เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 พี่ครับ พี่หลอกด่าผมว่าเป็นคนญี่ปุ่นเหรอครับ?

บทที่ 12 พี่ครับ พี่หลอกด่าผมว่าเป็นคนญี่ปุ่นเหรอครับ?

บทที่ 12 พี่ครับ พี่หลอกด่าผมว่าเป็นคนญี่ปุ่นเหรอครับ?


บทที่ 12 พี่ครับ พี่หลอกด่าผมว่าเป็นคนญี่ปุ่นเหรอครับ?

[ดาบหลงเฉวียน ตีด้วยวิธีโบราณ คมกริบดุจตัดกระดาษ: ¥23.4] 

[เหรียญอู่ตี้เฉียน 1 ชุด (5 เหรียญ) : ¥1.05] 

[นักชงชาเบื้องต้น สอนตั้งแต่พื้นฐาน 30 นาทีรับรองเป็นงาน: ¥0.12]

 [ไฟแช็ก S.T. Dupont: ¥16.2]

เวลาตีสอง หลินโม่ถอดหูฟังออก หลังจากรักษาสัญญาพาทัวร์ลงแรงค์ให้หยวนมิ่งแล้ว เขาก็เช็กโทรศัพท์ และแน่นอนว่าสินค้าใหม่ได้ถูกรีเฟรชเรียบร้อยแล้ว

จะว่ายังไงดี สินค้าที่รีเฟรชวันนี้เกรดสูงขึ้นกว่าครั้งก่อนอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็น่าปวดหัวเหมือนกัน ทำไมต้องมีของอันตรายทุกรอบเลยนะ

ไม่เป็นปืนผาก็เป็นมีดพกที่ถูกควบคุม เขาจะเอาของพวกนี้ไปทำอะไรล่ะ ไปฆ่าหมูเหรอ?

ถึงจะคมกริบขนาดไหน แต่เขาก็คงไม่เอาไปฟันเศษเหล็กเล่นที่โรงขยะทุกวันหรอก ส่วนเรื่องเอาไปขายต่อก็น่าจะยาก อย่างน้อยก็ยากกว่าทองคำเยอะ

เขาแอบเช็กราคาในคอมพิวเตอร์ พบว่าของที่แพงที่สุดคือไฟแช็กนั่น ราคาประมาณสองพันหยวน (ประมาณหนึ่งหมื่นบาท)

ส่วนเหรียญอู่ตี้เฉียน คำตอบในเน็ตบอกว่าราคามีตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันหยวน บางทีก็ถึงหมื่น ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาด

ตัวเขาเองก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องเงินตราโบราณ แถมถ้าจะขายก็ต้องไปหาคนซื้อเอง มันยุ่งยากเกินไป สำหรับเขาแล้วทองคำหรือเงินสดยังจะดีกว่า

ส่วนไฟแช็ก แม้จะมีมูลค่าสองพันหยวน แต่ถ้าเขาเอาไปขายมันก็คือของมือสอง แถมไม่มีใบเสร็จหรือกล่องบรรจุภัณฑ์อะไรเลย เหมือนกับกำไลทองและโฟมล้างหน้าครั้งก่อน

ไม่มีหีบห่อ ไม่มีใบเสร็จ ไม่มีใบเซอร์ เป็นสินค้าสามไม่มีโดยสมบูรณ์ (ไม่มีที่มา, ไม่มีแบรนด์, ไม่มีใบรับประกัน)

ไฟแช็กมือสองจะขายได้เท่าไหร่เขาก็ไม่มั่นใจ และเขาก็ไม่มีนิสัยชอบใช้ไฟแช็กแพงๆ มาโชว์เหนือเสียด้วย

หลังจากคิดอยู่นาน หลินโม่ก็เลือก "นักชงชาเบื้องต้น" ทันที

ถึงชื่อจะฟังดูไม่ค่อยดี แต่มันไม่ใช่การสอนให้เขาเป็นผู้ชายจอมปลอม แต่มันคือทักษะฝีมือจริงๆ

ตอนนี้เขาเป็นนักศึกษา และเขาวางตำแหน่งตัวเองไว้ที่การพัฒนาตัวเอง การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย

ก็นะ ทักษะติดตัวไว้ไม่เน่าไม่เสีย วันไหนอาจจะได้ใช้ก็ได้

ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่ขายกำไลทองครั้งก่อน เขาก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงิน แถมเขาก็ไม่ใช่คนฟุ่มเฟือย เมื่อก่อนเล่นเกมยังต้องเติมเงินเอง เดี๋ยวนี้มีคนช่วยเติมสกินให้แล้ว ที่เหลือก็แค่ค่ากินค่าใช้ มันจะสักเท่าไหร่กันเชียว

เมื่อจ่ายเงิน 1.2 เหมาสำเร็จ วิดีโอการสอนก็ปรากฏขึ้นในโทรศัพท์

หลินโม่รีบนอนลงดูวิดีโอ มันง่ายมาก เป็นผู้หญิงในชุดชงชากำลังต้มชาไปพลางอธิบายไปพลาง

