เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 155: อานุภาพแห่งการรับรู้พลังงาน

บทที่ 155: อานุภาพแห่งการรับรู้พลังงาน

บทที่ 155: อานุภาพแห่งการรับรู้พลังงาน


บทที่ 155: อานุภาพแห่งการรับรู้พลังงาน

หวังเหมิงอุทานออกมาจากใจจริง "นี่มันไม่ใช่พรสวรรค์ในการต่อสู้แล้ว นี่มันคือเรดาร์หาของเถื่อนเคลื่อนที่ชัดๆ!"

หานเฟิงยิ้มบางๆ ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม

ทั้งสองตกลงกันไว้ว่า ใครเจอของสิ่งนั้นก็เป็นของคนนั้น หากต้องช่วยกันก็จะแบ่งตามส่วนความดีความชอบ

"ผลึกควันฟ้า" ก้อนนี้หานเฟิงเป็นคนเจอ หวังเหมิงแค่ลงแรง จึงขอรับเพียงหนึ่งส่วนเป็นค่าเหนื่อย

หานเฟิงก็ไม่ได้เกรงใจ เก็บแร่เข้ากระเป๋าไป

เมื่อเริ่มได้ลิ้มรสความหวาน ทั้งคู่ก็มุ่งหน้าต่อ

สนามพลังการรับรู้ของหานเฟิงกลายเป็นเครื่องตรวจหาแร่ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะของที่ฝังอยู่ใต้ดิน เขาหาเจอได้อย่างแม่นยำ

ตลอดทาง พวกเขาขุดเจอแร่ทองแดงอัคคีระดับหนึ่งขั้นสูงอีกสามก้อน และ "หญ้าผนึกโลหิต" สมุนไพรวิญญาณระดับสองที่ขึ้นตามซอกหินอีกหนึ่งกระจุกเล็กๆ

หวังเหมิงที่เดินตามหลังมา จากตอนแรกที่ตกตะลึงจนกลายเป็นด้านฃชา ตอนนี้เขาได้กลายเป็น "รถขุด" ส่วนตัวของหานเฟิงไปโดยสมบูรณ์

แม้ของเหล่านี้มูลค่าจะไม่เท่าผลึกควันฟ้า แต่เน้นที่ปริมาณ เมื่อสะสมเข้ามากเข้า ก็กลายเป็นรายได้มหาศาล

สำหรับสัตว์อสูรที่พบระหว่างทาง หากพวกมันไม่เริ่มโจมตีทก่อน หรือไม่ใช่สายพันธุ์ที่หายากเป็นพิเศษ ทั้งคู่ก็คร้านจะลงมือ

วัสดุจากสัตว์อสูรระดับต่ำที่นี่ไม่ค่อยมีราคา แถมยังกินที่กระเป๋า สู้เก็บแร่ธาตุยังจะคุ้มเสียกว่า

ขณะที่ทั้งคู่ลึกเข้าไปเรื่อยๆ กระเป๋าเป้ก็เริ่มตุงขึ้น

กระแสพลังวิญญาณที่แผ่ออกมาจากพืชและแร่ธาตุ แม้แต่ละชิ้นจะไม่แรงนัก แต่เมื่อรวมกันมันก็เหมือนคบเพลิงในความมืด ที่เริ่มดึงดูดเหล่านักล่าที่มีจมูกไว

ในสนามการรับรู้ของหานเฟิง เริ่มมีจุดแสงปราณโลหิตที่ไม่หวังดีปรากฏขึ้น

พวกมันสะกดรอยตามอยู่ห่างๆ รักษาระยะไว้ ไม่เข้าใกล้แต่ก็ไม่จากไป

"พวกเราโดนจ้องเล่นงานแล้ว" หวังเหมิงเองก็สังเกตถึงความผิดปกติ เขาเหลือบมองป่าที่ดูเหมือนจะว่างเปล่าทางด้านหลัง

