- หน้าแรก
- พลิกฟ้าวิถียุทธ ข้ามองเห็นเงื่อนไขลับของวิชาเซียน!
- บทที่ 105 หลิวกุ้ยเฟย ตระหนักรู้ในสายฝน
บทที่ 105 หลิวกุ้ยเฟย ตระหนักรู้ในสายฝน
บทที่ 105 หลิวกุ้ยเฟย ตระหนักรู้ในสายฝน
บทที่ 105 หลิวกุ้ยเฟย ตระหนักรู้ในสายฝน
การอ่านตำรา หลอมรวมปราณ และประลองกับหลิวยว๋นเป็นครั้งคราว
ชีวิตของหลิงเฟิงดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบและสม่ำเสมอ
ทว่าในวันนี้ จู่ๆ ก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นภายในวังหลวง
พระมเหสี (ฮองเฮา) ถูกลอบสังหาร!
มือสังหารใช้ยอดวรยุทธที่พิสดารยิ่งนัก ในยามที่ลงมือ ตำหนักที่ประทับของพระมเหสีถูกปกคลุมด้วย "เสียงแห่งกามราคะ" ที่ชวนให้มัวเมา
เหล่านางกำนัลและขันทีที่อยู่ใกล้เคียงต่างพากันเลือดออกทั้งเจ็ดทวารและสลบเหมือดไปตามๆ กัน
โชคดีที่ราชองครักษ์พิเศษของราชสำนักเดินทางไปถึงทันเวลา จึงสามารถสังหารมือสังหารได้สำเร็จ
ทว่าเรื่องนี้กลับทำให้จักรพรรดิแห่งต้าโจวทรงกริ้วเป็นอย่างยิ่ง
จากการสืบสวนพบว่ามือสังหารมาจากสำนักเทียนอินซึ่งเป็นสำนักที่เชี่ยวชาญด้านวรยุทธคลื่นเสียงโดยเฉพาะ ยากที่จะป้องกันได้
และสำนักนี้ก็นับว่ามีชื่อเสียงโด่งดังไม่น้อยในยุทธภพ
ขณะที่หลิงเฟิงกำลังอ่านตำราอยู่ในหอสมุดหลวง เจ้าหน้าที่ดูแลตำราสองสามคนก็กำลังกระซิบกระซิบพูดคุยเรื่องนี้พอดี เขาจึงได้รับรู้เรื่องราวมาบ้าง
"สำนักเทียนอิน... ถ้าข้าจำไม่ผิด นี่คือสำนักดั้งเดิมของพระสนมหลิวกุ้ยเฟยไม่ใช่รึ พวกเจ้าคิดว่าการลอบสังหารครั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับนางไหม?"
"ก็เป็นไปได้นะ เห็นว่าหลิวกุ้ยเฟยกับพระมเหสีไม่ลงรอยกันมานานแล้ว อีกทั้งองค์ชายรองกับองค์ชายใหญ่ก็เขม่นกันอย่างกับน้ำกับไฟ..."
"เหอะๆ ดูท่าหลิวกุ้ยเฟยคงจะซวยแน่คราวนี้"
"คนที่ซวยไม่ใช่พระมเหสีรึไง? นางเกือบถูกฆ่าเลยนะนั่น"
"แต่นางยังรอดอยู่นี่นา ยังไงนางก็ต้องกลับมาเช็คบิลทีหลังแน่นอน"
"เรื่องนี้ คงต้องรอให้ฝ่าบาทเป็นผู้ตัดสินความด้วยพระองค์เองแล้วล่ะ"
หลิงเฟิงนั่งฟังอยู่นิ่งๆ พลางลอบใช้ความคิด ดูเหมือนการลอบสังหารครั้งนี้จะส่งผลกระทบไม่น้อย แม้ฝ่ายในจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทว่าย่อมมีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับจักรพรรดิ ความเคลื่อนไหวใดๆ ในวังหลังย่อมส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงราชสำนักได้เสมอ
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกแปลกใจก็คือ หากการลอบสังหารนี้เกี่ยวข้องกับหลิวกุ้ยเฟยจริง นางก็คงจะโง่เขลาเกินไปแล้ว ในเมื่อนางมาจากสำนักเทียนอิน แต่กลับส่งคนจากสำนักตนเองมาลอบสังหาร นี่ไม่เท่ากับเป็นการป่าวประกาศให้โลกรู้งั้นรึว่านางเป็นคนทำ?
