- หน้าแรก
- พลิกวิกฤตวัยกลางคน ด้วยระบบข่าวกรองรายวัน!
- บทที่ 318 จัดกระดานลงสนาม
บทที่ 318 จัดกระดานลงสนาม
บทที่ 318 จัดกระดานลงสนาม
บทที่ 318 จัดกระดานลงสนาม
ภายในห้องรับรอง สถานีตำรวจเขตใหม่
ถงหยางหมิงยื่นมือถือคืนให้จางต้าหยง หยูฉี่เซวียนที่อยู่ข้างๆ รีบขยับเข้ามาถาม: “เขาว่าไงบ้าง?”
จางต้าหยงหลังจากรับมือถือมา ก็มองไปที่ถงหยางหมิงอย่างลุ้นระทึก รอคอยคำตอบเช่นกัน
ใบหน้าถงหยางหมิงดูไม่ออกว่ากำลังรู้สึกอย่างไร เขาเพียงแต่ส่ายหน้า แล้วหันไปสั่งผู้ช่วยหญิงที่ติดตามมาด้วย: “เสี่ยวชิง เธอโทรแจ้งสำนักงานบริหารงานทั่วไป ให้พวกเขาออกหนังสือในนามของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติถึงคณะกรรมการเมืองที่นี่ ให้พวกเขาให้ความร่วมมือในการทำงานด้วย”
พูดถึงตรงนี้ เขาดูนาฬิกาแล้วพูดต่อ “ช่วงบ่ายเราจะไปที่ที่ทำการรัฐมณฑลกันสักรอบ”
ผู้ช่วยหญิงพยักหน้าเบาๆ หยิบมือถือออกจากกระเป๋าแล้วเดินออกไปโทรศัพท์ข้างนอก
เลขที่ 28 ถนนนานจิง ภายในอาคารสำนักงานที่ดูเรียบง่ายหลังหนึ่ง
เกอต้าเป่าชี้ไปที่ฉากรับภาพโปรเจกเตอร์ในห้องประชุม กำลังจัดวางภารกิจให้แก่ลูกน้องนับสิบคน
“จากข้อมูลที่เรามี บุตรหลานของคนสามคนนี้ในระหว่างที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศ ต่างก็ได้รับเงินบริจาคจากมูลนิธิช่วยเหลือการศึกษาแห่งหนึ่ง ซึ่งมูลนิธินี้มีเบื้องหลังที่น่าสงสัย ตอนนี้เบื้องบนสั่งให้พวกเรานำตัวคนกลุ่มนี้กลับมาสอบสวน!”
“หน่วยหนึ่งไปที่คณะกรรมการเมือง นำตัวเลขานุการจี้คนนี้กลับมา”
“หน่วยสองรับผิดชอบสำนักการโยธา”
“หน่วยสามผมจะนำทีมเอง ไปที่กรมตำรวจเมือง!”
“ภารกิจครั้งนี้ต้องปฏิบัติตามระเบียบการรักษาความลับอย่างเคร่งครัด! ห้ามเปิดเผยข้อมูลใดๆ แก่บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง!”
ทุกคนยืนตัวตรงเมื่อรับฟัง: “รับทราบครับ!”
“เอาละ ถ้าไม่มีข้อสงสัยก็ออกเดินทางได้ทันที!”
สิ้นเสียงเกอต้าเป่า รองหัวหน้าทีมก็ท้วงขึ้นมาอย่างระมัดระวัง: “ต้องแจ้งทางฝ่ายตรวจสอบวินัยหน่อยไหมครับ?”
“ไม่ต้อง! นี่คือคำสั่งโดยตรงจากผู้อำนวยการสำนัก!” เกอต้าเป่าโบกมืออย่างห้าวหาญ “ออกเดินทาง!”
“ครับผม!”
......
