- หน้าแรก
- ระบบพรสวรรค์สีทองแห่งสำนักง้อไบ๊!
- บทที่ 465 ดอกเซียงซือหลิงหลง
บทที่ 465 ดอกเซียงซือหลิงหลง
บทที่ 465 ดอกเซียงซือหลิงหลง
บทที่ 465 ดอกเซียงซือหลิงหลง
หลังจากนั่งลงเผชิญหน้ากับแม่ชีมิกจ้อและแม่ชีจื่อเจินแล้ว แม่ชีมิกจ้อก็กระแอมออกมาเบาๆ ก่อนจะเริ่มกล่าวว่า
"ครั้งนี้ที่อาจารย์และท่านอาของเจ้ามาหา ก็เพราะมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะพูดกับเจ้า"
กู้เส้าอันมีท่าทีนบนอบ รอฟังคำพูดถัดไปของแม่ชีมิกจ้ออย่างสงบ
"ก่อนหน้านี้มีเรื่องของวังจอมมารมาก่อน ประกอบกับพวกเจ้าทั้งสามคนยังไม่ได้แต่งงานกัน อาจารย์จึงไม่ได้เอ่ยถึง"
"ในยามนี้ เส้าอัน เจ้าได้กลายเป็นยอดฝีมือชั้นแนวหน้าแล้ว อาจารย์และท่านอาทั้งสองของเจ้าได้ปรึกษากันแล้วว่า จะลองเริ่มส่งมอบเรื่องราวต่างๆ ของสำนักง้อไบ๊ให้เจ้าดูแล"
เมื่อได้ยินดังนั้น มีหรือที่พวกกู้เส้าอันจะไม่รู้ว่า ความหมายของแม่ชีมิกจ้อคือการให้กู้เส้าอันสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนัก
ในชั่วพริบตา สายตาของทุกคนต่างก็จับจ้องไปที่กู้เส้าอัน
แม้ว่าอายุของกู้เส้าอันจะไม่มากนัก แต่ไม่ว่าจะเป็นในด้านสภาวะจิตใจ สติปัญญา พรสวรรค์ รวมถึงความแข็งแกร่ง ล้วนไร้ที่ติ
ในด้านภายนอก จากการที่จอมมารผังปานถูกพ่ายแพ้ รวมถึงการคุกเข่าของสือหั่วหลงแห่งพรรคกระยาจกบนยอดเขาง้อไบ๊ในวันนั้น และการเอาชนะหยวนตงหยวนเจ้าบ้านะไร้ร่องรอย ชื่อเสียงของกู้เส้าอันก็นับวันยิ่งสูงขึ้น
ในด้านภายใน ยามนี้ความเลื่อมใสในตัวกู้เส้าอันภายในใจของเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสสำนักง้อไบ๊ ไม่ได้ด้อยไปกว่าแม่ชีมิกจ้อผู้เป็นเจ้าสำนักเลยแม้แต่น้อย
การสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนัก แทบจะไม่มีเสียงคัดค้านใดๆ
แม่ชีมิกจ้อไม่ใช่คนที่ลุ่มหลงในอำนาจและตำแหน่งเจ้าสำนัก การที่มีศิษย์อย่างกู้เส้าอันมาเป็นเจ้าสำนักง้อไบ๊ จะกล่าวว่าเป็น "โชคดีของง้อไบ๊" ก็ไม่เกินจริงเลย
เมื่อเห็นกู้เส้าอันยังไม่เปิดปาก แม่ชีมิกจ้อจึงกล่าวต่อว่า
"ตอนนี้สำนักง้อไบ๊ได้กลับคืนสู่กลุ่มขุมกำลังชั้นแนวหน้าแล้ว ระดับกำลังภายในของอาจารย์เพิ่งจะถึงขั้นควบแน่นปราณเป็นหยวน ดูแล้วก็ออกจะเสียหน้าไปหน่อย"
"หากเป็นเจ้ามาเป็นเจ้าสำนักแทน จะดูเหมาะสมกว่ามาก"
หลังจากคำพูดของแม่ชีมิกจ้อสิ้นสุดลง กู้เส้าอันจึงส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า
"ยังเร็วเกินไปครับ"
ต่อมา ภายใต้สายตาของแม่ชีมิกจ้อและคนอื่นๆ กู้เส้าอันกล่าวต่อไปว่า
