- หน้าแรก
- ระบบผู้พิทักษ์ขุนเขา
- ตอนที่ 220: เพียงพอนถวายสมบัติ ยกระดับสมรรถภาพร่างกาย!
ตอนที่ 220: เพียงพอนถวายสมบัติ ยกระดับสมรรถภาพร่างกาย!
ตอนที่ 220: เพียงพอนถวายสมบัติ ยกระดับสมรรถภาพร่างกาย!
"จี๊ด จี๊ด!"
กลางดึกอากาศเริ่มหนาวเย็นเล็กน้อย เฉินหยางคลุมเสื้อตัวหนึ่งเดินออกมาที่ลานบ้าน
เขาปลอบเจ้าเฮยหู่ให้สงบลง แล้วเงยหน้ามองขึ้นไปบนหลังคา
พระเจ้าช่วย ร่างเล็กยืนกันให้พรึ่บบนหลังคา
อย่างน้อยก็มีตัวเพียงพอนทั้งตัวเล็กตัวใหญ่หลายสิบตัว ดวงตาสีฟ้าครามจ้องมองเขาเขม็ง
ไม่กลัวทำหลังคาบ้านเขาพังลงมาหรือไง
"จี๊ด จี๊ด!"
เพียงพอนเฒ่าตัวนั้นเดินออกมาจากฝูง ราวกับผู้เฒ่าผู้ทรงภูมิ ค่อยเดินมาที่ชายคา แล้วกระโดดผลุงเดียว ลงมาเกาะบนไหล่เฉินหยาง
จากนั้น ฝูงตัวเพียงพอนก็ทยอยกระโดดลงมาจากหลังคา
ราวกับเทเกี๊ยวลงหม้อไม่มีผิด
เพียงครู่เดียว ในลานบ้านก็เต็มไปด้วยตัวเพียงพอน เหมือนหลุดเข้ามาในรังตัวเพียงพอนยังไงยังงั้น
"โฮ่ง!"
เฮยหู่ร้อนรน คำรามออกมาหนึ่งที
ฝูงตัวเพียงพอนถูกรังสีอำมหิตของมันข่มขวัญอย่างเห็นได้ชัด ต่างพากันถอยกรูด
ยังดีที่มีเฉินหยางอยู่ด้วย รีบปลอบเฮยหู่ให้สงบลง ไม่อย่างนั้น ด้วยนิสัยของเฮยหู่ ไม่แน่อาจจะเปิดฉากบู๊ไปแล้ว
"จี๊ด จี๊ด..."
มองดูตัวเพียงพอนเต็มลานบ้าน เฉินหยางลูบหน้าผาก รู้สึกปวดหัวขึ้นมาตงิด
มารวมตัวกันทำไมเนี่ย ประชุมเหรอ?
เขาลองถามระบบดู
พื้นที่สัตว์เลี้ยงมีช่องว่างสำหรับราชาเพียงพอนโดยเฉพาะ ในฐานะบริวารของราชาเพียงพอน ลูกหลานเหลนโหลนและลูกน้องของมันเหล่านี้ สามารถเก็บเข้าพื้นที่สัตว์เลี้ยงได้ทั้งหมด
ต้องบอกว่า ระบบนี่ช่างรู้ใจเสียจริง
เฉินหยางสะบัดแขนเสื้อ ตัวเพียงพอนเต็มลานบ้านก็หายวับไปกับตา
ฉากนี้ ทำเอาเฮยหู่ตกใจจนสะดุ้ง
หลังจากเห่าโฮ่งโฮ่งสองที ก็มุดกลับเข้าไปในกองฟืน
ลานบ้านอันกว้างขวาง ในที่สุดก็สงบเงียบ
เฉินหยางพาเพียงพอนเฒ่ากลับเข้าบ้าน
"จี๊ด จี๊ด"
ในห้องรับแขก เฉินหยางทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา เพียงพอนเฒ่าตัวนั้นกระโดดแผล็บ ลงมายืนบนโต๊ะน้ำชาอย่างมั่นคง
มันยืนสองขา ขาหน้าลูบหนวดสีขาวโพลน ดวงตาฝ้าฟางฉายแววเฉลียวฉลาด ดูเหมือนตาแก่คนหนึ่งไม่มีผิด
มันอ้าปาก คายของสิ่งหนึ่งออกมา
หญ้าต้นหนึ่ง
หญ้าสีม่วงเข้มต้นหนึ่ง ดูเหมือนรวงข้าว
ฉงหรง?
