เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 285 การหลอกล่อบวกกับพลังเงินอีกนิดหน่อย คือวิธีเปิดสถานการณ์

ตอนที่ 285 การหลอกล่อบวกกับพลังเงินอีกนิดหน่อย คือวิธีเปิดสถานการณ์

ตอนที่ 285 การหลอกล่อบวกกับพลังเงินอีกนิดหน่อย คือวิธีเปิดสถานการณ์


ตอนที่ 285 การหลอกล่อบวกกับพลังเงินอีกนิดหน่อย คือวิธีเปิดสถานการณ์

ด้านนอกอาคารสำนักงานแห่งหนึ่งบนถนนจินสือ

ตั้งแต่เป้าหมายที่ชื่อฉินชิงเดินเข้าไปในอาคารสำนักงานแห่งนี้ โม่หลีก็เอาแต่นั่งจ้องอยู่ที่ม้านั่งริมถนนใกล้ๆ

โม่หลีมั่นใจในการคาดเดาของเขา

ฉินชิงมาสัมภาษณ์งานที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งในอาคารสำนักงานนี้แน่นอน

ในเมื่อเป็นการมาสัมภาษณ์ ย่อมไม่เหมือนการมาทำงานปกติ เธอไม่ต้องรอจนถึงเวลาพักเที่ยง 12.00 น. ถึงจะออกมาจากตึกเพื่อหาข้าวทาน

เวลา 09:45 น.

ฉินชิงในชุดโค้ทผ้าวูลสีดำเดินออกมาจากอาคารสำนักงาน

โม่หลีสังเกตอาการของฉินชิงอย่างละเอียด เพื่อหาจุดที่จะเข้าไปเริ่มบทสนทนา

ถุงพลาสติกใส่อาหารร้านมั่วจี้ที่ฉินชิงถือมาในตอนแรกหายไปแล้ว

คาดว่าเธอคงทานอาหารมั่วจี้ไปแล้วก่อนหรือหลังการสัมภาษณ์ และทิ้งถุงไปแล้วเรียบร้อย

จุดเริ่มบทสนทนาที่ดีที่สุดหายไปเสียแล้ว

ในขณะที่ฉินชิงเดินออกมาจากตึก และขยับเข้าใกล้จุดที่โม่หลีนั่งอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ

โม่หลีพอมองเห็นสีหน้าของฉินชิงได้ลางๆ

เธอดูเหมือนคนที่ไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่

แสดงว่าการสัมภาษณ์งานครั้งนี้มีโอกาสสูงมากที่จะไม่ค่อยราบรื่น แต่นี่ก็ไม่ใช่จุดเริ่มบทสนทนาที่ดีนัก

“หรือว่าผมต้องยอมสละหยาดเหงื่อและหน้าตาตัวเอง เข้าไปทักทายแบบหนุ่มจีบสาวริมถนนดีนะ?”

โม่หลีลูบคางพลางคิดว่ามันดูไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่

เหนือสิ่งอื่นใด คือฉินชิงดูเหมือนคนอารมณ์ไม่ดี

ขืนพุ่งเข้าไปตอนนี้ หากก้าวพลาดเพียงนิดเดียวอารมณ์เธออาจจะระเบิดได้ อย่างเบาคือโดนสะบัดหน้าใส่ อย่างหนักคืออย่าหวังว่าจะได้ข้อมูลอะไรจากเธออีกเลย

“จะให้เดินตามเธอไปเรื่อยๆ จนถึงบ้านก็คงไม่ได้ นั่นมันจะกลายเป็นพวกโรคจิตสะกดรอยตามไปเสียก่อน”

โม่หลีบ่นพึมพำออกมา

เขาปัดตัวเลือกนี้ทิ้งทันที

ในขณะเดียวกัน สมองก็ทำงานอย่างรวดเร็วเพื่อหาวิธีที่น่าจะเป็นไปได้

“นึกออกแล้ว! ในเมื่อเธอไม่ค่อยมีความสุข ผมก็แค่ทำให้เธอมีความสุขขึ้นมาก็สิ้นเรื่อง”

“ขอเพียงอารมณ์มาถึง อะไรมันก็คุยง่ายไปหมดนั่นแหละ...”

