- หน้าแรก
- ระบบผู้พิทักษ์ขุนเขา
- ตอนที่ 200: ต้นไม้ พวกเขาเอาไปไม่ได้!
ตอนที่ 200: ต้นไม้ พวกเขาเอาไปไม่ได้!
ตอนที่ 200: ต้นไม้ พวกเขาเอาไปไม่ได้!
"เอ่อ..."
เฉินหยางมองดูร่างตรงหน้า ก็อดตะลึงไม่ได้
ทำไมเหมือนจะตัวเล็กลงไปหน่อย?
ใช่แล้ว ตัวเล็กลงจริง!
ก่อนหน้านี้ ตัวขนาดเท่าโม่หินเล็ก ความยาวอย่างน้อยสี่สิบห้าสิบเซนติเมตร แต่เจ้าตัวตรงหน้านี้ อย่างมากก็ยาวแค่สามสิบเซนติเมตร
รูปร่างก็เพรียวกว่าเมื่อก่อนเยอะ
ฝนตกหนักเกินไป เฉินหยางดูไม่ทันละเอียด รีบเก็บกลับเข้ามิติสัตว์เลี้ยง แล้วจากไปอย่างรวดเร็ว
ราวกับกลัวว่าจะมีสายฟ้าฟาดลงมาอีก
……
…
ฝนตกตลอดเวลา น้ำจากชายคาพุ่งออกไปไกลสองสามเมตร
ดึกดื่นค่อนคืน ห้องนอนของเฉินหยางยังเปิดไฟสว่าง
"อ๊บ!"
คางคกตัวใหญ่สีเขียวมรกตหมอบอยู่บนโต๊ะ จ้องตาเขม็งกับเฉินหยาง
ตัวเล็กลงไปถนัดตา
ตุ่มบนหลังไม่เยอะเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ผิวสีเขียวมีลวดลายสีทองแซม ดูไม่น่าเกลียดน่ากลัวเท่าเมื่อก่อน
บนหัวมีเขาขนาดเล็กที่เป็นสารจำพวกเคราตินงอกออกมา ทำให้มันดูดุดันขึ้นหลายส่วน
——
——
ชื่อ: คางคกทัวร์มาลีน
ระดับ: A
แนะนำ: มันผ่านบททดสอบสายฟ้าแล้ว ร่างกายกำลังอยู่ในช่วงผลัดเปลี่ยน กระบวนการผลัดเปลี่ยนนานที่สุดหนึ่งเดือน หลังผลัดเปลี่ยนเสร็จสิ้น จะเลื่อนขั้นสู่ระดับ S
——
——
เดิมทีเฉินหยางคิดว่า คางคกทัวร์มาลีนหลังจากผ่านสายฟ้าแล้ว จะเลื่อนขั้นสู่ระดับ S ได้เลย แต่นึกไม่ถึงว่า ยังมีกระบวนการผลัดเปลี่ยนอีก
แต่ว่า ต้นไทรต้นนั้นก็ดูเหมือนจะเป็นแบบนี้ เฉินหยางก็เลยโล่งใจ
"อ๊บ!"
คางคกทัวร์มาลีนเงยหน้ามองเฉินหยางแวบหนึ่ง ดูท่าทางซึมกะทือไร้เรี่ยวแรง
ความผูกพันระหว่างทั้งสองบอกเขาว่า มันเหนื่อยมาก ต้องการจำศีล
"นอนเถอะ"
เฉินหยางไม่รบกวนมันแล้ว เก็บมันกลับเข้ามิติสัตว์เลี้ยง
ระดับ S ขอบเขตวาสนาในตำนาน ไม่รู้ว่าจะมีความแตกต่างอะไรบ้าง
ด้านนี้ เฉินหยางไม่มีประสบการณ์ ถามระบบ ก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน
จนปัญญา ได้แต่รอเท่านั้น
……
…
ฝนนี้ ตกจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้นถึงหยุด
มาเร็ว ไปเร็ว
ฟ้าหลังฝน คนในหมู่บ้านต่างถกเถียงกันเรื่องพายุฝนฟ้าคะนองเมื่อคืน หลายคนพูดตรงกันว่าไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน
เมฆดำเมื่อคืน มืดครึ้มแผ่นใหญ่ อยู่ใกล้พื้นดินมาก ราวกับจะตกลงมาได้ทุกเมื่อ สายฟ้านั้นยิ่งเหมือนจ่อผ่าอยู่บนหัวพวกเรา สั่นสะเทือนจนขวัญผวา
หมาในหมู่บ้านตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ไก่เป็ดห่านยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่รู้ถูกทำให้ตกใจตายไปเท่าไหร่
ประหลาดเกินไปแล้ว!
