- หน้าแรก
- พลิกวิกฤตวัยกลางคน ด้วยระบบข่าวกรองรายวัน!
- บทที่ 310 พาฉันไปน่ะง่าย แต่จะส่งฉันกลับมาน่ะเกรงว่าจะยาก
บทที่ 310 พาฉันไปน่ะง่าย แต่จะส่งฉันกลับมาน่ะเกรงว่าจะยาก
บทที่ 310 พาฉันไปน่ะง่าย แต่จะส่งฉันกลับมาน่ะเกรงว่าจะยาก
บทที่ 310 พาฉันไปน่ะง่าย แต่จะส่งฉันกลับมาน่ะเกรงว่าจะยาก
สุสานซีซัน บนไหล่เขา
หลังจากหนีหมาได้ฟังทางเลือกสองทางที่ฉีอวิ๋นเสนอให้ บนใบหน้าของเขาก็พลันปรากฏรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม ดวงตาทั้งสองข้างจ้องเขม็งไปที่ฉีอวิ๋น
ในตอนนั้นเอง ภายในหูฟังขนาดเล็กของเฉินเว่ยมีเสียงของเหล่าอิงและเหล่าไป๋รายงานเข้ามา ทั้งคู่ตรวจสอบเนินเขาบริเวณรอบๆ แล้ว ไม่พบภัยคุกคามที่ซ่อนอยู่
เดิมทีนี่ควรจะเป็นข่าวดีสำหรับพวกเขา แต่เฉินเว่ยหลังจากได้ฟังกลับไม่ได้คลายความกังวลลงแม้แต่น้อย ในทางกลับกันเขายิ่งเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น
เขาขยับก้าวไปข้างหน้าอย่างไร้เสียง ยืนอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมจะขวางหน้าฉีอวิ๋นได้ทุกเมื่อ
หนีหมาจ้องมองฉีอวิ๋นอยู่สองสามวินาที จากนั้นมือที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อคลุมก็สะบัดออกมาอย่างแรง ในฝ่ามือกำวัตถุรูปร่างคล้ายไฟแช็กเอาไว้
“สองแสน! ไอ้หน้าไหนมันจะไปเอาวะ!”
สิ้นคำพูด เขากระชากซิปเสื้อคลุมออก เผยให้เห็นระเบิดทำมือ (ดินระเบิด) ที่พันไว้รอบเอวอย่างหนาแน่น
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ ทำให้ทุกคนตั้งตัวไม่ติด
รูม่านตาของเฉินเว่ยหดเกร็ง เขาขยับตัวบังข้างหน้าฉีอวิ๋นในทันที สือเฟิงเองก็ตกใจจนตัวสั่น เม็ดซีในแทบจะหลุดจากมือ เขาเซไปข้างหลังจนทรุดนั่งลงกับพื้น
ดินระเบิดทำมือนี้เป็นแบบที่ใช้ระเบิดภูเขาในเหมืองแร่ แม้อานุภาพจะไม่เท่ากับแบบที่ใช้ในกองทัพ แต่ในระยะประชิดเช่นนี้ มันแรงพอที่จะระเบิดไหล่เขานี้ให้เป็นหลุมยักษ์ได้เลย!
“วันนี้ถ้ากูไม่ได้ทองแท่งยี่สิบล้าน ก็มาระเบิดกลายเป็นเศษเนื้อไปด้วยกันซะ! ไอ้ลูกปัดเฮงซวยนี่พวกมึงก็อย่าหวังจะได้เอาไป!” หนีหมาใช้นิ้วหัวแม่มือซ้ายกดไว้ที่สวิตช์เครื่องจุดระเบิด เสียงของเขาต่ำลึก ท่าทางพร้อมจะตายตกไปตามกันได้ทุกเมื่อ
กล้ามเนื้อบนใบหน้าฉีอวิ๋นกระตุกวูบ หัวใจแทบจะกระดอนออกมาจากอก
นึกไม่ถึงเลยว่าไอ้หมอนี่จะมาไม้นี้ นี่มันไม่ใช่หัวขโมยแล้ว แต่มันบ้าดีเดือดยิ่งกว่าโจรโฉดเสียอีก เป็นพวกเดนตายของจริง
มิน่าล่ะถึงกล้ามานัดเจอในที่แบบนี้คนเดียว......