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว โม่หลีก็ลุกจากม้านั่งทันที เดินตรงเข้าไปหาฉินชิงจากด้านหน้า

ทั้งคู่เดินสวนกันบนทางเท้าในเวลาต่อมา

โดยปกติแล้ว สถานการณ์แบบนี้ก็คือคนแปลกหน้าสองคนเดินผ่านกันบนทางเท้า

ฉินชิงไม่ได้สนใจอะไรมาก เธอแค่เอียงตัวเล็กน้อยตามสัญชาตญาณเพื่อเปิดพื้นที่ให้โม่หลีเดินผ่านไปได้สะดวกขึ้น

“นี่คือท่าทีป้องกันตัวต่อคนแปลกหน้าสินะ ป้องกันตัวเก่งขนาดนี้เลยเหรอ ไม่ต้องรีบครับ เดี๋ยวจะทำให้คุณยิ้มออกมาอย่างมีความสุขเดี๋ยวนี้แหละ!”

โม่หลีแอบบ่นในใจ จากนั้นจึงเป็นฝ่ายเริ่มทักทายฉินชิงก่อน

“คุณคนสวยครับ คุณคนสวยคนนี้ รบกวนหยุดรอสักครู่ได้ไหมครับ...”

ฉินชิงหยุดฝีเท้าลง มองซ้ายมองขวา

ที่นี่คือย่านอาคารสำนักงาน และตอนนี้ก็เป็นเวลาทำงาน นอกจากเธอและโม่หลีแล้ว แทบจะไม่มีคนที่สามอยู่เลย

ฉินชิงถอยหลังไปสองก้าวโดยอัตโนมัติ มองโม่หลีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความระแวดระวัง

“คุณเรียกฉันเหรอคะ? มีธุระอะไรหรือเปล่า?”

เมื่อเห็นปฏิกิริยาของฉินชิง โม่หลีก็เกือบจะกลั้นขำไม่อยู่

ท่าทางถอยหลังไปสองก้าวนั่นทำจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย?

ยังไงผมก็จัดว่าเป็นหนุ่มหล่อคนหนึ่งเลยนะ มันต้องขนาดนั้นเลยเหรอครับ?

ถึงจะบ่นในใจ แต่ในเมื่อฉินชิงแสดงท่าทีปฏิเสธคนในระยะไกลอย่างชัดเจน โม่หลีก็ไม่กล้าขยับเข้าไปใกล้มากกว่านี้

เขาจึงหยุดยืนห่างจากฉินชิงประมาณ 2 เมตรกว่าๆ

“ผมเรียกคุณจริงๆ ครับ แต่โปรดอย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมชื่อโม่หลี เป็นเจ้าของร้านมั่วจี้เสี่ยวซือครับ...”

ฉินชิงขมวดคิ้ว จากนั้นจึงจ้องมองโม่หลีอย่างละเอียด

เมื่อครู่ในหัวเธอมีแต่เรื่องที่ว่าทำไมการสัมภาษณ์งานถึงล้มเหลว เธอจึงไม่ได้สังเกตคน และแสดงปฏิกิริยาออกไปตามสัญชาตญาณ

แต่พอได้มองชัดๆ ในตอนนี้ ถึงได้พบว่าคนที่เข้ามาทักทายเธอก็คือเถ้าแกล้มั่ว เจ้าของร้านมั่วจี้นั่นเอง

เมื่อยืนยันตัวตนของโม่หลีได้แล้ว ท่าทางของเธอก็ดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด

“ที่แท้ก็เถ้าแกล้มั่วนี่เอง...... ไม่ทราบว่าคุณมีธุระอะไรกับฉันเหรอคะ?”

“เรื่องเป็นแบบนี้ครับ ยินดีด้วยนะครับที่คุณได้เป็นผู้โชคดีของร้านมั่วจี้เสี่ยวซือครับ...... หลังจากนี้คุณสามารถมาทานที่ร้านมั่วจี้ได้ฟรี 10 ครั้ง โดยแต่ละครั้งขอเพียงยอดไม่เกิน 100 หยวน คุณก็สามารถทานฟรีได้เลยทั้ง 10 ครั้งครับ”

เมื่อฉินชิงได้ยินสิ่งที่โม่หลีพูด ความไม่สบายใจจากการสัมภาษณ์งานที่ไม่ราบรื่นเมื่อครู่ก็มลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง

เธอถามโม่หลีด้วยสีหน้ายินดีว่า:

“เถ้าแกล้มั่วคะ ที่พูดมานี่เรื่องจริงเหรอคะ?”

