เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 225: วิธีการใช้งานแก่นพลังมังกรวารี!

ตอนที่ 225: วิธีการใช้งานแก่นพลังมังกรวารี!

ตอนที่ 225: วิธีการใช้งานแก่นพลังมังกรวารี!


"พิษในตัวคุณยังไม่ถอนเลย ดื่มเหล้าตอนนี้เสียสุขภาพเปล่า"

เฉินหยางพูดปัดไปทีพลางโยนขวดยาที่อู๋เจิ้งอวิ๋นให้ส่งไปให้เขา "กินวันละเม็ด ติดต่อกันสามวัน"

ไม่ใช่ว่าเฉินหยางขี้เหนียว แต่เหล้าห้าพิษนี้ไม่ใช่เหล้าธรรมดา มันมีสรรพคุณพิเศษช่วยเสริมสร้างร่างกายได้ หากให้เขากินแล้วรู้ซึ้งถึงข้อดี มีหวังคงตามตื๊อขอเขาไม่เว้นแต่ละวันกระมัง?

แล้วเขาจะไปหาเหล้ามากมายขนาดนั้นมาจากไหน?

และเป็นตามคาด ฉินโจวถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปโดยปริยาย

"ได้มาจากไหน?"

เขาถือขวดไว้พลางแสดงสีหน้าสงสัยอย่างชัดเจน

หลังจากเขาโดนราชาแมงป่องต่อย ไม่นานสติก็ดับวูบไป เรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเขาจึงไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย

ความทรงจำขาดตอนไปอย่างสมบูรณ์

ตื่นขึ้นมาอีกทีก็อยู่ที่บ้านเก่าตระกูลเฉินเสียแล้ว

เรื่องราววุ่นวายที่ผ่านพ้นไป สำหรับเขามันดูเหมือนความฝันเสียมากกว่า

"จะมาจากไหนได้อีกล่ะ อู๋เจิ้งอวิ๋นเป็นคนให้น่ะสิ" เฉินหยางยักไหล่

พอได้ยินว่าอู๋เจิ้งอวิ๋นเป็นคนให้ มือของฉินโจวสั่นสะท้านขึ้นมาทันที ยาในมือตอนนี้ดูไม่ต่างจากยาพิษเลยสักนิด

"วางใจเถอะ ผมให้คุณกินไปเม็ดหนึ่งแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร"

"อะไรกัน? มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?"

ฉินโจวนิ่งอึ้งอยู่นานกว่าจะได้สติ เขามองดูเวลาซึ่งล่วงเลยไปถึงบ่ายสามโมงกว่าแล้ว นี่เขาสลบไปนานแค่ไหนกัน?

เฉินหยางต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นมาหลายถ้วย จากนั้นนั่งกินไปพลางเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเนินเขาผังโพให้ฉินโจวฟังโดยละเอียด

ด้านนอกมีเสียงฝนเริ่มโปรยปรายลงมาอย่างแผ่วเบา

หยาดฝนกระทบใบต้นผีผาดังเปาะแปะ น้ำฝนจากชายคาค่อยไหลหยดลงสู่พื้นจนลานบ้านเริ่มชุ่มฉ่ำ

"คนตระกูลหยางก็มาด้วยเหรอ?"

เวลาผ่านไปพักใหญ่ ฉินโจวพึมพำออกมาด้วยท่าทางเสียอาการเล็กน้อย

เฉินหยางจึงเล่าเรื่องข้อตกลงระหว่างเขากับท่านผู้เฒ่าหยางให้ฉินโจวฟังอีกรอบ

แม้ฉินโจวจะไม่รู้ว่าตาแก่หยางคนนี้มีฐานะอะไรในตระกูล แต่ในเมื่อเป็นยอดฝีมือขอบเขตวิญญาณ คำพูดที่เอ่ยออกมาต้องมีความสำคัญไม่น้อยแน่นอน

สุดท้ายเฉินหยางกล่าวว่า "เขารับปากแล้วว่าตระกูลหยางจะไม่มาหาเรื่องคุณอีก แต่มีเงื่อนไขว่าคุณต้องไม่ไปยุ่งกับทางนั้นก่อน แน่นอนว่าถ้าคุณยังไม่หายแค้น อยากจะไปล้างแค้นอะไรนั่น ข้อตกลงนี้ย่อมเป็นโมฆะ สรุปคือแล้วแต่คุณจะตัดสินใจ"

