เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 170 ฉันคิดว่าเธอแยกแยะออก ระหว่าง "อิ่มมื้อเดียว" กับ "อิ่มทุกมื้อ"

ตอนที่ 170 ฉันคิดว่าเธอแยกแยะออก ระหว่าง "อิ่มมื้อเดียว" กับ "อิ่มทุกมื้อ"

ตอนที่ 170 ฉันคิดว่าเธอแยกแยะออก ระหว่าง "อิ่มมื้อเดียว" กับ "อิ่มทุกมื้อ"


ตอนที่ 170 ฉันคิดว่าเธอแยกแยะออก ระหว่าง "อิ่มมื้อเดียว" กับ "อิ่มทุกมื้อ"

สิบกว่านาทีต่อมา เวินเหยียนก็มาปรากฏตัวที่ร้านมั่วจี้ ถนนจินสือ เลขที่ 76

“เถ้าแก่คะ มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?”

หลังจากนั่งลง เวินเหยียนมองโม่หลีด้วยความฉงน

โม่หลีลุกขึ้นรินน้ำให้เวินเหยียนแก้วหนึ่ง

“ไม่ต้องรีบครับ ดื่มน้ำดับกระหาย... แล้วทำใจร่มๆก่อน”

“????”

เวินเหยียนอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบขอบคุณและรับแก้วน้ำมาจากมือโม่หลี

โม่หลีหยิบมือถือออกมาอย่างไม่รีบร้อน แล้วพูดกับเวินเหยียนว่า:

“ในเน็ตมีคนปล่อยข่าวลือว่าผมเลี้ยงดูคุณ...”

เวินเหยียนอึ้งไป และตระหนักถึงความรุนแรงของเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็วเธอมองโม่หลีด้วยความกังวล

“เถ้า... เถ้าแก่คะ คุณคงจะไม่ไล่ฉันออกใช่ไหมคะ?”

โม่หลีแอบขำในใจ

ดูออกเลยว่าเวินเหยียนคงชอบงานที่ร้านมั่วจี้มาก พอเกิดเรื่องแบบนี้ สิ่งแรกที่เธอสนใจกลับเป็นเรื่องที่ว่าจะถูกไล่ออกหรือไม่

โม่หลีเคาะโต๊ะเบาๆ

“คิดฟุ้งซ่านอะไรครับ? อยู่ดีๆผมจะไล่คุณออกได้ยังไง?”

“แต่... ทางด้านเถ้าแก่เนี้ยถังเกั่วเอ๋อร์...”

โม่หลีหนังตากระตุก

คุณน่ะเป็นผู้เสียหายจากข่าวลือนะ ทำไมมาช่วยเขาสร้างข่าวลือเพิ่มอีกล่ะเนี่ย?

โม่หลีรีบขัดจังหวะเวินเหยียนทันที

“ข้อแรก ถังเกั่วเอ๋อร์เป็นผู้ถือหุ้นของมั่วจี้ และเป็นเพื่อนที่ดีของผม แต่ไม่ใช่เถ้าแก่เนี้ย”

“ข้อสอง ที่ผมเรียกคุณมาที่นี่ ก็เพราะกลัวว่าคุณจะคิดมากจนกระทั่งส่งผลกระทบต่องานในวันพรุ่งนี้”

“ข้อสาม ตั้งสติก่อนครับ ผมยังมีเรื่องสำคัญจะบอกคุณ”

เมื่อได้ยินสิ่งที่โม่หลีพูด เวินเหยียนรู้สึกทั้งประหลาดใจ ทั้งดีใจ และมีความสุข

เธอพยักหน้าให้โม่หลีรัวๆอารมณ์ค่อยๆสงบลง และพูดด้วยสายตาที่มุ่งมั่นว่า:

“เถ้าแก่คะ วางใจได้ค่ะ ทองแท้ไม่แพ้ไฟ ฉันไม่สนใจข่าวลือโคมลอยพวกนั้นหรอกค่ะ”

“คุณพูดแบบนี้ผมก็เบาใจครับ พรุ่งนี้จะมีพนักงานอีกสามคนมาเริ่มงาน ข่าวลือพวกนี้จะสลายไปเองในไม่ช้า”

เวินเหยียนมองโม่หลีอย่างประหลาดใจ

“รับคนครบเร็วขนาดนี้เลยเหรอคะ?”