“หลังจากที่คุณซื้ออาหารที่ร้านมั่วจี้และกลายเป็นผู้โชคดีแล้ว ความจริงผมตั้งใจจะออกมาแจ้งคุณที่หน้าร้าน แต่ผมตามคุณไม่ทันครับ ผมเลยตั้งใจมาดักรอคุณอยู่ที่นี่น่ะครับ”

ฉินชิงลองคิดดูครู่หนึ่ง รู้สึกว่ามันไม่น่าจะเป็นเรื่องโกหก

ระดับเถ้าแกล้มั่ว ตั้งใจมาดักรอเธอที่นี่ จะบอกว่าหวังเงินทองหรือหวังในตัวเธอมันก็ฟังไม่ขึ้น

แต่ถ้าจะบอกว่าเถ้าแกล้มั่วตั้งใจมาแจ้งข่าวเรื่องผู้โชคดีเพื่อแสดงความจริงใจเนี่ย มันกลับฟังดูสมเหตุสมผลมาก

ภาพลักษณ์ของเถ้าแกล้มั่วในอินเทอร์เน็ตก็เป็นคนที่เป็นกันเองแบบนี้อยู่แล้ว

แถมรางวัลนี้ยังมีข้อจำกัดเรื่องวงเงิน ดูแล้วก็น่าเชื่อถือจริงๆ

อย่างไรก็ตาม ฉินชิงก็ยังมีความสงสัยอยู่บ้าง

“เถ้าแกล้มั่วคะ...... อย่าหาว่าฉันละลาบละล้วงเลยนะคะ ปกติคุณก็ไม่ได้อยู่ที่ร้านบ่อยๆ ไม่ใช่เหรอคะ? แล้วเรื่องผู้โชคดีเนี่ยคุณต้องเป็นคนแจ้งด้วยตัวเองทุกคนเลยเหรอคะ?”

“ก็เพราะผมไม่ได้อยู่ที่ร้านบ่อยๆ ไงครับ ดังนั้นเฉพาะตอนที่ผมอยู่ที่ร้านเท่านั้นถึงจะมีกิจกรรมผู้โชคดีเกิดขึ้นครับ...... พูดแบบนี้คุณคงพอจะเข้าใจแล้วใช่ไหมครับ?”

ฉินชิงนิ่งคิดครู่หนึ่ง และเธอก็เข้าใจแจ้งทันที

มันเป็นเหตุผลที่ฟังดูน่าเชื่อถืออย่างที่สุด!

ฉินชิงเชื่อสนิทใจในวินาทีนั้น

“เถ้าแกล้มั่วคะ นี่...... นี่มันยอดเยี่ยมมากเลยค่ะ ฉันเป็นแฟนพันธุ์แท้ของร้านมั่วจี้เลยนะ!”

เมื่อเห็นปฏิกิริยาของฉินชิง โม่หลีก็แอบขำในใจ

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เมื่ออยู่นอกบ้าน "สถานะ" คือสิ่งที่เรามอบให้กับตัวเอง

สถานะเจ้าของร้านมั่วจี้เสี่ยวซือนี่มันใช้ง่ายจริงๆ

แค่หลอกล่อนิดหน่อยบวกกับพลังเงินอีกเล็กน้อย ก็สามารถทำให้คนดีใจจนเนื้อเต้นและคลายความป้องกันตัวลงได้

โม่หลีแสร้งทำเป็นหยิบมือถือขึ้นมาดูเวลา จากนั้นจึงพูดกับฉินชิงว่า:

“ตอนนี้เวลายังเช้าอยู่ครับ ที่ร้านยังไม่เก็บร้านเลย เอาเป็นว่าเราไปที่ร้านมั่วจี้ด้วยกันดีกว่าครับ ผมจะได้มอบหลักฐานการรับรางวัลให้คุณด้วย”

“ได้ค่ะ...... ได้ค่ะ...... ขอบคุณเถ้าแกล้มั่วมากเลยนะคะ เถ้าแก่นี่สปอร์ตจริงๆ!”