"ในยามนี้กลียุคกำลังจะมาถึง การต่อสู้ระหว่างแคว้นต้าเว่ยและแคว้นต้าหยวนในภายภาคหน้าจะไม่ใช่เรื่องเล็ก"
"เมื่อสองแคว้นทำศึก ยุทธจักรย่อมจะปั่นป่วน ถึงตอนนั้นสำนักง้อไบ๊ของเราจะวางตัวอยู่นอกเหนือความวุ่นวายได้หรือไม่ ก็ยังไม่แน่"
"หนทางที่ดีที่สุดที่จะปกป้องสำนักง้อไบ๊ คือการทำให้พละกำลังของสำนักแข็งแกร่งขึ้น"
"หลังจากเป็นเจ้าสำนัก ย่อมมีเรื่องราวมากมายที่ทำให้ศิษย์ต้องวอกแวก หากเทียบกันแล้ว การรักษาสถานะเดิมไว้ย่อมดีที่สุดครับ"
กู้เส้าอันหยุดเว้นจังหวะครู่หนึ่งแล้วยิ้มกล่าวว่า
"อีกอย่าง ท่านอาจารย์และท่านอาตอนนี้เพิ่งจะมีอายุเพียงสี่สิบต้นๆ หลังจากผ่านการขัดเกลาใจด้วยค่ายกลหมากเจินหลงมาแล้ว กำลังภายในของพวกท่านก็ยกระดับขึ้นไม่น้อย"
"ผ่านไปอีกสักสองปี ระดับกำลังภายในก็น่าจะก้าวเข้าสู่ขั้นควบแน่นหยวนเป็นกังได้ ด้วยพื้นฐานและโครงสร้างกระดูกของท่านอาจารย์และท่านอาในตอนนี้ การก้าวเข้าสู่ระดับสวรรค์มนุษย์ในอนาคตก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อมครับ"
"ถึงตอนนั้นอายุขัยจะเพิ่มขึ้นถึงสามร้อยปี หากคำนวณตามอายุนี้ ตอนนี้ท่านอาจารย์ยังถือว่าเยาว์วัยนัก เหตุใดจึงต้องรีบร้อนขนาดนี้ล่ะครับ?"
เมื่อได้ยินคำพูดทิ้งท้ายของกู้เส้าอัน แม่ชีมิกจ้อก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
"เจ้าคำนวณแบบนี้ได้ด้วยรึ?"
ทว่าหลังจากตอบรับไปแล้ว แม่ชีมิกจ้อกลับนิ่งเงียบลงไป
กู้เส้าอันมองเห็นปฏิกิริยาของแม่ชีมิกจ้อ จึงยิ้มกล่าวว่า
"สำหรับศิษย์ ศิษย์พี่ และศิษย์น้องแล้ว ง้อไบ๊เปรียบเสมือนบ้านมานานแล้ว สมาชิกในบ้านมีหน้าที่ต่างกันถึงจะอยู่กันได้อย่างกลมเกลียวครับ"
"สำหรับศิษย์ สิ่งที่ให้ความสำคัญมาตลอดไม่ใช่ตำแหน่งใดๆ แต่คือคนข้างกายครับ"
"ด้วยสถานการณ์ของศิษย์ ในอนาคตย่อมต้องออกไปวุ่นวายที่นั่นที่นี่ การมีฐานะเจ้าสำนักค้ำคอไว้ กลับจะทำให้ทำอะไรได้ไม่ถนัด"
"หากเทียบกันแล้ว ให้ท่านอาจารย์นั่งในตำแหน่งนี้ต่อไปจะดีกว่าครับ"
สุดท้าย กู้เส้าอันดูเหมือนจะนึกอะไรออกจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาว่า
"หากท่านอาจารย์รู้สึกเบื่อตำแหน่งเจ้าสำนักนี้แล้ว จะส่งมอบให้ท่านอาเจื่อเจินหรือท่านอาเจื่อหยวนก็ได้ครับ อย่างไรก็คนกันเอง ผลัดกันนั่งก็ได้"
เมื่อได้ยินดังนั้น แม่ชีมิกจ้อก็หัวเราะด่าว่า
"เจ้าเห็นตำแหน่งเจ้าสำนักนี้เป็นอะไรกัน? ถึงกับจะให้ผลัดกันนั่งเชียวรึ"
ถึงจะพูดเช่นนั้น แต่ในใจของแม่ชีมิกจ้อก็ได้แต่ทอดถอนใจเบาๆ
สิ่งที่กู้เส้าอันพูด มีหรือที่แม่ชีมิกจ้อจะไม่เข้าใจ?
