- หน้าแรก
- พลิกฟ้าวิถียุทธ ข้ามองเห็นเงื่อนไขลับของวิชาเซียน!
- บทที่ 185 สำหรับเขามันคือยาบำรุงชั้นเลิศ
บทที่ 185 สำหรับเขามันคือยาบำรุงชั้นเลิศ
บทที่ 185 สำหรับเขามันคือยาบำรุงชั้นเลิศ
บทที่ 185 สำหรับเขามันคือยาบำรุงชั้นเลิศ
เจ้าหุบเขาเทียนอีเล่าเรื่องราวอย่างละเอียด
หลิงเฟิงได้ยินเช่นนั้นก็มองไปยังถ้ำหินที่อยู่ไม่ไกล แล้วเอ่ยถามเรียบๆ ว่า “แล้วเรื่องสระมารภายในถ้ำหินนั่นล่ะ คืออะไรกันแน่?”
เจ้าหุบเขาเทียนอีมองเขาแล้วถอนหายใจ “สุดท้ายก็ปิดบังท่านจอมยุทธ์หลิงไม่ได้จริงๆ ตั้งแต่ข้าพบหุบเขาเทียนอีแห่งนี้ สระมารนี้ก็อยู่ที่นี่มาตลอด ในนี้มีมารตนหนึ่งที่ท่านอาจารย์สะกดไว้!”
เขานำหลิงเฟิงเข้าไปยังส่วนลึกของถ้ำหิน
ที่นี่มีสระน้ำสีดำสนิทสระหนึ่ง ใจกลางสระมีโครงกระดูกร่างหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ ผ่านกาลเวลามาหลายร้อยปี โครงกระดูกนี้ยังคงไม่ผุพัง และมีเจตจำนงเทพที่เข้มข้นแผ่ออกมา!
เห็นได้ชัดว่า โครงกระดูกนี้ตอนที่มีชีวิตอยู่คือยอดคนไร้ขอบเขตคนหนึ่ง!
และสระมารที่เขานั่งทับอยู่นั้น น้ำในสระที่มืดมิดแผ่ไอเย็นเยียบที่น่าขนลุกออกมา ทั้งยังเกิดฟองอากาศผุดขึ้นมาเป็นระยะ ราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังหายใจอยู่ข้างใต้
“ท่านอาจารย์ใช้ร่างกายเป็นผนึกสะกดมารตนนั้นไว้ที่ก้นสระ ข้าอาศัยอยู่ในหุบเขาเทียนอีแห่งนี้นอกจากจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับทางโลกและตั้งใจฝึกฝนแล้ว ก็เพื่อเฝ้าสระมารแห่งนี้ไม่ให้ใครมาทำลายมันด้วย”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
หลิงเฟิงแผ่สัมผัสเทพออกไป สังเกตโครงกระดูกนั้นอย่างละเอียด
พบว่ามีฝุ่นเกาะเต็มไปหมด แม้จะเปี่ยมด้วยเจตจำนงเทพ แต่ก็มีความรู้สึกของการร่วงโรยและเสื่อมถอยแฝงอยู่ ไม่รู้ว่าจะคงอยู่ได้อีกนานเพียงใด
แกร๊ก...
ในขณะนั้นเอง
เกิดเสียงแตกเบาๆ บนโครงกระดูก
จู่ๆ ก็มีรอยร้าวเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งรอย
เมื่อเห็นฉากนี้ สีหน้าของเจ้าหุบเขาเทียนอีก็เปลี่ยนไป พลางถอนหายใจ “การต่อสู้ในถ้ำหินเมื่อครู่ส่งผลกระทบต่อผนึกจริงๆ ด้วย
ร่างกายของท่านอาจารย์ ไม่รู้ว่าจะทนได้อีกนานแค่ไหน”
หลิงเฟิงและเจ้าสำนักเสวียนหยวนต่างมีพลังแข็งแกร่ง แรงกระแทกของพลังปราณเพียงพอจะถล่มภูเขาได้ แม้หลิงเฟิงจะแข็งแกร่งกว่ามากและจัดการได้อย่างรวดเร็ว
แต่การปะทะกันเพียงไม่กี่กระบวนท่า แรงสั่นสะเทือนก็ยังคงส่งผลถึงผนึกสะกด
หลิงเฟิงครุ่นคิด
พลังของมารตนนี้ จะแข็งแกร่งเพียงใดกันนะ?
ด้วยความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ จะรับมือได้หรือไม่?
