- หน้าแรก
- พลิกฟ้าวิถียุทธ ข้ามองเห็นเงื่อนไขลับของวิชาเซียน!
- บทที่ 1 กวัดแกว่งกระบี่หนึ่งแสนครั้ง
บทที่ 1 กวัดแกว่งกระบี่หนึ่งแสนครั้ง
บทที่ 1 กวัดแกว่งกระบี่หนึ่งแสนครั้ง
บทที่ 1 กวัดแกว่งกระบี่หนึ่งแสนครั้ง
ต้าโจว ชิงโจว
ภายในชิงโจว มีเขตปกครองหนึ่งนามว่าเขตไป๋อวิ๋น
และภายในเขตไป๋อวิ๋นยังมีภูเขาลูกหนึ่งนามว่าภูเขาไป๋อวิ๋น บนภูเขามีสำนักอยู่สำนักหนึ่งชื่อว่าสำนักไป๋อวิ๋น
ในสำนักมีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เขาไม่ได้ชื่อไป๋อวิ๋น
เขามีนามว่า หลิงเฟิง
เล่ากันว่าพ่อแม่ของเขาหวังให้เขาสามารถทะยานขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดในวันข้างหน้า เป็นยอดฝูงชนที่ยืนเด่นบนยอดเขาและมองลงมายังยอดเขาอื่นๆ ที่เล็กลงไป จึงได้ตั้งชื่อนี้ให้กับเขา
ทว่าน่าเสียดายยิ่ง...
หลิงเฟิงมีความมุมานะที่จำเป็นสำหรับการเป็นยอดฝูงชน
แต่เขากลับไม่มีพรสวรรค์ที่จะเป็นยอดฝูงชนได้เลย
เข้าสำนักมาได้สองปีเศษ ปัจจุบันหลิงเฟิงยังไม่แม้แต่จะเป็นนักยุทธระดับเก้าเสียด้วยซ้ำ ในขณะที่ศิษย์รุ่นเดียวกันที่เข้าสำนักไป๋อวิ๋นมาพร้อมกับเขา ส่วนใหญ่ต่างก็เป็นนักยุทธระดับหกหรือระดับห้ากันหมดแล้ว
บนยอดเขา
หลิงเฟิงถือกระบี่มาตรฐานของศิษย์สำนักไป๋อวิ๋นด้วยมือซ้าย มือขวากุมด้ามกระบี่ รวบรวมสมาธิจดจ่อ จากนั้นก็ชักกระบี่ออกฟันไปยังยอดเขาที่อยู่เบื้องหน้า
ภูเขายังคงเป็นภูเขาลูกเดิม
หลิงเฟิงเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยสีหน้าเรียบเฉย จากนั้นก็เริ่มชักกระบี่ฟันออกไปข้างหน้าอีกครั้ง ชักกระบี่ เก็บกระบี่ ชักกระบี่ เก็บกระบี่...
เขาทำกิจวัตรนี้ซ้ำไปซ้ำมาราวกับเครื่องจักร
ไม่ไกลนัก มีคนเดินผ่านไปมา เมื่อเห็นหลิงเฟิงที่กำลังกวัดแกว่งกระบี่อย่างไม่หยุดหย่อน ก็อดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงหยันและวิพากษ์วิจารณ์ออกมาอย่างไม่เกรงใจ
"เจ้าโง่นี่ฝึกกระบี่มานานแค่ไหนแล้ว ทำไมยังเอาแต่ชักกระบี่ฟันอยู่อีก"
"ข้าออกจะนับถือเขาอยู่หน่อยๆ นะเนี่ย ที่สามารถทำเรื่องเดิมซ้ำๆ ติดต่อกันได้ทุกเมื่อเชื่อวันถึงสองปีเต็ม นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะทำได้เลย"
"ถ้าเขาเอาความแน่วแน่นี้ไปใช้กับเรื่องอื่น ป่านนี้ชีวิตคงรุ่งเรืองกว่าตอนนี้ไปนานแล้ว ฝึกยุทธงั้นรึ? เขาไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้เลยสักนิด"
เสียงวิจารณ์เหล่านี้ ย่อมเข้าหูของหลิงเฟิงอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทว่าเขากลับทำเป็นหูทวนลม และยังคงรักษาท่วงท่าการชักกระบี่และเก็บกระบี่ต่อไปอย่างเป็นจังหวะ
ไม่ว่าจะเป็นฤดูร้อนที่ร้อนระอุหรือฤดูหนาวที่เหน็บหนาว ไม่ว่าลมจะพัดแรงหรือฝนจะตกหนัก...