มีคนเห็นสายฟ้าฟาดลงที่ป่าไผ่ขมไม่หยุดเมื่อคืน บ้านท่านรองซ่งอยู่ใกล้ สัมผัสได้ลึกซึ้งที่สุด
มีคนบอกว่า ศาลที่ท่านรองซ่งสร้างมีปัญหา ก็มีคนบอกว่า คางคกในสระตัวนั้นบรรลุธรรมแล้ว
สรุปคือยิ่งพูดยิ่งเหลือเชื่อ
แน่นอน เรื่องพวกนี้เป็นแค่เรื่องคุยฆ่าเวลาหลังกินข้าวเท่านั้น มีไม่กี่คนที่เชื่อ
ฟ้าหลังฝน ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป
แสงแดดอันสดใสสาดส่องลงบนภูเขาต้าฉี สาดส่องทั่วทั้งเจียผีโกว ครึ่งภูเขาทอประกายสีทอง ราวกับเมื่อคืนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
……
…
——
——
ในเมืองผิงเชียง
อวี๋เอ้อร์ชุนโทรหาเฉินหยาง บอกว่าคนตระกูลติงมาหาเขาอีกแล้ว
ครั้งนี้ พวกเขาอัปราคาขึ้นไปถึง 2 ล้าน
เมียเขาหวั่นไหวแล้ว แถมยังหวั่นไหวมากด้วย
2 ล้านเชียวนะ สำหรับครอบครัวอย่างพวกเขา ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยเลย
คนกลุ่มนี้ถือว่าจับจุดอ่อนเขาได้แล้ว
เมียเขาขู่จะหย่าโดยตรง ต้นไม้นี้จะขายก็ต้องขาย ไม่ขายก็ต้องขาย ไม่งั้นหย่า พาลูกกลับบ้านเกิด
ทั้งบีบน้ำตา ตีโพยตีพาย ขู่ผูกคอตาย ครบสูตร
เล่นเอาอวี๋เอ้อร์ชุนจิตใจแทบพังทลาย
ที่สำคัญที่สุดคือคนกลุ่มนั้นยังทิ้งคำพูดไว้ว่า ต้นไม้นี้ ถ้าคุณขายตอนนี้ ยังมีสองล้านให้เอา แต่ถ้าดื้อดึงไม่เอาเงิน ก็อย่าโทษที่พวกเขาใช้ไม้วิธีพิเศษ สุดท้ายจะเสียทั้งเงินเสียทั้งต้นไม้
ถูกคนขู่ก็แล้วไปเถอะ เมียยังมาร้องเพลงคนละคีย์กับเขาอีก
ร้องเพลงคนละคีย์ก็ช่างเถอะ ตีสักทีก็จบ แต่ผลลัพธ์คือตีกันจริง แต่กลับเป็นเมียเขาเรียกพี่น้องบ้านเกิดมารุมตีเขา
เงินทำให้คนตาบอดได้จริง
อวี๋เอ้อร์ชุนจนปัญญา ดูท่าทางเตรียมจะยอมจำนนแล้ว แต่เขายังจำเฉินหยางได้ ก่อนจะยอมจำนน ก็โทรหาเฉินหยางสายหนึ่ง
เฉินหยางรับสาย ก็รีบมาที่ในเมืองทันที
เขาไปหาต้นไทรเพื่อยืนยันว่าต้นไทรปลอดภัยดี ถึงค่อยไปที่บ้านอวี๋เอ้อร์ชุน
ตอนที่มาถึงบ้านอวี๋เอ้อร์ชุน อวี๋เอ้อร์ชุนเซ็นสัญญาขายต้นไม้ไปแล้ว
เมียเขายิ้มหน้าบาน พี่น้องบ้านเกิดหลายคนก็ดีใจจนเนื้อเต้น
ราวกับว่าสองล้านนั้นมีส่วนแบ่งของพวกเขาด้วย
มีเพียงอวี๋เอ้อร์ชุนที่ทำหน้าเศร้าสร้อย ท่าทางเหมือนคนอกตัญญูต่อบรรพบุรุษ
"ขอโทษนะเสี่ยวเฉิน ฉันก็ไม่มีทางเลือก"
พอเจอเฉินหยาง บนใบหน้าอวี๋เอ้อร์ชุนเหลือเพียงรอยยิ้มขมขื่น เมื่อวานยังรับปากเฉินหยางเป็นมั่นเป็นเหมาะ แต่ผลลัพธ์คือต้นไม้นี้ก็ยังรักษาไว้ไม่ได้
แผนการไม่ทันการเปลี่ยนแปลงจริง
"คุณจะไปขอโทษเขาทำไม?"