ในฐานะบัณฑิตมหาวิทยาลัยเกษตร เฉินหยางย่อมมีพื้นฐานความรู้อยู่บ้าง ดูออกได้ไม่ยากว่า นี่คือหญ้าฉงหรง
ใหญ่มาก!
หญ้าฉงหรงต้นนี้ ใหญ่กว่าในความทรงจำของเฉินหยางมาก ยาวเกือบยี่สิบเซนติเมตร หนาเท่าแขนเด็กทารก
หญ้าชนิดนี้ ส่วนใหญ่พบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ชอบขึ้นตามลาดเขา ที่ลุ่มชื้นแฉะใต้ร่มไม้และริมแม่น้ำที่ความสูงระดับน้ำทะเล 1,500 - 1,800 เมตร มักขึ้นเป็นกาฝากบนรากไม้สกุลอัลนัส
หญ้าฉงหรงเป็นสมุนไพรล้ำค่า มีสรรพคุณช่วยยืดอายุวัฒนะ บำรุงเลือดเสริมพลังหยาง จะดองเหล้า ตุ๋นซุป ชงชาหรือปรุงยาก็ได้ทั้งนั้น
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีของดีสามอย่าง โสม เขากวางอ่อนและหญ้าอมตะ หญ้าอมตะที่ว่า ก็คือหญ้าฉงหรงนี่แหละ
เฉินหยางหยิบหญ้าฉงหรงบนโต๊ะขึ้นมา
สัมผัสแรกกลับรู้สึกเย็นเฉียบ เหมือนเพิ่งเอาออกมาจากตู้เย็น
รีบเปิดระบบ ตรวจสอบหญ้าบนโต๊ะทันที
ไม่นานก็ได้ผลลัพธ์
——
——
ไอเทม: หญ้าอมตะวิญญาณน้ำแข็ง
แนะนำ: หญ้าวิญญาณจากดินแดนหิมะน้ำแข็งแห่งเทือกเขาฉางไป๋ อายุยา 300 ปี เดิมทีบำเพ็ญเพียรจนมีฤทธิ์เดช แต่หลังจากถูกขุดพบ ก็ถูกทำลายจิตสำนึก ปัจจุบันสูญเสียจิตวิญญาณไปแล้ว ภายในอัดแน่นด้วยพลังงานน้ำแข็งมหาศาล หลังรับประทานช่วยบำรุงเลือดลม เสริมสร้างสมรรถภาพร่างกาย
——
——
เฉินหยางตาลุกวาว มิน่าถึงได้ใหญ่โตขนาดนี้ อายุยาตั้งสามร้อยปีนี่เอง
แถมเมื่อก่อนยังเคยมีจิตวิญญาณ บำเพ็ญเพียรจนมีฤทธิ์เดชอีกด้วย
เพียงพอนเฒ่าตัวนี้ อุตส่าห์ลำบากวิ่งกลับไปเอา ที่แท้ก็คือสิ่งนี้เองเหรอ?
"เหล่าหวง ของสิ่งนี้ ได้มาจากไหน?"
พอได้สติ เฉินหยางก็ถามเพียงพอนเฒ่าตรงหน้าด้วยความสงสัย
ต้องรู้ก่อนว่า หญ้าฉงหรงส่วนใหญ่พบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในเสฉวน เขาไม่เคยได้ยินว่ามีที่ไหนผลิตของพรรค์นี้
"จี๊ด จี๊ด จี๊ด..."
