- หน้าแรก
- ระบบผู้พิทักษ์ขุนเขา
- ตอนที่ 205: ในวัดยังมีถ้ำใต้ดิน?
ตอนที่ 205: ในวัดยังมีถ้ำใต้ดิน?
ตอนที่ 205: ในวัดยังมีถ้ำใต้ดิน?
"ผู้เฒ่าอู๋!"
พอมาถึงลานหลังวัด เฉินหยางตะโกนเรียกเสียงดัง
ในลานหลังวัดมืดตึ๊ดตื๋อ เฉินหยางหาอยู่ครู่หนึ่งถึงเจอสวิตช์ไฟ แล้วเปิดไฟในลาน
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอุปทานไปเองหรือเปล่า
ภายใต้ม่านราตรี ต้นสำโรงแผ่กิ่งก้านสาขา ราวกับสัตว์ร้ายที่แยกเขี้ยวกางเล็บ หมอบนิ่งสงบอยู่ที่นั่น
ฝูงนกที่บินอยู่ด้านบนพัดพาเอากระแสลม ทำให้ใบไม้สั่นไหวดังซู่ซ่า
เวลานี้ ใต้ต้นสำโรง ก็กองเต็มไปด้วยซากสัตว์เล็กที่ถูกล่า
เลือดนองเต็มพื้นจนแทบไม่มีที่วางเท้า
"เฮ้อ!"
ข้างหูมีเสียงถอนหายใจของต้นสำโรงดังขึ้น "กำลังจะเคลิ้มหลับ ก็ถูกปลุกอีกแล้ว ไอ้เด็กนี่น่ารำคาญจริง"
เฉินหยางหน้าผากเต็มไปด้วยเส้นสีดำ "สภาพแวดล้อมแบบนี้ ท่านยังหลับลงอีกเหรอ?"
รำคาญว่าฉันเสียงดัง ทำไมไม่รำคาญฝูงนกฝูงค้างคาวพวกนี้บ้าง?
"เป็นแบบนี้ทุกคืน ข้าชินแล้ว" ต้นสำโรงกล่าว
เฉินหยางขมวดคิ้ว "รุนแรงขนาดนี้ทุกคืนเลยเหรอครับ?"
ต้นสำโรงสั่นกิ่งก้าน เหมือนกำลังบิดขี้เกียจ "ก็ไม่เชิง คืนนี้ถือว่าหนักที่สุดแล้ว ใช่ คืนวันสารทจีน ก็ยังไม่หนักขนาดนี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพวกแกมาหรือเปล่า ก็เลยจัดงานเลี้ยงต้อนรับให้พวกแก..."
"เล่นใหญ่ขนาดนี้ ออกจะน่ากลัวไปหน่อยนะครับ" เฉินหยางเหงื่อตก
ต้นสำโรงหาวหวอด "แค่นี้ก็กลัวแล้วเหรอ? ข้ายังหวังพึ่งให้แกจัดการเรื่องนี้อยู่นะ!"
เฉินหยางเลิกคิ้ว "ผู้เฒ่าอู๋ เมื่อกี้ท่านบอกว่า พวกมันน่าจะมาเพื่อพระธาตุของหลวงจีนจินหมิง งั้นก็หมายความว่า แค่เอาพระธาตุไป เรื่องนี้ก็จบแล้วใช่ไหมครับ?"
"ที่แกพูดก็มีเหตุผล รีบไปสิ อย่ามากวนข้านอน" ต้นสำโรงพูดปัด
"ผู้เฒ่าอู๋?"
"พวกหลงเติงไม่มีทางให้ของแกหรอก" ต้นสำโรงถอนหายใจ "อาจถึงขั้นไม่ให้แกเข้าใกล้พระธาตุด้วยซ้ำ"
"ทำไมล่ะครับ?"
"ข้าจะไปรู้ได้ยังไง แกไปถามหลงเติงสิ"
ต้นสำโรงแสดงท่าทีรำคาญมาก
เฉินหยางเงยหน้ามองมัน ต้นสำโรงในยามค่ำคืน ดูลึกลับซับซ้อน
"ผู้เฒ่าอู๋ ท่านดูเหมือนจะป่วยนะ!" ทันใดนั้นเฉินหยางก็พูดขึ้นมา
"หืม?"