หรือว่า นี่จะเป็นการใส่ร้ายป้ายสี?
หลังจากขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลิงเฟิงก็ไม่ได้สนใจต่อ เมื่ออ่านตำราจบเขาก็เดินทางกลับตำหนักเทียนซิน และหลังจากกลับมาได้ไม่นาน เขาก็พบกับหลิวยว๋น
อีกฝ่ายหิ้วไหสุรามาหนึ่งใบเพื่อหาคนคุยด้วย
ทว่าบนใบหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยความกังวล
เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการหาคนดื่มสุราเพื่อดับทุกข์
หลิงเฟิงไม่ได้ปฏิเสธ เขาให้เหล่านางกำนัลเตรียมอาหารกับแกล้มสองสามอย่างและนั่งดื่มเป็นเพื่อนอีกฝ่าย
หลังจากสุราเข้าปากไปได้สองสามจอก หลิวยว๋นก็เริ่มพ่นความในใจออกมา
"เฮ้อ... ท่านราชองครักษ์หลิง ท่านว่าทำไมหลิวกุ้ยเฟยถึงได้โง่เง่าขนาดนี้? อยู่ดีๆ ทำไมต้องส่งคนไปลอบสังหารพระมเหสีด้วย? มันคุ้มกันรึไง?"
"เดิมที การแย่งชิงอำนาจระหว่างองค์ชายรองกับองค์ชายใหญ่ แม้สถานการณ์จะเสียเปรียบไปบ้าง ทว่าก็ยังพอรับมือได้ แต่คราวนี้ดีล่ะ นางที่เป็นพระมารดาแท้ๆ กลับส่งคนไปลอบสังหารจนถูกจับได้ ทำให้ฝ่าบาททรงกริ้วเป็นอย่างยิ่ง"
"คราวนี้ล่ะ นอกจากนางจะถูกส่งเข้าตำหนักเย็นแล้ว แม้แต่องค์ชายรองเองก็พลอยถูกฝ่าบาทเมินเฉยไปด้วย จนยามนี้ถูกองค์ชายใหญ่กดดันจนโงหัวไม่ขึ้นแล้วขอรับ"
"พวกเราที่เป็นฝ่ายองค์ชายรอง ในช่วงเวลาต่อจากนี้คงต้องลำบากกันถ้วนหน้าแน่นอน"
หลิวยว๋นกล่าวพล่ามออกมาไม่หยุด
"เป็นฝีมือของหลิวกุ้ยเฟยจริงๆ งั้นรึ?"
หลิงเฟิงถามด้วยความสงสัย
หลิวยว๋นส่ายหน้า "ข้าเองก็ไม่รู้ขอรับ ได้ยินว่าก่อนจะถูกส่งเข้าตำหนักเย็น หลิวกุ้ยเฟยยืนยันว่านางถูกใส่ร้าย ความจริงข้าเองก็รู้สึกว่ามันมีพิรุธ"
"ในเมื่อนางมาจากสำนักเทียนอิน นางจะส่งคนสำนักตัวเองมาลอบสังหารทำไมกัน? ข้าว่านี่อาจจะเป็นการใส่ร้ายป้ายสีก็ได้"
"หรือแม้แต่พระมเหสีเองที่อาจจะเป็นคนกำกับฉากนี้ขึ้นมา"
"ทว่าเรื่องพวกนั้นมันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วขอรับ ความจริงคือฝ่าบาททรงกริ้ว หลิวกุ้ยเฟยตกกระป๋องและถูกส่งเข้าตำหนักเย็น ส่วนองค์ชายรองก็ถูกเมินเฉยไปแล้ว"
เขาถอนหายใจออกมาซ้ำๆ
"แล้วสำนักเทียนอินล่ะ?"