เพียงพอนเฒ่าส่งเสียงจี๊ดจ๊าดพร้อมทำท่าทางประกอบให้เฉินหยางดู
แม้จะฟังไม่รู้เรื่องว่ามันพูดอะไร แต่ระหว่างคนกับสัตว์มีสายใยความผูกพันเชื่อมโยงกันอยู่ ความผูกพันนี้ เพียงพอให้เฉินหยางเข้าใจความหมายของมัน
ความรู้สึกนี้ คล้ายกับการสื่อสารทางจิต
ต่อให้มันไม่พูดสักคำ เฉินหยางก็รู้ว่ามันต้องการจะสื่ออะไร
มันบอกว่า หญ้าอมตะวิญญาณน้ำแข็งต้นนี้ เมื่อหลายปีก่อน ลูกพี่ลูกน้องของมันอุตส่าห์ดั้นด้นมาจากแดนอีสานจีนอันไกลโพ้นมาเยี่ยมมันที่เสฉวน แล้วนำมาเป็นของฝาก
แต่ร่างกายของมันไม่เหมาะกับหญ้าวิญญาณธาตุน้ำแข็งแบบนี้ ก็เลยเก็บรักษาไว้มาตลอด
ช่วงก่อนหน้านี้ มิ้งค์ขาวตัวนั้น ก็มาเพื่อหญ้าอมตะวิญญาณน้ำแข็งต้นนี้นี่แหละ
มิ้งค์ขาวมีกายธาตุน้ำแข็งโดยกำเนิด พิษเย็นในตัวร้ายกาจมาก หญ้าอมตะวิญญาณน้ำแข็งต้นนี้ เรียกได้ว่าเกิดมาเพื่อมันโดยเฉพาะ
ยังดีที่เพียงพอนเฒ่ามีวิสัยทัศน์ แอบเอาหญ้าต้นนี้ไปซ่อนไว้แต่แรก มิ้งค์ขาวถึงไม่ได้ไป
ตอนนี้เคราะห์กรรมผ่านพ้นไปแล้ว มิ้งค์ขาวก็ถูกจับไปแล้ว เพียงพอนเฒ่าถึงกล้าเอาหญ้าต้นนี้ออกมา
ที่มอบให้เฉินหยาง ก็เพื่อแสดงความจงรักภักดี
เฉินหยางฟังจบ ก็เข้าใจที่มาที่ไป อดทอดถอนใจไม่ได้
มิน่ามิ้งค์ขาวตัวนั้นถึงได้เปิดศึกกับฝูงตัวเพียงพอน ที่แท้ก็เพื่อของสิ่งนี้นี่เอง
"ลูกพี่ลูกน้องแกนี่ดีกับแกเสียจริง"
มาไกลขนาดนั้น จากอีสานจีนมาเยี่ยมถึงนี่ แถมยังเอาของมีค่าขนาดนี้มาฝาก มิตรภาพนี้ช่างลึกซึ้งเหลือเกิน
"จี๊ด จี๊ด จี๊ด..."
เพียงพอนเฒ่าทำท่าทางประกอบอีกครั้ง
ดูออกเลยว่า มันเคารพและอิจฉาลูกพี่ลูกน้องคนนี้มาก
ฟังความหมายของมัน ที่ทางอีสานจีน เผ่าพันธุ์ตัวเพียงพอนของพวกมันมีความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างดี ชาวบ้านก็นับถือศรัทธา บูชาพวกมันราวกับเป็นเทพเซียน
ลูกพี่ลูกน้องของมันถึงขั้นบรรลุขอบเขตวาสนาแล้ว มีกิจการทางอีสานจีนใหญ่โตทีเดียว และมีความร่วมมืออย่างลึกซึ้งกับอิทธิพลผานซานในท้องถิ่น
ครั้งที่แล้วที่มาหา ก็เพื่อจะชวนมันไปตั้งตัวที่อีสานจีนด้วยกัน
แต่มันเติบโตที่เสฉวนมาตั้งแต่เล็ก อย่างที่เขาว่า คนแก่ไม่ออกจากเสฉวน มันผูกพันกับบ้านเกิด ก็เลยปฏิเสธไป
สุดท้ายก็แค่ให้ลูกหลานบางตัวติดตามไปผจญภัยในโลกกว้าง
เฉินหยางทอดถอนใจ ที่แท้วงการสัตว์ ก็มีเรื่องไปทำงานต่างถิ่นเหมือนกันแฮะ
จะว่าไป เฉินหยางโตมาขนาดนี้ เคยออกต่างจังหวัดไม่กี่ครั้งเอง
วันหน้าถ้ามีโอกาส น่าจะลองไปเที่ยวอีสานจีนดูบ้าง ไปเปิดหูเปิดตาดูวงการผานซานที่นั่นว่าต่างกับเสฉวนยังไง
……
…
จากนั้นเก็บเพียงพอนเฒ่าเข้าพื้นที่สัตว์เลี้ยง
ครั้งนี้รับเพียงพอนเฒ่ามาเป็นสัตว์เลี้ยง เรียกได้ว่ากำไรล้วน
หญ้าอมตะวิญญาณน้ำแข็งต้นนี้ เฉินหยางไม่มีอารมณ์จะไปคำนวณมูลค่าของมันแล้ว
แค่สรรพคุณของมัน ก็ทำเอาเฉินหยางตาลุกวาว
บำรุงเลือดลม เสริมสร้างสมรรถภาพร่างกาย
นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการอย่างเร่งด่วนในตอนนี้หรอกเหรอ?