เมียเขาที่อยู่ด้านข้างเริ่มไม่พอใจ "นั่นมัน 2 ล้านเชียวนะ สภาพจนกรอบอย่างคุณ กี่ชาติถึงจะหาเงินได้เยอะขนาดนี้ คุณทนเห็นพวกเราแม่ลูกอดอยากไปตลอดชีวิตได้ลงคอเหรอ?"
ป้าคนนี้ ปากคอเราะร้ายจริง
เดิมทีอวี๋เอ้อร์ชุนก็อารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว ถูกเธอพูดจนคอตก
เขาอยากจะโกรธ อยากจะตีคน แต่พอเห็นพี่เมียตัวดำล่ำบึ้กพวกนั้น ก็ปอดแหกทันที
"ความสามารถหางอึ่ง แต่ศักดิ์ศรีค้ำคอ ถ้าคุณมีศักดิ์ศรีนัก มีปัญญาหาเงินสองล้านนี้ คุณก็อย่าเอาสักแดงเดียวสิ"
"พอแล้ว พี่ พูดน้อยลงหน่อยเถอะ พี่เขยเขาก็แค่หลงผิดชั่ววูบ"
"ใช่ พี่เขยเขาน่าจะสำนึกผิดอย่างลึกซึ้งแล้ว"
"ครอบครัวปรองดองคือกุญแจสู่ความเจริญ พี่เขย รีบขอโทษพี่สาวผมเร็วเข้า ก็แค่ต้นไม้ผุต้นเดียว จะอะไรนักหนา..."
……
…
หลายคนผลัดกันพูด เล่นเอาอวี๋เอ้อร์ชุนโกรธจนควันออกหู
ฉันผิดเหรอ? ฉันทำอะไรผิด?
ฉันผิดก็ผิดที่ปีนั้นไม่น่าหน้ามืดตามัวแต่งงานกับเมียอย่างเธอ
เขาว่ากันว่ามีเมียดีเป็นศรีแก่ตัว อวี๋เอ้อร์ชุนตอนนี้ซึ้งใจแล้ว ตัวเองลำบากมาค่อนชีวิต ทำไมจนป่านนี้ยังจนดักดาน?
ก็เพราะนังเมียคนนี้ มีอะไรดีหน่อยก็ขนไปให้บ้านเกิดหมด
ไอ้พี่เมียพวกนี้ ก็ไม่ใช่ย่อย
ทำไมพวกเขาถึงกระตือรือร้นขนาดนี้ ถึงขั้นบังคับให้เขายอมจำนน ถึงขั้นกล้าลงไม้ลงมือกับเขา ก็เพราะหวังเงินขายต้นไม้ไม่ใช่เหรอ?