"ฝ่าบาทออกราชโองการให้ส่งกองทหารฝีมือดีหลายพันนาย พร้อมทั้งว่าจ้างคนจากสมาพันธ์นักสู้เพื่อไปถล่มสำนักเทียนอินขอรับ สำนักนี้เกรงว่าจะต้องถึงกาลอวสานเสียแล้ว"
"ดูท่า คราวนี้ฝ่าบาทคงจะทรงกริ้วมากจริงๆ"
"อืม ก็ถูกลอบสังหารเป็นถึงพระมเหสี แม่ของแผ่นดิน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หากไม่ออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว เกรงว่าผู้คนจะดูหมิ่นบารมีของราชวงศ์เอาได้"
หลิงเฟิงพยักหน้าเล็กน้อยและนั่งดื่มสุราเป็นเพื่อนหลิวยว๋นต่อไป
หลังจากอีกฝ่ายกลับไปแล้ว เขาก็ไม่ได้กระทำการใดๆ
ยามนี้ไม่ใช่จังหวะที่เขาจะก้าวเข้าสู่สนามอำนาจ การเปลี่ยนแปลงในราชสำนักย่อมไม่เกี่ยวข้องกับเขาในตอนนี้
และจากนิสัยของจักรพรรดิที่เขาเคยสัมผัสมา พระองค์คงไม่ปล่อยให้องค์ชายใหญ่มีอำนาจล้นเหลือแต่เพียงผู้เดียวแน่นอน องค์ชายรองจึงยังไม่ถือว่าพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์หรอก
วันรุ่งขึ้น
เขาเดินออกจากตำหนักเทียนซิน มุ่งหน้าไปยังหอสมุดหลวงตามปกติ
ทว่าในระหว่างทาง เขากลับพบกับหญิงสาวในชุดขาวคนหนึ่ง แม้นางจะมีอายุราวสี่สิบปีแล้ว ทว่าใบหน้ายังคงงดงามหมดจดและมีสง่าราศีแฝงอยู่ลึกๆ
แม้การแต่งกายจะดูเรียบง่าย ทว่ากิริยาท่าทางยังคงมีความสูงศักดิ์หลงเหลืออยู่
ข้างกายของนางมียางกำนัลติดตามมาคนหนึ่ง
ในมือของนางถืออาหารปลาไว้และกำลังโปรยให้ฝูงปลาคาร์พที่ริมสระน้ำ
นางสังเกตเห็นหลิงเฟิงเช่นกัน และค้อมตัวทำความเคารพอย่างนอบน้อม
"ข้านามว่าหลิว พบท่านปรมาจารย์เจ้าค่ะ"
นามหลิวรึ?
