- หน้าแรก
- ตำนานมังกรบรรพกาลแห่งโลกวิญญาณยุทธ์
- บทที่ 120 อ้าวเทียนปะทะไต้มู่ไป๋
บทที่ 120 อ้าวเทียนปะทะไต้มู่ไป๋
บทที่ 120 อ้าวเทียนปะทะไต้มู่ไป๋
ไต้มู่ไป๋ไม่สนใจคำพูดของถังซานเลย แม้แต่น้อย เขาหัวเราะอย่างสบายใจแล้วพูดว่า
“แค่อัคราจารย์วิญญาณระดับสามสิบเอ็ดจะเก่งสักแค่ไหนกันเชียว?”
“ถ้าข้าไม่ใช้กลไกอาวุธลับ ข้าก็ชนะเขาไม่ได้” ถังซานตอบ
“กลไกอาวุธลับ? เจ้าหมายถึงพวกอาวุธที่เจ้าใช้สู้กับอาจารย์จ้าวเมื่อวานงั้นหรือ?” ไต้มู่ไป๋ถาม
“ใช่”
ไต้มู่ไป๋หัวเราะ “นั่นมันก็ปกติไม่ใช่หรือ? เขาระดับสามสิบเอ็ดพลังวิญญาณสูงกว่าเจ้า แถมยังมีทักษะวิญญาณมากกว่าเจ้าอีกหนึ่ง ทว่าเจ้าจะชนะได้อย่างไรหากไม่ใช้อาวุธประหลาดพวกนั้น”
“แต่ข้าเป็นอัคราจารย์วิญญาณต่อสู้ระดับสามสิบเจ็ดพลังวิญญาณสูงกว่าเขาถึงหกระดับ ข้าจะยังชนะเขาไม่ได้อีกหรือ?”
ถังซานนิ่งเงียบ ไม่พูดอะไรต่อ เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าอ้าวเทียนกับไต้มู่ไป๋ ใครจะเก่งกว่ากัน
เขายอมรับว่า ถ้าไม่ใช้อาวุธลับที่ทรงพลังอย่างหน้าไม้ใหญ่หรือเข็มหนวดมังกร เขาก็ไม่มีทางชนะอ้าวเทียนได้ เพราะตอนนี้วิธีโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาก็คืออาวุธลับเหล่านั้น
เช่นเดียวกัน เขาก็ไม่มั่นใจว่าจะชนะไต้มู่ไป๋ได้โดยไม่ใช้อาวุธลับเหล่านั้น ดังนั้นเขาจึงมองว่าการต่อสู้ระหว่างไต้มู่ไป๋กับอ้าวเทียนครั้งนี้ ยังไม่แน่ว่าใครจะชนะ
“ประลองกันที่ไหน? ข้าจะไปดู” ถังซานถาม
“มีป่าละเมาะเล็ก ๆ ไม่ไกลจากทางเข้าหมู่บ้าน สู้กันที่นั่น” ไต้มู่ไป๋ตอบ
“ตกลง” ถังซานลุกขึ้นแล้วออกจากโรงอาหาร เพราะเขากินอิ่มแล้ว
...
อ้าวเทียนเดินมาถึงบ้านไม้ที่อยู่ใกล้ทางเข้าหมู่บ้านที่สุด แล้วปล่อยม้ามังกรออกมา
“ต่อไปเจ้าจะอยู่ที่นี่” อ้าวเทียนบอก
“ค่ะ นายท่าน” เสียงของม้ามังกรเป็นเสียงของเด็กสาววัยรุ่น
อ้าวเทียนรู้สึกจนปัญญา เพราะทุกครั้งที่ได้ยินเสียงของม้ามังกร เขามักจะรู้สึกแปลก ๆ คล้ายกับว่ากำลังขี่อยู่บนหลังเด็กสาว
เขาถูกใจม้ามังกรที่วิ่งปราดเปรียวตัวนี้ตั้งแต่แรกเห็น โดยไม่ได้สนใจเพศของมันด้วยซ้ำ แม้รู้ก็คงไม่คิดอะไร แต่ไม่คาดคิดว่าม้ามังกรจะมีเสียงเหมือนเด็กสาวขนาดนี้
อ้าวเทียนสั่งว่า “อยู่ที่นี่ก็รักษาความสะอาดด้วยนะ ต่อไปถ้าจะขับถ่ายให้ออกไปข้างนอก ข้าไม่มาทำความสะอาดให้หรอก”
“เข้าใจแล้วค่ะ นายท่าน”
หลังจากสั่งความเรียบร้อยแล้ว อ้าวเทียนก็เดินจากไป
เขาไม่กังวลเลยว่ามีใครจะมารังแกม้ามังกรของเขา หากใครโดนมันถีบตายขึ้นมา ก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะต้องรับผิดชอบ
เมื่อกลับมาถึงหอพัก เขาบังเอิญเจอไต้มู่ไป๋ที่เพิ่งกลับจากกินข้าว
ไต้มู่ไป๋หัวเราะพลางพูดว่า
“อ้าวเทียน เจ้าพร้อมหรือยัง?”
