- หน้าแรก
- ระบบข่าวกรองอาหาร: เริ่มต้นจากสูตรลับที่สาบสูญ!
- ตอนที่ 100 กำจัดภัยเงียบของร้านมั่วจี้
ตอนที่ 100 กำจัดภัยเงียบของร้านมั่วจี้
ตอนที่ 100 กำจัดภัยเงียบของร้านมั่วจี้
ตอนที่ 100 กำจัดภัยเงียบของร้านมั่วจี้
หลังจากจับจุดได้ ความคิดของโม่หลีก็ยิ่งกระจ่างแจ้งขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นน้ำพะโล้ไข่ต้มใบชาหรือน้ำพะโล้เนื้อ เพื่อป้องกันสูตรลับรั่วไหล เขาจำเป็นต้องแบ่งเครื่องเทศออกเป็นสองส่วน
นั่นคือ "ซองเครื่องเทศ" และ "ผงเครื่องเทศผสม"
โดยที่ผงเครื่องเทศผสมคือหัวใจสำคัญในการป้องกันการขโมยสูตร
แต่ตอนนี้เขากลับเดินหลงทางเข้าไปในทางตันเอง
ยกตัวอย่างไข่ต้มใบชา ในการทดลองวันนี้ เขาเอาเทียนข้าวเปลือก, เปลือกส้มตากแห้ง และโป๊ยกั๊กทั้งหมดมาบดเป็นผง มันถึงทำให้รสชาติพังพินาศ
ความจริงแล้วมันไม่มีความจำเป็นเลย!
ใครเป็นคนกำหนดล่ะว่า เมื่อใส่อบเชย, เปลือกส้ม และโป๊ยกั๊กแบบเป็นลูกๆ ลงในน้ำพะโล้แล้ว จะห้ามใส่เครื่องเทศพวกนั้นในรูปแบบผงลงไปอีก?
สมมติว่าสูตรเดิมต้องใช้โป๊ยกั๊ก 10 กรัม ถ้าเราใส่โป๊ยกั๊กแบบเต็มลูกไป 8 กรัม ส่วนอีก 2 กรัมที่เหลือเราใส่ในรูปแบบผงผสมล่ะ?
ไม่สิ!
เมื่อพิจารณาว่าผงเครื่องเทศจะปล่อยกลิ่นออกมาแรงมาก 2 กรัมอาจจะเยอะเกินไป เผลอๆ แค่ 1 กรัมก็พอแล้ว
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
ในเมื่อเขามี "คำตอบที่ถูกต้อง" อยู่ในมือแล้ว แค่จำกัดวงการทดลองให้แคบลง ทดลองบ่อยๆ ค่อยๆ ปรับสัดส่วนไปเรื่อยๆ ย่อมต้องเจอจุดที่เหมาะสมแน่นอน
ที่สำคัญคือ วิธีนี้มีความเป็นไปได้สูงมากในทางทฤษฎี!
โม่หลีเงยหน้ามองฉีมั่นมั่น
"ผมล่ะอยากแถมสะโพกไก่ให้คุณจริงๆ ..."
ฉีมั่นมั่นค้อนใส่โม่หลี
"คุณจะบอกว่ากินสะโพกไก่แล้วไม่อ้วนเหรอคะ? พอเลยค่ะ ถ้าเป็นอกไก่ต้มน้ำเปล่าก็ว่าไปอย่าง แต่ปัญหาก็คือไอ้ของแบบนั้นมันเป็นอาหารคนกินที่ไหนกันล่ะ?"
"......"
วันต่อมา เวลา 06:15 น. ก่อนร้านมั่วจี้จะเปิด 15 นาที
ฉินจื่อซู, ฉินเสวี่ยเจี้ยน และจ้าวเฮ่า ทยอยเดินทางมาถึงร้าน
จ้าวเฮ่าสังเกตเห็นคนใหม่ในร้าน จึงถามด้วยความสงสัยว่า:
"เถ้าแก่ครับ คนนี้คือใครเหรอครับ?"
"พนักงานในร้านน่ะ ชื่อฉินเสวี่ยเจี้ยน ตั้งแต่วันนี้จะมาทำงานประจำที่นี่ จะช่วยทั้งงานหน้าร้านและงานในครัวด้วย"
"เถ้าแก่ครับ... ผมเองก็ทำงานประจำได้นะ ทำไมไม่จ้างผมล่ะ?"