และที่นี่ก็อยู่ไม่ไกลจากตำหนักเย็นนัก
ดูท่า นางคงจะเป็น "หลิวกุ้ยเฟย" ที่เพิ่งถูกส่งเข้าตำหนักเย็นคนนั้นนั่นเอง
ยังมีอารมณ์สุนทรีมาให้อาหารปลาอยู่ที่นี่ได้
ดูท่าทางไม่ได้มีความทุกข์โศกมากมายนัก
เกรงว่าแม้จะถูกส่งเข้าตำหนักเย็น ทว่านางก็ไม่ได้ได้รับผลกระทบทางจิตใจรุนแรงเท่าไหร่นัก
"พบพระสนมขอรับ"
หลิงเฟิงค้อมตัวตอบรับตามมารยาทแล้วเดินจากไป หลิวกุ้ยเฟยเองก็ไม่ได้พยายามจะเข้ามาชวนคุยหรือดึงตัวเขาเหมือนกับคนอื่นๆ
นางเพียงส่งรอยยิ้มบางๆ ให้และมองตามเขาจนลับสายตา
นับตั้งแต่นั้นมา
ข้างตำหนักเทียนซินของหลิงเฟิง ก็มีเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นมาหนึ่งคน
ทุกครั้งที่เขาเดินทางไปหอสมุดหลวง เขาก็มักจะได้พบกับหลิวกุ้ยเฟยคนนี้เป็นบางครั้ง บางวันนางก็ให้อาหารปลา บางวันก็ปลูกดอกไม้ดูแลต้นไม้ ดูท่าทางสบายอกสบายใจยิ่งนัก
และในบางคราว จากภายในตำหนักเย็นของนาง ก็จะมีเสียงพิณแว่วออกมา
เสียงพิณช่างไพเราะราวกับเสียงจากสรวงสวรรค์
ยอดเยี่ยมกว่านักดนตรีที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงหลายคนนัก
หลิงเฟิงที่อยู่ในตำหนักเทียนซิน บางครั้งก็ได้ยินเสียงพิณนี้เช่นกัน
ผ่านพ้นไปอีกสิบวัน
คลื่นลมจากเหตุการณ์ลอบสังหารพระมเหสีค่อยๆ สงบลง ผู้คนเริ่มเลิกพูดถึงเรื่องนี้ และสถานการณ์ในราชสำนักดูเหมือนจะกลับมามั่นคงอีกครั้ง
ทว่าในยุทธภพ กลับกลายเป็นอีกภาพหนึ่ง
สืบเนื่องจากเหตุลอบสังหารพระมเหสี ราชสำนักได้ส่งทหารฝีมือดีหลายพันนาย พร้อมทั้งได้รับความร่วมมือจากสมาพันธ์นักสู้ เข้ากวาดล้างสำนักเทียนอิน
สำนักที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีต ไม่อาจเลี่ยงชะตากรรมที่ต้องล่มสลายไปได้
เหล่านักสู้ในสำนักบ้างก็ตาย บ้างก็หนีหายกระจัดกระจาย
ในวันที่ข่าวลือเรื่องนี้แพร่มาถึงเมืองหลวง หลิงเฟิงที่อยู่ในตำหนักเทียนซินได้ยินเสียงพิณแว่วมาจากทางตำหนักเย็น
ทว่าในคราวนี้ เสียงพิณกลับแฝงไว้ด้วยความเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดซึ้ง
"นี่นางกำลังไว้อาลัยให้แก่คนในสำนักเทียนอินงั้นรึ?"
หลิงเฟิงฟังเสียงพิณพลางลอบคิดในใจ
ในช่วงครึ่งแรกของบทเพลง เสียงพิณเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย ทว่าในช่วงครึ่งหลัง ท่วงทำนองกลับพุ่งสูงขึ้น กลายเป็นความแค้นเคืองและฮึกเหิม ราวกับคนที่ต้องแบกรับความอยุติธรรมมานานและต้องการจะระบายความในใจออกมาต่อสู้กับสวรรค์!!
จบไปหนึ่งบทเพลง
ทั่วทั้งฟ้าดินพลันเงียบสงัด
ภายในตำหนักเทียนซิน เหล่านางกำนัลทุกคนต่างก็ได้ยินเสียงพิณนี้
นางกำนัลบางคนถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาโดยไม่รู้ตัว
"ช่างเป็นเสียงพิณที่เศร้าและแค้นเคืองอะไรขนาดนี้ ท่านว่าพระสนมหลิวกุ้ยเฟยจะถูกใส่ร้ายจริงๆ ไหมคะ?"
"เฮ้อ เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องที่เราจะเข้าไปยุ่งได้หรอก"
"ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีก็พอ เรื่องนี้เหนือระดับพวกเราไปมากแล้ว"
ภายในสวนดอกไม้
หลิงเฟิงหลับตาลงเล็กน้อย หลังจากฟังจบหนึ่งบทเพลงเขาก็รู้สึกสะท้านใจอยู่บ้าง จึงอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าและถอนหายใจ "นับว่าเป็นหญิงสาวที่พิเศษจริงๆ"