ต้นสำโรงชะงักไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็พูดว่า "ข้าไม่เพียงป่วย ยังป่วยหนักด้วย ยาที่แกให้เมื่อตอนกลางวัน ยังมีอีกไหม รีบเอามาให้ข้าหน่อย..."
"มีครับ แต่ไม่ได้พกติดตัวมา พรุ่งนี้ค่อยให้แล้วกัน"
โรคที่เขาพูดถึง แน่นอนว่าไม่ใช่ความหมายนี้ หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ยังไม่เปิดโปง
การจัดการต้นสำโรง สำหรับเฉินหยางแล้ว ไม่ใช่เรื่องยาก
ตอนนี้เขามียาฆ่าหนอนอยู่ในมือ แป๊บเดียวก็ฆ่าหนอนบนตัวมันได้หมด
แต่ถ้าทำแบบนั้น จะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น ทำให้คนเลี้ยงหนอนระวังตัว หากไม่กล้าปรากฏตัว ก็จะยุ่งยาก
อีกอย่าง เขาก็ไม่แน่ใจว่า ต้นสำโรงถูกบังคับหรือเปล่า
อย่างที่เขาว่า ถอนรากถอนโคน เรื่องต้องแก้ที่ต้นเหตุ
คนที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง เล่นละครฉากนี้เพื่ออะไรกันแน่?
แค่เพื่อพระธาตุองค์เดียวเหรอ?
เฉินหยางสูดหายใจเข้า "ท่านช่วยไล่พวกนี้ไปก่อนได้ไหมครับ หนวกหูจะตายอยู่แล้ว"
"มีข้าอยู่ พวกมันแค่ไม่กล้าเข้าใกล้ ข้าไม่มีปัญญาไล่พวกมันไปหรอก อีกอย่าง วันนี้ไล่ไป พรุ่งนี้พวกมันก็มาอีก จะมีประโยชน์อะไร?"
"อาบน้ำนอนเถอะ พวกมันก่อกวนสักพักเดี๋ยวก็ไป"
ต้นสำโรงทำเสียงเบื่อหน่าย ดูเหมือนไม่อยากยุ่งเรื่องนี้เลย
ตุ้บ!
ผลไม้ลูกหนึ่งร่วงลงมาจากต้น เฉินหยางคว้ารับไว้ในมือ
แอบบิออกดูเงียบเชียบ
จริงดังคาด เน่าเหมือนกัน
หนอนข้างในกำลังลอกคราบ กลายร่างเป็นหนอนชางระดับ B
"เฮ้อ!"
เฉินหยางถอนหายใจแผ่วเบา บี้มันให้ตาย ไม่พูดอะไร แล้วเดินจากไป
"เฮ้อ!"
ในความมืด ต้นสำโรงก็ถอนหายใจยาวเช่นกัน
"จี๊ด จี๊ด จี๊ด..."
บนท้องฟ้า เงาดำกลุ่มหนึ่งร่อนลงมา
ไม่นาน ค้างคาวนับร้อยตัว ก็ห้อยหัวอยู่บนกิ่งต้นสำโรง
……
…
——
——
นอกกุฏิ หลิวเหิงหู่ยังคงเก็บก้อนหินปานกบนฟ้า ส่วนฉินโจวยืนอยู่ด้านข้าง เริ่มจะชาชินแล้ว
"เป็นไงบ้าง?"
เห็นเฉินหยางกลับมา ฉินโจวรีบถามทันที
หลิวเหิงหู่ก็หันมามองเขา
"ต้นสำโรงต้นนี้มีปัญหาจริง แต่ผมดูแล้ว มันเหมือนจะมีเรื่องลำบากใจที่พูดไม่ได้!"
เฉินหยางส่ายหน้า "พวกเราคงต้องไปคุยกับหลวงจีนหลงเติงให้รู้เรื่องแล้วล่ะ!"
ประตูกุฏิตรงข้ามปิดสนิท เสียงดังขนาดนี้ ยังไม่เห็นหลงเติงกับหลงอวิ๋นออกมาเลย
ฉินโจวเดินเข้าไปเคาะประตู แต่ไม่มีเสียงตอบรับ
หันกลับมามองพวกเฉินหยาง
หลิวเหิงหู่ส่ายหน้า "พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน"
เสียงดังขนาดนี้ เป็นใครก็กลัว หลงเติงพวกนั้นเป็นแค่คนธรรมดา จะกล้าออกมาได้ยังไง?