โม่หลีกัดซาลาเปาหมูแดงคำหนึ่ง แล้วบอกจ้าวเฮ่าอย่างไม่รีบร้อนว่า:
"คุณกำลังจะสอนผมทำงานเหรอ?"
"เถ้าแก่ครับ เข้าใจผิดแล้วครับ... ผม... ผมแค่รู้สึกว่าผมทำงานได้มากกว่านี้ครับ"
จ้าวเฮ่าก่อนหน้านี้เคยขอให้ฉินจื่อซูช่วยพูดให้เขาได้เข้าหลังร้าน
พอเรื่องเงียบหายไป ในใจเขาก็เริ่มคิดไม่ตก
วันนี้จู่ๆ ก็มีพนักงานประจำคนใหม่โผล่มา แถมยังได้เข้าหลังร้านตั้งแต่วันแรก
มันทำให้จ้าวเฮ่าเริ่มจะเก็บอาการไม่อยู่แล้ว
โม่หลีเก็บทุกปฏิกิริยาของจ้าวเฮ่าไว้ในสายตา นอกจากความผิดหวังในตัวจ้าวเฮ่าแล้ว เขายังรู้สึกแปลกใจ
จะว่าไป ตอนแรกจ้าวเฮ่าก็ดูปกติดี ขยันทำงานและไม่เคยถามเรื่องที่ไม่ควรถาม
คนที่ปกติดีๆ จู่ๆ ก็เปลี่ยนไป แสดงว่าเบื้องหลังเขาต้องมีเรื่องบางอย่างที่ไม่มีใครรู้เกิดขึ้นแน่นอน
โม่หลีสงสัยอย่างมากว่าจ้าวเฮ่าอาจถูกใครบางคนใช้เงินซื้อตัวไปในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
หลังจากนั้น ทุกวันที่เขามาทำงาน เขามาพร้อมกับ "ภารกิจ" ซึ่งภารกิจนั้นก็คือการขโมยสูตรการผลิตของเมนูยอดฮิตในร้านมั่วจี้
จากการวิเคราะห์อย่างละเอียด โม่หลีรู้สึกว่าผู้บงการที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ โจวเจิ้ง เจ้าของตึกเลขที่ 30
โจวเจิ้งคือคนเดียวที่โม่หลีรู้จักซึ่งมีแรงจูงใจและโอกาสมากพอที่จะซื้อตัวจ้าวเฮ่ามาทำงานแบบนี้
น่าเสียดาย
ที่โม่หลียังไม่มีหลักฐาน
แต่นั่นไม่สำคัญ
ตั้งแต่วันนี้ที่มีฉินเสวี่ยเจี้ยนมาช่วยที่ร้าน เขาก็สามารถเริ่มกำจัดภัยเงียบที่ไม่มั่นคงของร้านมั่วจี้ได้แล้ว
โม่หลีแสร้งไอหนึ่งที แล้วบอกกับจ้าวเฮ่าว่า:
"เรื่องไร้สาระพวกนั้นผมก็ขี้เกียจจะยุ่งนะ แต่ผมบอกความจริงคุณไว้อย่างหนึ่ง คุณมีลับลมคมนัยมากเกินไป ผมจะไม่มีวันให้คุณเข้าหลังร้านเด็ดขาด"
พอได้ยินคำพูดที่เด็ดขาดขนาดนี้ ใบหน้าของจ้าวเฮ่าก็ซีดเผือดลงทันที
"ทะ... ทำไมล่ะครับ? ผมมั่นใจว่าตั้งแต่มาที่นี่ ผมขยันทำงานมาตลอด ทำไมไม่ให้โอกาสผมบ้าง?"
"โอกาสที่คุณต้องการน่ะ คืออะไรกันแน่? สิ่งที่คุณต้องการน่ะ คือสูตรการทำของอร่อยในร้านมั่วจี้มากกว่ามั้ง?"
โม่หลีเห็นจ้าวเฮ่ายังไม่ยอมตัดใจ จึงตัดสินใจกระชากหน้ากากของเขาออกมาตรงๆ
จ้าวเฮ่าไม่เคยฝันเลยว่าแผนการเล็กๆ ของเขาจะถูกโม่หลีมองออกตั้งนานแล้ว พอโดนแฉต่อหน้าฉินจื่อซูและฉินเสวี่ยเจี้ยน เขาก็เริ่มลนลาน
"มะ... ไม่ใช่เรื่องจริงนะครับ! อย่ามาใส่ร้ายกันนะ!"
