- หน้าแรก
- ระบบพรสวรรค์สีทองแห่งสำนักง้อไบ๊!
- บทที่ 255: ชีวิตคือละคร ล้วนขึ้นอยู่กับการแสดง
บทที่ 255: ชีวิตคือละคร ล้วนขึ้นอยู่กับการแสดง
บทที่ 255: ชีวิตคือละคร ล้วนขึ้นอยู่กับการแสดง
บทที่ 255: ชีวิตคือละคร ล้วนขึ้นอยู่กับการแสดง
"ยาที่เจ้าใช้เปลี่ยนสีผิวนั้นมีผลเสียต่อตับและไตไม่น้อย หากใช้ต่อไปจะส่งผลกระทบมากเกินไป"
"ยาเม็ดนี้สามารถช่วยรักษาความมืดดำของสีผิวตามสภาพการแปลงโฉมในตอนนี้ได้ และจะไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย พรุ่งนี้เช้าตื่นมาให้ละลายน้ำดื่มเสีย"
"เรื่องราวในวันพรุ่งนี้ ยังต้องขอแรงเจ้าและท่านอาช่วยด้วย ส่วนเรื่องของสำนักกระบี่ยักษ์และตึกซื่อไห่ หลังจากจัดการเรื่องในเมืองพรุ่งนี้เสร็จแล้ว ข้าจะไปจัดการให้เจ้าพร้อมกันเลย"
เหมยเจี้ยงเสวี่ยรับยาลูกกลอนจากกู้เส้าอันมาแล้วเอ่ยเสียงเบา "เจี้ยงเสวี่ยขอบคุณท่านผู้มีพระคุณยิ่งนัก!"
กู้เส้าอันไม่ได้พูดอะไรมาก กำชับอีกสองสามคำแล้วลุกเดินออกไปด้านนอก
วันรุ่งขึ้น ยามเช้าตรู่ที่แสงเงินแสงทองเริ่มปรากฏ ประตูเมืองที่หนาหนักของเมืองกู่ซานค่อยๆ เปิดออกพร้อมเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด
แสงรุ่งอรุณยังไม่ทันจางหายไป ทาบพื้นถนนที่ปูด้วยแผ่นหินให้กลายเป็นสีทองจางๆ ที่เย็นเยียบ
รถม้าที่ดูเก่าเล็กน้อยคันหนึ่ง วิ่งปะปนไปกับฝูงชนที่เข้าเมืองและรถวัวขนส่งสินค้า เดินทางเข้าสู่ตัวเมืองอย่างไม่รีบร้อน
บนที่นั่งคนขับมีผู้เฒ่ารูปร่างผอมกะหรอนั่งอยู่คนหนึ่ง
เขาหลังงุ้ม สวมชุดผ้าป่านเก่าสีน้ำตาลเทาที่ดูตัวใหญ่เกินไป ยิ่งขับเน้นให้รูปร่างนั้นดูบอบบางราวกับกิ่งไม้แห้ง
ผิวหนังที่ลำคอและข้อมือหย่อนคล้อย เต็มไปด้วยริ้วรอยลึก
ที่น่ากลัวที่สุดคือใบหน้าของเขา—แก้มตอบโหล โหนกแก้มสูงแหลมดุจคมมีด เบ้าตาปึกโบ๋ราวกับหลุมดำสองหลุม ริมฝีปากแห้งกร้านเป็นสีม่วง
เส้นผมสีขาวแซมเทาที่เบาบางยุ่งเหยิงปรกลงมาที่หน้าผาก สั่นไหวอย่างไร้เรี่ยวแรงตามการสั่นสะเทือนของล้อรถ
เขามักจะส่งเสียงไอที่อัดอั้นออกมาเป็นระยะๆ เสียงแหบพร่าแห้งผาก ราวกับลมหายใจจะขาดตอนได้ทุกเมื่อ
ที่นอกตัวรถ กู่ซานทงซึ่งกำลังบังคับรถม้าอยู่ มือหนึ่งดึงสายบังเหียน อีกมืออดไม่ได้ที่จะแอบคลำแก้มและท่อนแขนที่ผอมจนน่ากลัวของตนในยามนี้
"เจ้าเด็กนี่ มันเริ่มเรียนวิชาแพทย์มาตั้งแต่ในท้องแม่หรืออย่างไร? แค่ให้กินยาลงไปเม็ดเดียว ไม่เพียงแต่ทำให้โฉมหน้าของข้าเหมือนตอนอยู่ในคุกหลวงทุกประการ แม้แต่ความรู้สึกที่พลังชีวิตกำลังจะมอดดับนี่ก็เหมือนเปี๊ยบเลย"
"ต่อให้เป็นยอดฝีมือวิชาแปลงโฉมในยุทธภพมาตรวจสอบด้วยตนเอง ก็คงยากจะแยกแยะของจริงของปลอมได้"
"มีฝีมือขนาดนี้ ถ้าเด็กนี่ไปเป็นโจรเด็ดบุปผา ใครจะจับมันได้ล่ะนี่?"