สองล้าน สี่คนแบ่งกัน ได้คนละห้าแสน
อวี๋เอ้อร์ชุนมั่นใจได้เลยว่า เงินก้อนนี้ ไม่มีสักแดงเดียวที่จะตกถึงมือเขา ช้าเร็วก็ต้องถูกเมียเขาหาทางขนกลับบ้านเกิดจนหมด
"พี่รองอวี๋ ใจเย็นครับ"
อย่างที่เขาว่ากันว่าเปาบุ้นจิ้นยังตัดสินเรื่องในบ้านยาก เรื่องแบบนี้ เฉินหยางจะไปมีสิทธิ์ยุ่งได้ยังไง
"เรื่องต้นไม้ ขายแล้วก็ขายไปเถอะครับ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร"
เฉินหยางปลอบใจ "ต้นไม้นี้ พวกเขาเอาไปไม่ได้หรอกครับ"
"หา?"
หวังไซ่ฮวาได้ยินดังนั้น ก็ไม่ยอมทันที "พ่อหนุ่ม ขัดขวางทางรวย ก็เหมือนฆ่าพ่อฆ่าแม่ คุณจะทำอะไร? ต้นไม้นี้เราขายไปแล้ว เงินเราก็รับมาแล้ว ยังไง คุณคิดจะก่อกวนเหรอ?"
ชายฉกรรจ์สี่คนที่อยู่ข้างหลังเธอ ก็ถลกแขนเสื้อขึ้นมา
เฉินหยางหน้าผากเต็มไปด้วยเส้นสีดำ
ดูไม่ออกเลยว่า ผู้หญิงคนนี้ก็โหดเหมือนกัน
"ซ้อครับ"
เฉินหยางสีหน้าเคร่งขรึม "ซ้อก็พูดเองว่า ต้นไม้ขายไปแล้ว เงินพวกซ้อก็รับไปแล้ว งั้นต้นไม้ต้นนี้ ตอนนี้ยังเกี่ยวข้องกับพวกซ้ออีกเหรอ?"
"เอ่อ..."
หวังไซ่ฮวาชะงัก คิดดูแล้ว ก็ส่ายหน้า
ขายก็ขายไปแล้ว จะไปเกี่ยวอะไรได้อีก?
"งั้น ผมจะทำอะไรต่อไป เกี่ยวกับพวกซ้อไหมครับ?" เฉินหยางถามต่อ
"เรื่องนี้..."
หวังไซ่ฮวาชะงักอีกครั้ง ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกันจริง
"แต่ว่า เขาจ่ายเงินแล้ว คุณไม่ให้เขาขุดต้นไม้ เขาจะไม่มาขอเงินคืนจากเราเหรอ?" หวังไซ่ฮวากล่าว
"เงินก้อนนี้ พวกซ้อรับไปแล้วก็รับไป เรื่องหลังจากนี้ พวกซ้อไม่ต้องยุ่งแล้ว"
เฉินหยางทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง แล้วหันหลังเดินจากไปทันที
ทิ้งให้ทุกคนยืนอึ้ง
"เสี่ยวเฉิน พวกเขาเพิ่งไป ไปทางสี่แยกโน่นแล้ว"
เสียงของอวี๋เอ้อร์ชุนดังมาจากด้านหลัง
……
…
——
——
ถนนกลาง สี่แยก ร้านปิ้งย่างแห่งหนึ่ง
ชายวัยกลางคนสองคนนั่งอยู่ริมโต๊ะ กำลังโซ้ยปิ้งย่างอย่างตะกละตะกลาม
ข้างโต๊ะ มีขวดเบียร์เปล่าวางอยู่หลายขวด
"เฉิงหย่งนี่ก็เหลือเกินเลย พวกเรามาด้วยกัน เขาดันหนีไปคนเดียว ไม่น่าคบเลย"
"ไม่น่าคบตรงไหน? เขาไปแบบนี้ ความดีความชอบก็ตกเป็นของพวกเราหมดไม่ใช่เหรอ?"