“คุณคงแปลกใจใช่ไหมล่ะ ข้อกำหนดการรับคนของมั่วจี้น่ะไม่ได้สูงเลย แต่ทำไมเพื่อนรักของคุณอย่างโจวเหยาถึงไม่ผ่าน?”

เวินเหยียนรู้สึกแปลกใจเรื่องนี้จริงๆ

ความจริงเธออยากจะถามโจวเหยาให้ชัดเจน แต่โจวเหยายังไม่กลับมาที่บ้านเช่าเลย

ตามหลักแล้วโจวเหยาสัมภาษณ์ตอนบ่ายสอง ไม่ว่าผลจะออกมายังไง เธอก็ควรจะกลับถึงห้องตั้งนานแล้ว

แต่จนถึงตอนที่เวินเหยียนออกจากห้องมาหาโม่หลี โจวเหยาก็ยังไม่กลับมา โทรไปก็ไม่รับ ส่งข้อความก็ไม่ตอบ ไม่รู้หายไปไหน

เวินเหยียนจึงไม่มีโอกาสรู้เลยว่าทำไมโจวเหยาถึงสัมภาษณ์ไม่ผ่าน

“เถ้า... เถ้าแก่คะ พอจะบอกฉันหน่อยได้ไหมคะ? เผื่อว่า... เผื่อว่ามันจะมีเรื่องเข้าใจผิดกันน่ะค่ะ?”

โม่หลีโบกมือ

“บางเรื่องความจริงผมก็ไม่สะดวกที่จะพูดหรอกนะ แต่เพราะมีเรื่องข่าวลือเข้ามา ผมเลยจำเป็นต้องพูด...”

พูดจบ โม่หลีก็หยิบมือถือขึ้นมาเปิดวิดีโอจากกล้องวงจรปิดที่เตรียมไว้ให้เวินเหยียนดู

วิดีโอนี้บันทึกเหตุการณ์ตั้งแต่ตอนที่โจวเหยาเดินเข้ามาในร้าน จนถึงตอนที่เธอเดินออกไปด้วยความโกรธแค้น

เมื่อเวินเหยียนได้ยินประโยคที่ว่า “ทำไมล่ะคะ! ในเมื่อเวินเหยียนยังทำงานที่นี่ได้ แล้วทำไมฉันถึงทำไม่ได้?” ร่างกายของเธอก็เริ่มสั่นเทา

โม่หลีรู้ดีว่านั่นคือความโกรธ

เวินเหยียนอาจจะเป็นคนซื่อๆแต่เธอไม่ได้โง่ มีหรือจะไม่เข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในประโยคนั้น?

โม่หลีปล่อยให้เวินเหยียนสงบสติอารมณ์ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า:

“เรื่องที่ผมจะพูดต่อไปนี้ คุณควรเตรียมใจไว้หน่อยนะ”

“คะ?”

เวินเหยียนอึ้งไป

แค่นี้ก็เกินไปแล้ว แต่จากที่โม่หลีพูด ดูเหมือนจะมีเรื่องที่เกินไปกว่านี้อีกงั้นเหรอ?

โม่หลีแสร้งไอหนึ่งที

“อึ้งอะไรครับ? ไม่อย่างนั้นคุณคิดว่าทำไมผมถึงให้คุณมาคุยที่ร้าน แทนที่จะคุยทางโทรศัพท์ล่ะ?”