ช่วงนี้ ไม่มียาที่ระบบให้ อาศัยแค่การออกกำลังกายของตัวเอง สมรรถภาพร่างกายแทบไม่ขยับ ยังคงอยู่ที่ 588 แต้มมาตลอด
ปัญหานี้ เขาเคยโทรไปปรึกษาหลิวเหิงหู่ คำตอบที่ได้คือเมื่อสมรรถภาพร่างกายของคนคนหนึ่งถึงจุดจุดหนึ่ง การจะยกระดับด้วยการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว แทบจะเป็นไปไม่ได้แล้ว
ในสถานการณ์แบบนี้ ไม่ฝึกฝนแบบขีดสุด ก็มีแต่ต้องใช้ยา
และการฝึกฝนแบบขีดสุด หมายถึงการฝึกที่เกินขีดจำกัดของร่างกาย ซึ่งในสถานการณ์นี้ การกะเกณฑ์ความพอดีทำได้ยากมาก เผลอนิดเดียวอาจบาดเจ็บ หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย
ดังนั้น เมื่อเทียบกันแล้ว การใช้ยาจึงง่ายกว่า และปลอดภัยกว่า
แต่ว่า ยาที่ช่วยเพิ่มสมรรถภาพร่างกาย บำรุงเลือดลม มันแพงน่ะสิ
ของหายากย่อมมีราคาแพง สมุนไพรประเภทนี้หายากจริง
บวกกับเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรผานซานทั่วสารทิศต่างแย่งชิงกัน พอมีสมุนไพรวิเศษปรากฏขึ้น ก็จะแห่กันเข้าไป ปั่นราคาจนสูงลิ่ว
จนทำให้สมุนไพรวิเศษที่ช่วยเสริมสร้างร่างกาย บำรุงเลือดลมจำนวนมาก มีแต่คนอยากได้แต่หาซื้อไม่ได้
หญ้าอมตะวิญญาณน้ำแข็งต้นนี้ ไม่รู้จะช่วยเพิ่มสมรรถภาพร่างกายให้เขาได้เท่าไหร่?