เขาก็ยังคงยืนหยัดทำเช่นนั้นเรื่อยมา
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด จนกระทั่งความหิวจู่โจม หลิงเฟิงจึงเอามือกุมท้องที่ส่งเสียงร้องโครกคราก เก็บกระบี่ยาวแล้วเดินลงเขาไปที่โรงอาหารเพื่อรับประทานอาหาร
ระหว่างทางลงเขา เขาเดินผ่านแผ่นศิลาแผ่นหนึ่ง
บนแผ่นศิลามีภาพลวดลายอันลึกลับซับซ้อนปรากฏอยู่
นี่คือสถานที่ที่มีชื่อเสียงที่สุดของสำนักไป๋อวิ๋น ศิลาเซียน!
เล่ากันว่า บนศิลาเซียนแผ่นนี้ได้บันทึกเคล็ดวิชาดาบไร้เทียมทานที่ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักไป๋อวิ๋นทิ้งไว้ หากใครฝึกฝนได้สำเร็จ ในอนาคตย่อมต้องกลายเป็นเซียนกระบี่อย่างแน่นอน!
ทว่านับตั้งแต่ปรมาจารย์ไป๋อวิ๋นล่วงลับไป ก็ผ่านมานานหลายร้อยปีแล้ว
ศิลาเซียนแผ่นนี้ตั้งอยู่เชิงเขาสำนักไป๋อวิ๋นมาหลายร้อยปี มีผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนมาเยี่ยมชมภาพลวดลายเหล่านี้ แต่กลับไม่เคยมีใครเข้าถึงความลึกลับของมันได้แม้เพียงกระผีกริ้น นานวันเข้า ศิลาเซียนจึงกลายเป็นเพียงตำนานบทหนึ่งเท่านั้น
ไม่มีใครคาดหวังว่าจะสามารถบรรลุสุดยอดวิชาจากศิลานี้ได้อีกต่อไป
จะมีก็เพียงผู้คนมากมายที่เดินทางมาตามชื่อเสียง ช่วยเพิ่มความคึกคักให้กับสำนักไป๋อวิ๋นบ้างก็เท่านั้น
ขณะที่หลิงเฟิงเดินผ่านศิลาเซียนและมองไปที่มัน ข้อความแจ้งเตือนที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่มองเห็นก็ปรากฏขึ้นบนแผ่นศิลา
[เคล็ดกระบี่เมฆาถามเซียน]
[ระดับ: เทพ]
[เงื่อนไขการเข้าถึง: รวบรวมสมาธิ จิตจดจ่อเพียงกระบี่ กวัดแกว่งกระบี่หนึ่งแสนครั้ง]
คำแจ้งเตือนนี้เองที่เป็นเหตุผลให้หลิงเฟิงกวัดแกว่งกระบี่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
เมื่อสองปีที่แล้ว เขาได้ทะลุมิติมายังโลกใบนี้ กลายเป็นศิษย์ฝ่ายนอกของสำนักไป๋อวิ๋น และเหมือนกับผู้ข้ามมิติที่มี 'นิ้วทองคำ' ส่วนใหญ่ หลิงเฟิงเองก็มีนิ้วทองคำเป็นของตนเองเช่นกัน
เขาสามารถมองเห็นเงื่อนไขการฝึกฝนที่ซ่อนอยู่ของวิชายุทธได้ ขอเพียงเขาสามารถทำให้ครบตามเงื่อนไขเหล่านั้น เขาก็จะสามารถครอบครองวิชายุทธเหล่านั้นได้โดยธรรมชาติ
ในวันที่เขามาถึงสำนักไป๋อวิ๋นวันแรก เขาก็พบว่าศิลาเซียนแผ่นนี้มีวิชาระดับเทพแฝงอยู่จริงตามคำเล่าลือ
วิชายุทธถูกแบ่งออกเป็นระดับล่าง, กลาง, บน, ลึกลับ, ดิน และเทพ!