"หึ"

ฉินโจวส่ายหัวพร้อมรอยยิ้มขมขื่น "จะไปแก้แค้นหาพระแสงอะไร สมัยก่อนฉันฝังคนตระกูลหยางไปไม่น้อย พูดไปแล้วมันเป็นกรรมที่ฉันก่อเองทั้งนั้น ขอแค่พวกเขาไม่มายุ่งกับฉัน ฉันขอบพระคุณอย่างสูงแล้ว ทว่าคำพูดของเขาเชื่อถือได้จริงเหรอ?"

"น่าจะเชื่อได้นะ"

เฉินหยางตอบแบบไม่รับรองผล "แถมเขายังมีคำขออีกอย่าง คือรอให้คุณกำหนดเวลา เพราะเขาอยากพบคุณเพื่อคุยธุระบางเรื่อง"

ฉินโจวได้ยินดังนั้นก็นิ่วหน้าทันที

เฉินหยางเสริม "แค่คุยธุระเท่านั้น ผมจะอยู่ด้วยแน่นอน"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉินโจวจึงคลายความกังวลลงได้บ้าง

ยามนี้ เฉินหยางสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้เขาได้มากจริง

วิกฤตจากตระกูลอู๋ทั้งสองครั้งล้วนได้เฉินหยางช่วยจัดการให้

เท่านั้นยังไม่พอ ยังช่วยคลี่คลายความแค้นระหว่างเขากับตระกูลหยางลงได้อีก

เจ้าหนุ่มนี่มีฝีมือไม่ธรรมดา

"ขอบใจมากนะ"

ฉินโจวเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง แต่ในใจกลับรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก

เขาเดินออกไปยืนที่ชายคาบ้าน มองดูสายหมอกจางและม่านฝนที่โปรยปรายด้านนอก

เขาาสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน

ไม่รู้ว่าในหัวกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ จิตใจจึงล่องลอยไปไกลแสนไกล

เมื่อความกังวลมลายหายไป วินาทีนี้เขารู้สึกเหมือนได้รับอิสระ ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

ทว่าในส่วนลึกกลับมีความรู้สึกว้าเหว่บางอย่างก่อตัวขึ้นมาอย่างประหลาด

เฉินหยางปล่อยให้เขาอยู่กับตัวเอง ส่วนเขาเองนั่งกินบะหมี่ต่อไป

เสียเวลาไปค่อนวัน แถมยังต้องออกแรงสู้รบตบมือชุดใหญ่ ท้องไส้จึงรบเร้าด้วยความหิวโหย

……

ผ่านไปนานพอควร ฉินโจวถึงเดินกลับเข้ามาในบ้าน

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหลายถ้วยถูกเฉินหยางจัดการจนเกลี้ยง เขาจึงต้องต้มเองถ้วยหนึ่ง

"แล้วปู่ของแกล่ะ ตอนนี้อาการเป็นยังไงบ้าง?"

เรื่องที่เฉินจิ้งจือล้มป่วยเขาทราบดี หากนับวันเวลาแล้วคงเหลือเวลาอีกไม่มาก "ตอนนี้ต่างประเทศมีตัวยาชนิดใหม่ที่กำลังทดลองอยู่ ได้ยินว่าแค่ฉีดไม่กี่เข็มก็พอจะมีหวังรักษาให้หายขาดได้บ้าง เมื่อช่วงก่อนฉันลองไปสืบดูมา เห็นว่าเริ่มเห็นหนทางแล้วนะ..."

เฉินหยางตอบ "ไม่ต้องใช้แล้วล่ะ"

ฉินโจวเงยหน้ามองเขา "ที่ว่าไม่จำเป็นหมายความว่ายังไง ตราบใดที่ยังมีชีวิตย่อมมีความหวัง ยาตัวนี้ถึงจะแพงไปหน่อย แต่เงินทองของนอกกาย ไม่ตายก็หาใหม่ได้ หรือในสายตาแก เงินมันสำคัญกว่าชีวิตปู่ตัวเองไปแล้ว?"