รถม้าวิ่งไปตามถนนที่ยังไม่ค่อยคึกคักนักอย่างช้าๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าโรงเตี๊ยมที่พวกกู้เส้าอันเข้าพักเมื่อวาน
ในเวลานี้โรงเตี๊ยมเปิดต้อนรับแขกแล้ว มีผู้คนเดินเข้าออกอยู่ไม่น้อย
เมื่อเห็นรถม้ามาจอด เสี่ยวเอ้อร์จึงรีบปั้นหน้ายิ้มออกมาต้อนรับ
ทว่า เมื่อเขาเดินมาถึงหน้ารถม้า สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือผู้เฒ่าที่ดูเหมือนจะถูกลมพัดล้มได้ทุกเมื่อคนหนึ่งกำลังอุ้มร่างคนหนึ่งออกมาจากรถม้า
เสี่ยวเอ้อร์เลื่อนสายตาลงมอง พบว่าคนที่ผู้เฒ่าอุ้มอยู่นั้นเป็นสตรีสาวในวัยสะพรั่ง
นางสวมชุดยาวผ้าไหมสีแดงสดดุจเลือด ตัดกับภาพพื้นหลังของรถม้าที่เรียบง่ายและภาพลักษณ์ที่ดูแห้งเหี่ยวของกู่ซานทง ทำให้สีแดงนั้นดูโดดเด่นและสะดุดตาเป็นพิเศษ
สตรีนางนั้นหลับตาแน่น ขนตาที่ยาวทอดเงาเป็นริ้วบนใบหน้าที่ขาวซีด ลมหายใจแผ่วเบาจนแทบสัมผัสไม่ได้
ร่างกายของนางราวกับยังมีไอเย็นจางๆ แผ่ออกมา กลายเป็นไอสีขาวบางๆ ท่ามกลางอากาศยามเช้า
ที่สำคัญที่สุดคือโฉมหน้าของนาง
แม้จะหลับตาแน่น ใบหน้าขาวซีดดุจหิมะ แต่ความงามตามธรรมชาติก็ไม่ได้ลดเลือนไปเลยแม้แต่น้อย
คิ้วโก่งดุจทิวเขาไกล จมูกโด่งเชิดรั้น
ประกอบกับใบหน้าขาวซีดนั้น ยิ่งทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกเกิดความสงสารจับใจ
เมื่อได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของซู่ซิน แม้แต่เสี่ยวเอ้อร์ที่เคยต้อนรับแขกมามากมายก็ยังตะลึงไปชั่วขณะ
แขกที่เดินเข้าออกหน้าโรงเตี๊ยม ต่างก็อดไม่ได้ที่จะถูกดึงดูดด้วยโฉมหน้าของซู่ซิน จนฝีเท้าเริ่มช้าลง
กู่ซานทงทำเหมือนมองไม่เห็นสายตาที่หยุดนิ่งรอบกาย เขาหยิบเศษทองน้ำหนักหนึ่งตำลึงโยนให้เสี่ยวเอ้อร์ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าราวกับเสียงเครื่องเป่าลมที่ชำรุดว่า "เปิดห้องพักที่ดี่ที่สุดหนึ่งห้อง เอาที่หันไปทางทิศตะวันออก เร็วเข้า!"