เพียงแต่แม่ชีมิกจ้อเชื่อมั่นยิ่งกว่าว่า สำนักง้อไบ๊ที่อยู่ในมือกู้เส้าอัน จะต้องรุ่งโรจน์ยิ่งกว่าอยู่ในมือของนางอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นว่ากู้เส้าอันไม่มีความคิดที่จะสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักจริงๆ หลังจากแม่ชีมิกจ้อนิ่งคิดครู่หนึ่งจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจว่า
"เอาเถอะ! เจ้าอยากจะทุ่มเทสมาธิไปกับการฝึกฝนก็เป็นเรื่องดี ในเมื่อตอนนี้เจ้ายังไม่อยากนั่งตำแหน่งนี้ อาจารย์ก็จะช่วยจัดการเรื่องจุกจิกให้เอง เพื่อให้เจ้าฝึกฝนได้อย่างสบายใจ"
กู้เส้าอันพยักหน้ายิ้มกล่าวว่า
"เช่นนั้นก็ต้องรบกวนท่านอาจารย์และท่านอาด้วยครับ"
กาลเวลาพ้นผ่านไปรวดเร็วดุจอาชาสีขาววิ่งผ่านช่องว่าง แมกไม้ในขุนเขาผลัดเปลี่ยนจากสีเขียวชอุ่มในฤดูร้อน กลายเป็นสีแดงทองและเหลืองหม่น
พริบตาเดียว ก็เข้าสู่ช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วงในเดือนตุลาคมแล้ว
ณ ป่าไผ่ทางทิศตะวันออกของเขาต้าเอ๋อ ใบไผ่ยังไม่ร่วงโรย ยังคงเขียวขจี
เพียงแต่เสียงซ่าๆ ของยอดไผ่ที่พริ้วไหวตามลมฤดูใบไม้ร่วงนั้น มีความร้อนระอุน้อยกว่าฤดูร้อน และมีความเย็นเยียบเพิ่มมากขึ้น
ภายในศาลาพักผ่อนลึกเข้าไปในป่าไผ่ กู้เส้าอันและกู่ซานทงนั่งเผชิญหน้ากัน
ในยามนี้กู่ซานทงขมวดคิ้ว มือข้างหนึ่งคีบหมากดำไว้ จ้องมองกระดานหมากตรงหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ท่าทางนี้ กู่ซานทงรักษาไว้เกือบครึ่งก้านธูปแล้ว
ส่วนกู้เส้าอันที่อยู่ตรงข้าม ใช้มือข้างหนึ่งท้าวคางไว้ครึ่งหน้า อีกมือหนึ่งวางบนโต๊ะหินอย่างสบายๆ
ปลายนิ้วคีบหมากขาวที่ดูนุ่มนวลราวกับมีชีวิต พลิกหมุนไปมาตามนิ้วทั้งห้าที่เรียวยาวของเขาอย่างคล่องแคล่ว
เดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้า วิถีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนไปมาไม่แน่นอน แต่หมากนั้นกลับไม่เคยร่วงหล่นลงมาเลย
สิ่งที่น่าดึงดูดสายตาที่สุด คือที่ด้านหลังของกู้เส้าอัน ในยามนี้กลับปรากฏเงาสีแดงเพลิงลางๆ วูบวาบเป็นระยะ
บางครั้งมีพลังแห่งฟ้าดินไหลผ่านร่างเทพแห่งไฟเบื้องหลังเข้าสู่ร่างกายของกู้เส้าอัน แล้วถูกกู้เส้าอันชักนำเข้าสู่ปราณ กาย และจิตทั้งสามอย่างเชี่ยวชาญ