"ดูสิ... ผมยังไม่ทันพูดอะไรเลย คุณก็ร้อนตัวจนโกรธซะขนาดนี้แล้ว ยังจะบอกว่าในใจไม่มีผีอีกเหรอ?"
พูดจบ โม่หลีก็ชี้ไปที่กล้องวงจรปิดที่ซ่อนอยู่อย่างมิดชิดหลายตัวในร้าน
"คุณรู้ไหมว่าตำแหน่งพวกนี้ก็มีกล้อง? คุณคิดจริงๆ เหรอว่าในร้านมีกล้องแค่สองตัวนั้น?"
"เห็นแก่ที่คุณยังเป็นนักศึกษา และตอนนี้คุณเพิ่งจะแค่มีความคิด แต่ยังไม่ได้ลงมือทำจริงๆ ผมถึงไม่อยากให้เรื่องมันใหญ่โต"
"ไม่อย่างนั้นผมคงจับคุณให้มั่นคั้นให้ตายคาสนาม อย่างน้อยก็ทำให้คุณโดนไล่ออกจากมหาวิทยาลัยได้สบายๆ"
"คุณคิดว่าผมขู่เหรอ? คุณไม่รู้เลยว่าสิ่งที่คุณพยายามจะขโมยน่ะมันมีมูลค่ามหาศาลขนาดไหน... แค่อย่างเดียวก็ทำให้คุณไปนอนในคุกได้ตั้ง 3 ถึง 10 ปีแล้ว"
ในความเข้าใจของจ้าวเฮ่า มันก็แค่การขโมยวิธีทำอาหารในร้านของว่างเล็กๆ ร้านหนึ่งเท่านั้น
เขาไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องมันจะร้ายแรงขนาดนี้
พอเห็นโม่หลีพูดเรื่องนี้ออกมาอย่างจริงจังต่อหน้าทุกคน จ้าวเฮ่าก็ถึงกับช็อกจนสมองขาวโพลน
ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด เขาคุกเข่าลงต่อหน้าโม่หลีทันที
"เถ้า... เถ้าแก่ครับ ผมผิดไปแล้ว ผมมันเลวเอง ผมมันเห็นแก่เงิน..."
เห็นปฏิกิริยาของจ้าวเฮ่า โม่หลีก็หนังตากระตุก
มีลาภลอยแบบคาดไม่ถึงด้วยแฮะ?
ตอนแรกเขาแค่กะจะขู่ให้เจ้าตัวลาออกไปเองแล้วจบเรื่อง
พูดตามตรง เรื่องการขโมยสูตรมันยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง และโม่หลีเองก็ไม่มีหลักฐานที่จับต้องได้มากกว่านี้
เขาไม่สามารถดำเนินการอะไรที่รุนแรงกว่านี้ได้
แต่ดูจากท่าทางของจ้าวเฮ่าแล้ว เหมือนเขากำลังจะสารภาพทุกอย่างออกมาเองเลย?
จะว่าไปก็นิสัยของนักศึกษาที่ยังไม่เคยเจอโลกน่ะนะ ถ้าเป็นพวกเขี้ยวลากดินที่ผ่านสังคมมาเยอะ มีเหรอจะทำท่าแบบนี้?
คงยืนกรานปฏิเสธจนหัวชนฝาแน่นอน!
โม่หลีเหลือบมองเวลา
06:25 น. เหลือเวลาอีก 5 นาทีร้านจะเปิด เวลาอาจจะไม่พอ
เขาจึงส่งสายตาให้ฉินจื่อซู
"คุณพาน้องสาวไปเตรียมเปิดร้านก่อน..."
ฉินจื่อซูพยักหน้า รีบพาฉินเสวี่ยเจี้ยนไปเตรียมงาน
โม่หลีหันมาบอกจ้าวเฮ่าว่า:
"ตอนนี้ถึงจะเป็นช่วงปิดเทอม แต่ใครจะรู้ว่าลูกค้าข้างนอกอาจจะมีเพื่อนร่วมรุ่นคุณอยู่บ้าง ผมจะรักษาหน้าให้คุณหน่อย ตามผมเข้าหลังร้านมา"
"ขอบคุณครับเถ้าแก่ ขอบคุณครับ..."
จ้าวเฮ่าเดินตามหลังโม่หลีเข้าไปในครัวด้วยความซาบซึ้ง
"เอาละ เล่ามาซิว่ามันเกิดอะไรขึ้น?"