"ไม่ต้องสนพวกมัน ตราบใดที่ยังไม่เข้ามาใกล้เกินไปก็ไม่มีปัญหา" หานเฟิงยังคงใจเย็น

ส่วนใหญ่เป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่งช่วงกลางและปลายที่ถูก "ทรัพย์สิน" บนตัวดึงดูดมา แต่พวกมันก็เกรงกลัวกลิ่นอายระดับทะลวงชีพจรและระดับหลอมกายขั้นสูงสุดของทั้งคู่ จึงไม่กล้าผลีผลาม

แต่ทว่า ปัญหามักจะมาหาเองโดยไม่ต้องเชิญ

ขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินผ่านดงพุ่มไม้หนาทึบ สนามการรับรู้ของหานเฟิงก็ส่งสัญญาณเตือนภัยอย่างรุนแรง

"ระวัง!"

สิ้นเสียงของเขา เงาดำสามสายก็พุ่งลงมาจากยอดไม้ด้านข้างราวกับสายฟ้าแลบ เป้าหมายคือหวังเหมิงที่เดินนำหน้า

สัตว์อสูรสามตัวนั้นขนาดไม่ใหญ่นัก ยาวประมาณครึ่งเมตร หน้าตาคล้ายลิง แต่ขนสีน้ำตาลเทาของมันกลมกลืนไปกับสีของต้นไม้จนแทบแยกไม่ออก

พวกมันรวดเร็วมาก เคลื่อนไหวคล่องแคล่ว และกระโดดไปมาตามกิ่งไม้อย่างไร้เสียง

"ไสหัวไป!"

หวังเหมิงตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว เขาคำรามลั่น เหวี่ยงขวานยักษ์ออกไปจนเกิดลมพายุ

แต่ลิงเทาเหล่านั้นกลับฉลาดเป็นกรด พวกมันบิดตัวกลางอากาศอย่างไม่น่าเชื่อ หลบคมขวานได้อย่างง่ายดาย แล้วใช้เท้าถีบลงบนใบขวานเพื่อดีดตัวหนีหายเข้าไปในป่ารกทึบทันที

หานเฟิงยกปืนพก "แอนด้า" ขึ้นทันที พยายามจะล็อกเป้าหมาย

ทว่าในสายตาที่เปิดใช้งาน [เนตรจิต] เจ้าพวกนั้นกระโดดขึ้นลงไปมาในป่า ร่างถูกกิ่งไม้และลำต้นบังอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่สามารถล็อกเป้าได้ต่อเนื่อง

ในสถานการณ์แบบนี้ ต่อให้กระสุนของเขาสามารถตั้งวิถีโค้งได้ก็ไร้ผล เพราะคู่ต่อสู้คล่องแคล่วเกินไป

"ให้ตายสิ ตัวบ้าอะไรเนี่ย!" หวังเหมิงสบถออกมาอย่างหัวเสีย

ทั้งคู่จึงต้องยืนหันหลังชนกัน คอยระแวดระวังรอบตัว

จี๊ดๆ!

เสียงร้องแหลมดังมาจากทุกทิศทาง

ลิงเทาจำนวนมากขึ้นเริ่มมุดออกมาจากป่า รวมแล้วมีกว่าสิบตัวล้อมพวกเขาไว้เป็นวงกลม

พวกมันไม่ได้รีบร้อนโจมตี เพียงแต่กระโดดไปมารอบๆ คอยป่วนประสาท และร้องแหลมเป็นพักๆ เพื่อทำลายสมาธิ

"มันคือ ‘วานรเงาพราย’ สัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นสูง"

หานเฟิงเอ่ยเสียงขรึม ข้อมูลในหัวผุดขึ้นมา

สัตว์อสูรชนิดนี้ความสามารถเฉพาะตัวไม่เก่งกาจ แต่เชี่ยวชาญการใช้ภูมิประเทศที่ซับซ้อนในการล่าเป็นฝูง รวดเร็ว และน่ารำคาญสุดๆ