ในสำนักไป๋อวิ๋น วิชาระดับบนสักวิชาหนึ่งก็นับว่าหาได้ยากยิ่งแล้ว
วิชาระดับลึกลับนั้นมีเพียงศิษย์สายตรงเท่านั้นที่มีโอกาสได้สัมผัส ส่วนระดับดินและระดับเทพในดินแดนต้าโจวนั้นล้วนเป็นเพียงเรื่องเล่าขาน!
สำหรับคำถามที่ว่าเหนือระดับเทพขึ้นไปจะมีวิชาอื่นอีกหรือไม่ หลิงเฟิงเองก็ยังไม่อาจทราบได้ในตอนนี้
สรุปสั้นๆ คือเมื่อมาถึงสำนักไป๋อวิ๋นและพบวิชาระดับเทพนี้เข้า หลิงเฟิงจึงเริ่มต้นการฝึกฝนด้วยการกวัดแกว่งกระบี่ทุกวัน ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทั่วไปยากจะเข้าใจ
การครอบครองวิชาระดับเทพเพียงวิชาเดียว ย่อมดีกว่าวิชาระดับบนนับพันนับหมื่นวิชา
"เวลาผ่านไปสองปีเศษแล้ว อีกไม่นานก็จะบรรลุเป้าหมายกวัดแกว่งกระบี่แสนครั้งแล้ว" หลิงเฟิงคิดในใจ
การกวัดแกว่งกระบี่หนึ่งแสนครั้งนั้นไม่ใช่เรื่องยาก
หากทำวันละไม่กี่ร้อยครั้ง ใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนก็เสร็จสิ้น
ทว่าเงื่อนไขเบื้องต้นของการกวัดแกว่งกระบี่แสนครั้งคือต้องรวบรวมสมาธิและมีจิตจดจ่อเพียงกระบี่เท่านั้น ไม่ใช่แค่การเหวี่ยงกระบี่ไปมาอย่างไร้จุดหมาย
ด้วยเหตุนี้หลิงเฟิงจึงต้องใช้เวลานานถึงสองปีเศษ แต่ตามที่เขาประเมินไว้ การจะบรรลุเป้าหมายนี้คงใช้เวลาอีกเพียงแค่หนึ่งหรือสองเดือนเท่านั้น
เมื่อมาถึงโรงอาหาร หลิงเฟิงถือถาดอาหารแล้วสั่งอาหารสองสามอย่างตามใจชอบ ทว่าป้าที่ตักอาหารให้เขานั้นกลับมีสีหน้าเย็นชา
เวลาตักให้คนอื่นมักจะได้มาเต็มช้อนใหญ่ แต่พอตักให้เขากลับได้ไม่ถึงครึ่งช้อน
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ค่อยเป็นที่ต้อนรับในสำนักไป๋อวิ๋นเท่าใดนัก
"เหอะ เจ้านี่นี่ยังกล้าโผล่หน้ามาหาข้าวกินอีกนะ อยู่สำนักไป๋อวิ๋นมาสองปีกว่า วันๆ เอาแต่กวัดแกว่งกระบี่บนยอดเขา แม้แต่ระดับเก้าก็ยังเป็นไม่ได้"
"สำนักไป๋อวิ๋นเลี้ยงเขาไว้ก็ไม่ต่างอะไรกับเลี้ยงคนไร้ค่า"
มีเสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นรอบตัว
แต่หลิงเฟิงกลับไม่ใส่ใจ ต่อให้เป็นคำนินทาที่รุนแรงแค่ไหน ตราบใดที่มันไม่สร้างความเสียหายต่อตัวเขาอย่างเป็นรูปธรรม เขาก็จะไม่สนใจมันนัก
เขาถือถาดอาหารไปหาที่นั่งแล้วก้มหน้าก้มตาหัวรับประทานอาหารเงียบๆ
เมื่อทานเสร็จ เขาต้องกลับไปกวัดแกว่งกระบี่ต่อ
ในตอนนั้นเอง
ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเขาอย่างช้าๆ "หลิงเฟิง เราสองคนเข้าสำนักไป๋อวิ๋นมาพร้อมกันใช่ไหมล่ะ แต่ดูตอนนี้สิ ข้ากลายเป็นนักยุทธระดับเจ็ดไปแล้ว ส่วนเจ้าน่ะยังไม่ใช่แม้แต่ระดับเก้าด้วยซ้ำ เจ้ายังมีหน้าหน้าอยู่สำนักไป๋อวิ๋นต่ออีกเหรอ?"