“เถ้า... เถ้าแก่คะ พูดมาเถอะค่ะ ฉันรับไหว”

“ข่าวลือเรื่องที่ผมเลี้ยงดูคุณ ผมสงสัยว่าจะเป็นฝีมือของโจวเหยา โดยเฉพาะรูปถ่ายใบนั้น...”

โม่หลีเล่าข้อวิเคราะห์ของเขาให้เวินเหยียนฟัง

ถ้าพูดไปเฉยๆโดยไม่มีหลักฐาน มีแค่การวิเคราะห์และคาดเดา มันยากที่จะทำให้คนเชื่อ

แต่เมื่อนำมาประกอบกับวิดีโอวงจรปิดที่เห็นอารมณ์ดิบๆนั่น สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปทันที

วิดีโอนั้นทำให้เห็นธาตุแท้ของโจวเหยาได้อย่างชัดเจน

เมื่อมีพื้นฐานตรงนี้ ข้อสันนิษฐานทั้งหมดก็กลายเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลขึ้นมาทันที

หลังจากฟังจบ เวินเหยียนดูเศร้าใจมาก

โม่หลีถอนหายใจ

“ผมรู้ว่าการโดนเพื่อนรักหักหลังมันไม่รู้สึกดีหรอก...”

“เถ้าแก่คะ ฉัน...”

ทันทีที่เวินเหยียนอ้าปาก น้ำตาที่กลั้นไว้ก็ไหลอาบแก้มอย่างห้ามไม่ได้

โม่หลีรีบส่งกระดาษทิชชู่ให้เธอทันที

“อยากร้องก็ร้องออกมาเถอะครับ วางใจได้ ผมฝึกมาอย่างดี รับรองว่าจะไม่หัวเราะเยาะคุณแน่นอน”

“เถ้าแก่คะ คุณน่ะร้ายจริงๆคนเขากำลังเสียใจแทบตาย คุณยังจะมาปล่อยมุกให้ขำอีก...”

เวินเหยียนค้อนใส่โม่หลีทั้งน้ำตาและรอยยิ้ม

เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเวินเหยียน โม่หลีก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิด

การที่เธอเจอเรื่องแย่ๆแล้วเสียใจ แต่ไม่ถึงขั้นสติแตก และไม่สูญเสียความสามารถในการสื่อสาร

แสดงว่าพื้นฐานจิตใจของเธอแข็งแกร่งมาก และเป็นคนที่มีอารมณ์ค่อนข้างมั่นคง

บวกกับเธอเรียนจบปริญญาตรีบริหารธุรกิจมาด้วย

แม้จะไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง และสาขาบริหารธุรกิจจะเป็นสาขาที่หางานยาก

แต่คนจบปริญญาตรีก็คือคนมีความรู้ อย่างน้อยก็ต้องมีทักษะติดตัวบ้าง

การให้เธอมาเป็นแค่พนักงานตักอาหารมันดูจะเสียของไปหน่อยไหม?

หรือจะลองปั้นเธอให้เป็นผู้จัดการร้าน เพื่อให้เธอได้แสดงศักยภาพช่วยงานร้านมั่วจี้ได้มากกว่านี้?

ไม่นานนัก โม่หลีก็ตัดสินใจในใจได้

เขาจะให้เวินเหยียนทำงานในร้านไปอีกสักพักเพื่อดูพฤติกรรม ถ้าผ่านการทดสอบ เขาจะเริ่มปั้นเธอทันที

โม่หลีแสร้งไอหนึ่งที แล้วพูดกับเวินเหยียนว่า:

“เอาละ ร้องไห้แล้ว หัวเราะแล้ว มาคุยเรื่องงานเป็นการเป็นงานกันเถอะ”

“เอ๊ะ? เรื่องอะไรคะ?”

