บทที่ 15 ชงชา
บทที่ 15 ชงชา
บทที่ 15 ชงชา
เจียงพ่านเยว่ ผู้หญิงในเครื่องแต่งกายหรูหรา แม้อายุจะใกล้ห้าสิบแล้ว แต่เธอบำรุงตัวเองดีมาก ใบหน้าแทบไม่มีริ้วรอย แถมสง่าราศีก็ดูไม่เหมือนคนธรรมดา ดูสูงศักดิ์มีสกุลสุดๆ
วันนี้เธอนัดรวมตัวกับก๊วนเพื่อนสาวทานอาหารมื้อค่ำกันที่ร้านอาหารส่วนตัวแห่งนี้ แต่ทานไปได้ครึ่งหนึ่ง เจ้าของร้านกลับเดินมาบอกว่าลูกสาวของเธอก็มาทานที่นี่เหมือนกัน แถมรูดบัตรของคุณสามี และเลือกห้องรับรองแบบส่วนตัวสำหรับสองคนด้วย
เมื่อคุณนายเจียงได้ยินว่าลูกสาวอยู่ด้วย แน่นอนว่าเธอต้องไปดูเสียหน่อย
ไม่นานนัก เธอก็มาถึงหน้าห้องที่ลูกสาวจองไว้ มันเป็นประตูไม้แบบเลื่อน พื้นที่ข้างในไม่กว้างนัก เหมาะสำหรับการนัดพบของคู่รัก
เธอคิดว่าลูกสาวคงจะนินทาเอ๊ย... หิวข้าวเลยแอบมาทานคนเดียว ตอนที่เธอกำลังจะผลักประตูเข้าไป วินาทีถัดมาเสียงของลูกสาวกับเสียงตอบรับของผู้ชายคนหนึ่งก็ดังแว่วออกมาจากข้างใน
“พี่หยวน อันนี้ผมกินได้ไหม?”
“ไม่ได้ อย่าได้ใจไปหน่อยเลย กินอันนี้เถอะ”
“ว้าว... นุ่มจัง!”
คุณนายเจียง: Σ (⊙▽⊙"a
ในฐานะผู้มีประสบการณ์ (อาบน้ำร้อนมาก่อน) เธอจินตนาการถึงภาพที่อธิบายไม่ได้ทันที ก็นะ... ในแวดวงคนรวยเธอได้ยินมาเยอะว่าลูกบ้านนั้นบ้านนี้เล่นพิเรนทร์กันยังไงบ้าง ไม่มีเถื่อนที่สุด มีแต่เถื่อนกว่า!
แบบนี้ยอมไม่ได้เด็ดขาด! เธอไม่อยากเป็นเหมือนเพื่อนสนิทบางคนที่ลูกสาวออกไปซิ่งจนท้องไม่มีพ่อ แล้วต้องมาเล่นบทแม่ผัวตัวร้ายพรากคนรักในภายหลัง
คิดได้ดังนั้น คุณนายเจียงจะทนใจเย็นอยู่ได้ยังไง เธอผลักประตูพรวดเข้าไปทันที:
“หยุดปากเดี๋ยวนี้!”
เมื่อประตูถูกผลักออกอย่างแรง คนสองคนที่นั่งทานข้าวอยู่ข้างในก็สะดุ้งสุดตัว
เป๋าฮื้อในปากหลินโม่เพิ่งกินไปได้ครึ่งเดียวก็ถูกกลืนลงคอไปทั้งอย่างนั้น เกือบจะติดคอตายเสียให้ได้ มุมปากยังมีซอสเข้มข้นติดอยู่ แววตาเต็มไปด้วยความตระหนก... อะไรกัน? เป๋าฮื้อมีพิษเหรอ?
ส่วนหยวนมิ่งตกใจจนบัวลอยในมือร่วงเผละ นั่นมันของโปรดเธอเลยนะนั่น!
หยวนมิ่งกำลังจะหันไปด่า แต่พอเห็นว่าแม่ของตัวเองยืนหน้ายักษ์อยู่หน้าประตู สมองก็ค้างไปทันที
“แม่? แม่มาได้ไงเนี่ย?”