เฉินหยางดูเวลา ตีสองแล้ว
ตอนนี้เขาตาสว่างมาก
รีบไปที่ลานหลังบ้าน เปิดก๊อกน้ำ ล้างหญ้าอมตะวิญญาณน้ำแข็ง
ล้างคราบสกปรกออกจนเกลี้ยง
มาที่ป่าไผ่ เฉินหยางไม่พูดพร่ำทำเพลง ยัดเข้าปาก กัดไปหนึ่งคำ เคี้ยวแล้วกลืนลงคอไปทั้งอย่างนั้น
ระบบบอกว่า กินสดดีที่สุด
รับประกันได้ว่าสรรพคุณยาจะไม่สูญเปล่า
เขาไม่รู้ว่าหญ้าต้นนี้มีฤทธิ์ยาแรงแค่ไหน กลัวร่างกายรับไม่ไหว เลยไม่ได้กลืนไปทั้งต้น
รสสัมผัสไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ค่อนข้างระคายปาก เฉินหยางหยิบน้ำแร่มาขวดหนึ่ง กลั้นใจดื่มตามลงไป
ให้ความรู้สึกเหมือนกินสะระแหน่
แทบจะในทันที เฉินหยางรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านจากปากลงคอไปจนถึงท้อง
ความรู้สึกเย็นวาบ ทำให้เขาอดตัวสั่นไม่ได้
ไม่นาน ความเย็นนี้ก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว พุ่งขึ้นมาจากกระเพาะ แผ่ซ่านไปทั่วร่าง
จากภายในสู่ภายนอก เฉินหยางรู้สึกหนาวเหน็บอย่างบอกไม่ถูก
รีบร่ายรำเพลงหมัดในป่าทันที
ร่ายรำสิบสามท่าสยบม้า รอบแล้วรอบเล่า
เงาดำวูบไหว ลมแรงกรรโชก ต้นไผ่ในป่าโอนเอนไปมา โยกไหวคล้ายจะล้ม
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง เฉินหยางถึงรู้สึกว่าความเย็นในร่างถูกระบายออกหมด แทนที่ด้วยกระแสความอบอุ่น ทั่วร่างราวกับแช่อยู่ในน้ำอุ่น สบายตัวอย่างยิ่ง
ความรู้สึกนี้คงอยู่ประมาณยี่สิบนาที อุณหภูมิร่างกายของเขาถึงกลับมาเป็นปกติ
ลองกำหมัดแน่น พละกำลังเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เขาเปิดหน้าต่างระบบดู
……
…
สมรรถภาพร่างกาย: 622 / 800
……
…
จากเดิม 588 เพิ่มขึ้นเป็น 622 ค่าสมรรถภาพร่างกายเพิ่มขึ้น 34 แต้ม
ผลลัพธ์ไม่เลว
เขาดูหญ้าอมตะวิญญาณน้ำแข็งในมือ เมื่อกี้เคี้ยวไปคำหนึ่ง เหลืออีกประมาณสองในสาม
หมายความว่า หญ้าอมตะวิญญาณน้ำแข็งต้นนี้ น่าจะให้ค่าสมรรถภาพร่างกายเขาประมาณ 100 แต้ม
เทียบเท่ากับฤทธิ์ยาของยาเม็ดหมีดำหนึ่งเม็ด
แน่นอน ยาเม็ดหมีดำฤทธิ์ยาอ่อนโยนกว่ามาก ไม่เหมือนการกินหญ้าวิญญาณสดที่ต้องออกกำลังกายอย่างหนักเพื่อดูดซับฤทธิ์ยา
ก่อนหน้านี้เขากินยาเม็ดหมีดำ แป๊บเดียวสมรรถภาพร่างกายก็เพิ่มขึ้นเองตามธรรมชาติ ร่างกายก็ไม่ค่อยรู้สึกไม่สบายเท่าไหร่
ตอนนี้ เขารู้ฤทธิ์ยาของหญ้าอมตะวิญญาณน้ำแข็งแล้ว ก็ไม่ต้องค่อยกินทีละนิด ยัดทั้งต้นเข้าปาก เคี้ยวแล้วกลืนต่อเลย
……
…
ครั้งนี้ เขาใช้เวลาไปเกือบชั่วโมงครึ่ง เวลาก็ล่วงเลยมาถึงตีสี่ครึ่ง
ฤทธิ์ยาของหญ้าอมตะวิญญาณน้ำแข็งทั้งต้น ในที่สุดก็ถูกเขาดูดซับไปเกือบหมด
……
…
สมรรถภาพร่างกาย: 690 / 800
……
…
เพิ่มขึ้นมาแค่ 102 แต้มจริงด้วย