เนื้อหาก็ประมาณ "อะบา อะบา... บลาๆๆๆ" แต่น่ามหัศจรรย์มาก ความรู้ต่างๆ ก็ไหลเข้าหัวของหลินโม่ทันที ทั้งเทคนิคการชงชา ท่วงท่าต่างๆ รวมถึงการประเมินใบชาและอุปกรณ์ชงชาเบื้องต้น

แน่นอนว่านี่เป็นเพียงความรู้ระดับพื้นฐาน แต่ถึงกระนั้น หากไม่ตั้งใจเรียน คนธรรมดาก็ไม่มีทางทำเป็นหรอก เพราะของพวกนี้คนทั่วไปไม่ได้สัมผัสในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว

ผู้หญิงในวิดีโอถึงแม้จะพูดไปเรื่อยๆ แต่ท่าทางการชงชานั้นไหลลื่นราวกับสายนํ้า และให้ความรู้สึกสงบนิ่ง ดูแล้วสบายใจ มีกลิ่นอายของความใจเย็นและสุขุม

ไม่นานครึ่งชั่วโมงก็ผ่านไป หลินโม่วางโทรศัพท์ลงพลางนวดขมับตัวเอง รู้สึกตื้อๆ เหมือนเมมโมรี่เต็ม สมองย่อยข้อมูลไม่ทัน

แต่ความรู้สึกของการเรียนรู้จากศูนย์ไปสู่ความเป็นงานอย่างรวดเร็วแบบนี้มันช่างน่าหลงใหลจริงๆ

เพราะเพิ่งเรียนรู้ทักษะใหม่มาหมาดๆ เขาถึงกับมีความคิดอยากจะลุกขึ้นมาต้มชาสักกาตอนนี้เลย

แต่พอคิดได้ว่าที่บ้านไม่มีใบชา สุดท้ายก็ต้องล้มเลิกไป

เขากระสับกระส่ายอยู่พักใหญ่กว่าจะหลับลง

ถึงแม้ตอนอยู่มหาลัยการนอนดึกจะเป็นเรื่องปกติ แต่พอออกมาทำงานข้างนอก กิจวัตรประจำวันกลับเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น เพราะถ้านอนดึก วันรุ่งขึ้นมันตื่นไม่ไหวจริงๆ นะครับ

วันถัดมา เมื่อเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น หลินโม่ก็ลุกขึ้นล้างหน้าแปรงฟันตามปกติ

เขาใช้โฟมล้างหน้าเข้าสู่วันที่สามแล้ว ผิวหน้าดีขึ้นอย่างมาก รอยสิวแทบจะหายไปจนมองไม่เห็นถ้าไม่จ้องดีๆ

ผิวพรรณในหมู่ผู้ชายด้วยกันถือว่าเป็นพวก "หนุ่มหน้ามน"  ได้เลย ขาวกว่าผู้หญิงส่วนใหญ่เสียอีก แถมรูขุมขนก็เล็กลง ต่อให้เป็นช่วงหน้าร้อนแบบนี้ แต่ทั้งวันหน้าก็ไม่มันเลย โคตรจะดีงาม

หลินโม่กะเวลาอย่างแม่นยำ แล้วมานั่งที่โต๊ะทำงานเพื่อเตรียมเริ่มงานวันนี้

ทันใดนั้น เสียงของหยวนมิ่งก็ดังขึ้นข้างหู

“ฉันไม่เข้าใจ!”

ประโยคเดียวทำเอาเขาสะดุ้งโหยง โชคดีที่เป็นพี่หยวน ไม่ใช่เจ้าอ้วนต่ง

“พี่หยวน อย่าทำให้ตกใจสิครับ พี่ไม่เข้าใจอะไรเหรอ?” หลินโม่พูดพลางเปิดคอมพิวเตอร์

เรื่องที่หยวนมิ่งไม่ค่อยอยู่ที่แผนกขายของตัวเอง แต่ชอบมานั่งข้างเขาแทน ตอนนี้เขาเริ่มมีภูมิคุ้มกันแล้ว

ก่อนหลิวหรูเยียนมาก็ไม่มีใครคุมเธอได้อยู่แล้ว ตอนนี้หลิวหรูเยียนมาแล้ว ยิ่งไม่มีใครคุมได้เข้าไปใหญ่

ถึงหยวนมิ่งจะไม่ชอบขี้หน้าอีกฝ่าย แต่ความสัมพันธ์ของพวกเขามันชัดเจนอยู่แล้ว เรื่องของคนระดับบิ๊ก เขาจะไปวุ่นวายทำไม

“ฉันไม่เข้าใจ ปกตินายบำรุงผิวไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ แต่ทำไมตอนนี้นายจะขาวแซงหน้าฉันไปแล้วล่ะ ปกติฉันเสียเงินไปกับสกินแคร์ตั้งเท่าไหร่ บำรุงมาตั้งแต่ประถมไม่เคยขาด แต้มต่อน่าจะอยู่ที่ฉันสิ!”