"เอาไงดี? ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแน่" หวังเหมิงเริ่มกระวนกระวาย

"รอ"

แววตาหานเฟิงเยือกเย็น "รอให้พวกมันบุกเข้ามาก่อน แล้วค่อยสวนกลับ"

สิ้นคำพูด วานรเงาพรายตัวที่ใจกล้าที่สุดดูเหมือนจะสบโอกาส มันพุ่งมาจากมุมอับสายตาของหานเฟิง กรงเล็บแหลมคมวาววับหมายจะตะปบท้ายทอยของเขา

เกือบจะในเสี้ยววินาทีที่มันขยับ ร่างกายของหานเฟิงก็ตอบสนองทันที

สนามรับรู้พลังงานเบลอๆ จับเส้นทางการเคลื่อนที่ของมันได้นานแล้ว

หานเฟิงไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง เขาตวัดโล่กระดองเต่าดำในมือซ้ายไปข้างหลัง บังตรงจุดที่กรงเล็บจะตกลงมาได้อย่างแม่นยำ

แก๊ง!

เสียงโลหะปะทะกันดังสนิท

โล่พลังงานของกระดองเต่าดำสว่างวาบ กรงเล็บของวานรเงาพรายขูดไปบนพื้นผิวจนเกิดประกายไฟ แต่ไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนได้แม้แต่นิดเดียว

เมื่อการโจมตีถูกสกัด วานรเงาพรายตัวนั้นก็ม้วนตัวกลางอากาศ หวังจะอาศัยแรงดีดตัวถอยหนี

แต่หานเฟิงจะยอมให้โอกาสนั้นหลุดมือไปได้อย่างไร

"ตาย!"

กระบี่วูล์ฟแรมนิลปรากฏขึ้นในมือขวาตอนไหนไม่มีใครรู้ ประกายกระบี่วาบผ่าน คมกระบี่ที่อาบไปด้วยปราณกระบี่สีเทาเงินวาดเป็นเส้นโค้งมรณะกลางอากาศ

ฉัวะ!

วานรเงาพรายตัวนั้นยังไม่ทันจะได้ร้องออกมา ก็ถูกฟันขาดเป็นสองท่อน เลือดและเครื่องในสาดกระจายเต็มพื้น

เมื่อลงมือสำเร็จครั้งหนึ่ง หานเฟิงก็ไม่ได้คลายความระวังลงเลยแม้แต่น้อย

กระบี่นี้ของเขาได้ทำให้ฝูงลิงคลุ้มคลั่งขึ้นมาโดยสมบูรณ์

จี๊ดๆๆ!

ท่ามกลางเสียงร้องแหลมบาดแก้วตา วานรเงาพรายทุกตัวเริ่มเปิดฉากโจมตีจากทุกทิศทางพร้อมกันราวกับคนบ้า

"พี่เหมิง คุมเชิงไว้!"

หานเฟิงตะโกนบอก พร้อมหันหลังชนกับหวังเหมิง กระบี่และขวานยักษ์ร่ายรำจนกลายเป็นเงาแสง

ชั่วครู่หนึ่ง แสงกระบี่และเงาขวานปะทะกับกรงเล็บแหลมคมอย่างต่อเนื่อง เสียงอาวุธกรีดผ่านเนื้อและเสียงร้องโหยหวนของสัตว์อสูรดังระงม

ใช้เวลากว่าเจ็ดแปดนาที ทั้งคู่ถึงจะสังหารวานรเงาพรายกว่าสิบตัวนั้นจนหมดสิ้น

บนพื้นเต็มไปด้วยซากลิง หานเฟิงและหวังเหมิงหอบหายใจอย่างหนัก ตามตัวมีรอยข่วนเลือดซึมอยู่หลายแห่ง

"แม่มเอ๊ย น่าอึดอัดชะมัด!"