"เฮ้อ ก็จริง ผมก็นึกไม่ถึงว่าจะราบรื่นขนาดนี้ นังเมียอวี๋เอ้อร์ชุนร้ายกาจจริง รู้งี้เข้าทางเมียตั้งแต่แรกก็จบแล้ว"
"อืม ตอนนี้ สัญญาก็เซ็นแล้ว อีกเดี๋ยวรายงานที่บ้านหน่อย ในเมืองพวกเขาจะหาคนจัดการ เร็วสุดน่าจะพรุ่งนี้คงจัดคนมาขุดต้นไม้..."
ชายฉกรรจ์สองคนคุยกันอย่างออกรส ชนขวดเบียร์กันทีหนึ่ง
"หืม?"
เพิ่งกระดกเบียร์ไปสองอึก ทั้งสองคนกลับรู้สึกบรรยากาศแปลกพิกล
เหลือบมองไปด้านข้าง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ชายหนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่งมานั่งอยู่ที่โต๊ะพวกเขา
ติงเจี้ยนฮุยขมวดคิ้ว "พ่อหนุ่ม มีธุระอะไร?"
ชายหนุ่มยิงฟันยิ้ม คว้าไม้เสียบเนื้อแพะบนโต๊ะอย่างถือวิสาสะ ไม่ถามสักคำ ยัดเข้าปากเคี้ยวตุ้ยตุ้ย
ทั้งสองคนอึ้งไปเล็กน้อย
นี่มันคนบ้าหรือคนโง่ แกจำคนผิดแล้วมั้ง?
ชายหนุ่มกินไปไม้หนึ่ง ยังไม่จุใจ ยื่นมือไปบนโต๊ะอีก
"ปัง!"
มือข้างหนึ่งกดลงมา
มือหยาบกร้านของติงเจี้ยนหลิน กดลงบนหลังมือของเฉินหยางโดยตรง "พ่อหนุ่ม แกหมายความว่ายังไง หาเรื่องเหรอ?"
ดวงตาคู่หนึ่งจ้องมองเฉินหยางอย่างเรียบเฉย
สัญชาตญาณบอกพวกเขาว่า ชายหนุ่มตรงหน้าไม่ธรรมดา
ผู้ฝึกยุทธ์มีความไวต่อลมปราณเลือดลมอย่างยิ่ง เวลานี้พอสัมผัสระยะใกล้ พวกเขาสัมผัสได้ถึงเลือดลมที่พลุ่งพล่านในร่างกายของชายหนุ่มคนนี้
นี่คือคนเป็นมวย
"สองท่านดูหน้าแปลกตา ไม่เหมือนคนแถวนี้?" เฉินหยางทำท่าทางไร้พิษสง
ทั้งสองคนขมวดคิ้ว เดาเจตนาของเฉินหยางไม่ออก ไม่มีใครตอบคำถามเขา
เฉินหยางยิ้ม "ไม่ต้องเครียด ผมแค่ฟังสำเนียงพวกคุณ ลิ้นรัวเชียว คิดว่า น่าจะเป็นคนเมืองก้งใช่ไหมครับ?"
ทั้งสองคนขมวดคิ้วแน่นขึ้น
"เมืองก้ง มีเขาสระสวรรค์ ซื่อไห่กรุ๊ป ตระกูลติง..."
"แกเป็นใคร!"
ทั้งสองคนระวังตัวขึ้นมาทันที สายตาจับจ้องที่เฉินหยาง ราวกับจะกลืนกินเฉินหยาง
คนคนนี้สามารถบอกที่มาของพวกเขาได้โดยตรง แสดงว่าพุ่งเป้ามาที่พวกเขา แถมแปดส่วนคงไม่ประสงค์ดี
"เฮ้"
เฉินหยางยิ้มบาง "ผ่อนคลายหน่อย ผมไม่มีเจตนาอื่น แค่อยากคบหาเป็นเพื่อนกับทั้งสองท่าน มื้อนี้ ผมเลี้ยง อีกเดี๋ยวทานข้าวเสร็จ ทั้งสองท่านก็ออกจากเมืองผิงเชียงได้แล้ว ของสิ่งนี้..."
ไม่รอให้ทั้งสองคนตอบโต้ เฉินหยางก็คว้าซองเอกสารที่วางอยู่ข้างติงเจี้ยนฮุยมาถือไว้ในมือแล้ว
"แกจะทำอะไร?"