ในร่างกายยังมีฤทธิ์ยาตกค้างอยู่ แค่การดูดซึมและเปลี่ยนสภาพช้าลง คาดว่า รอจนฤทธิ์ยาของหญ้าอมตะวิญญาณน้ำแข็งต้นนี้ถูกเขาดูดซับจนหมด ค่าสมรรถภาพร่างกายอาจจะถึง 700 แต้ม
ฤทธิ์ยาสามร้อยปี เพิ่มมาแค่นี้ พูดตามตรง เฉินหยางรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
ฉากนี้ ดีนะที่ไม่ให้คนอื่นเห็น
ถ้าให้คนรู้ว่าเจ้านี่สมรรถภาพร่างกายเพิ่มขึ้นเป็นร้อยแล้วยังไม่พอใจ เกรงว่าจะโดนคนด่าเปิงแน่
นี่เขาเรียกว่ามีบุญแต่ไม่รู้ตัว เส้นทางที่ผ่านมาราบรื่นเกินไป จนไม่เข้าใจเลยว่าคนธรรมดากว่าจะสร้างร่างกายให้แข็งแกร่ง ยกระดับเลือดลมได้นั้น ยากลำบากแค่ไหน
……
…
——
——
เนินเขาผังโพ
เมื่อคืนมวลอากาศเย็นเข้าปกคลุมเสฉวน อุณหภูมิลดลงหลายองศา ให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกแบบฤดูใบไม้ร่วง
วันนี้ดวงอาทิตย์ไม่ออก เนินเขาผังโพถูกปกคลุมด้วยหมอกบาง ท้องฟ้ามืดครึ้ม เหมือนฝนจะตกได้ทุกเมื่อ
เฉินหยางรีบมาที่หมู่บ้านผังโพแต่เช้าตรู่เพื่อสมทบกับฉินโจว
เมื่อคืนค่อนคืนหลังแทบไม่ได้นอน แต่เฉินหยางกลับกระปรี้กระเปร่า ต้องขอบคุณหญ้าอมตะวิญญาณน้ำแข็งต้นนั้น ดูเหมือนจะช่วยฟื้นฟูพลังจิตได้มากโข
ตอนนี้เขาไม่เพียงไม่รู้สึกง่วงหรือเหนื่อย แต่กลับสดชื่นแจ่มใส ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า
ผ่านการย่อยฤทธิ์ยามาทั้งคืน ตอนนี้ ร่างกายของเขาดูดซับฤทธิ์ยาของหญ้าอมตะวิญญาณน้ำแข็งต้นนั้นไปเกือบหมดแล้ว
สมรรถภาพร่างกายเพิ่มขึ้นเป็น 701 แต้ม ในช่วงชั่วโมงกว่าที่ผ่านมา ไม่เพิ่มขึ้นอีก
หมายความว่า สิ้นสุดแค่นี้
อย่างน้อยก็ทะลุด่าน 700 แต้มไปได้ มองเห็นขีดจำกัดสมรรถภาพร่างกาย 800 แต้มอยู่รำไร
พูดกันตามตรง ตอนนี้เขาถือว่าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับเจ็ดได้แล้ว
ระดับห้าคือขีดจำกัดของคนธรรมดา แต่เขาทะลวงไปถึงระดับเจ็ดแล้ว
ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป คงทำให้คนตกตะลึงจนตาค้างแน่
ขอบเขตวิญญาณที่อ่อนด้อยที่สุด ค่าสมรรถภาพร่างกายต่ำสุดคือ 500 แต้ม เทียบกับเฉินหยางตอนนี้ ยังห่างชั้นกันเยอะ
ครั้งที่แล้วที่เขาสู้กับอู๋เจิ้งเฟิงแห่งตระกูลอู๋ สมรรถภาพร่างกายของอีกฝ่าย น่าจะอยู่ราว 600 ถือว่าเป็นพวกรั้งท้ายในขอบเขตวิญญาณได้แล้ว
หลิวเหิงหู่เคยสู้แบบหนึ่งต่อสองมาแล้ว นั่นพิสูจน์ว่า ขอบเขตวิญญาณอีกคนของตระกูลอู๋ที่ชื่ออู๋เจิ้งอวิ๋น สมรรถภาพร่างกายก็คงไม่แข็งแกร่งไปกว่ากันเท่าไหร่
ตัวเองตอนนี้สมรรถภาพร่างกายเจ็ดร้อยกว่า น่าจะเพียงพอที่จะกดดันเขาได้แล้วกระมัง?
บวกกับการเพิ่มพลังของสิบสามท่าสยบม้า ไม่น่าจะลำบากเหมือนตอนสู้กับอู๋เจิ้งเฟิงคราวที่แล้ว
"พวกเขาขึ้นเขาแล้วเหรอ?"