“เมื่อไรก็ได้” อ้าวเทียนตอบ
“งั้นไปเรียกพวกเขาออกมา เราจะไปที่ป่าละเมาะกันตอนนี้”
อ้าวเทียนพยักหน้า แต่ยังไม่ทันจะเรียก กู่เยวี่ยนากับสี่สาวก็ได้ยินเสียงและเดินออกมาเสียก่อน
ถังซานที่ได้ยินเสียงเอะอะก็ออกมาจากห้องเช่นกัน
“เอ้าซื่อข่า” ไต้มู่ไป๋ตะโกนเรียก
เอ้าซื่อข่าผลักประตูออกมา สีหน้าซีดเผือดราวกับกำลังท้องผูก
“จะไปกินข้าวก่อนไหม?” ไต้มู่ไป๋ถาม
“อ้วก…” เอ้าซื่อข่าทำท่าจะอาเจียน ก่อนจะตะโกนลั่น “อย่าพูดเรื่องกินข้าวกับข้านะ!”
“เอ่อ…” ไต้มู่ไป๋ดูเก้อเล็กน้อย ก่อนจะถามว่า “จัดการเรียบร้อยแล้วใช่ไหม?”
เอ้าซื่อข่าพูดอย่างหงุดหงิดว่า “วันนี้เขาคงไม่ถ่ายอีกแล้วล่ะ”
พูดจบก็โดดลงมาจากชั้นบน ทำเอาไต้มู่ไป๋ต้องรีบถอยห่างทันที
กลิ่นอุจจาระลอยฟุ้งไปทั่ว
“เหม็นชะมัด!” เสี่ยวอู่รีบโบกมือพัดอากาศแล้วไปหลบอยู่หลังอ้าวเทียน
จูจู๋ชิงกับหนิงหรงหรงก็ขมวดคิ้ว ถอยออกไปเล็กน้อย มองเอ้าซื่อข่าด้วยสายตาไม่ค่อยพอใจ
เอ้าซื่อข่าเห็นสีหน้ารังเกียจของหนิงหรงหรง ก็รีบพูดว่า “ไม่ใช่ข้านะ เป็นหม่าหงจวิ้นต่างหาก เขาขยับตัวไม่ได้ ข้าแค่ช่วยเขาเท่านั้น…”
อ้าวเทียนขยับความคิดเล็กน้อย ลมอ่อน ๆ ก็พัดขึ้นมาจากที่ไหนไม่รู้ ลอยไปทางเอ้าซื่อข่า
“ไปกันเถอะ” อ้าวเทียนพูดเรียบ ๆ แล้วเดินออกไป โดยมีสี่สาวเดินตามหลัง
ภาพนี้ทำให้ไต้มู่ไป๋กับเอ้าซื่อข่าอดอิจฉาและหมั่นไส้ไม่ได้
ถังซานไม่พูดอะไร เดินตามอยู่ท้ายสุด ส่วนไต้มู่ไป๋ก็พยายามรักษาระยะห่างจากเอ้าซื่อข่าเสมอ
ทั้งแปดคนออกจากหมู่บ้าน เดินเข้าสู่ป่าละเมาะเล็ก ๆ
ตรงกลางป่าละเมาะมีลานกว้างที่เต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้
ไต้มู่ไป๋พูดว่า “พวกเรามาที่นี่ประลองกันบ้างเป็นบางครั้ง”
ถังซานขมวดคิ้วแล้วถามว่า “พวกเจ้าสู้กันเองแบบนี้ อาจารย์ไม่ว่าอะไรหรือ?”
ไต้มู่ไป๋ส่ายหัวแล้วตอบว่า
“ไม่ อาจารย์ที่นี่ไม่เพียงไม่ห้ามการต่อสู้กันเอง แต่ยังสนับสนุนให้สู้และพนันกันด้วย เพราะการต่อสู้จะช่วยเพิ่มประสบการณ์จริง และทำให้เหล่าวิญญาณยุทธ์คุ้นเคยกับวิญญาณยุทธ์ของตนมากขึ้น ส่วนการพนันก็ช่วยฝึกการตัดสินใจและความอดทนทางจิตใจ ขอแค่ไม่มีใครถูกฆ่าตายในระหว่างสู้ก็พอ”
พูดจบ เขาหันไปมองอ้าวเทียนแล้วพูดว่า
“ไหน ๆ เจ้าก็พร้อมแล้ว งั้นเริ่มกันเถอะ”
นอกจากอ้าวเทียนกับไต้มู่ไป๋ ทุกคนที่เหลือต่างถอยออกไปยืนรอบนอก
“สู้เขานะ อ้าวเทียน!” เสี่ยวอู่แก้มแดงนิด ๆ ดูตื่นเต้น ก่อนจะทำท่าเชียร์ให้เขา
จากนั้นนางก็จูงมือหนิงหรงหรงกับจูจู๋ชิงแล้วถามว่า
“พวกเจ้าหวังให้ใครชนะ?”