“เจตจำนงเทพบนร่างของผู้อาวุโสท่านนี้เข้มข้นยิ่งนัก แต่ก็ยังสู้ข้าไม่ได้ แม้จะเป็นเพราะเวลาผ่านมานานทำให้เจตจำนงเทพเสื่อมถอยลงไปบ้าง แต่ก็ไม่น่าจะแข็งแกร่งไปกว่าข้า ในเมื่อเขายังสะกดมารนี้ได้...
เช่นนั้นหากข้าจะฆ่ามารตนนี้ ก็คงไม่ยากนักกระมัง”
หลิงเฟิงคิดในใจ
หลังจากสังเกตสระมารแล้ว หลิงเฟิงและเจ้าหุบเขาเทียนอีก็เดินออกจากถ้ำหิน
ทหารม้าที่อยู่ด้านนอกก็ทำความสะอาดสนามรบเสร็จสิ้นแล้ว
ศพของศิษย์สำนักเสวียนหยวนถูกกองรวมกันไว้ เตรียมจะขนออกไปนอกหุบเขาแล้วจุดไฟเผาทำลายเสีย
ยามค่ำคืน
แสงจันทร์กระจ่างใส
หลิงเฟิงและเจ้าหุบเขาเทียนอีต่างนั่งขัดสมาธิอยู่บนยอดเขา กำลังแลกเปลี่ยนวิชาการต่อสู้กัน
หลิงเฟิงเสนอแนวคิดที่จะแลกเปลี่ยนวิชาระดับฟ้า
เจ้าหุบเขาเทียนอีแทบจะไม่ลังเลและตอบตกลงทันที
“การหลอมรวมวิชาระดับฟ้า เป็นหนึ่งในเส้นทางสู่การเป็นเทวะ ข้าแก่ชราและร่างกายอ่อนแอแล้ว คงหมดหวังที่จะบรรลุขั้นเทวะ แต่หากสามารถสร้างโอกาสให้แก่อาเสวี่ยและศิษย์คนอื่นๆ ได้ ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว
อีกทั้งท่านจอมยุทธ์หลิงได้ยื่นมือเข้าช่วยอย่างกล้าหาญ ช่วยชีวิตข้าไว้ คำขอเพียงเท่านี้ มีหรือที่ข้าจะไม่ตกลง?” เจ้าหุบเขาเทียนอีกล่าวด้วยรอยยิ้ม
จากนั้น
ทั้งสองคนใช้เวลาตลอดทั้งคืนคัดลอกวิชาระดับฟ้าเพื่อแลกเปลี่ยนกัน
หลิงเฟิงยังคงใช้ [คัมภีร์กระบี่ถามเซียนเลือนราง] เป็นสิ่งแลกเปลี่ยน
วิชานี้เคยช่วยให้เขาแลกเปลี่ยน [ร่างอัสนีสวรรค์] มาแล้ว และตอนนี้ยังช่วยให้ได้ [เคล็ดเทียนอี] มาอีก การใช้วิชาเดียวแลกได้หลายวิชา ถือว่าเขากำไรแล้ว
[เคล็ดเทียนอี]
[ระดับ: ฟ้า]
[เงื่อนไขการสำเร็จขั้นสมบูรณ์: 1. ระดับพลังจอมยุทธ์! 2. โอสถระดับฟ้าที่ช่วยเพิ่มพลังปราณหนึ่งเม็ด! 3. ทำจิตใจให้สงบและปิดด่านฝึกตนเป็นเวลาสิบวัน]
หลิงเฟิงเหลือบมองดู
เงื่อนไขข้อที่หนึ่งและสามสำหรับเขาแล้วถือว่าง่ายมาก
สิ่งเดียวที่ยากลำบากก็คือข้อที่สอง
ทว่าเขาเป็นนักปรุงยา ใน [คัมภีร์โอสถ] ของเขาก็มีบันทึกถึงโอสถระดับฟ้าชนิดหนึ่งที่ใช้เพิ่มพลังปราณได้
ขอเพียงรวบรวมวัตถุดิบให้ครบ เขาก็ยังมั่นใจว่าจะปรุงมันออกมาได้
“ช่างเป็นคัมภีร์กระบี่ที่ประณีตยิ่งนัก...” เจ้าหุบเขาเทียนอีที่อยู่ด้านข้าง หลังจากอ่าน [คัมภีร์กระบี่ถามเซียนเลือนราง] จบแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะรำพึงออกมา
หลิงเฟิงวางแผนจะพำนักอยู่ที่หุบเขาเทียนอีอีกสองสามวัน
เหมือนกับตอนที่อยู่ที่เกาะสายฟ้า เขาจะคอยชี้แนะอีกฝ่ายในการฝึกฝนคัมภีร์กระบี่
อย่างไรเสียตอนนี้สำนักเสวียนหยวนก็ล่มสลายไปแล้ว