"งั้นคืนนี้ก็ปล่อยไว้อย่างนี้เหรอ?" ฉินโจวขมวดคิ้ว
"แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ?"
เฉินหยางส่ายหน้า
สามคนยืนอยู่ใต้ชายคาสักพัก ก็กลับเข้ากุฏิ
……
…
คืนนั้น ข้างนอกส่งเสียงดังจนถึงตีสองกว่า ถึงค่อยเงียบลง
เช้าวันรุ่งขึ้น
ในลานวัดเละเทะไปหมด
หลวงจีนที่ลงเขาไปเมื่อคืน กลับขึ้นเขามาแต่เช้า กำลังช่วยกันทำความสะอาดลานวัด โดยมีหลวงจีนหลงเติงเป็นแกนนำ
ในลานวัดเต็มไปด้วยซากสัตว์เล็กเกลื่อนกลาด เห็นแล้วขนลุก
หลวงจีนพวกนี้กลับดูเหมือนจะชินชาแล้ว เก็บกวาดไปพลาง คุยเล่นกันไปพลาง
ที่มุมหนึ่ง
หลิวเหิงหู่กำลังคุยกับหลวงจีนหลงเติงเรื่องเมื่อคืน
เฉินหยางเดินเข้าไปทักทาย แล้วพูดแทรก "หลวงจีนหลงเติง ได้ยินว่าในวิหารมีพระธาตุของอาจารย์จินหมิงประดิษฐานอยู่ ไม่ทราบว่า พวกเราจะมีวาสนาได้ชมเป็นบุญตาไหมครับ?"
ไม่อ้อมค้อม เข้าประเด็นโดยตรง
หลวงจีนหลงเติงได้ยินดังนั้น ชะงักไปเล็กน้อย ทันใดนั้นก็พยักหน้า "ได้แน่นอน พระธาตุของอาจารย์ประดิษฐานอยู่ที่วิหารวัชระ พวกโยมอยากดูเมื่อไหร่ก็ได้..."
เฉินหยางได้ยินดังนั้น กลับแปลกใจเล็กน้อย
เขานึกไม่ถึงว่าหลวงจีนหลงเติงจะตอบตกลงง่ายขนาดนี้
เมื่อคืนฟังน้ำเสียงของต้นสำโรง เขานึกว่าจะไม่ราบรื่นขนาดนี้ซะอีก
วิหารวัชระ
ห้องไม่ใหญ่มาก ประดิษฐานพระโพธิสัตว์จินกังไว้หลายองค์
รูปปั้นดินเหนียว ทาสีทับ ฝีมือหยาบ ไม่ค่อยประณีตเท่าไหร่
วัดเล็กแบบนี้ ทำได้ขนาดนี้ ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว
บนผนังตรงข้ามประตู มีหิ้งบูชา บนหิ้งจุดธูปเทียน ในหิ้งมีกล่องไม้สีดำวางอยู่
หลวงจีนหลงเติงพาพวกเขามาที่หน้าหิ้งบูชา พนมมือ คารวะหิ้งบูชาอย่างนอบน้อม
เขายื่นมือไปกดที่กล่อง ฝากล่องก็ดีดเปิดออก
ในกล่อง มีของชิ้นเล็ก น่าจะเป็นกระดูกนิ้วท่อนหนึ่ง สีแดงอ่อน ดูเหมือนหยกกึ่งโปร่งใส
"นี่คือพระธาตุที่อาจารย์ทิ้งไว้!"
หลวงจีนหลงเติงสีหน้าศรัทธา "หลังจากอาจารย์มรณภาพ เผาได้พระธาตุสององค์ องค์หนึ่งส่งไปประดิษฐานที่วัดเป้ากั๋ว นี่คือองค์ที่เหลือ!"
เฉินหยางถาม "ทำไมไม่ส่งไปวัดเป้ากั๋วให้หมดล่ะครับ?"
หลงเติงหัวเราะขมขื่น "นี่เป็นคำสั่งเสียของอาจารย์จินหมิง!"
"โห?"
ทั้งสามคนได้ยินดังนั้น ล้วนตกตะลึง
หลงเติงส่ายหน้า ไม่พูดอะไรมาก
"ขอหยิบออกมาดูได้ไหมครับ?"