ทั้งสองคนสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ติงเจี้ยนฮุยยื่นมือไปคว้าซองเอกสารทันที
ทว่า อีกฝ่ายราวกับเล่นกล ซองเอกสารเข้ามือเขา พริบตาก็หายไป
เฉินหยางล็อคข้อมือเขาไว้ แล้วกดลงกับโต๊ะ
ติงเจี้ยนฮุยตกใจสุดขีด รู้สึกมือขวาเหมือนถูกคีมล็อคหนีบไว้ แรงมหาศาล จนทำให้เขาไม่มีโอกาสขัดขืนเลยแม้แต่น้อย
วินาทีต่อมา เฉินหยางคลายมือ
ติงเจี้ยนฮุยเซถลา เกือบจะก้นจ้ำเบ้า
"แก..."
ติงเจี้ยนฮุยกุมมือ มองเฉินหยางด้วยความตกตะลึง "ท่าจับม้าของกองคาราวานม้า แกเป็นคนของกองคาราวานม้างั้นเหรอ?"
ข้างกัน ติงเจี้ยนหลินก็เผยสีหน้าตกใจ
กองคาราวานม้า นั่นคือองค์กรที่อยู่นอกเหนือห้าสำนักแปดสกุล ช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด ถึงขั้นสามารถท้าดวลห้าสำนักแปดสกุลได้
แม้ตอนนี้จะเสื่อมอำนาจ ไม่เกรียงไกรเหมือนในอดีต แต่ก็เพียงพอที่จะต่อกรกับสกุลใดสกุลหนึ่งในแปดสกุลได้
ชายหนุ่มคนนี้เป็นคนของกองคาราวานม้าเหรอเนี่ย?
"สายตาแหลมคม"
เฉินหยางยิ้มหวาน นิ้วเคาะโต๊ะแผ่วเบา "ผมมาส่งข่าวแทนหัวหน้า บอกให้พวกคุณกลับไปบอกติงเหลียนเฉิงและติงเหลียนอวิ๋นว่า ต้นไม้ในเมืองผิงเชียงต้นนี้ กองคาราวานม้าดูแลอยู่ ตระกูลติงอย่างพวกคุณอย่าหวังเลย ไม่งั้น รับผลที่ตามมาเอาเอง"
เรื่องนี้จะจัดการยังไง เฉินหยางคิดมาเยอะ
วิธีที่หยาบที่สุดคือส่งสองคนนี้ไปซานย่า แต่ว่า ส่งตัวเล็กไป ตัวใหญ่ก็จะมา เขาคงส่งไปตลอดไม่ได้
คิดไปคิดมา เอาแบบตรงไปตรงมา เลยดีกว่า ดึงหลิวเหิงหู่ออกมารับหน้า
เมื่อกี้ เขาโทรหาหลิวเหิงหู่แล้ว อธิบายสถานการณ์ หลิวเหิงหู่ไม่ได้มีปัญหาอะไร
พฤกษาวิญญาณที่ได้รับวาสนาแล้วต้นหนึ่ง กองคาราวานม้าก็ไม่ยอมให้ตระกูลติงได้ไปเหมือนกัน
ดังนั้น หลิวเหิงหู่ก็ยินดีรับเผือกร้อนก้อนนี้
แม้กองคาราวานม้าของพวกเขาจะทำอะไรตระกูลติงไม่ได้ แต่ตระกูลติงก็ทำอะไรกองคาราวานม้าได้ยาก
อูฐผอมตายยังตัวใหญ่กว่าม้า
ตระกูลติงน่าจะรู้จักดูทิศทางลม เพื่อต้นไม้ต้นเดียว ถ้าต้องปะทะกับกองคาราวานม้า เกรงว่าทั้งสองฝ่ายคงไม่มีใครได้ประโยชน์
สุดท้ายเรื่องนี้ก็คงจบแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"หึ"
ติงเจี้ยนหลินแค่นเสียง "พวกเราเซ็นสัญญากับอวี๋เอ้อร์ชุนแล้ว ต้นไม้นั้น ตกลงขายให้เราแล้ว ไปเกี่ยวข้องกับกองคาราวานม้าตั้งแต่เมื่อไหร่?"