เสี่ยวเอ้อร์จึงได้สติรีบเก็บทองไว้ด้วยความยินดี แล้วรีบหันไปนำทางอย่างกะตือรือร้น
ทว่าในขณะที่เดิน เสี่ยวเอ้อร์ก็อดไม่ได้ที่จะแอบชำเลืองมองสตรีที่หมดสติอยู่บ่อยครั้ง
ส่วนกู่ซานทงก็อุ้มซู่ซินก้าวเดินอย่าง "โขยกเขยก" ตามหลังเขาไป ทุกก้าวย่างดูเป็นไปด้วยความยากลำบากและหนักอึ้ง ราวกับในอ้อมแขนคือหินหนักพันชั่งที่เขาอาจจะทนไม่ไหวจนล้มลงได้ทุกเมื่อ
ที่ชั้นล่าง กู้เส้าอันมองดูท่าทางที่เหมือนตะเกียงใกล้น้ำมันหมดของกู่ซานทงในยามนี้แล้วอดไม่ได้ที่จะแอบหัวเราะในใจ
เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมล้ำลึกอย่างจูอู๋ซื่อ ถึงถูกกู่ซานทงหลอกมาได้หลายสิบปี
การแสดงของกู่ซานทงเมื่อครู่นี้ อธิบายคำว่า "ชีวิตคือละคร ล้วนขึ้นอยู่กับการแสดง" ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เพราะฉะนั้น เรื่องการหลอกลวงคนนั้น ไม่เกี่ยงว่าเป็นหญิงหรือชาย ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ล้วนๆ
ผ่านไปครึ่งเค่อ กู่ซานทงที่เพิ่งขึ้นไปข้างบนก็ปรากฏตัวที่หัวบันไดอีกครั้ง แล้วเดินตรงไปที่หน้าประตู
เมื่อกู่ซานทงเดินออกจากโรงเตี๊ยม กู้เส้าอันจึงวางถ้วยชาในมือลงแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
หนึ่งก้านธูปผ่านไป
ท่ามกลางรอยยิ้มประจบของเสี่ยวเอ้อร์และหลงจู๊โรงเตี๊ยม กู่ซานทงถือห่อยามาสองสามห่อ แล้วขออุปกรณ์ต้มยาจากเสี่ยวเอ้อร์ก่อนจะเดินขึ้นชั้นบนไป
แต่ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบและหนักหน่วงก็ดังขึ้นที่บันไดอีกครั้ง
เสี่ยวเอ้อร์หันไปมอง พบว่ากู่ซานทงวิ่งพรวดลงมาเพียงลำพัง ในยามนี้เขาไม่มีท่าทางอ่อนแอเดินโอนเอนเหมือนเมื่อครู่อีกต่อไป ใบหน้ายังคงแห้งเหี่ยวทรุดโทรม แต่ในดวงตาที่ขุ่นมัวกลับฉายแววโทสะที่รุนแรงถึงขีดสุดออกมา
เขาพุ่งไปที่เคาน์เตอร์ ไม่สนใจบัญชีที่เสมียนกำลังคิดอยู่ เขาคว้าสาบเสื้อของเสี่ยวเอ้อร์ที่อยู่ใกล้ที่สุด แล้วหิ้วร่างนั้นจนเท้าลอยเหนือพื้น
"ซู่ซินล่ะอยู่ที่ไหน?"
เสียงของกู่ซานทงแผดก้องประดุจเสียงอสนีบาต สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งโถงโรงเตี๊ยมในพริบตา! ความ "อ่อนแอ" ก่อนหน้านี้หายไปสิ้น เหลือเพียงโทสะที่คลุ้มคลั่ง!
เสี่ยวเอ้อร์ที่ตั้งตัวไม่ทันตกใจแทบสิ้นสติ ใบหน้าขาวซีดดุจกระดาษ ลิ้นพันกันนัวเนีย "ผะ... ผู้ใดหรือครับ?"
"สตรีที่ข้าอุ้มเข้าไปในห้องชั้นบนเบอร์สามเมื่อครู่อย่างไรเล่า!"
กู่ซานทงคำราม นิ้วมือแทบจะจมลงไปในเนื้อของเสี่ยวเอ้อร์
ในสมองของเสี่ยวเอ้อร์พลันนึกถึงสตรีชุดแดงที่ใบหน้าขาวซีดแต่กลับทำให้คนรู้สึกน่าเวทนาเมื่อครู่ จากนั้นเขาราวกับนึกอะไรขึ้นได้ แววตาฉายแววบางอย่างที่แอบซ่อนไว้อย่างแนบเนียน
วินาทีต่อมา เสี่ยวเอ้อร์ก็ส่ายหัวเป็นพัลวัน "มะ... ไม่ทราบครับ! ผู้น้อยวุ่นอยู่แต่ข้างล่าง มะ... ไม่เห็นมีคนอื่นลงมา และไม่เห็นใครออกไปเลยครับ!"