ฉินชิงตอบรับด้วยความดีใจ

เธอก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เวลาปิดร้านของมั่วจี้คือประมาณ 10 โมงกว่าๆ

ตอนนี้ยังไม่ถึง 10 โมงเลยด้วยซ้ำ

หน้าร้านมั่วจี้ตอนนี้ต้องยังมีคนต่อแถวรอซื้อของกินกันเต็มไปหมดแน่นอน

ในร้านก็ยังมีพนักงานคนอื่นๆ อยู่ด้วย

ในที่สาธารณะแบบนั้น ฉินชิงจึงไม่ได้กังวลเรื่องความปลอดภัยส่วนตัวเลย

โม่หลีเดินนำหน้า ฉินชิงเดินตามหลัง ทั้งคู่มุ่งหน้ากลับไปยังร้านมั่วจี้เสี่ยวซือ

เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว โม่หลีก็เริ่มเปิดฉาก "การสนทนาบำบัด" รอบใหม่

“ผมชื่อโม่หลี เจ้าของร้านมั่วจี้ เรื่องนี้คุณคงทราบแล้ว ไม่ทราบว่าควรจะเรียกคุณว่าอย่างไรดีครับ?”

“เถ้าแกล้มั่วเรียกฉันว่าฉินชิงก็ได้ค่ะ......”

ทั้งคู่คุยเล่นกันสองสามประโยค โม่หลีก็เข้าประเด็นทันที

“อย่าหาว่าผมสอดรู้สอดเห็นเลยนะครับ เมื่อกี้คุณไปที่นั่นเพื่อสัมภาษณ์งานใช่ไหมครับ ผมแค่สงสัยน่ะ”

ฉินชิงมองโม่หลีด้วยความประหลาดใจ

“เถ้าแกล้มั่วคะ คุณรู้ได้ยังไงคะ?”

“การวิเคราะห์ตามตรรกะง่ายๆ น่ะครับ อาคารสำนักงานเพิ่งจะเริ่มงานกัน ถ้าคุณไปทำงาน คุณคงไม่ออกมาเวลานี้ อีกอย่างตอนที่คุณเดินออกมา สีหน้าคุณดูไม่ค่อยดีนัก ผมเลยเดาว่าการสัมภาษณ์งานคงจะไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหร่ครับ”

“เถ้าแกล้มั่วนี่เก่งจริงๆ เลยนะค่ะ...... แค่สังเกตจากเบาะแสเล็กๆ น้อยๆ ก็วิเคราะห์เรื่องราวออกมาได้ขนาดนี้”

โม่หลีกระแอมไอหนึ่งที

“ความจริงที่ผมวิเคราะห์เรื่องพวกนี้ก็มีเหตุผลอยู่ครับ......”

“คะ?”

ฉินชิงถูกโม่หลีกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นเข้าอย่างจัง และด้วยความสงสัย เธอจึงถามต่อว่า:

“เถ้าแกล้มั่วคะ พอจะเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ?”

“ไม่มีอะไรที่ไม่สะดวกหรอกครับ...... คุณคงพอจะทราบใช่ไหมครับว่าผมมีโรงงานอาหารมั่วจี้ด้วย?”

“ทราบแน่นอนค่ะ เบสหม้อไฟและเกี๊ยวแช่แข็งของโรงงานมั่วจี้ฉันซื้อมาทานตลอดเลยค่ะ รสชาติมันอร่อยเหมือนของดีที่หาได้ยากในโลกใบนี้เลยล่ะค่ะ!”

โม่หลีแอบขำในใจ

เยี่ยมมาก ข้อสันนิษฐานและการวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ได้รับการยืนยันแล้ว

แฟนคลับเบสหม้อไฟหรือเกี๊ยวแช่แข็ง อาจจะไม่ใช่แฟนคลับของร้านมั่วจี้เสี่ยวซือ

แต่แฟนคลับของร้านมั่วจี้เสี่ยวซือ มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นแฟนคลับของเบสหม้อไฟและเกี๊ยวแช่แข็งด้วย

การที่เบสหม้อไฟและเกี๊ยวแช่แข็งขายถล่มทลายได้นั้น ชื่อเสียงที่มั่วจี้สะสมไว้ในช่วงแรกมีส่วนสำคัญมากจริงๆ

ในฐานะแฟนคลับมั่วจี้เสี่ยวซือ ไม่มีเหตุผลเลยที่จะไม่ลองซื้อเบสหม้อไฟหรือเกี๊ยวแช่แข็งมาชิมดู

แต่การวิเคราะห์ก็คือการวิเคราะห์

ต้องรอให้ฉินชิงเป็นคนยืนยันออกมาด้วยตัวเองว่าเธอรู้จักโรงงานมั่วจี้จริงๆ ถึงจะเริ่มเปิดประเด็นต่อไปได้ง่ายขึ้น

จบบทที่ ตอนที่ 285 การหลอกล่อบวกกับพลังเงินอีกนิดหน่อย คือวิธีเปิดสถานการณ์

คัดลอกลิงก์แล้ว