หวังเหมิงทรุดตัวลงนั่งบนพื้น ถ่มน้ำลายใส่แผลที่มือ

หานเฟิงไม่พูดอะไร เขาเพียงแค่ตรวจเช็คโล่กระดองเต่าดำเงียบๆ

โล่พลังงานถูกโจมตีไปหลายครั้งในการรุมกินโต๊ะเมื่อครู่ จนแสงเริ่มหม่นลง

เขาประเมินดูว่า หากฝูงลิงเมื่อครู่มีจำนวนมากกว่านี้เท่าตัว หรือมีตัวที่ถึงระดับสองสักตัวเดียว "กระดองเต่า" ของเขาอาจจะทานไม่ไหว

ความภูมิใจเล็กๆ ที่ได้จากการยิงสังหารกิ้งก่าหลังเหล็กระดับสองในนัดเดียวเมื่อวานนี้ หายวับไปทันที

พลังโจมตีของเขาแข็งแกร่งพอ ปืนหนึ่งนัด กระบี่หนึ่งเล่ม ล้วนสร้างความเสียหายถึงตายแก่สัตว์อสูรระดับสองช่วงต้นได้

แต่จุดอ่อนก็ชัดเจนเช่นกัน

ความคล่องแคล่วต่ำเกินไป การป้องกันพึ่งพาเพียงโล่ใบเดียว

เมื่อเจอคู่ต่อสู้สายความเร็วแบบนี้ ข้อดีของอาวุธปืนจะถูกลดทอนลงไปมาก ทำได้เพียงรอให้ศัตรูพุ่งเข้ามาถึงตัวแล้วค่อยสวนกลับ

แต่ถ้าพลังโจมตีของศัตรูแรงพอที่จะทำลายการป้องกันของโล่กระดองเต่าดำได้ในทีเดียว เขาก็จะตกอยู่ในอันตราย

หรือถ้าเจอศัตรูที่เชี่ยวชาญการโจมตีระยะไกลและเจาะเกราะได้ ด้วยร่างกายระดับหลอมกายของเขา ผลที่ตามมาคงดูไม่จืด

"พลังยังอ่อนแอเกินไป ต้องรีบทำให้กระดูกกระบี่ผลัดเปลี่ยนให้เสร็จโดยเร็ว"

หานเฟิงกำกระบี่ในมือแน่น ความคิดนี้รุนแรงกว่าครั้งไหนๆ

ขณะที่ทั้งคู่กำลังพักเหนื่อยเตรียมจัดการกับซากสัตว์อสูร ทันใดนั้นก็มีเสียงต่อสู้อย่างดุเดือดดังมาจากที่ไกลๆ

"ทางนั้นมีอะไรบางอย่าง ไปดูหน่อยเถอะ"

ทั้งคู่มองหน้ากัน เก็บงำกลิ่นอาย แล้วค่อยๆ แอบย่องไปยังทิศทางที่มีความผันผวนของพลังงาน

เมื่อข้ามผ่านสันเขา ภาพเบื้องหน้าก็ทำให้ทั้งคู่หยุดฝีเท้าลง

ที่ทางเข้าหุบเขาแห่งหนึ่ง พวกเขาเห็นกิ้งก่ายักษ์ตัวมหึมาที่มีเกล็ดสีเขียวปกคลุมทั่วร่าง กำลังต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายกับนักสู้มนุษย์ห้าคน

พลังของกิ้งก่ายักษ์ตัวนั้น ถึงขั้นระดับสองช่วงกลาง!

และคนทั้งห้าคนนั้นไม่ได้สวมชุดเครื่องแบบของมหาวิทยาลัยการต่อสู้ตงไห่ แต่เป็นชุดปฏิบัติการสีเงินที่เหมือนกัน ตรงหน้าอกมีตราสัญลักษณ์รูปเปลวไฟ

ชายที่เป็นหัวหน้ามีระดับพลังถึงทะลวงชีพจรขั้นสาม ซึ่งสูสีกับจางฮ่าว

ใจกลางการต่อสู้ ภายในหุบเขา มีต้นไม้เล็กๆ สีแดงฉานเหมือนเปลวไฟที่กำลังลุกโชน บนต้นมีผลไม้ขนาดเท่าตาหงส์สามลูกติดอยู่

ผลไม้วิญญาณระดับสอง — ผลอัคคีแดง!