เวลาผ่านไปหลายเดือน ในยามนี้ ปราณ กาย และจิตทั้งสามในร่างกายของกู้เส้าอัน มีความแน่นหนากว่าตอนที่เพิ่งควบแน่นออกมามากนัก
นอกจากนี้ ปราณ กาย และจิตของตัวกู้เส้าอันเองก็บริสุทธิ์และควบแน่นมากขึ้นด้วย
ครู่ต่อมา หลังจากครุ่นคิดมานาน ในที่สุดหมากดำในมือกู่ซานทงก็วางลงบนกระดาน
และในพริบตาที่หมากของกู่ซานทงวางลง กู้เส้าอันก็ใช้นิ้วหัวแม่มือดีดเบาๆ หมากขาวพลิกหมุนกลางอากาศเป็นเส้นโค้ง และตกลงบนจุดหนึ่งบนกระดานได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ
ยามมองดูหมากที่กู้เส้าอันวางลง กู่ซานทงก็รีบกวาดสายตามองบนกระดานอย่างรวดเร็ว ก่อนจะทำหน้าพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง
"ไม่เดินแล้ว หลายเดือนมานี้เดินหมากมาหลายร้อยครั้ง ไม่เคยชนะเลยสักตาเดียว"
"ไม่รู้ว่าเจ้าเด็กอย่างเจ้า ไปเอาฝีมือหมากที่ล้ำลึกขนาดนี้มาจากไหนกัน"
ยามเผชิญกับการบ่นของกู่ซานทง กู้เส้าอันก็ได้แต่ยิ้มขำในใจ
ด้วยฝีมือหมากระดับปรมาจารย์ อย่าว่าแต่กู่ซานทงเลย ต่อให้เป็นทั่วทั้งแผ่นดินเก้าแคว้น ก็หาคนที่มีฝีมือหมากเทียบเท่ากู้เส้าอันไม่ได้
ถ้าแพ้กู่ซานทงสิ ถึงจะเป็นเรื่องประหลาด
เขาใช้วิชาพลังหยินหยางดึงหมากดำและขาวบนกระดานกลับเข้าโถหมากแยกกัน ก่อนจะเปิดปากกล่าวว่า
"หาได้ยากที่วันนี้ท่านอากู่จะมีอารมณ์สุนทรีย์มาเดินหมาก 'เคล็ดวิชาสี่ลักษณ์สวรรค์' มีความก้าวหน้าแล้วหรือครับ?"
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของกู่ซานทงก็สลดลงทันที
" 'เคล็ดวิชาสี่ลักษณ์สวรรค์' ของเจ้านี่ไม่รู้ว่าสร้างขึ้นมาอย่างไร ถึงได้ฝึกยากขนาดนี้"
"สามเดือนกว่าแล้วข้ายังอยู่ที่ระดับ 'เบื้องต้น' อยู่เลย เพิ่งจะรู้สึกว่ามีเค้าลางจะเลื่อนระดับได้ก็เมื่อไม่กี่วันนี้เอง"
กู้เส้าอันยิ้มกล่าวว่า
" 'เคล็ดวิชาสี่ลักษณ์สวรรค์' นั้นพิเศษ แม้จะเป็นเพียงการฝึกฝน ก็ต้องเกี่ยวข้องกับปราณ กาย จิต และปราณกัง"
"ตอนนี้ท่านเพิ่งจะควบแน่นเมล็ดพันธุ์แห่งปราณได้เพียงอย่างเดียว เมล็ดพันธุ์แห่งกายและจิตยังไม่ได้ควบแน่น ความยากในการฝึกฝนย่อมจะมากเป็นธรรมดาครับ"
"แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับ 'เชี่ยวชาญ' แล้ว ก็จะสามารถใช้วิชาของ 'เทพลมพิโรธ' หลอมรวมพลังแห่งฟ้าดินมาใช้ขัดเกลาปราณ กาย และจิตในร่างกายของท่านได้"
"และท่านอากู่ก็จะมีสุดยอดวิชาเพิ่มขึ้นอีกอย่างไว้รับมือศัตรูด้วยครับ"