"ตดเน่า!"
กู่ซานทงไม่เชื่อแม้แต่น้อย เขาหัวเราะออกมาด้วยความโกรธจัด น้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง "ข้าเพิ่งจากไปเพียงครู่เดียว คนก็หายไปแล้ว ต้องเป็นพวกเจ้าที่เป็นโรงเตี๊ยมโจรทำเรื่องชั่วไว้แน่!"
จิตสังหารในดวงตาเขาพุ่งสูงขึ้น เขาไม่พูดพล่ามทำเพลงอีก ไม่สนใจเสียงร้องโวยวายของเสี่ยวเอ้อร์ เขาคว้าคอเสื้อด้านหลังของเสี่ยวเอ้อร์ไว้ แล้วกระทืบเท้าลงบนพื้นอย่างแรง
"ตู้ม!"
ทันทีที่พื้นหินที่แข็งแกร่งถูกเหยียบจนเป็นหลุมตื้น ร่างของกู่ซานทงก็กลายเป็นเงาสีเทาที่เลือนลาง หิ้วเสี่ยวเอ้อร์ออกไปราวกับหิ้วลูกไก่ตัวเล็กๆ
ทิ้งไว้เพียงกลุ่มแขกที่ยืนตะลึงงันและสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว กับเสียงลูกคิดของเสมียนที่ร่วงหล่นลงพื้นดังเกรียวกราวไปทั่ว
ที่ลึกเข้าไปในโรงเก็บเหล้าทางตะวันตกของเมือง
หลังจากผ่านการจัดการมาทั้งคืน ศพที่วางอยู่บนพื้นก็ถูก "จัดวาง" ใหม่
ศพที่เย็นชืดถูกย้ายออกจากตำแหน่งที่สะดุดตา คราบเลือดถูกจัดการด้วยผงยาพิเศษอย่างแยบยล ทำให้ดูเหมือนเพิ่งไหลออกมาได้ไม่นาน
แม้แต่สีผิวของศพ ก็ยังไม่ได้เป็นสีซีดเทาเหมือนคนที่ตายมาหลายชั่วโมงแล้ว
เห็นได้ชัดว่ากู้เส้าอันใช้ยาพิเศษจัดการไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ศพเหล่านี้ยังคงสภาพเหมือนเพิ่งตายใหม่ๆ
ซู่ซินและกู้เส้าอันที่เมื่อครู่ยังอยู่ในโรงเตี๊ยม ในยามนี้มาอยู่ที่โรงเก็บเหล้าแล้ว
ทว่าสิ่งที่ต่างออกไปคือเสื้อผ้าและโฉมหน้าของซู่ซินมีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เห็นได้ชัดว่านางได้รับการแปลงโฉมและปลอมตัวใหม่อีกครั้ง
ส่วนเหมยเจี้ยงเสวี่ยและสงเหว่ยยืนรออยู่ด้านข้าง
ในเวลานี้เหมยเจี้ยงเสวี่ยได้ชำระล้างร่างกายเรียบร้อยแล้ว แม้นางจะยังแปลงโฉมอยู่ ดูโฉมหน้าธรรมดาและผิวพรรณมืดคล้ำ แต่ก็ไม่ใช่ขอทานน้อยที่ดูมอมแมมเหมือนเมื่อวาน
เมื่อนางขยับตัวเพียงเล็กน้อย ขาที่เคยเป๋ก็ดูไม่มีปัญหาใดๆ อีกเลย
ในขณะที่ทุกคนกำลังรอคอย ร่างที่เลือนลางร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามาในโรงเก็บเหล้าพร้อมเสียงแหวกอากาศที่แหลมคม
เขาโยนเสี่ยวเอ้อร์ที่ไร้ลมหายใจในมือทิ้งไปด้านข้างอย่างไม่ใยดีดุจทิ้งขยะ แล้วหันมากล่าวกับกู้เส้าอันว่า "เป็นอย่างที่พวกเราคาดไว้ คนที่แอบส่งข่าวเรื่องห้องพักของพวกเราเมื่อวานก็คือเสี่ยวเอ้อร์คนนี้ เขาเป็นสายที่พรรคหัตถ์ผีส่งไปแฝงตัวอยู่ในโรงเตี๊ยม คอยจ้องมองหญิงสาวหน้าตาดีที่สัญจรผ่านไปมา"
