่บ่นอุบ
ในใจของเธอเริ่มหวาดกลัวเฉินหยางมากขึ้นไปอีก
นี่คือยอดฝีมือขอบเขตวิญญาณรุ่นเก๋าเชียวนะ กลับต้องมาโดนเจ้าเด็กนี่วางแผนฆ่าตาย พอนึกดูแล้ว โชคดีที่ตัวเธอยังมีประโยชน์ต่อเขาอยู่บ้าง การที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ในตอนนี้ช่างเป็นเรื่องที่โชคดีจริง
อนาถงั้นเหรอ? ก็ควรจะเป็นอย่างนั้นแหละ!
เฉินหยางหัวเราะแผ่วเบา นี่เพิ่งจะเป็นติงเหลียนเฉิงเพียงคนเดียว ตระกูลติงยังไม่ได้มีแค่ติงเหลียนเฉิงคนเดียวเสียหน่อย
"จะให้ฉันพาเขากลับไปที่วังใต้ดินไหม?" เหอสืออู่ถาม
เฉินหยางส่ายหน้าพลางตบถุงเมล็ดพันธุ์แมลง ฝูงแมลงกินกระดูกก็พุ่งออกมาทันที
เรื่องเก็บกวาดสนามรบ พวกมันคือมืออาชีพ
เหอสืออู่ยืนมองตาค้าง ไม่กล้าเอ่ยปากแม้แต่คำเดียว
เฉินหยางมองมาที่เธอ "ผลสตรอว์เบอร์รี่ป่าคราวก่อน ดีมากเลยนะ"
เหอสืออู่ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วหัวเราะแห้ง รู้สึกว่าเฉินหยางกำลังมีนัยแฝง "ผลสตรอว์เบอร์รี่ป่านั้นดีจริง แต่ลูกพี่ของพวกเราก็ปลูกขึ้นมาได้อย่างยากลำบาก อีกอย่าง ผลไม้ชนิดนี้พอกินลูกที่สองก็ไม่มีผลอะไรอีกแล้ว..."
ความหมายแฝงคือต่อให้คุณต้องการฉันก็หาให้ไม่ได้ และถึงจะหามาให้ได้ มันก็ช่วยอะไรคุณไม่ได้แล้ว
เฉินหยางรับคำในลำคอแล้วไม่ได้พูดอะไรต่อ
เหอสืออู่นึกว่าเขาไม่พอใจจึงรีบเสริมว่า "บนเขาโลงศพเก่ามีเห็ดโลงศพขึ้นอยู่มากมาย มีหลายดอกที่มีอายุยาวนานมาก บางดอกอายุกว่าร้อยปีและมีพิษร้ายแรง ทว่าพิษของเห็ดโลงศพนี้ใช้สำหรับขัดเกลาร่างกายได้ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องทนพิษให้ไหว มิเช่นนั้นย่อมต้องตายแน่นอน..."
"อย่างนั้นเหรอ?"
แววตาของเฉินหยางไหววูบ เขาตอบทันทีว่า "หาโอกาสส่งมาให้ฉันลองสักดอกแล้วกัน"
เรื่องยาพิษ เขาไม่เคยเกรงกลัวเลยสักนิด
ร่างกายของเขามีภูมิคุ้มกันพิษอยู่บ้างแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมีคางคกทัวร์มาลีนที่ช่วยกรองพิษร้ายได้อีกด้วย
เหอสืออู่กล่าวว่า "ได้ แต่ต้องใช้เวลาสักหน่อย เพราะเขาโลงศพเก่าถูกแบ่งเป็นเขตอิทธิพลของวังใต้ดิน ซึ่งที่ที่เห็ดโลงศพพวกนั้นขึ้นอยู่ ไม่ได้อยู่ในเขตวังเหนือของพวกเรา อาจจะต้องให้ลูกพี่ของฉันไปเจรจาดู..."