หยวนมิ่งจ้องหน้าเขาด้วยความสงสัยเต็มกำลัง หัวเล็กๆ ของเธอเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามใหญ่ยักษ์

และเธอมั่นใจมากว่าผิวของหลินโม่ดีกว่าเมื่อวานอีก เพราะเมื่อวานเธอก็สังเกตเขามาทั้งวัน

หลินโม่: ... “ก็บอกพี่แล้วไงว่าโฟมล้างหน้ากำมะถัน แต่พี่อย่าไปลองมั่วซั่วล่ะ บางทีมันอาจจะแค่เหมาะกับผิวผมพอดีก็ได้”

เขากลัวหยวนมิ่งวู่วามไปสั่งซื้อในเน็ต ถ้าไม่ได้ผลก็ยังดี แต่ถ้ามีผลข้างเคียงนี่สิจะแย่ เพราะของพวกนั้นบล็อกเกอร์สายบิวตี้หลายคนทดสอบแล้วว่ามันคือการหลอกลวง

“ฉันไม่ได้โง่นะ ใช้แล้วหน้าพังจะทำยังไงล่ะ?” หยวนมิ่งกลอกตาใส่เขา แต่พอเห็นผิวของหลินโม่ที่ดูดีขึ้นเรื่อยๆ เธอก็เริ่มสงสัย: “นายนี่มันมีลับลมคมในนะ!”

“ผมเปล่า!”

“ไม่ นายมี! ฉันเคยได้ยินมาว่า ‘หลังจากทำเรื่องพรรค์นั้น’ ผิวพรรณจะเปล่งปลั่งขึ้น หรือว่านายจะโดนใคร... บำรุงมาจ๊ะ?”

หลินโม่: Σ (⊙▽⊙"a “ผม-ไม่-มี!” (เสียงดังมาก) เขารู้สึกตื่นตระหนกเหมือนพระถังซัมจั๋งตอนได้ยินซุนหงอคงบอกว่าอยากแต่งงานไม่มีผิด

ชั่วพริบตาเดียว คนทั้งแผนกก็หันมามองที่เขาเป็นตาเดียว

เขาตกใจรีบหดคอลงพลางรีบอธิบายเบาๆ เรื่องแบบนี้ล้อเล่นไม่ได้เด็ดขาด เขาเป็นลูกชายคนเดียวของบ้านนะโว้ย!

“พี่ไม่เชื่อหรอก เอาแบบนี้ นายบอกวิธีที่ทำให้ผิวดีขึ้นมา ถ้ามันได้ผลจริงๆ พี่หยวนไม่ลืมนายแน่นอน เป็นไง?”

พูดจบ หยวนมิ่งก็เปิดยอดเงินคงเหลือใน WeChat ให้ดู เลข 0 ที่เรียงรายกันเป็นตับทำเอาเขาตาพร่า

หลินโม่สาบานได้ว่า ครั้งสุดท้ายที่เขาเห็นเลข 0 เยอะขนาดนี้คือตอนอยู่เฉิงตู (เมืองที่คนรวยเยอะ)

“พี่หยวนไม่วาดฝันให้นายหรอก ถ้ามันได้ผลจริง พี่ให้ 1 แสนหยวน (ห้าแสนบาท) ต่อให้ไม่ได้ผล พี่มัดจำให้นายก่อน 1 หมื่นหยวน เป็นไง?”

สิ้นคำพูดของเธอ โทรศัพท์ของหลินโม่ก็มีการแจ้งเตือนเงินโอนเข้า 1 หมื่นหยวนจากหยวนมิ่งทันที

“อ๊ะ... นี่มัน!”

“อ๊ะอะไรล่ะ ทำไม ไม่เชื่อเหรอ? เงินที่พี่เสียไปกับเรื่องผิวพรรณในแต่ละปีน่ะมันมากกว่านี้ตั้งเยอะ!”

ท่าทางของหลินโม่ทำให้หยวนมิ่งรู้สึกเหมือนถูกดูถูก ล้อเล่นหรือเปล่า เงินแค่แสนเดียวจะไปทำอะไรได้ แทบจะทำอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เธอจะมาหลอกเขาเพราะเงินแค่นี้เนี่ยนะ

ชั่วขณะนั้น หลินโม่ตกอยู่ในภวังค์ความคิดอันลึกซึ้ง เขาเพิ่งค้นพบว่า... งานนี้ดูเหมือนจะไปได้สวยแฮะ! ทันใดนั้นเขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ “เคียะๆๆๆ”

วินาทีถัดมา เขาก็โดนหยวนมิ่งชกเข้าให้อีกหมัด

“เคียะบ้าอะไรล่ะ ให้คำตอบมาเร็วๆ จะยอมสยบ... เอ้ย ตกลงหรือไม่ตกลง?”

หลินโม่: ... “พี่ครับ พี่หลอกด่าผมว่าเป็นคนญี่ปุ่นเหรอครับ?” (มุกเล่นคำเรื่องประวัติศาสตร์สงครามจีน-ญี่ปุ่น)

จบบทที่ บทที่ 12 พี่ครับ พี่หลอกด่าผมว่าเป็นคนญี่ปุ่นเหรอครับ?

คัดลอกลิงก์แล้ว