ทันใดนั้นฉินโจวก็พูดขึ้นมา
ทุกคนหันไปมองเขา เขาก็รู้ตัวว่า คำขอนี้อาจจะดูเสียมารยาทไปหน่อย
หลงเติงสวดอามิตตาพุทธ กล่าวว่า "พอลองคิดดูแล้ว เหมือนว่าตั้งแต่พระธาตุองค์นี้มาประดิษฐานที่นี่ เรื่องประหลาดตอนกลางคืนก็เกิดขึ้นเลย!"
"โห?"
หลิวเหิงหู่ขมวดคิ้ว สีหน้าแปลกใจเล็กน้อย "หรือว่า จะมาเพื่อพระธาตุจริง?"
หลงเติงส่ายหน้า แสดงว่าไม่รู้เรื่อง
เฉินหยางใช้ระบบตรวจสอบสภาพร่างกายของหลงเติง ก็แค่คนธรรมดาที่มีสมรรถภาพร่างกายประมาณ 50 แต้มเท่านั้น
ไม่ใช่แค่หลงเติง ทั้งวัดยอดแหลม หลวงจีนสิบกว่ารูป ไม่มีใครมีสมรรถภาพร่างกายเกินร้อยเลยสักคน
ล้วนเป็นคนธรรมดา
"งั้นลองเปลี่ยนที่ประดิษฐานพระธาตุองค์นี้ดูไหมครับ?" หลิวเหิงหู่ลองเชิงถาม
อยากรู้ว่าเกี่ยวกับพระธาตุไหม ก็ย้ายออกไปซะก็สิ้นเรื่อง?
"ไม่ได้?"
หลงเติงส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด "ขยับไม่ได้ อาจารย์จินหมิงก่อนมรณภาพสั่งเสียไว้ พระธาตุองค์นี้ต้องประดิษฐานอยู่ที่นี่เท่านั้น ห้ามย้ายไปไหนเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นวัดจะประสบภัยพิบัติใหญ่หลวง!"
"หืม?"
ทั้งสามคนต่างประหลาดใจ นึกไม่ถึงว่าหลงเติงจะมีปฏิกิริยารุนแรงขนาดนี้
เฉินหยางถามอย่างสงสัย "ภัยพิบัติอะไรเหรอครับ?"
"ไม่ทราบ!"
หลงเติงส่ายหน้า "เอาเป็นว่าก่อนอาจารย์มรณภาพ กำชับนักกำชับหนาว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พระธาตุองค์นี้ต้องอยู่ที่วัด ในเมื่อเป็นคำสั่งเสียของอาจารย์จินหมิง พวกเราย่อมต้องปฏิบัติตาม"
"ฮ่า หลวงจีนจินหมิงรูปนี้ ชอบเล่นปริศนาคำทายจริง!" ฉินโจวหัวเราะ หัวเราะอย่างมีเลศนัย
ทันใดนั้น เฉินหยางก็ถามขึ้น "หลวงจีนหลงเติง รู้จักวังใต้ดินไหมครับ?"
"วังใต้ดินเหรอ?"
หลงเติงชะงัก "วังใต้ดินอะไร?"
"คุณไม่รู้เหรอ?"
เฉินหยางมองเขาอย่างแปลกใจ "คุณเป็นศิษย์ของอาจารย์จินหมิง อาจารย์จินหมิงตอนมีชีวิตอยู่ ไม่เคยเล่าเรื่องวังใต้ดินเขาแปดด้านให้ฟังเหรอครับ?"
หลงเติงทำหน้างง
เขาหันไปมองหลิวเหิงหู่
หลิวเหิงหู่อธิบายสถานการณ์ให้เขาฟัง
หลงเติงถึงเข้าใจ แต่ก็ยังแปลกใจอยู่บ้าง "ปกติอาจารย์สอนแต่สวดมนต์ เรื่องอื่นไม่ได้เล่าให้ฟัง เมื่อกี้คุณพูดถึงวังใต้ดิน อาตมายังนึกว่า คุณพูดถึงถ้ำใต้ดินในวัดของเรา..."
"ในวัดยังมีถ้ำใต้ดินงั้นเหรอ?" เฉินหยางแววตาไหววูบ
หลงเติงพยักหน้า "นั่นเป็นที่ที่อาจารย์ใช้บำเพ็ญเพียรตอนมีชีวิตอยู่ พวกเราห้ามเข้า!"