ขณะที่หานเฟิงและหวังเหมิงกำลังดูสถานการณ์อยู่นั้น สมาชิกคนหนึ่งในทีมที่ทำหน้าที่ระวังภัยดูเหมือนจะจับสังเกตได้บางอย่าง เขาหันขวับมาทันที ดวงตาคมกริบกวาดมองมายังจุดที่พวกเขาซ่อนตัวอยู่

"ใครน่ะ? ไสหัวออกมา!"

หานเฟิงไม่ได้คิดจะซ่อนอยู่แล้ว เขาพยักหน้าให้หวังเหมิง แล้วทั้งคู่ก็เดินออกมาจากหลังโขดหินอย่างเปิดเผย

ในเมื่อโดนเจอแล้ว การหลบๆ ซ่อนๆ จะยิ่งดูมีพิรุธ

เมื่อเห็นว่าเป็นเพียงหนุ่มน้อยสองคนที่สวมชุดนักศึกษาระดับ B ของมหาวิทยาลัยตงไห่ กลุ่มคนชุดเงินทั้งห้าที่ตอนแรกท่าทางระแวดระวัง ก็ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด

ชายฉกรรจ์ระดับทะลวงชีพจรขั้นสามที่เป็นหัวหน้ากวาดสายตามองทั้งสองคนแวบหนึ่ง สายตาหยุดอยู่ที่เป้สนามที่ตุงแน่นของพวกเขาครู่หนึ่ง แววตาฉายประกายความโลภออกมา

"โอ้ ที่แท้ก็เป็นแค่พวกนักศึกษาหน้าละอ่อน"

ชายคนนั้นแสยะยิ้ม เห็นฟันเหลืองจากการสูบบุหรี่จัด เขาควงกระบี่ในมืออย่างสบายอารมณ์ น้ำเสียงเย้ยหยัน:

"ทำไม มหาวิทยาลัยตงไห่สอนกันมาห่วยขนาดนี้เลยเหรอ? พวกมือใหม่ระดับหลอมกายถึงกล้าแหยมเข้ามาในถิ่นสัตว์อสูรระดับสอง?"

ลูกน้องอีกสี่คนข้างหลังต่างพากันหัวเราะร่า มองหานเฟิงและเพื่อนราวกับมองลูกแกะหลงฝูงที่หลุดเข้ามาในดงหมาป่า

หวังเหมิงได้ยินแล้วของขึ้น เขากำขวานแน่นเตรียมจะพุ่งเข้าไปสั่งสอน แต่ถูกหานเฟิงยื่นมือมากันไว้

หานเฟิงท่าทางสงบเงียบ ไม่ได้สนใจคำถากถาง เขาเพียงปรายตามองกิ้งก่าเกล็ดเขียวที่กำลังคำรามแต่ยังไม่บุกเข้ามา แล้วมองไปที่ต้นไม้สีแดงในหุบเขานั้น

"แค่ทางผ่านครับ"

หานเฟิงเอ่ยเรียบๆ น้ำเสียงไม่มีอารมณ์ใดๆ :

"ในเมื่อพวกคุณกำลังธุระอยู่ งั้นพวกเราไม่รบกวนแล้ว ขอตัวครับ"

พูดจบเขาก็จับหวังเหมิงที่ยังทำตาขวางอยู่ให้หันหลังเตรียมจะเลี่ยงไปทางอื่น

แม้ผลอัคคีแดงจะดี แต่กิ้งก่าเกล็ดเขียวระดับสองช่วงกลางนั้นรับมือยาก บวกกับกลุ่มทหารรับจ้างห้าคนนี้ดูท่าทางเป็นพวกเขี้ยวลากดิน การปะทะกันตรงๆ ไม่ใช่เรื่องคุ้มค่า