"ที่ผมจะบอกคือมันไม่จำเป็นแล้ว เพราะโรคของปู่ผมหายดีแล้ว"

"ว่าไงนะ? หายแล้วเหรอ? แกล้อกันเล่นใช่ไหม?"

"ไม่ได้ล้อเล่น มันมหัศจรรย์ขนาดนั้นแหละ คราวก่อนที่ไปเยี่ยมจ้าวอิ้งเยว่ที่อำเภอ ผมถือโอกาสพาปู่ไปตรวจร่างกายด้วย ผลปรากฏว่าหายเป็นปกติแล้ว..."

ฉินโจวมองเขาตาค้าง ข่าวนี้สร้างความประหลาดใจให้เขาอย่างยิ่ง

โรคร้ายแบบนี้ หายเองได้ด้วยเหรอ?

"ดูสิ ใบรายงานผลการตรวจอยู่นี่ไง"

เฉินหยางหยิบโทรศัพท์ออกมาเปิดไฟล์รายงานผลการตรวจเลื่อนให้ฉินโจอดู "เขากลัวว่าผลจากโรงพยาบาลอำเภอจะคลาดเคลื่อน เมื่อวันก่อนเลยกลับไปตรวจที่ตัวเมืองมาอีกรอบ ผลออกมาแล้ว เหมือนกับที่อำเภอไม่มีผิด นอกจากความดันโลหิตสูงนิดหน่อยแล้ว ตอนนี้ไม่มีปัญหาอะไรเลย เห็นไหมล่ะ?"

ฉินโจวอึ้งไปครู่ใหญ่ ราวกับกำลังฟังเรื่องเพ้อฝัน

"ตาเฒ่านั่นไม่ได้แกล้งป่วยใช่ไหม?"

"จะแกล้งทำไมล่ะ ก่อนหน้านี้ไปหาหมอมาตั้งหลายที่ ผลยืนยันตรงกันหมด โรงพยาบาลซีฮวาก็ไปมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่น่าจะใช่เรื่องเข้าใจผิดหรอก"

เฉินหยางส่ายหน้า "แต่พอเขากลับมาอยู่ที่นี่ ย่าหลิวแนะนำให้ไปหาหมอพื้นบ้านในตำบลมาน่ะ เขาจัดสมุนไพรมาให้ต้มกินทุกวัน ผมคิดว่าคงเป็นเพราะยาสมุนไพรนั่นแหละ ในหมู่ชาวบ้านยังมีคนเก่งซ่อนอยู่อีกมาก"

ฉินโจวนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะเอ่ยอย่างมีอารมณ์ "สรุปคือตาเฒ่านั่นจะไม่ตายแล้วใช่ไหม?"

"แช่งใครอยู่น่ะ? ปู่ของผมสุขภาพแข็งแรงดี รับรองว่าต้องอยู่ดูใจคุณเป็นคนสุดท้ายแน่"

"เฮ้อ"

ฉินโจวถอนหายใจและไม่ได้โต้ตอบอะไรกลับมา ซึ่งนับเป็นเรื่องที่หาได้ยาก

เฉินหยางทราบดีว่าเขาดีใจเรื่องความขัดแย้งกับตระกูลหยางที่คลี่คลายลง แต่ปัญหาใหญ่ที่เขายังต้องเผชิญคืออาการบาดเจ็บเรื้อรังที่สะสมมานานหลายปี

ตาแก่คนนี้ยังคงเฝ้าถวิลหาสมบัติในหุบเขาหมี่เซี่ยน โดยเฉพาะแก่นพลังมังกรวารีในตำนานดวงนั้น

เขาหวังจะพึ่งพาพลังจากสิ่งนั้นเพื่อทะลวงเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณ จะได้รักษาอาการบาดเจ็บภายในและต่ออายุขัยให้ตัวเอง

หรือว่าตาแก่คนนี้จะมีวิธีดึงพลังจากแก่นพลังมังกรวารีมาใช้ได้จริง?

เมื่อคิดได้เช่นนั้น เฉินหยางจึงลองหยั่งเชิงถามดู "ช่วงนี้เพื่อนของคุณส่งบันทึกเล่มใหม่ที่ซ่อมเสร็จแล้วมาให้บ้างหรือเปล่า? มีเบาะแสใหม่เรื่องสมบัติในหุบเขาหมี่เซี่ยนไหม?"