ทั้งสามคนมองหน้ากัน เหมือนมีลางสังหรณ์บางอย่าง
"หลวงจีนหลงเติง พาพวกเราไปดูถ้ำใต้ดินหน่อยได้ไหมครับ?" หลิวเหิงหู่รีบพูด
ในเมื่อเป็นที่บำเพ็ญเพียรของหลวงจีนจินหมิง ไม่แน่ว่าอาจจะมีเบาะแสสำคัญทิ้งไว้
"เอ่อ..."
หลงเติงลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด
เฉินหยางกล่าว "ตอนนี้เกิดเรื่องแบบนี้ พวกเราก็ต้องหาทางรู้สาเหตุให้ได้..."
"ก็ได้!"
หลงเติงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนตัดสินใจได้แล้ว จึงให้พวกเฉินหยางช่วยขยับหิ้งบูชาตรงหน้า
ปากถ้ำที่มีแผ่นไม้ปิดทับอยู่ ปรากฏขึ้นบนพื้นใต้หิ้งบูชา
ทั้งสามคนตกตะลึง ทางเข้าถ้ำใต้ดิน ถึงกับอยู่ที่นี่
หลงเติงเปิดแผ่นไม้ออก ปากถ้ำมืดสนิทปรากฏขึ้นตรงหน้าทั้งสามคน
ปากถ้ำกว้างเมตรครึ่ง บันไดไม้พาดอยู่กับผนังถ้ำ ทอดยาวลงไปข้างล่าง
หลงเติงเดินนำลงไปก่อน
เฉินหยางระวังตัว กลัวเกิดเหตุไม่คาดฝัน จึงให้ฉินโจวรออยู่ข้างบน เขาตามหลิวเหิงหู่ลงไป
……
…
ไต่บันไดไม้ลงมาประมาณสิบกว่าเมตร ทางเดินสายหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเฉินหยาง
พื้นและผนังปูด้วยหินสีเขียว พื้นที่กว้างขวางพอสมควร แสงสลัว มองไม่เห็นว่าทางเดินทอดไปที่ไหน
"ถ้ำใต้ดินนี้มีมาตั้งแต่สร้างวัด อายุร้อยสองร้อยปีแล้ว เล่ากันว่าหนึ่งในแปดอ๋องแห่งลัทธิสงบฟ้า อี้อ๋องสือต้าไค ส่งคนมาสร้าง ในบันทึกประจำอำเภอของเราก็มีบันทึกไว้ พวกคุณดูหินที่ก่อผนังพวกนี้สิ ขุดมาจากป่าลึกทั้งนั้น ปีนั้นเกรงว่าคงใช้แรงงานและทรัพยากรไปไม่น้อย..."
หลวงจีนหลงเติงทำหน้าที่เหมือนไกด์ แนะนำสภาพถ้ำใต้ดินให้พวกเฉินหยางฟัง พูดไปก็ทอดถอนใจไป
ในถ้ำไม่มีไฟฟ้า แต่บนผนังมีตะเกียงน้ำมัน หลวงจีนหลงเติงจุดตะเกียง ไม่นานก็สว่างไสว
เขาปลดตะเกียงลงมา นำทางทั้งสองคนเดินเข้าไปข้างใน
ไม่โดนแดดตลอดปี อากาศในทางเดินยังถือว่าถ่ายเท แต่ก็ค่อนข้างเย็นเยือก
สองข้างทางเดิน มีห้องหินขนาดใหญ่เล็กสิบกว่าห้อง แต่ส่วนใหญ่ว่างเปล่า มีแค่หนึ่งหรือสองห้องที่กองของจิปาถะที่ใช้ไม่ได้แล้ว
เดินไปจนสุดทางเดิน ประตูไม้ขนาดใหญ่บานหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเขา
บนประตูไม้คล้องกุญแจดอกใหญ่ ตอนนี้ ประตูล็อกอยู่
หลวงจีนหลงเติงหยิบพวงกุญแจออกมา ให้หลิวเหิงหู่ถือตะเกียงให้ หาอยู่ครู่หนึ่ง ถึงเจอกุญแจที่ถูกต้อง ไขแม่กุญแจบนประตูออก
"ปกติอาจารย์บำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่ ปกติห้ามพวกเราเข้าใกล้ พวกโยมเข้าไปดูเองเถอะ"
หลงเติงเก็บกุญแจ ทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง แล้วหันหลังเดินจากไป
ทั้งสองคนมองหน้ากัน ผลักประตูเปิดอย่างระมัดระวัง
แอ๊ด...