หลักการของหานเฟิงคือเน้นรวยเงียบๆ เรื่องไหนไม่จำเป็นก็ไม่สู้

"เดี๋ยวก่อน"

ขณะที่ทั้งคู่เพิ่งเดินไปได้สองก้าว เสียงที่ดูเนือยๆ ของชายฉกรรจ์ก็ดังขึ้นจากข้างหลัง

"ฉันบอกให้พวกแกไปได้แล้วเหรอ?"

หานเฟิงชะงักเท้า หันกลับไปเลิกคิ้วเล็กน้อย: "ยังมีธุระอะไรอีก?"

ชายคนนั้นหัวเราะ หึหึ ใช้ปลายกระบี่ชี้ไปที่กระเป๋าเป้ของทั้งคู่:

"คนน่ะไปได้ แต่ทิ้งเป้ไว้ ดูจากเป้ที่ตุงขนาดนี้ ระหว่างทางคงเก็บของดีไปไม่น้อยล่ะสิ? เกาะ G-13 แห่งนี้เป็นถิ่นของกองกำลังทหารรับจ้าง ‘เพลิงอัคคี’ ของพวกเรา จ่ายค่าผ่านทางมาบ้างคงไม่เกินไปใช่ไหม?"

หวังเหมิงได้ยินแบบนั้นก็โกรธจนแทบระเบิด

"ค่าผ่านทางบ้านแกสิ! ขุนเขาเวหานี่แกเป็นเจ้าของเหรอ? จะหน้าด้านเกินไปแล้วมั้ง!"

รอยยิ้มบนหน้าชายฉกรรจ์หายวับไป เปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกลียดแทน

"ไอ้หนู พูดจาให้มันระวังปากหน่อย อย่าคิดว่าเป็นนักศึกษาตงไห่แล้วฉันจะไม่กล้าทำอะไรแก ในที่เฮงซวยแบบนี้ ทุกๆ ปีมีนักศึกษา ‘หายสาบสูญ’ ไปไม่น้อยหรอกนะ"

เขาก้าวมาข้างหน้าก้าวหนึ่ง กลิ่นอายในตัวระเบิดออกมา แรงกดดันระดับทะลวงชีพจรขั้นสามประดุจหินก้อนใหญ่ที่กดทับลงมาบนร่างของทั้งคู่

"ฉันจะนับหนึ่งถึงสาม ทิ้งเป้ไว้แล้วไสหัวไป ไม่อย่างนั้น ฉันไม่รังเกียจที่จะโยนพวกแกไปเป็นอาหารให้เจ้ากิ้งก่านั่น"

ลูกน้องอีกสี่คนเริ่มกระจายตัวออก ปิดทางถอยของทั้งคู่ไว้กลายๆ อาวุธในมือส่องประกายเย็นเยียบ เห็นชัดว่างานฆ่าชิงทรัพย์แบบนี้คงทำมานับครั้งไม่ถ้วน

หานเฟิงกดหวังเหมิงที่กำลังจะระเบิดอารมณ์ไว้

เขาเงยหน้ามองชายชุดเงินที่กำลังประจันหน้ากับกิ้งก่ายักษ์ แล้วหันมามองเจ้าคนอวดดีตรงหน้า

"ไม่มีทางเลือกอื่นเลยเหรอ?" หานเฟิงถามอย่างสงบ

"วางของทิ้งไว้ แล้วไสหัวไป"

ชายคนนั้นเริ่มหมดความอดทน กิ้งก่ายักษ์เริ่มโจมตีรุนแรงขึ้น เขาไม่มีเวลามาพล่ามกับเด็กนักศึกษา

จบบทที่ บทที่ 155: อานุภาพแห่งการรับรู้พลังงาน

คัดลอกลิงก์แล้ว