ในห้องใต้ดินที่มืดสลัวเขตชานเมือง ฉีอวิ๋นถูกมัดไว้กับเก้าอี้ หางตาบวมเป่งเหมือนถูกยุงพิษกัด
ผิวหน้าเขียวช้ำเป็นจ้ำๆ ตามร่างกายก็เต็มไปด้วยรอยเลือด เห็นได้ชัดว่าถูกซ้อมมาหนักไม่เบา
ชายร่างยักษ์ที่อยู่ข้างๆ กระชากผมฉีอวิ๋น ใบหน้าเต็มไปด้วยเนื้อหนังที่ดุดันน่ากลัว: “ปากแข็งนักนะ? คิดว่ากูจะจัดการมึงไม่ได้งั้นเหรอ?”
“ถุ้ย”
ฉีอวิ๋นถ่มน้ำลายปนเลือดออกจากปาก ชำเลืองมองมันด้วยแววตาเย็นชา มุมปากมีรอยยิ้มหยัน: “มึงกล้าฆ่ากูให้ตายเหรอ?”
นี่ก็เป็นเพราะช่วงหลายเดือนมานี้เขาดื่มยาสมุนไพรและฝึกฝนร่างกายอย่างหนักทุกวัน ถึงทำให้เขาทนต่อการซ้อมเมื่อครู่ได้
ถ้าเป็นสภาพร่างกายเมื่อก่อน คงยอมจำนนไปนานแล้ว
ชายร่างยักษ์ได้ฟัง มือก็เพิ่มแรงดึงจนผมฉีอวิ๋นหลุดออกมาเป็นกระจุก
เขามองเขม็งที่ฉีอวิ๋นอยู่สองสามวินาที ทันใดนั้นก็ส่งเสียงหัวเราะที่ฟังดูน่าขนลุกออกมา: “เหอะๆ ถ้าเบื้องบนไม่สั่งมา กูไม่กล้าฆ่ามึงให้ตายหรอก”
“แต่ถ้าแค่ ‘เล่น’ กับมึงล่ะก็ กูทำได้สบายๆ เลยละ~”
พูดถึงตรงนี้ มันก็ปล่อยมือจากผมฉีอวิ๋น แล้วยื่นมือไปคลำที่หัวเข็มขัด: “แม่มันเถอะ ตั้งแต่ออกจากซังเตมานานขนาดนี้ แทบจะลืมรสชาติไปหมดแล้วว่ามันเป็นยังไง”
ฉีอวิ๋นได้ยินประโยคนี้ ราวกับมีเสียงปีศาจมาระซิบข้างหู
รูม่านตาเขาหดเกร็ง ขาหนีบเข้าหากันโดยสัญชาตญาณ เหงื่อเย็นไหลท่วมหลัง
“มึง... มึงจะทำอะไร!?”
เสียงหัวเราะเหี้ยมเกรียมของชายร่างยักษ์ดังก้องในห้องใต้ดินที่มืดสลัว นิ้วของมันคลำไปโดนตัวล็อกโลหะของเข็มขัดแล้ว......
“ทำอะไรน่ะเหรอ?” มันเลียริมฝีปากที่แห้งผาก สายตาเหมือนงูพิษที่กวาดมองไปตามร่างกายฉีอวิ๋น “จะให้มึงลิ้มรสความร้ายกาจของกูไง! เดี๋ยวเสร็จงานแล้ว คอยดูซิว่ามึงยังจะกล้าปากแข็งกับกูอยู่อีกไหม!”
“เชี่ย! มึงแม่งวิปริตชิบหาย!” คราวนี้ฉีอวิ๋นกลัวจริงใจสั่นไปหมดแล้ว ถูกต่อยถูกซ้อมเขายังทนได้ แต่เรื่องแบบนี้... เป็นใครใครก็กลัววะ
“หยุด! หยุด! กูยอมแล้ว!” ในวินาทีที่ชายร่างยักษ์กำลังจะดึงกางเกงลง เขารีบตะโกนลั่น
ท่าทางของชายร่างยักษ์ชะงักไปจริงๆ มือหยุดอยู่ที่เข็มขัด หรี่ตามองฉีอวิ๋นเหมือนมองเหยื่อ: “หึๆ ยอมจริงเหรอ?”