ประตูห้องหินเปิดออก เฉินหยางขมวดคิ้วทันที
อากาศข้างในค่อนข้างเหม็นอับ ส่งกลิ่นคาวเจือจาง
หลิวเหิงหู่ก็มีสีหน้าเคร่งขรึมเช่นกัน
กลิ่นนี้ พวกเขาคุ้นเคยดี
ในห้องหิน การตกแต่งเรียบง่ายมาก
ตู้หนึ่งใบ ชั้นหนังสือหนึ่งแถว เบาะรองนั่งหนึ่งอัน
หน้าเบาะรองนั่งมีโต๊ะเล็กตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีถ้วยหนึ่งใบ ปลาไม้หนึ่งอัน และคัมภีร์หนึ่งเล่ม
เรียกได้ว่า โล่งโจ้ง มองปราดเดียวก็เห็นหมด
ทั้งสองคนเดินวนดูในห้องหิน ไม่พบเบาะแสที่เป็นประโยชน์
"พี่หู่ พี่ได้กลิ่นไหม ในห้องหินเหมือนมีกลิ่นคาว เหมือนกลิ่นเลือด"
เฉินหยางจมูกฟุดฟิด พยายามหาที่มาของกลิ่นคาว
"อืม"
เฉินหยางได้กลิ่น หลิวเหิงหู่ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ได้กลิ่น เขายืนอยู่หน้าชั้นหนังสือ ลงมือผลักชั้นหนังสือออกทันที
บนผนังหินหลังชั้นหนังสือ มีประตูไม้อีกบาน
พอเข้าใกล้ประตูไม้ กลิ่นคาวเลือดนั้น ก็ยิ่งชัดเจนขึ้น
บนประตูไม่มีกุญแจ แค่หนักหน่อย หลิวเหิงหู่ยืนอยู่ข้างหน้า ออกแรงพอสมควรถึงผลักเปิดได้
กลิ่นคาวเลือดปะทะหน้า
เฉินหยางหยิบมือถือ เปิดไฟฉาย ส่องเข้าไปข้างใน
ยังไม่ทันได้ดูให้ชัดเจน ลมแรงวูบหนึ่งก็พัดปะทะหน้า
เงาร่างหนึ่งพุ่งสวนมาอย่างเลือนราง จู่โจมกะทันหันแบบนี้ เล่นเอาเฉินหยางสะดุ้งโหยง แทบจะเป็นปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติ ชกหมัดสวนไปทันที
"ปัง..."
เฉินหยางรู้สึกแขนสั่นสะเทือน ถอยหลังไปหนึ่งก้าว ถูกหลิวเหิงหู่ยื่นมือมารับไว้
ส่วนเงาร่างนั้นกลับกระเด็นถอยหลังไป พร้อมเสียงโซ่ตรวนที่สั่นไหวดังกรุ้งกริ้ง ตกลงไปในความมืด
"ใคร?"
หลิวเหิงหู่ก้าวไปข้างหน้า ขวางหน้าเฉินหยางไว้ ชูตะเกียงในมือขึ้นสูง ตะคอกถามเสียงดัง
อาศัยแสงไฟ มองเห็นได้ว่า นี่คือห้องหินที่กว้างขวาง
รอบด้านเป็นผนังหินเรียบ เย็นเยือกชื้นแฉะ อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดเหม็นเน่า
เงาร่างหนึ่งยืนอยู่ในเงามืดมุมห้อง
สูงผอม ผมเผ้ารุงรัง มือเปล่าเท้าเปล่า สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ก้มหน้า มองไม่เห็นใบหน้า
มองเห็นเพียงภายใต้ผมเผ้าที่ยุ่งเหยิง ดวงตาสองข้างที่แดงก่ำดุจเลือด
มือเท้าของเขาถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนยาว ผูกติดกับผนังรอบด้าน เหมือนนักโทษที่ถูกทรมาร
ด้านหลังเขา บนพื้นกองเต็มไปด้วยซากสัตว์เล็กที่ตายแล้ว กลิ่นคาวเลือดเข้มข้นมาจากตรงนี้นี่เอง
"พระเจ้า ที่นี่ยังขังคนไว้อีกคนเหรอ?" เฉินหยางสีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง
หลิวเหิงหู่ก็ไม่ต่างกัน
ตอนนี้ในใจคงเต็มไปด้วยคำถามมากมาย เขาหิ้วตะเกียง เดินเข้าไปหาคนคนนั้น
"พี่หู่ ระวังหน่อย คนคนนี้แรงไม่น้อยเลย" เฉินหยางเตือน
เมื่อกี้ปะทะหมัดกับคนคนนี้ ความจริงเขาไม่ได้เปรียบเลย พละกำลังของคนคนนี้ ต่อให้ไม่แข็งแรงเท่าเขา เกรงว่าก็คงไม่ด้อยกว่ากันเท่าไหร่
คนคนนั้นอาจจะอยู่ในความมืดนานเกินไป ทำให้กลัวแสง ยกมือขึ้นบังแสงตามสัญชาตญาณ
"คุณเป็นใคร?"