ใบหน้าของชายคนนั้นเปี่ยมไปด้วยความดูแคลนอย่างเห็นได้ชัด ผู้คนรอบข้างต่างก็พากันรอดูเรื่องสนุก
หลิงเฟิงเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าทานอาหารต่อ
ชายคนนั้นไม่ยอมรามือ และกำลังจะอ้าปากพ่นคำพูดต่อ ทว่าถาดอาหารใบหนึ่งก็ลอยมากระแทกเข้าที่หัวของเขาอย่างจัง
"ใครวะ?!" ชายคนนั้นแผดเสียงด้วยความโกรธแค้นพลางหันไปมองข้างหลัง แต่เมื่อเห็นคนที่เดินเข้ามา สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที "ศะ...ศิษย์พี่ไป๋..."
ผู้ที่เดินเข้ามาสวมชุดสีขาวขลิบทอง ชายเสื้อเป็นลายมงคล สวมมงกุฎสีม่วงทองประณีต ที่เอวห้อยหยกแกะสลัก ดูสง่างามหาใครเปรียบ
ไป๋ชูเฉิน หนึ่งในศิษย์สายตรงของสำนักไป๋อวิ๋น
เขาถูกยกย่องให้เป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ดีที่สุดในรอบสิบปีของสำนักไป๋อวิ๋น เขาเข้าสำนักมาพร้อมกับหลิงเฟิง แต่ปัจจุบันกลับเป็นนักยุทธระดับสี่ไปแล้ว
แม้จะยังเทียบไม่ได้กับศิษย์สายตรงคนอื่นๆ ...
แต่เขาก็เพิ่งฝึกฝนมาได้เพียงสองปีเศษเท่านั้น
ในขณะที่ศิษย์สายตรงคนอื่น อย่างน้อยที่สุดก็ฝึกฝนกันมาเป็นสิบปี
สิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดคือ ศิษย์สายตรงที่ถูกขนานนามว่ามีพรสวรรค์สูงที่สุดคนนี้ มักจะวางตัวเย็นชากับทุกคน แต่กลับให้ความสำคัญและดูแลหลิงเฟิงเป็นอย่างดี
หากในช่วงสองปีที่ผ่านมาไม่มีการดูแลจากไป๋ชูเฉิน หลิงเฟิงคงถูกขับออกจากสำนักไป๋อวิ๋นไปนานแล้ว
"ไสหัวไป!" ไป๋ชูเฉินมองชายที่มาหาเรื่องด้วยสายตาเย็นชา
อีกฝ่ายรีบพยักหน้าพลางโค้งตัวประจบ "ขอรับๆ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละขอรับ"
หลังจากไล่คนเกะกะไปแล้ว ไป๋ชูเฉินก็นั่งลงตรงหน้าหลิงเฟิงแล้วยิ้มกล่าวว่า "อาเฟิง ไม่เจอกันตั้งครึ่งเดือน คิดถึงข้าบ้างไหม?"
"ถ้าเจ้าเป็นสาวงาม ข้าอาจจะคิดถึงอยู่บ้าง"
หลิงเฟิงกลอกตาพลางตอบกลับ
"ไม่เจอกันนาน เจ้ายังเย็นชาเหมือนเดิมเลยนะ"
ไป๋ชูเฉินเบะปาก
"ปิดด่านไปตั้งครึ่งเดือน ได้อะไรมาบ้างล่ะ?"
หลิงเฟิงถามขึ้นลอยๆ
"เหอะ ตอนนี้ข้าอยู่ห่างจากระดับสามเพียงก้าวเดียวเท่านั้น!"
ไป๋ชูเฉินหัวเราะร่า ในแววตาฉายแววภาคภูมิใจ
หลิงเฟิงเองก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง ฝึกฝนไม่ถึงสามปีก็สามารถก้าวจากคนธรรมดามาเป็นยอดฝีมือที่เกือบถึงระดับสาม พรสวรรค์ของไป๋ชูเฉินช่างน่าทึ่งจริงๆ