รถขับมาถึงตีนเขา ข้างทางมีรถเก๋งจอดอยู่สองสามคัน เป็นทะเบียนต่างถิ่นทั้งหมด
"ไม่รู้สิ น่าจะขึ้นไปแล้วมั้ง"
ฉินโจวขมวดคิ้วเล็กน้อย ในใจสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี
ถ้าคนตระกูลอู๋ขึ้นเขาไปก่อน จะเจอของที่เขาฝังไว้ล่วงหน้าหรือเปล่านะ?
เขาเดินไปที่รถเก๋งคันหนึ่ง เอามือแตะตัวรถ "เครื่องยังร้อนอยู่ พวกเขาน่าจะเพิ่งมาถึงไม่นาน เรารีบหน่อย ยังตามทัน"
จะให้พวกเขาไปถึงหน้าผาปากเหยี่ยวก่อนไม่ได้
ไม่อย่างนั้น ถ้าพวกเขาเจอเบาะแส ขุดของที่เขาฝังไว้ออกมา ถึงตอนนั้น ไม้ตายที่เขาเตรียมไว้ เกรงว่าจะกลายเป็นผลร้ายแทน
โดยเฉพาะปืนที่เขาฝังไว้ล่วงหน้า ถ้าตกไปอยู่ในมืออีกฝ่าย เรื่องใหญ่แน่
"เฮ้อ"
เฉินหยางถอนหายใจ มองเขาอย่างระอาใจ ก็รู้แหละว่าตาแก่นี่พึ่งพาไม่ค่อยได้
ทันใดนั้น ทั้งสองคนก็ใช้วิชาตัวเบา วิ่งขึ้นเขาอย่างรวดเร็ว
ประมาณสิบนาทีต่อมา ก็เห็นกลุ่มคนกำลังเดินขึ้นเขาอยู่บนทางเดินเขาห่างขึ้นไปร้อยเมตร
ทั้งสองคนถึงชะลอฝีเท้าลง
ฉินโจวถอนหายใจอย่างโล่งอก
อีกฝ่ายมีประมาณสิบกว่าคน อยู่ไกลเกินไป มีป่าบัง มองเห็นไม่ชัด
อีกฝ่ายก็ไม่เห็นพวกเขา ทั้งสองคนแค่เดินตามพลางระยะห่าง ไม่รีบไม่ร้อน
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ในที่สุดก็มาถึงหน้าผาปากเหยี่ยว
หน้าผาปากเหยี่ยวนี้ เป็นจุดชมวิวชั้นยอด แต่ตอนนี้ ลมเขาพัดกรรโชก หมอกหนาปกคลุม ภูเขาไกลออกไปถูกหมอกบังจนมองไม่เห็นแล้ว
บนลานราบ ชายฉกรรจ์สิบกว่าคนยืนเข้าแถวเป็นสองระเบียบ
ชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่บนก้อนหิน ข้างเท้าเขามีเสือดาวตัวหนึ่งหมอบอยู่
เสือดาวหรี่ตา เงยหน้ามองสองคนที่เดินตามมา ทำท่าทางเชื่อง
"ฉินโจวเหรอ?"
หน้าตาของชายชราคล้ายกับอู๋เจิ้งเฟิงอยู่หกเจ็ดส่วน เพียงแต่ชายชราคนนี้ รูปร่างอ้วนกว่าหน่อย ดูน่าเกรงขาม นั่งอยู่ตรงนั้น ให้ความรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก
สายตาของเขาจับจ้องไปที่ตัวฉินโจว เสียงทุ้มต่ำ แววตาแฝงความขี้เล่นอย่างบอกไม่ถูก
ในฐานะผู้มีอำนาจของตระกูลอู๋ หนึ่งในแปดสายผานซาน ต่อให้ตระกูลอู๋จะตกต่ำ รั้งท้ายในแปดสาย แต่ความหยิ่งยโสของอู๋เจิ้งอวิ๋นนั้นฝังลึกอยู่ในกระดูก
เขาดูถูกฉินโจวมาแต่ไหนแต่ไร ในสายตาเขา คนผานซานนอกห้าสำนักแปดสาย ก็เป็นแค่พวกบ้านนอกไม่มีสกุลรุนชาติเท่านั้น
และฉินโจว ก็ดันเป็นพวกบ้านนอกพอดี
"ท่านนี้คืออู๋เจิ้งอวิ๋น พี่อู๋ใช่ไหมครับ?"