หลินโม่ได้ยินดังนั้น ก็รีบกลืนเป๋าฮื้อลงไปแล้วลุกขึ้นยืนทักทาย: “ส... สวัสดีครับคุณน้า”
ตอนนี้คุณนายเจียงที่ยืนอยู่หน้าประตูก็อึ้งไปเหมือนกัน ภาพตรงหน้าไม่ใช่แบบที่เธอจินตนาการไว้เลย เด็กสองคนเสื้อผ้าอยู่ครบ แถมยังดูเหมือนเธอจะไปทำเจ้าหนุ่มนี่ตกใจแทบตาย ชั่วขณะหนึ่ง แม้จะเป็นผู้มีประสบการณ์มาโชกโชนเธอก็ยังรู้สึกเขินจนทำตัวไม่ถูก
โชคดีที่คุณนายเจียงผ่านโลกมาเยอะ เธอปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็วแล้วยิ้มออกมา:
“อ้าว สวัสดีจ้ะ น้าได้ยินเจ้าของร้านบอกว่า ‘หยวนหยวน’ อยู่ที่นี่เลยแวะมาดูน่ะ” คุณนายเจียงยิ้มกว้าง (หยวนหยวน คือชื่อเล่นของหยวนมิ่ง) “หยวนหยวน ไม่แนะนำให้นแม่รู้จักหน่อยเหรอจ๊ะ?”
หยวนมิ่งลุกขึ้นยืนพลางทำหน้าเซ็งๆ : “นี่แม่หนูเอง ส่วนนี่คือเพื่อนร่วมงานที่บริษัท แล้วก็เป็นเพื่อนสนิทหนูด้วย ชื่อหลินโม่ แม่เรียกเขาว่า ‘เจ้าหมาดำน้อย’ ก็ได้”
หลินโม่: ...
“ไปไกลๆ เลยยัยลูกคนนี้” คุณนายเจียงถลึงตาใส่ลูกสาวทีหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองหลินโม่ อืม... ต้องยอมรับเลยว่าหน้าตาไม่เลว แต่ดูอายุยังน้อยอยู่นะเนี่ย ไม่รู้ว่าทางบ้านทำอะไร เธอพูดต่อว่า: “น้าเรียกเราว่าเสี่ยวหลินละกันนะ ไม่เป็นไรหรอก น้าแค่แวะมาดู พวกเราทานต่อเถอะ
น้าจะไปที่โรงน้ำชาฝั่งตรงข้าม หยวนหยวน เดี๋ยวพาสเสี่ยวหลินไปนั่งเล่นด้วยกันหน่อยนะ”
พูดจบ โดยไม่เปิดโอกาสให้หยวนมิ่งปฏิเสธ คุณนายเจียงพยักหน้าให้หลินโม่ทีหนึ่งแล้วเดินจากไปทันที
ทิ้งให้คนสองคนในห้องยืนงงตาแตก
“เอ่อ... พี่หยวน เอาไงดี? ให้ผมชิ่งก่อนไหม?”
ก็ไม่ได้สนิทกัน เจอหน้าครั้งแรกต้องไปนั่งจิบชาด้วยกันมันจะน่าอึดอัดขนาดไหน แถมไม่รู้ว่าท่านแค่พูดตามมารยาทหรือเปล่า
“ชิ่งกะผีน่ะสิ กินข้าวก่อน กินเสร็จแล้วค่อยไปนั่งเล่นด้วยกัน นายจะกลัวอะไรล่ะ!” หยวนมิ่งไม่แคร์
“ก็ได้ครับ”
หลินโม่เห็นแบบนั้นก็รู้ว่าแอบหนีตอนนี้คงดูไม่ดีและเสียมารยาท ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็ไปดูเสียหน่อย อย่างน้อยก็ต้องกินให้อิ่มก่อน
อีกด้านหนึ่ง คุณนายเจียงบอกเพื่อนสาวแล้วเดินข้ามไปที่โรงน้ำชาฝั่งตรงข้าม ปกติสามีเธอเวลาคุยธุรกิจเสร็จก็ชอบมานั่งจิบชาที่นี่ สะดวกสุดๆ
จริงๆ ในใจคุณนายเจียงก็รู้ดี ลูกสาวโตแล้วจะมีแฟนก็ไม่แปลก เธอไม่คัดค้านหรอก เพราะเธอรู้ว่าคุยก็ส่วนคุย แต่ถ้าถึงขั้นแต่งงานนั่นก็ต้องดูความเหมาะสมกันอีกที ก็นะ... ในแวดวงระดับพวกเธอ การแต่งงานเพื่อผลประโยชน์มันคือเรื่องปกติ
แต่ถึงจะไม่ค้าน ในเมื่อเจอตัวแล้วเธอก็อยากจะทำความรู้จักเจ้าหนุ่มนั่นให้มากขึ้นอีกนิด
ทางด้านหยวนมิ่งกับหลินโม่ก็รีบเคลียร์ภารกิจบนโต๊ะอาหาร ภายในยี่สิบนาที ทั้งคู่ก็เดินเข้าไปในโรงน้ำชาฝั่งตรงข้าม
“แม่ หนูมาแล้ว!”