ฉินโจวหัวเราะขมขื่นพลางส่ายหน้า "ตาแก่ผังไม่ใช่คนโง่ ความลับระดับนี้ไม่มีทางเขียนลงในบันทึกหรอก เฮ้อ..."

เสียงถอนหายใจยาวนั้นเต็มไปด้วยความผิดหวัง

"สมบัตินั่นจำเป็นต้องได้มาให้ได้เลยเหรอ? คุณเองก็บอกว่ามันคือแก่นพลังมังกรวารีที่มีพลังมหาศาล ขนาดช่วยให้คนบรรลุขอบเขตวาสนาหรือขั้นที่สูงกว่าได้เลย หากคุณได้มาแล้วเอามาใช้แค่เพื่อเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณ มันไม่เสียของไปหน่อยเหรอ?"

"ถ้าใช้ไม่หมดก็เก็บไว้สิ อาศัยแก่นพลังมังกรวารีดวงเดียว อาจจะช่วยให้บำเพ็ญเพียรไปถึงขอบเขตวิญญาณ ขอบเขตวาสนา หรือกระทั่งขอบเขตเต๋าแท้ได้เลยนะ และถ้าหาตัวตรีทูตมาได้อีก ไม่แน่อาจจะมีหวังกำจัดตรีทูตสำเร็จจนบรรลุเป็นเซียนเทวะ..."

ขณะพูด ฉินโจวเงยหน้ามองเพดานด้วยท่าทางเหมือนพวกช่างฝัน แววตาเต็มไปด้วยความหวังและความปรารถนาอันแรงกล้า

นี่คือเส้นทางที่เขาวาดฝันไว้ ซึ่งนับว่าสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ทว่าความฝันช่างสวยงามแต่ความจริงกลับโหดร้าย เพราะของทั้งสองสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะได้มาครอบครองโดยง่าย

"ผมได้ยินมาว่าพลังในแก่นพลังมังกรวารีมันรุนแรงมาก คุณคิดจะเอามาใช้เข้าสู่ขอบเขตวิญญาณ มันจะไม่เป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไปหน่อยเหรอ?"

เฉินหยางพยายามเบี่ยงประเด็นให้เข้าเรื่องที่อยากรู้

ฉินโจวเอ่ย "คนเราย่อมหาทางออกได้เสมอ ในเมื่อมันเป็นเพียงพลังงานรูปแบบหนึ่งที่อัดแน่นไว้มหาศาล โดยเนื้อแท้จึงไม่ต่างจากสมุนไพรวิเศษทั่วไปเท่าไหร่ ฉันเคยอ่านตำราโบราณมาหลายเล่ม พอจะรู้วิธีที่ได้ผลจริงอยู่สองทาง..."

"ทางแรกคือกลืนลงไปโดยตรง แต่วิธีนี้ต้องใช้ร่างกายที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง เนื่องจากมังกรวารีเป็นสิ่งมีชีวิตระดับขอบเขตเต๋าแท้ แก่นพลังของมันจึงมีคุณภาพสูงเกินจะจินตนาการได้ ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตวาสนาก็อาจจะรับแรงปะทะของพลังที่รุนแรงไม่ไหว จนกลายเป็นว่าบำรุงเกินขนาดและร่างกายระเบิดตายในที่สุด..."

"ซึ่งแน่นอนว่าวิธีนี้ไม่เหมาะสำหรับคนธรรมดา"

"ทางที่สองคือการนำไปปรุงยา โดยใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์อ่อนโยนมาผสมเพื่อดึงพลังยาอันมหาศาลออกมา ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงและเจือจางพลังงานในแก่นพลังลงได้บ้าง แต่วิธีนี้อาจทำให้พลังงานสูญเสียไปเป็นจำนวนมาก..."

"หลายพันปีที่ผ่านมา ยอดฝีมือในวงการผานซานจำนวนมากต่างเคยศึกษาวิธีบำเพ็ญเพียรโดยใช้แก่นพลังของสัตว์ พวกเขาพบว่าหากใช้สูตรยาชั้นยอดร่วมกับเตาหลอมยาคุณภาพสูง จะสามารถรักษาพลังงานในแก่นพลังไว้ได้มากที่สุด ทว่าในยุคสมัยนี้ สูตรยาเหล่านั้นกลับสาบสูญไปจนหาได้ยากยิ่ง..."