ฉินโจวกลับทำเหมือนมองไม่เห็นความดูถูกของอีกฝ่าย ยังคงประสานมือคำนับอู๋เจิ้งอวิ๋นอย่างนอบน้อม
สายตาของเขาจับจ้องไปที่ด้านหน้าของอู๋เจิ้งอวิ๋น
ตรงนั้นมีร่องรอยดินถูกขุดอย่างชัดเจน เป็นที่ที่เขาขุดหลุมเมื่อวาน ข้างในฝังระเบิด C4 ไว้ลูกหนึ่ง
มุมปากของเขาอดไม่ได้ที่จะยกขึ้นเล็กน้อย
รีโมตอยู่ในกระเป๋าเสื้อเขา ขอแค่กดลงไป รับรองส่งอู๋เจิ้งอวิ๋นขึ้นสวรรค์ได้แน่
ขอบเขตวิญญาณแล้วไง? จะทนระเบิด C4 ได้เหรอ?
เฉินหยางยืนอยู่ด้านข้าง สีหน้ากลับดูแปลกพิกล
"อย่ามาเรียกมั่วซั่ว"
อู๋เจิ้งอวิ๋นวางท่า ไม่ปิดบังความดูถูกที่มีต่อฉินโจว "ว่ามา ใครทำ?"
เขาทำหน้าเย็นชา เข้าประเด็นทันที
"อะไรครับ?"
ฉินโจวทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก งัดทักษะการแสดงออกมาใช้ "พี่อู๋ ใครทำอะไรครับ?"
"แกล้งโง่เหรอ?"
อู๋เจิ้งอวิ๋นหน้าตึง ชายฉกรรจ์ด้านข้างยื่นกระติกน้ำเก็บความร้อนให้เขา เขาเปิดออกอย่างเชื่องช้า ดื่มไปสองอึก "ลำพังแก ฆ่าพี่ใหญ่ฉันไม่ได้หรอก ว่ามา ใครทำ บอกมา ฉันอาจจะให้แกตายสบายหน่อย"
สีหน้าฉินโจวเปลี่ยนเป็นดำคล้ำทันที "พี่อู๋ เรามีเรื่องเข้าใจผิดอะไรกันหรือเปล่า?"
"ฟู่ว!"
อู๋เจิ้งอวิ๋นเป่าฟองในกระติกน้ำ "เข้าใจผิด? แกคิดว่า ถ้าฉันไม่รู้อะไรมาบ้าง จะมาหาแกด้วยตัวเองเหรอ?"
สีหน้าฉินโจวเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังหลอกถามหรือเปล่า จึงพูดว่า "ผมไม่รู้เรื่องเลยว่าพี่พูดเรื่องอะไร ฟังจากน้ำเสียงพี่ หรือว่า พี่อู๋เจิ้งเฟิงตายแล้ว?"
"หึ!"
ใบหน้าของอู๋เจิ้งอวิ๋นเย็นชาลงทันที ดวงตาคู่นั้นจ้องเขม็งไปที่ฉินโจว ราวกับมีดสองเล่มเสียบทะลุ "ไอ้สารเลว ไม่ได้ยินที่ฉันถามเหรอ? พูดมากอีกคำ เชื่อไหม ฉันจะจัดการแกเดี๋ยวนี้แหละ?"
ฉินโจวผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ แต่ก็ยังถูกรังสีอำมหิตของอีกฝ่ายข่มขวัญ ให้ความรู้สึกเหมือนทำเรื่องชั่วไว้ แล้วถูกอีกฝ่ายมองทะลุปรุโปร่ง
เขาล้วงมือเข้ากระเป๋าเสื้ออย่างแนบเนียน กำรีโมตไว้แน่น ราวกับกุมชีวิตของอีกฝ่ายไว้ในมือ
ตอนนี้ สีหน้าของเขาถึงค่อยกลับมาเป็นปกติบ้าง