"สัญญาอะไร? สัญญาอยู่ที่ไหน?"
เฉินหยางมองสองคนตรงหน้าอย่างงุนงง
"แก..."
ทั้งสองคนเห็นท่าทางอันธพาลของเขา ก็โกรธจัดทันที
สัญญาก็อยู่ในซองเอกสารเมื่อกี้ ไม่ใช่ถูกแกแย่งไปแล้วเหรอ?
ไม่รอให้ทั้งสองคนพูดมากความ เฉินหยางพูดต่อว่า "พูดมากไปก็เปลืองน้ำลาย ถ้าทั้งสองท่านไม่ยอมรับ เราไปหาที่ลองฝีมือกันหน่อยไหม ถ้าทั้งสองท่านจัดการผมได้ พวกคุณเอาต้นไม้ไปเลย ผมไม่ขัดขวางแน่นอน..."
ทั้งสองคนจ้องมองเฉินหยางอย่างอ้ำอึ้ง
คนหนุ่มคนนี้ ไปเอาความมั่นใจขนาดนี้มาจากไหน?
คนของกองคาราวานม้า กล้าบ้าบิ่นขนาดนี้เลยเหรอ?
ติงเจี้ยนฮุยเพิ่งสัมผัสพลังของเฉินหยาง ในใจประเมินได้แล้ว อย่าเห็นว่าเฉินหยางอายุน้อย ฝีมือต้องเหนือกว่าพวกเขาแน่นอน
ถ้าสู้กันจริง ส่วนใหญ่พวกเขาน่าจะเสียเปรียบ
ดังนั้น พวกเขาจึงมองหน้ากัน ลังเลใจ
"ความหมายของแกคือสองล้านของพวกเราจ่ายฟรีเหรอ?" ติงเจี้ยนหลินถามเสียงเย็น
เฉินหยางยิ้ม "เงินสำคัญหรือชีวิตสำคัญ? เงินเป็นของตระกูล แต่ชีวิตเป็นของพวกคุณเอง ทั้งสองท่าน ลองคิดดูให้ดีเถอะครับ กินมื้อนี้เสร็จ จะอยู่หรือจะไป จะเป็นหรือจะตาย ก็แล้วแต่พวกคุณ!"
ทั้งสองคนรู้สึกเพียงว่ารอยยิ้มของชายหนุ่มคนนี้ดูสดใส แต่กลับให้ความรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนอย่างบอกไม่ถูก
ทั้งสองคนกินปิ้งย่างต่อ แต่เห็นได้ชัดว่าเริ่มกินไม่ลง
เดิมที วินาทีก่อนพวกเขายังดีใจ ทำภารกิจสำเร็จ กลับไปรับรางวัลได้แล้ว
แต่นึกไม่ถึงว่า จะมีมารผจญโผล่มากลางทาง
รู้อยู่เต็มอกว่าพวกเขาเป็นคนตระกูลติง ยังกล้าข่มขู่พวกเขา
มันน่านักเชียว
แต่ดันเป็นคนของกองคาราวานม้า
เดิมทีเป็นเรื่องง่าย ตอนนี้ กองคาราวานม้าเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็กลายเป็นเรื่องซับซ้อนแล้ว
นี่ไม่ใช่ขอบเขตที่เจ้าหน้าที่นอกประจำการอย่างพวกเขาสองคนจะจัดการได้
ชายหนุ่มคนนี้พูดถูก เงินเป็นของตระกูล แต่ชีวิตเป็นของตัวเอง จะเลือกยังไง ก็เห็นได้ชัดอยู่แล้ว
"พ่อหนุ่ม ชื่ออะไร?" ติงเจี้ยนหลินถามเฉินหยาง
เฉินหยางส่ายหน้า "ไม่ควรถาม สองท่านก็อย่าถามเลย จำไว้ว่าฝากบอกติงเหลียนเฉิงและติงเหลียนอวิ๋นด้วย เราไม่สนิทกัน ก็อย่าวิ่งมาทางหลิงเจียงบ่อยนัก เรื่องครั้งนี้ ไว้หน้ากองคาราวานม้าเราหน่อย รอเดือนหน้า งานชุมนุมแลกเปลี่ยนผานซาน กองคาราวานม้าเราจะมีเซอร์ไพรส์ให้ตระกูลติงพวกคุณ..."