ฉินโจวอธิบายเป็นฉาก ดูออกเลยว่าเขาตั้งใจศึกษามันมาอย่างดีจริง

"คุณมีสูตรยาเหรอ?" เฉินหยางถามเข้าประเด็น

ฉินโจวชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อโดนถามกลับจึงรีบถามย้อนทันควัน "แกมีแก่นพลังหรือไง?"

"จะเป็นไปได้ยังไง?"

เฉินหยางส่ายหน้า "ผมแค่ถามไปงั้นเอง"

ฉินโจวมองเฉินหยางด้วยสายตาประหลาด "จะว่าไป สมบัติในหุบเขาหมี่เซี่ยนคงไม่ได้โดนแกแอบเอาไปแล้วหรอกนะ?"

"ล้อเล่นอะไรขนาดนั้น?"

เฉินหยางไม่มีทางยอมรับเด็ดขาด "ของที่พวกคุณตั้งมากมายยังหาไม่เจอ ผมจะมีความสามารถอะไรไปหาพบกันล่ะ? ถ้าผมได้แก่นพลังมังกรวารีมาจริง ป่านนี้คงเอามาแบ่งให้คุณดูนานแล้ว"

"หึ"

ประโยคแรกฉินโจวพอจะเชื่ออยู่บ้าง แต่ประโยคหลังต่อให้เอาชีวิตมาแลกเขาก็ไม่มีทางเชื่อ

อย่างเจ้าหนุ่มนี่น่ะเหรอ ถ้าได้สมบัติมาแล้วจะยอมเอามาแบ่งให้เขา? สู้ไปหวังให้แก่นพลังมังกรวารีบินมาหาเองยังจะมีโอกาสมากกว่าเสียอีก

เฉินหยางไม่อยากอธิบายอะไรมาก เพราะยิ่งแก้ตัวก็เหมือนยิ่งปกปิดและยิ่งสร้างความสงสัยมากขึ้นเท่านั้น

ทุกครั้งที่เขาเข้าป่าไปยังหุบเขาหมี่เซี่ยน เขาไม่ได้ไปคนเดียว การจะแอบเอาของออกมาจึงเป็นเรื่องยากที่สายตาคนอื่นจะมองข้าม ดังนั้นต่อให้คนอื่นจะสงสัยเพียงใดก็คงไม่พุ่งเป้ามาที่เขาโดยตรง

ฉินโจวเองก็เคยนึกระแวงอยู่เหมือนกัน

โดยเฉพาะตอนที่เฉินหยางยื่นกุญแจดอกนั้นให้เขา รอยสนิมบนกุญแจดูเหมือนเพิ่งโดนขัดถูมาใหม่ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาคือมันต้องทิ้งรอยไว้ตอนที่พยายามไขแม่กุญแจแน่นอน

แต่นั่นเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น เมื่อพิจารณาจากเหตุผลข้างต้น เฉินหยางจะแอบเอาตู้เซฟใบใหญ่ขนาดนั้นออกมาโดยไม่ให้ใครเห็นได้ยังไง?

การเอาของออกมาโดยไร้ร่องรอยนั้นยากยิ่งกว่าการแอบเอาเข้าไปเสียอีก จึงนับว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ แม้เขาจะเคยสงสัยแต่สุดท้ายความกังวลนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว

ทันใดนั้นฉินโจวจึงเอ่ยขึ้น "สูตรยาโบราณพวกนี้ไม่ว่าที่ไหนก็เก็บเป็นความลับสุดยอด ฉันพยายามตามหามานานแต่ก็ไม่ได้อะไรคืบหน้า ทว่าฉันรู้ที่ที่หนึ่งว่าต้องมีแน่นอน..."

"ที่ไหนเหรอ?"

เฉินหยางเลิกคิ้วมองเขาโดยไม่ได้แสดงท่าทีสนใจมากนัก

"วัดเป้ากั๋ว"

ฉินโจวค่อยเอ่ยชื่อสถานที่ออกมา

"วัดเป้ากั๋ว?"