กู้เส้าอันพยักหน้าเล็กน้อย เขาไม่ประหลาดใจกับผลลัพธ์นี้
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วเปิดปากว่า "รีบหน่อย อีกเดี๋ยวต้องไปที่สำนักกระบี่ยักษ์และตึกซื่อไห่ต่อ ช้าไปจะเกิดการเปลี่ยนแปลง"
พูดจบ กู้เส้าอันก็นำซู่ซิน, เหมยเจี้ยงเสวี่ย และสงเหว่ย หลบหนีออกจากโรงเก็บเหล้าอย่างรวดเร็วผ่านเส้นทางลับทางด้านหลัง
โรงเก็บเหล้าอันกว้างใหญ่ พริบตาเดียวก็เหลือเพียง "ความวุ่นวาย" ทั่วบริเวณ กับกู่ซานทงเพียงลำพัง
แววตาขี้เล่นบนใบหน้าของกู่ซานทงอันตรธานหายไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากรอคอยอยู่ร้อยอึดใจ กู่ซานทงก็กระแอมไอ แล้วพุ่งเข้าไปในคุกใต้ดินที่ขังคนที่ถูกลักพาตัวมา เขาชกประตูไม้ที่หนาหนักจนพังพินาศ
แล้วมุดเข้าไปในคุกใต้ดิน
หญิงสาวและเด็กที่ถูกขังอยู่ภายในต่างตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ พากันเบียดตัวเข้าหากันเป็นกลุ่ม
ทว่ากู่ซานทงกลับไม่สนใจ เขาพึมพำออกมาว่า "ไม่อยู่ ซู่ซินไม่ได้อยู่ที่นี่" แล้วหันหลังเดินจากไป
เพียงไม่กี่ลมหายใจ เขาก็พุ่งออกจากปากทางเข้าคุกใต้ดิน แล้วเลี้ยวขวับมุ่งหน้าไปยังประตูใหญ่ของโรงเก็บเหล้าที่เชื่อมต่อกับภายนอก!
"โครม!"
เสียงดังสนั่นขึ้นอีกครั้ง
ประตูไม้สักบานยักษ์ ภายใต้การพุ่งชนของกู่ซานทง บานประตูที่หนาหนักทั้งสองบานก็ปลิวว่อนไปข้างหลังราวกับเศษกระดาษ กระแทกเข้ากับกำแพงอย่างแรงแล้วร่วงลงพื้น ฝุ่นตลบและเศษไม้ปลิวว่อนไปทั่ว!
ในวินาทีที่พุ่งพ้นประตู ร่างของกู่ซานทงไม่มีการหยุดชะงักแม้แต่น้อย เขากลายเป็นเงาสีเทาที่รวดเร็วดุจสายฟ้า พุ่งเข้าสู่ถนนหน้าโรงเก็บเหล้าทันที
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวภายในโรงเก็บเหล้า ดึงดูดให้ผู้คนมารวมตัวกันที่ด้านหน้าโรงเก็บเหล้าอยู่แล้ว
ในยามนี้เมื่อเห็นกู่ซานทงพุ่งพรวดออกมาด้วยสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงและท่าทางคลุ้มคลั่ง ผู้คนรอบข้างต่างก็ตกใจแทบสิ้นสติ
กู่ซานทงกวาดตามองไปรอบๆ แล้วคว้าคนมาถามทันที "สำนักกระบี่ยักษ์อยู่ที่ไหน?"
ครู่ต่อมา หลังจากรู้ทิศทางของสำนักกระบี่ยักษ์จากปากคนผู้หนึ่ง
กู่ซานทงทั้งร่างก็กลายเป็นลำแสงสีเทาที่รวดเร็วจนตาแทบมองไม่ทัน พุ่งออกไปพร้อมกับเจตนาสังหารที่คลุ้มคลั่งและรุนแรง และความเร็วที่ไร้ที่เปรียบ ร่างกายว่องไวประดุจลูกธนูที่หลุดจากคันศร เพียงพริบตาก็หายวับไปที่หัวมุมถนน มุ่งหน้าตรงไปยังทิศตะวันตกของเมืองทันที
ทิ้งไว้เพียงกลุ่มคนเดินถนนและพ่อค้าแม่ขายที่ยังคงขวัญผวาอยู่เบื้องหลัง