“ในเมื่อเรื่องมันบานปลายมาถึงขั้นนี้ เพื่อไม่ให้กระทบต่องานของคุณที่ร้านมั่วจี้ ผมคิดว่าคุณไม่ควรจะเช่าห้องอยู่กับโจวเหยาต่อไปอีกแล้ว ย้ายออกมาอยู่คนเดียวเถอะครับ”

เวินเหยียนเม้มริมฝีปาก ดูลำบากใจ

ในสถานการณ์แบบนี้ ความจริงเธอไม่อยากอยู่ร่วมห้องกับโจวเหยาแม้แต่วันเดียว

แต่เงื่อนไขความจริงในตอนนี้มันไม่อนุญาตให้เธอทำแบบนั้น

หลังจากลังเลครู่หนึ่ง เวินเหยียนตัดสินใจบอกความจริงกับโม่หลี

“เถ้าแก่คะ... พูดไปอย่าหัวเราะนะคะ ฉันไม่มีเงินเก็บเหลือพอจะไปเช่าห้องใหม่แล้วจริงๆค่ะ”

“เรื่องแค่นี้เอง ผมก็แค่ให้คุณเบิกเงินเดือนล่วงหน้าหนึ่งเดือนก็จบเรื่องแล้ว”

“คะ?”

เวินเหยียนอึ้งกิมกี่

เงินเดือนของเธอที่ร้านมั่วจี้คือ 8,000 หยวน

หักส่วนที่ต้องหักแล้ว จะได้รับจริงเจ็ดพันกว่าหยวน

ห้องเช่าแถวนี้ที่ราคาถูกหน่อยแค่พันหยวนต้นๆต่อเดือน หาห้องแบบจ่ายล่วงหน้าสามเดือนมัดจำหนึ่งเดือน ก็ใช้เงินแค่สี่พันนิดๆรวมค่าคอมมิชชันนายหน้าก็ประมาณห้าพัน

เงินก้อนนี้เพียงพอที่จะหาห้องเช่าแถวนี้ได้อย่างเหลือเฟือ

เงินที่เหลือจากการเช่าห้อง ยังพอใช้เป็นค่ากินค่าอยู่ของเดือนนี้ได้สบายๆ

ปัญหาคือ มีเจ้านายที่ไหนเขาให้พนักงานที่เพิ่งทำงานได้แค่วันเดียวเบิกเงินเดือนล่วงหน้าทั้งเดือนกันล่ะ?

สิ่งนี้ทำให้เวินเหยียนรู้สึกว่ามันช่างเหมือนฝันและดูไม่จริงเอาเสียเลย

ในก้นบึ้งของจิตใจเวินเหยียนเกิดคำถามขึ้นมาว่า ในโลกนี้มีเจ้านายใจดีราวกับเทพบุตรแบบนี้จริงๆเหรอ?

“เถ้า... เถ้าแก่คะ คุณไม่กลัวว่าฉันจะได้เงินแล้วหนีหายไปเลยเหรอคะ?”

โม่หลีแอบขำในใจ

หนี?

คุณจะหนีไปไหนได้?

คุณจะไปหางานที่สวัสดิการดีกว่าที่นี่ในตงไห่ได้อีกเหรอ?

ถ้ามีความสามารถขนาดนั้น คุณคงไม่มาทำงานที่นี่ตั้งแต่แรกแล้ว

โม่หลีแบมือ

“ผมคิดว่าความแตกต่างระหว่าง 'อิ่มแค่มื้อเดียว' กับ 'อิ่มไปทุกมื้อ' คุณน่าจะแยกแยะออกนะ...”

“เถ้าแก่คะ คุณน่ะร้ายที่สุดเลย คนเขาคุยเรื่องซีเรียส คุณก็มาทำให้ขำอีกแล้ว!”

...

จบบทที่ ตอนที่ 170 ฉันคิดว่าเธอแยกแยะออก ระหว่าง "อิ่มมื้อเดียว" กับ "อิ่มทุกมื้อ"

คัดลอกลิงก์แล้ว