วิกฤตชายแดนเหนือถือว่าคลี่คลายลงแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือต้องควบคุม [วิชาเสวียนหยวน] ไม่ให้รั่วไหลออกไปอีกก็พอ
วันต่อมา
ภายในถ้ำหินของหุบเขาเทียนอี จู่ๆ ก็มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ตามมาด้วย
กลิ่นอายมารที่เย็นเยียบพุ่งออกมาจากถ้ำหิน
ทหารไม่กี่คนที่อยู่ใกล้ถ้ำหินถูกกลิ่นอายมารเข้าปะทะ ต่างล้มลงกับพื้น จากนั้นพลังชีวิตและเลือดในกายก็ถูกพรากไปอย่างรวดเร็ว
เพียงพริบตาเดียว ร่างกายก็เหี่ยวเฉาและสิ้นใจไป
หลิงเฟิงที่กำลังชี้แนะเจ้าหุบเขาเทียนอีอยู่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายมาร เขามองไปยังถ้ำหิน แววตาคมกริบ รีบเหาะกระบี่มุ่งตรงไปทันที
เจ้าหุบเขาเทียนอีก็ตกใจเช่นกัน รีบใช้วิชาตัวเบาทะยานตามไป
............
นอกถ้ำหิน
กลิ่นอายมารยังคงไหลบ่าออกมาไม่ขาดสาย
เหล่าทหารเมื่อเห็นคนที่สัมผัสกลิ่นอายมารแล้วต้องตายไป ต่างก็รู้สึกหวาดกลัวอย่างยิ่ง รีบถอยกรูดไม่กล้าเข้าใกล้แม้แต่น้อย
เหลยอ้าวซัดฝ่ามือออกไปโจมตีกลิ่นอายมาร ประกายสายฟ้าเปรี้ยงปร้างช่วยให้กลิ่นอายมารสลายไปได้บ้างจริงๆ
แต่ตามมาด้วยกลิ่นอายมารที่โหมกระหน่ำย้อนกลับมาแรงยิ่งกว่าเดิม!
เหลยอ้าวตกใจ ในขณะนั้นเองมีแสงกระบี่พุ่งผ่านหลังเขาไปฟันกลิ่นอายมารจนขาดสะบั้น
หลิงเฟิงมาถึงแล้ว
เขามองดูเหล่าทหารที่ร่างกายเหี่ยวเฉาตายอยู่ในกลิ่นอายมาร พลางขมวดคิ้ว “กลิ่นอายมารนี้สามารถกลืนกินเลือดและพลังชีวิตของคนเป็นได้”
เจ้าหุบเขาเทียนอีก็ตามมาถึงเช่นกัน เขามองกลิ่นอายมารด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ร่างกายของท่านอาจารย์เหตุใดจึงเสื่อมสลายเร็วขนาดนี้?”
หลิงเฟิงแผ่สัมผัสเทพเข้าไปสำรวจในอาณาเขตของกลิ่นอายมาร
เขาพบว่านอกถ้ำหิน เลือดที่ไหลนองอยู่บนพื้นกำลังถูกดึงดูดเข้าไปยังสระมารภายในถ้ำ ถูกมารที่อยู่ในสระดูดซับเข้าไป
“เป็นเลือดของเหล่าศิษย์สำนักเสวียนหยวน มารตนนี้สามารถดูดซับเลือดได้ มันอาศัยเลือดจากซากศพเหล่านี้เพื่อทำลายผนึกสะกด”
“ทุกคน ถอยออกไปจากหุบเขาเดี๋ยวนี้”
เจ้าหุบเขาเทียนอีสั่งให้โอวหยางเสวี่ยและคนอื่นๆ รีบจากไปทันที
ความแข็งแกร่งของพวกเขาไม่เพียงพอ หากรั้งอยู่ที่นี่แล้วเลือดถูกมารช่วงชิงไป ก็จะยิ่งเป็นการเสริมกำลังให้อีกฝ่ายแข็งแกร่งขึ้น และไม่ได้ช่วยอะไรพวกเขาเลย
“ท่านจอมยุทธ์หลิง มารตนนี้เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวและแข็งแกร่งยิ่งนัก หากปล่อยให้มันทำลายผนึกออกมาได้และหนีออกไปจากหุบเขาเทียนอี ชายแดนเหนือรวมถึงทั่วทั้งต้าโจวจะต้องเดือดร้อนเป็นแน่!”