"โห?"
ทั้งสองคนเลิกคิ้ว "เซอร์ไพรส์อะไร?"
"ในเมื่อเป็นเซอร์ไพรส์ แน่นอนว่าต้องเฉลยตอนนั้นถึงจะเรียกว่าเซอร์ไพรส์ ถ้าบอกตอนนี้ จะเซอร์ไพรส์อะไร?"
เฉินหยางลุกขึ้น มาที่ด้านหลังติงเจี้ยนหลิน มือข้างหนึ่งกดลงบนไหล่เขา
ติงเจี้ยนหลินรู้สึกไหล่หนักอึ้งทันที ราวกับภูเขาหนักหมื่นชั่งกดทับร่าง
กระดูกสันหลังดังกรอบแกรบ
เขาระเบิดพลังลมปราณเลือดลมทันที ใช้แรงทั้งตัว หน้าแดงก่ำ พยายามจะยืดเอวขึ้น
แต่ว่า ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง
เพียงแค่มือเดียว ถึงกับมีพลังขนาดนี้?
นี่คงจะเป็นท่ากดม้าในสิบสามท่าสยบม้าของกองคาราวานม้ากระมัง?
"กร็อบ!"
เก้าอี้ไม้ที่ไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว รับแรงกดดันมหาศาลไม่ไหว พังครืนลงมา
"อ๊าก!"
ติงเจี้ยนหลินตกใจ ก้นจ้ำเบ้าลงพื้น
เฉียดไปนิดเดียว ก็ถูกเฉินหยางหิ้วขึ้นมา
"ระวังหน่อย อย่าให้ล้มสิครับ"
เฉินหยางมองเขาอย่างยิ้มแย้ม ถึงขั้นจัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ให้เขา "หวังว่าคำพูดเมื่อกี้ของผม สองท่านจะฟังเข้าหูนะครับ"
พูดจบ หันหลังเดินไปหาเจ้าของร้าน
"เถ้าแก่ โต๊ะเจ็ด เท่าไหร่?"
"258 หยวน"
"เก้าอี้คุณไม่ค่อยแข็งแรงนะ เมื่อกี้เกือบทำเพื่อนผมล้มแล้ว"
"ขอโทษที ขอโทษที ปัดเศษให้ จ่ายมา 260 แล้วกัน"
……
…
มองดูเฉินหยางจ่ายเงินเสร็จ มองดูเขาคว้าเบียร์สองขวด เนื้อย่างอีกกำมืออย่างถือวิสาสะ มองดูเขาฮัมเพลงเดินหายไปที่ปากซอย
สองคนยืนอึ้งอยู่ที่เดิม ผ่านไปนานยังไม่รู้สติ
"เอายังไง?" ติงเจี้ยนฮุยถาม
"ฉันจะไปรู้เหรอ"
ติงเจี้ยนหลินตอนนี้หน้ายังซีดเผือด ฝ่ามือเมื่อกี้ของเฉินหยาง สร้างความตกตะลึงให้เขามากเกินไป
วินาทีนั้น เขาสิ้นหวังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนจริง
"กลับกันเถอะ"
ครู่ต่อมา ติงเจี้ยนหลินเอ่ยปาก "เขาพูดถูก ตอนนี้กองคาราวานม้าเข้ามาแทรกแซง เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่เราจะจัดการได้แล้ว..."
"แล้วสองล้านนั่นล่ะ?"
ติงเจี้ยนฮุยกัดฟัน รู้งี้ ไม่น่าไปหาอวี๋เอ้อร์ชุนเลย นอกจากจะเสียแรงเปล่า ยังเสียเงินไปอีกสองล้าน