“ยอมแล้ว ยอมจริงๆ” ฉีอวิ๋นพยายามพยักหน้าอย่างยากลำบาก “มึงแม่งเก่ง!”
“ร่วมมือแต่แรกก็จบแล้ว มัวแต่แอ็กเป็นลูกผู้ชายอยู่ได้” มันพูดอย่างดูแคลนแล้วรัดเข็มขัดกลับเข้าที่เดิม “บอกมา ของอยู่ที่ไหน”
“ถุ้ย~” ฉีอวิ๋นถ่มน้ำลายออกมาอย่างขยะแขยง จากนั้นพิงพนักเก้าอี้พักหายใจครู่หนึ่ง “ทรมานกูมาตั้งนาน ขอบุหรี่สักมวนแก้ขัดไม่เกินไปมั้ง?”
ชายร่างยักษ์ขมวดคิ้ว หยิบบุหรี่ยับๆ ครึ่งซองออกมาจากกระเป๋ากางเกง คาบใส่ปากฉีอวิ๋นมวนหนึ่งแล้วจุดไฟให้
“อย่ามาเล่นตุกติกกับกู สูบเสร็จแล้วรีบบอกมา”
“ซี้ด~ ฮา...” ฉีอวิ๋นสูบบุหรี่เข้าไปคำโต นิโคตินไหลลงคอช่วยบรรเทาความเจ็บปวดตามร่างกายได้บ้าง “พี่ชาย ตอนนี้กี่โมงแล้ว?”
มันถลึงตาใส่เขา: “มึงจะออกไปข้างนอกได้หรือไง? กี่โมงมันเกี่ยวอะไรกับมึง? รีบบอกมา!”
ฉีอวิ๋นพ่นควันบุหรี่ พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย: “ของนั่นผมเก็บไว้ในตู้นิรภัยของธนาคาร ถ้าธนาคารปิดก็เอาไม่ได้แล้ว ผมเลยต้องถามพี่ว่ากี่โมงแล้วไง”
มันกึ่งเชื่อกึ่งสงสัยจึงหยิบมือถือออกมาดูเวลา จากนั้นเงยหน้ามองฉีอวิ๋น: “มึงรีบพูดตอนนี้ยังทัน ถ้าวันนี้กูไม่ได้ของล่ะก็ คืนนี้กูจัดหนักมึงแน่”
ฉีอวิ๋นพอได้ยินมันบอกว่ายังทัน ก็แปลว่ายังไม่ถึงเวลาธนาคารปิด ในใจจึงลอบทอนหายใจ
เขาถูกขังมาตั้งแต่เมื่อคืน ตัดขาดการติดต่อกับโลกภายนอก ไม่รู้เลยว่าสถานการณ์ข้างนอกเป็นอย่างไร และไม่รู้ว่าคนจากพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติจะมาถึงวันนี้กี่โมง
แต่เขาไม่ได้ฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่นั่น สิ่งที่ทำให้เขามีความมั่นใจในการรับมือครั้งนี้ นอกจากพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติแล้ว ยังมีกรมโบราณคดีแห่งชาติด้วย
เมื่อวานซืน เลขานุการของผู้อำนวยการเซียวโทรหาเขา นัดให้เขาไปพบผู้อำนวยการเซียวที่กรมโบราณคดีตอนหกโมงเย็นวันนี้ หากถึงเวลาแล้วอีกฝ่ายติดต่อเขาไม่ได้ ย่อมต้องสืบข่าวผ่านช่องทางอื่นแน่นอน
และเขาไม่ได้ถูกพาตัวไปแบบลับๆ ขอแค่เบื้องบนตรวจสอบเพียงนิด ย่อมรู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
นี่คือเหตุผลที่อีกฝ่ายจะไม่ใช้พลังของหน่วยงานรัฐมาจัดการฉีอวิ๋นหากไม่จำเป็นจริงๆ เพราะถ้าคุณเดินตามขั้นตอนปกติ มันจะไม่มีความลับอะไรเลย
ไม่ว่าจะเป็นการที่ฉีอวิ๋นยอมแลกด้วยทรัพยากรมหาศาลเพื่อชิงสมบัติชาติคืนมาจากเรือรบต่างชาติ หรือการค้นพบสุสานเจงกีสข่านและซากเมืองโบราณหลานหลัน ทั้งสามเรื่องนี้ล้วนจัดเป็นความดีความชอบครั้งใหญ่ทั้งสิ้น
ดังนั้นเขาเชื่อว่าเมื่อระดับสูงทราบเรื่อง ย่อมไม่นิ่งเฉยแน่นอน อย่างน้อยการรับรองความปลอดภัยของเขานั้นไม่มีปัญหา
และต่อให้เกิดเหตุไม่คาดฝันจริงๆ เขาก็ยังมีแผนสำรองอีกอย่างหนึ่ง......