หลิวเหิงหู่ก็ไม่กล้าเข้าใกล้เกินไป ห่างกันสองสามเมตร ต่อให้อีกฝ่ายจู่โจมกะทันหัน เขาก็ยังรับมือทัน
"แฮ่ แฮ่..."
คนคนนั้นไม่พูดจา มีเพียงเสียงคำรามต่ำในลำคอ เหมือนสัตว์ร้ายที่คลุ้มคลั่ง
ดวงตาที่ซ่อนอยู่ใต้เส้นผมเต็มไปด้วยความดุร้าย จ้องเขม็งไปที่หลิวเหิงหู่ ราวกับสิงโตตัวผู้ที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ
"เสี่ยวหยาง ไปเรียกหลงเติงเข้ามา"
อีกฝ่ายไม่พูด พวกเขาก็ระบุตัวตนไม่ได้ ได้แต่เชิญหลงเติงมาแล้ว
"พี่ระวังตัวด้วยนะ"
เฉินหยางกำชับหนึ่งประโยค หันหลังเดินออกไปทันที
ไม่กี่นาทีต่อมา หลงเติงที่กำลังต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่หน้าประตูวัด ก็ถูกเฉินหยางเชิญมาที่ถ้ำใต้ดิน
หลิวเหิงหู่พิงประตูห้องหินยืนอยู่ ปากหอบหายใจแฮก หน้าแดงก่ำ
"อ๊าก..."
ในห้องหินมีเสียงร้องแสบแก้วหูดังออกมา คนในห้องอยู่ห่างจากพวกเขาไม่เกินสองเมตร
ผมเผ้ารุงรัง ใบหน้าบิดเบี้ยว
เหมือนปีศาจร้ายที่ปีนขึ้นมาจากนรก เขายกมือสูง พยายามจะเข้าใกล้พวกเฉินหยาง แต่ถูกโซ่ล่ามไว้ ได้แต่ตะโกนร้องอย่างเกรี้ยวกราด
โซ่ถูกดึงจนตึงเปรี้ยะ ดังแก๊งแก๊งราวกับจะขาดได้ทุกเมื่อ
"พี่หู่ เป็นไรไหมครับ?"
เมื่อกี้หลิวเหิงหู่น่าจะซัดกับเขามา ดูท่าทางไม่ได้เปรียบเท่าไหร่
หลิวเหิงหู่ปรับลมหายใจ ส่ายหน้าเล็กน้อย หันไปมองหลวงจีนหลงเติงที่หน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ "หลวงจีนหลงเติง คนคนนี้เป็นใคร? ทำไมถึงถูกขังไว้ที่นี่?"
เมื่อกี้เขาถามคนในห้องหินแล้ว น่าเสียดาย อีกฝ่ายเหมือนคนเสียสติ เดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวก็ตะโกนโวยวาย ถึงขั้นลงมือกับเขาโดยตรง
เหมือนคนบ้า
แถมคนบ้าคนนี้ฝีมือไม่ธรรมดา ลำพังแค่พละกำลัง ก็เหนือกว่าเขาแน่นอน
หลงเติงถูกภาพตรงหน้าทำให้ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อไปนานแล้ว
จนกระทั่งหลิวเหิงหู่ตบไหล่เขาฉาดหนึ่ง เขาถึงได้สะดุ้งตื่น ได้สติกลับมา
ทำใจกล้าชะโงกหน้าเข้าไปดู ดูแล้วดูอีก
"อาจารย์อาจินถาน?"
สีหน้าของหลงเติงเปลี่ยนจากหวาดกลัวเป็นตกตะลึงในทันที