"ใช่แล้ว เขาเส้าเอ๋อมีสถานะสูงส่งอย่างยิ่งในวงการผานซานแห่งเสฉวน อย่างที่เขาว่ากันว่าต้นไม้ต้นเดียวออกดอกห้ากลีบ ดอกไม้ห้ากลีบอุ้มชูใบทั้งแปด ห้าสำนักแปดสกุลในปัจจุบันล้วนมีต้นกำเนิดมาจากเขาเส้าเอ๋อทั้งสิ้น แม้วัดเป้ากั๋วในยามนี้จะไม่อาจเทียบความยิ่งใหญ่ในอดีตได้ แต่สถานะในวงการผานซานยังคงมั่นคงไม่สั่นคลอน แม้แต่ศูนย์ใหญ่ของสมาคมผู้พิทักษ์ขุนเขาแห่งเสฉวนก็ยังตั้งอยู่ในวัดเป้ากั๋วเลย..."

"ตามตำนานเล่าว่า ปรมาจารย์วานรขาวซือคงเสวียนเคยได้รับแก่นพลังวานรขาวจากในเขาเส้าเอ๋อ เขาใช้เวลาหลายเดือนในการหลอมตัวยาจนสำเร็จและสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเต๋าแท้ได้ เรื่องนี้เล่าขานกันไปไกล จนช่วงหนึ่งเกิดกระแสนิยมการล่าแก่นพลังมาปรุงยาขึ้นในเขตเขาเส้าเอ๋อ ดังนั้นที่วัดเป้ากั๋วแห่งนี้ส่วนใหญ่น่าจะยังคงมีสูตรยาหลงเหลืออยู่บ้าง..."

……

เฉินหยางพยักหน้าพลางจดจำข้อมูลนี้ไว้ในใจโดยไม่ได้เอ่ยอะไรเพิ่มเติม

หากมีโอกาส เขาคงต้องลองไปวัดเป้ากั๋วสักครั้งเพื่อดูว่าจะพอหาทางเข้าถึงสูตรยาได้หรือไม่

แม้ความหวังจะดูริบหรี่ แต่ก็ต้องลองพยายามดูสักตั้ง

ไม่อย่างนั้น แก่นพลังมังกรวารีนี้ที่อยู่ในมือเขาก็จะเป็นเพียงสมบัติที่ไร้ค่า เพราะนอกจากจะเอาออกมาให้ใครเห็นไม่ได้แล้ว ยังนำมาใช้ประโยชน์เองไม่ได้อีกด้วยไม่ใช่เหรอ?

"ค่อยหาไปเถอะ ถ้าแก่นพลังมังกรวารีนั้นมีอยู่จริง มันคงไม่หายวับไปกับตาหรอก หากมีวาสนาต่อกัน เราย่อมต้องหามันเจอจนได้ แต่ถ้าไม่มีก็อย่าไปฝืนเลย"

เฉินหยางส่ายหน้าพลางเบี่ยงประเด็น "ความจริงสถานะของคุณตอนนี้แค่ต้องการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณเท่านั้นเอง ไม่จำเป็นต้องใช้แก่นพลังมังกรวารีให้เสียของหรอก เท่าที่ผมรู้มา สมุนไพรวิเศษทั่วไปบางอย่างก็มีสรรพคุณช่วยเพิ่มสมรรถภาพร่างกายได้นะ อย่างช่วงก่อนหน้านี้ หลิวเหิงหู่ไปได้โสมจากเทือกเขาฉางไป๋มา สมรรถภาพร่างกายของเขาก็เพิ่มขึ้นไม่น้อย..."

"พอเลย แกคิดว่าของวิเศษพวกนั้นมันหากันง่ายขนาดนั้นเหรอ? สมุนไพรหรือผลไม้ที่ช่วยเพิ่มสมรรถภาพร่างกายได้น่ะมีอยู่จริง แต่แทบไม่มีหลุดออกมาขายในตลาดเลย ต่อให้มีก็โดนปั่นราคาจนสูงลิ่วและแย่งชิงกันอย่างบ้าคลั่ง คนธรรมดาอย่างพวกเราไม่มีหวังได้เห็นแม้แต่เงาหรอก..."