“แน่นอนว่าข้าหวังให้อ้าวเทียนชนะ ข้าไม่คิดจะเชียร์คนอย่างไต้มู่ไป๋หรอก” หนิงหรงหรงตอบ
จูจู๋ชิงก็พยักหน้าเล็กน้อยเห็นด้วย
“แต่… อ้าวเทียนของเจ้าจะชนะได้จริงหรือ?” หนิงหรงหรงถามต่อ
“ชนะได้แน่ แค่ลืมตาดูให้ดีก็พอ” เสี่ยวอู่ยิ้มกว้างตอบ
เห็นเสี่ยวอู่ยังมั่นใจขนาดนี้ในช่วงเวลาสำคัญ หนิงหรงหรงกับจูจู๋ชิงก็อดรู้สึกงุนงงไม่ได้
แต่อ้าวเทียนจะเก่งถึงขนาดนั้นจริงหรือ? เขาจะชนะไต้มู่ไป๋ที่มีพลังวิญญาณสูงกว่าเขาถึงหกระดับได้จริงหรือ?
เดิมทีเอ้าซื่อข่าตั้งใจจะเชียร์ไต้มู่ไป๋ แต่พอได้ยินหนิงหรงหรงพูด ก็รีบเปลี่ยนข้างทันทีแล้วพูดว่า
“ข้าก็คิดว่าอ้าวเทียนจะชนะ”
เขาพูดเสียงเบามาก กลัวว่าไต้มู่ไป๋จะได้ยิน ดังนั้นจึงมีเพียงคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เท่านั้นที่ได้ยิน
หนิงหรงหรงเหลือบมองเอ้าซื่อข่าอย่างไม่ใส่ใจ และไม่ได้พูดอะไรต่อ
ในลานประลอง อ้าวเทียนกับไต้มู่ไป๋ยืนห่างกันสิบเมตร ทั้งคู่สูงเกิน 1.8 เมตร ไต้มู่ไป๋มีกล้ามเนื้อแข็งแรงกว่า ส่วนอ้าวเทียนมีรูปร่างเพรียวกว่า
ไต้มู่ไป๋เหลือบมองกู่เยวี่ยนาที่อยู่ด้านข้าง จากนั้นจึงมองกลับมาที่อ้าวเทียนแล้วพูดว่า
“อ้าวเทียน ปล่อยวิญญาณยุทธ์ของเจ้ามาเถอะ”
แต่อ้าวเทียนส่ายหัวแล้วพูดว่า
“แค่รับมือเจ้าข้าไม่จำเป็นต้องใช้วิญญาณยุทธ์”
ถังซานขมวดคิ้ว ที่โรงเรียนนั่วติง ทุกครั้งที่เขาท้าสู้อ้าวเทียน อ้าวเทียนก็มักจะพูดแบบนี้ และสุดท้ายก็เอาชนะเขาได้โดยไม่ต้องใช้วิญญาณยุทธ์เลย
ตอนนี้ แม้ต้องเผชิญหน้ากับไต้มู่ไป๋ซึ่งเป็นอัคราจารย์วิญญาณระดับ สามสิบเจ็ด แต่อ้าวเทียนก็ยังคงรักษาท่าทีเช่นเดิม มั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
หรือว่าเขาจะไม่เคยพ่ายแพ้ใครเลยจริง ๆ ?
ไม่เพียงแค่ถังซาน แม้แต่เอ้าซื่อข่า หนิงหรงหรง และจูจู๋ชิงก็ยังรู้สึกประหลาดใจ
“โอหังจริง ๆ” เอ้าซื่อข่าเกือบจะพูดออกมาแล้ว แต่พอเห็นหนิงหรงหรงยืนอยู่ห่างไปไม่กี่เมตร เขาก็รีบกลืนคำพูดกลับลงคอ
“ลูกพี่ไต้ ข้าขอโทษด้วย” เอ้าซื่อข่าคิดในใจ
หนิงหรงหรงดึงแขนเสี่ยวอู่แล้วพูดว่า
“อ้าวเทียนนี่โอหังเกินไปแล้วใช่ไหม? ไม่ใช้วิญญาณยุทธ์ด้วยซ้ำ ข้าว่าเขาคงไม่รอดแม้แต่การโจมตีเดียวของไต้มู่ไป๋หรอก”
แม้จูจู๋ชิงจะไม่ได้พูด แต่ท่าทางของนางก็ชัดเจนว่านางเห็นด้วยกับหนิงหรงหรง
ไต้มู่ไป๋หัวเราะเสียงดังแล้วพูดว่า
“อ้าวเทียน เจ้านี่เป็นคนที่โอหังที่สุดเท่าที่ข้าเคยเจอมา เจ้าควรดีใจที่ได้พบข้า วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้รู้จักเข็ด ไม่อย่างนั้นวันหนึ่งความโอหังของเจ้าอาจทำให้เจ้าต้องตาย”
“ไหน ๆ เจ้าไม่คิดจะใช้วิญญาณยุทธ์ งั้นข้าก็จะทำให้เจ้าแพ้อย่างหมดรูปโดยที่ข้าเองก็จะไม่ใช้วิญญาณยุทธ์เหมือนกัน”