“สวัสดีครับคุณน้า”
“อ้าว ไม่ต้องยืนจ้ะ เสี่ยวหลิน นั่งลงสิ”
ภายในห้องชงชาที่ตกแต่งอย่างเรียบหรูและมีรสนิยม ทั้งสามคนนั่งลงที่โต๊ะ บนโต๊ะมีชุดน้ำชาเครื่องเคลือบหรูหราวางอยู่
เนื่องจากต้องการคุยเรื่องส่วนตัว พนักงานจึงจัดเตรียมของเสร็จแล้วก็เดินออกไป
เมื่อเห็นคุณนายเจียงกำลังจะลงมือชงชาให้เขา หลินโม่ก็รีบชิงพูดขึ้นก่อน: “คุณน้าครับ ให้ผมทำเองดีกว่าครับ ผมเคยเรียนมาบ้าง”
ประการแรก เขาเป็นผู้น้อย จะให้ผู้ใหญ่มาชงชาให้มันดูไม่งาม ประการที่สอง เขาอยากจะลองวิชาชงชาที่เพิ่งได้มา ก็นะ... ตั้งแต่เห็นชุดน้ำชานี้ สมองเขาก็รันภาพท่วงท่าการชงชาออกมาเป็นฉากๆ แล้ว
“โอ้? งั้นน้าต้องขอชิมหน่อยแล้วล่ะ” คุณนายเจียงประหลาดใจไม่น้อย เพราะวัยรุ่นสมัยนี้ที่เรียนชงชา ถ้าไม่ใช่พวกที่ทำงานสายนี้โดยตรง หรือพวกที่มีใจรักจริงๆ ก็จะเป็นพวกที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะและได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก
หลินโม่ลุกขึ้นไปล้างมือแล้วกลับมานั่งลง เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะปล่อยตัวตามสบาย ทันใดนั้นกลิ่นอายรอบตัวเขาก็เปลี่ยนไป ดูสงบนิ่งจนคนมองรู้สึกเย็นใจไปด้วย
เขาหยิบใบชาออกมาดูแวบเดียวก็รู้ว่านี่คือชาเขียวชนิดหนึ่ง ‘ซิ่นหยางเหมาเจียน’
เขาสตาร์ทการต้มนํ้า ชงชา กดข้อมือลง สายนํ้าไหลรินอย่างนุ่มนวล ทว่านํ้าแรกปกติเขาจะไม่ดื่ม เขาเททิ้งแล้วเติมนํ้าใหม่เพื่อชงนํ้าที่สอง
จากนั้น ท่วงท่าการปาดฟอง, คลึงชา, เขย่ากลิ่น, รินน้ำ, และรวบยอดทุกกระบวนการถูกแสดงออกมาผ่านมือของหลินโม่ ท่าทางนั้นไม่รีบไม่ร้อน ดูแล้วเพลินตา เหมือนคนที่ผ่านการเรียนมาอย่างถูกต้องตามตำรา
สุดท้ายเขาก็รินน้ำชาลงในถ้วยสามใบที่จัดวางเป็นรูปตัว ‘品’ (พิน - สื่อถึงการลิ้มรส)
“คุณน้า เชิญจิบชาครับ!”
“อืม” คุณนายเจียงรับถ้วยชาที่หลินโม่ส่งให้ด้วยสองมือขึ้นมาดม แล้วจิบไปคำเล็กๆ ทันใดนั้นดวงตาก็เป็นประกาย
ต้องยอมรับเลยว่า รสชาติมันดีกว่าชาที่เธอชงกินเองปกติมาก หลังจากจิบไปคำเดียว อารมณ์เธอก็สงบลงอย่างประหลาด แถมยังรู้สึกว่าเจ้าเด็กตรงหน้านี่ดูหล่อขึ้นกว่าเดิมอีกนิดหน่อยแฮะ
หลินโม่เองก็จิบไปคำหนึ่ง รสชาติเยี่ยมจริงๆ หวานติดปลายลิ้น กลิ่นชาหอมฟุ้ง ดีกว่าชาที่เขาเคยดื่มมาหลายขุม สมกับเป็นของแพงจริงๆ
ขณะที่หลินโม่กับคุณนายเจียงกำลังดื่มด่ำกับรสชาติชาอย่างเงียบๆ หยวนมิ่งที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นท่าทางเก๊กหล่อของเขาก็หลุดปากออกมาว่า:
“นายนี่มันจะเก๊กไปถึงไหนวะ!”
หลินโม่: ... คุณนายเจียง: ...