"ไม่เช่นนั้นก็ต้องบุกเข้าป่าไปตามหาเอาเอง ซึ่งของพวกนี้หากไม่มีจิตวิญญาณสรรพคุณ ย่อมไม่โดดเด่น แต่ถ้ามีขึ้นมาก็มักจะเจ้าเล่ห์เป็นที่สุด ไม่ใช่ว่าใครจะเดินไปเจอกันได้ง่ายง่ายหรือจับตัวมาได้ตามใจชอบ"

พูดถึงตรงนี้ ฉินโจวก็ส่ายหน้าด้วยความระอา "อย่างเหอโส่วอูต้นนั้น ตอนแกไปจับมันมา มันง่ายนักหรือไง?"

มันไม่ง่ายเลยจริงนั่นแหละ

ขนาดเฉินหยางเองยังต้องทุ่มสุดตัวกว่าจะจับมันได้ หากเป็นคนอื่นคงจะลำบากยิ่งกว่านี้ ไม่แน่อาจจะต้องสังเวยชีวิตไป

เฉินหยางกล่าว "เรื่องเหอโส่วอูเลิกคิดไปได้เลย ผมทำข้อตกลงกับเจ้าตัวและปล่อยให้กลับเข้าไปในวังใต้ดินเขาแปดด้านไปเรียบร้อย หากคุณต้องการก็คงต้องรอก่อน ไว้จัดการเรื่องตระกูลติงให้จบแล้วค่อยว่ากัน"

"ว่าไงนะ?"

ฉินโจวตกใจสุดขีด "แกปล่อยมันไปแล้วเหรอ?"

เฉินหยางพยักหน้าตอบอย่างหน้าตาเฉยพลางอธิบายแผนการให้ฉินโจวฟัง

เมื่อฉินโจวฟังจบ ก็นิ่งอึ้งตาค้างทันที

"แกสั่งให้เหอโส่วอูนั่นพาร่างของติงฮ่วนชุนเข้าไปในวังใต้ดินเนี่ยนะ? แถมยังให้มันรวบรวมพรรคพวกมาช่วยจัดการคนตระกูลติงอีก? แล้วทำไมมันต้องเชื่อฟังแกด้วยล่ะ?" เวลาผ่านไปนานโขกว่าฉินโจวจะเค้นคำพูดออกมาได้

วิธีการของเฉินหยางนั้นเหนือความคาดหมายของเขาไปไกลลิบ

"ในเมื่อผมกล้าปล่อยมันไป ย่อมต้องมีมาตรการควบคุมไว้อยู่แล้ว มันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำตามคำสั่งผมเท่านั้น เรื่องนี้จึงไม่ต้องเป็นกังวลเลย เพราะมันรู้ตัวดีว่าควรเลือกทางไหน หากไม่ช่วยผม จุดจบเดียวของมันก็คือความตาย"

เฉินหยางพูดเรื่องที่น่าขนลุกด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่สุด

ทุกคำพูดเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า

ราวกับว่าเขาสามารถกุมชีวิตของเหอโส่วอูไว้ได้ในกำมือจริง

ฉินโจวนิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเฉินหยางถึงมั่นใจในแผนการที่วางไว้ขนาดนี้

หากได้รับการสนับสนุนจากเหอโส่วอูจริง แผนการนี้ย่อมเป็นกับดักที่ไร้ทางออกสำหรับฝ่ายตรงข้ามแน่นอน

ตระกูลติงดูเหมือนจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการเข้าไปรนหาที่ตายในวังใต้ดินเท่านั้น

เหอโส่วอูต้นนั้นบำเพ็ญเพียรจนมีตบะแก่กล้า นับเป็นสมุนไพรวิเศษชั้นเลิศ หากได้กินมันเข้าไป อย่างน้อยด้วยระดับของฉินโจวในตอนนี้ การจะเลื่อนจากระดับหนึ่งไปสู่ระดับสองย่อมไม่ใช่เรื่องยากเกินเอื้อม

ตอนนี้เขามีค่าสมรรถภาพร่างกายอยู่ที่ 152 แต้ม การจะเพิ่มอีกสักห้าสิบแต้มย่อมทำได้ไม่ยาก

เฉินหยางเคยตรวจสอบข้อมูลของเขาแล้ว พบว่าขีดจำกัดร่างกายของฉินโจวอยู่ที่ 260 แต้ม ซึ่งยังห่างไกลจากจุดนั้นพอสมควร ต่อให้มอบเหอโส่วอูให้กินทั้งหมดก็ยังไม่แน่ว่าจะไปถึงขีดจำกัดนั้นได้หรือไม่

เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านแล้วหยิบเห็ดหลินจือหยินหยางแฝดที่ได้มาจากหน้าผาเสือกระโดดออกมา

"ลองดูสิว่าของสิ่งนี้พอจะช่วยคุณได้ไหม?"