“มึงมัวแต่คิดอะไรอยู่วะ? บุหรี่ก็ให้สูบแล้ว ยังจะมาเล่นสงครามประสาทกับกูอีกเหรอ?” มันเห็นฉีอวิ๋นยังไม่ยอมเปิดปาก จึงตบเข้าไปที่ท้ายทอยหนึ่งปึ้งจนบุหรี่ในปากฉีอวิ๋นเกือบหลุด “เตือนมึงไว้นะ โอกาสสุดท้าย รีบพูดมา”
ฉีอวิ๋นกัดฟันระงับอารมณ์ ไม่กล้าอาละวาด เพราะกลัวไอ้เดรัจฉานนี่จะเกิดบ้ากระชากกางเกงขึ้นมาจริงๆ
“ของอยู่ที่ธนาคารคมนาคมสาขาเขตใหม่ คุณเอาโทรศัพท์มาให้ผม ผมจะโทรบอกผู้จัดการสาขาเขาหน่อย แล้วคุณค่อยไปเอา”
มันได้ฟังก็ตาเป็นประกาย แต่แล้วก็ตบเข้าที่ท้ายทอยอีกหนึ่งที: “ยังจะมาเล่นเล่ห์เหลี่ยมกับกูอีกเหรอ? ไม่ต้องให้มึงโทรบอกหรอก! ธนาคารคมนาคมถนนสายไหนในเขตใหม่!”
......
อีกด้านหนึ่ง ที่อาคารรัฐบาลเมือง ภายในห้องทำงานของฝ่ายสภาที่ปรึกษาการเมือง ท่านรองเลขานุการเผิงซึ่งรับผิดชอบงานประจำวันได้รับโทรศัพท์สายหนึ่ง ใบหน้าพลันเปลี่ยนเป็นมืดมนอย่างยิ่ง
เขาหยิบโทรศัพท์ตั้งโต๊ะขึ้นมากดเบอร์ออกไปทันที
หลังจากคุยกับปลายสายอยู่ไม่กี่นาที เขาก็ลุกขึ้นเดินมุ่งหน้าไปยังพื้นที่ทำงานส่วนกลางของอาคารที่อยู่ชั้นบนพลางส่งข้อความทางมือถือไปด้วย
ไม่นานท่านรองเลขานุการเผิงก็ขึ้นลิฟต์มาถึงชั้นเก้า พอเขาก้าวออกมา ก็เห็นผู้ชายสวมชุดลำลองท่าทางเคร่งขรึมหลายคนกำลังคุมตัวชายคนหนึ่งเข้าไปในลิฟต์อีกตัวที่อยู่ข้างๆ
เมื่อมองจากแผ่นหลัง ชายคนนั้นดูหน้าตาคุ้นๆ ......
......