“โปรดช่วยข้าสะกดมันไว้อีกครั้งด้วยเถิด!”
เจ้าหุบเขาเทียนอีสูดลมหายใจลึก แผ่ปราณคุ้มกันออกรอบกายเพื่อต้านทานการกัดกร่อนของกลิ่นอายมาร แล้วเดินมุ่งหน้าเข้าสู่ถ้ำหิน
หลิงเฟิงเองก็สนใจในมารตนนี้มากเช่นกัน จึงก้าวเดินเข้าสู่ถ้ำหิน
ยิ่งเข้าใกล้ถ้ำหินเท่าไร
กลิ่นอายมารก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น
เมื่อเข้าไปถึงภายใน กลิ่นอายมารโดยรอบแทบจะให้ความรู้สึกที่เหนียวข้น
เมื่อมองไปที่สระมาร สระน้ำที่เคยมีเพียงฟองอากาศผุดขึ้น บัดนี้กลับเดือดพล่านไปทั่ว กลิ่นอายมารม้วนตัวไปมา ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
และโครงกระดูกในสระมารนั้น ภายใต้แรงปะทะของกลิ่นอายมาร ก็ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด แล้วก็ระเบิดออกจนแตกสลายไปจนหมดสิ้น
โครงกระดูกแตกสลาย เจตจำนงเทพสูญหาย
กลิ่นอายมารในสระระเบิดพุ่งทะยานขึ้น เงาร่างมารสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมา พร้อมกับเสียงหัวเราะที่แหลมเล็กบาดหูดังสะท้อนไปมาโดยรอบ
เงาร่างมารพุ่งเข้าหาทั้งสองคน
แต่ก่อนจะเข้าใกล้ หลิงเฟิงก็ใช้นิ้วกระบี่ฟันปราณกระบี่ออกไปสายหนึ่งจนอีกฝ่ายต้องถอยไป และเงาร่างมารนั้นก็ปรากฏกายที่แท้จริงออกมา
กลายเป็นชายคนหนึ่งที่ดูราวกับอายุประมาณสามสิบสี่สิบปี
อีกฝ่ายสวมชุดคลุมยาวสีดำ หน้าตาแม้จะหล่อเหลาแต่กลับแฝงไปด้วยความชั่วร้าย ใบหน้าดูเหมือนจะเขียนคำว่า “ไม่ใช่คนดี” ไว้ตัวโตๆ เลยทีเดียว
ในดวงตาของหลิงเฟิงมีแววประหลาดใจพาดผ่าน
มารที่เขาเคยพบเจอมาก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่จะเป็นเพียงกลุ่มก้อนของกลิ่นอายมาร ไม่สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์เหมือนอย่างมารตรงหน้านี้ได้
“ความแข็งแกร่งของมารเมื่อถึงระดับหนึ่งแล้ว จะสามารถจำแลงร่างได้งั้นหรือ?”
หลิงเฟิงคาดการณ์ในใจ
แต่ทำไมอีกฝ่ายถึงต้องจำแลงเป็นมนุษย์ด้วยล่ะ?
ทำไมไม่เป็นสัตว์อสูร พืช หรือรูปแบบอื่น?
ความคิดต่างๆ ผุดขึ้นมาในหัวของหลิงเฟิง
แต่มาตนนั้นมองดูหลิงเฟิงด้วยแววตาละโมบ “ช่างเป็นเลือดในร่างกายที่บริสุทธิ์และแข็งแกร่งยิ่งนัก หากข้ากลืนกินเจ้าเข้าไป ความแข็งแกร่งของข้าจะต้องกลับคืนสู่จุดสูงสุด หรือแม้กระทั่งก้าวไปอีกขั้นได้แน่นอน!”
เขามองออกว่าหลิงเฟิงเป็นนักสู้สายฝึกกายา
และได้บรรลุถึงระดับกายทองคำแล้ว
ความมหาศาลของเลือดในร่าง สำหรับเขามันคือยาบำรุงชั้นเลิศนั่นเอง!