เขาวางเห็ดหลินจือลงบนโต๊ะน้ำชา

คราวก่อนที่จางย่าเฟิงเข้าเมืองเพื่อส่งคางคกเมฆาอัคคี เขาได้ลองสอบถามราคาของเห็ดหลินจือแฝดดอกนี้มาด้วย

ทว่าราคาที่ตระกูลเซวียเสนอมานั้นยังไม่เป็นที่พอใจสำหรับเฉินหยาง ตามข้อตกลงเดิมคือจางย่าเฟิงต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มให้เขาเอง

แต่เฉินหยางกลับคิดได้ว่า นอกจากจะไม่อยากให้จางย่าเฟิงต้องลำบากควักเนื้อแล้ว ยังไม่ยากติดค้างหนี้บุญคุณใครโดยไม่จำเป็น ในเมื่อตระกูลเซวียสู้ราคาไม่ไหว เขาก็เลยตัดสินใจเก็บมันไว้เองเสียเลย

ช่วงที่ผ่านมาเขาเตรียมจะปรุง [ยาเม็ดบำรุงจิต] และ [น้ำยาปลูกผม] ซึ่งยาเลขาพวกนี้ต้องมีเห็ดหลินจือเป็นส่วนประกอบสำคัญ

อันที่จริงไม่จำเป็นต้องใช้ของเกรดดีขนาดนี้ก็ได้ แต่ถ้าใช้สมุนไพรชั้นยอด สรรพคุณย่อมต้องดีกว่าแน่นอน

ยาทั้งสองชนิดใช้ปริมาณไม่มากนัก เฉินหยางจึงสามารถแบ่งเห็ดหลินจือครึ่งหนึ่งมาให้ฉินโจวได้

ฉินโจวหยิบเห็ดหลินจือขึ้นมาพิจารณา จำได้ทันทีว่าเป็นดอกที่มาจากหน้าผาเสือกระโดด

วันนั้นเขาเองก็เล็งจะเก็บมันอยู่เหมือนกัน แต่นึกไม่ถึงว่าจะโดนเฉินหยางชิงตัดหน้าไปเสียก่อน จนกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดความขัดแย้งกับตระกูลอู๋ตามมา

หากจะว่ากันตามจริง ความแค้นระหว่างพวกเขากับตระกูลอู๋ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากเห็ดหลินจือดอกนี้

เขาพินิจพิจารณาเห็ดหลินจือในมืออย่างละเอียดก่อนจะเอ่ยขึ้น "เห็ดหลินจือดอกนี้หาได้ยากจริง มีอายุยานานหลายสิบปี แต่เนื่องจากมันยังไม่ได้สร้างจิตวิญญาณขึ้นมา สรรพคุณจึงอาจจะไม่รุนแรงนัก ต่อให้แกยกให้ฉันทั้งหมด ก็เกรงว่าพลังของมันจะยังไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ฉันก้าวเข้าสู่ระดับสองได้อยู่ดี..."

"อะไรกัน? ให้แล้วยังจะมาทำท่ารังเกียจอีกเหรอ?"

เฉินหยางคว้าเห็ดหลินจือกลับมาทันที "ถ้าไม่อยากได้ก็ไม่ต้องเอา"

"เจ้าเด็กนี่ ทำไมขี้งอนจังล่ะ" ฉินโจวค้อนขวับใส่เขา "ฉันแค่บอกว่าสรรพคุณทางยามันไม่ค่อยดี ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าจะไม่เอา แกจะตัดใจให้ฉันได้แน่เหรอ?"

จบบทที่ ตอนที่ 225: วิธีการใช้งานแก่นพลังมังกรวารี!

คัดลอกลิงก์แล้ว