สีหน้าของเฉินเว่ยเองก็ย่ำแย่มาก เขามองเขม็งไปที่ระเบิดรอบเอวของอีกฝ่ายเพียงครู่เดียวก็รู้ว่าเป็นของจริง ดินระเบิดทำมือแบบนี้ขอแค่มีเทคนิคในการทำเครื่องจุดระเบิดนิดหน่อยก็ใช้งานได้แล้ว
ฉีอวิ๋นสูดลมหายใจลึก ข่มความตื่นตระหนกในใจไว้สุดกำลัง
ถึงแม้ในใจจะสั่นเป็นเจ้าเข้า แต่หน้าฉากเขายังต้องรักษาความสงบเอาไว้
เขาดูออกว่าแม้อีกฝ่ายจะแสดงท่าทางคุ้มคลั่ง แต่มือซ้ายที่ถือเครื่องจุดระเบิดกลับไม่มีความสั่นเทาเลยแม้แต่น้อย
ถึงจะเข้าไม่ถึงว่าทำไมไอ้ขโมยคนหนึ่งถึงได้มีสภาพจิตใจที่แกร่งขนาดนี้ แต่นั่นก็ถือเป็นข่าวดีสำหรับเขา อย่างน้อยมันก็พิสูจน์ว่าอีกฝ่ายยังมีสติ ไม่ได้วู่วามจนกดระเบิดจริงๆ
สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้ คือการทำให้ฝ่ายตรงข้ามใจเย็นลงก่อน......
“อย่าเพิ่งตื่นเต้น มาคุยกันก่อน” ฉีอวิ๋นหรี่ตาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “พวกเราไม่ได้มีความแค้นเคืองอะไรกัน ผมว่าเอาอย่างนี้ดีไหม เม็ดซีคืนให้คุณไป ส่วนเงินสองแสนนี่ก็ให้คุณไปฟรีๆ เลย คุณเอาของไปแล้วไสหัวไปซะ”
หนีหมาได้ฟังก็แค่นหัวเราะ: “มึงเห็นกูเป็นไอ้โง่เหรอ? มึงเรียกตำรวจมาขนาดนั้นแล้ว ยังจะปล่อยกูไปได้อีกเหรอ?”
มุมปากฉีอวิ๋นกระตุกเบาๆ น้ำเสียงยังคงไม่รีบร้อน: “ตำรวจในรถนั่นคือเพื่อนผม ผมจะโทรศัพท์สั่งให้พวกเขาถอยไปเดี๋ยวนี้ ถือว่าวันนี้ผมเสียเงินสองแสนซื้อบทเรียนไปก็แล้วกัน”
ข้อเสนอนี้ดูเหมือนหนีหมาจะได้กำไรเน้นๆ สองแสนหยวน แต่เขาปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด: “วันนี้กูต้องได้ทองแท่ง ไม่อย่างนั้นก็ไปลงนรกพร้อมกัน!”
ฉีอวิ๋นชำเลืองมองเฉินเว่ยและสือเฟิงที่อยู่ข้างหน้า นิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า: “ตกลง เดี๋ยวผมโทรสั่งให้คนเตรียมของ แล้วให้สองคนนี้ไปเอามา”
หนีหมาปฏิเสธอีกครั้ง: “กูจะไปเอากับมึงแค่สองคน เห็นทองแท่งแล้วกูถึงจะปล่อยมึงไป”
“ได้” ฉีอวิ๋นยิ้มอย่างอ่อนโยน “เดี๋ยวผมโทรสั่งให้คนเตรียมทองแท่งไว้ให้”
หนีหมามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะยื่นมือขวาออกมา ตะโกนบอกสือเฟิงที่นั่งกองอยู่บนพื้นว่า: “เอาเม็ดซีมา”
สือเฟิงสะดุ้งสุดตัว ลนลานลุกขึ้นจากพื้น สายตามองฉีอวิ๋นอย่างหวาดหวั่น ริมฝีปากสั่นระริกจนพูดไม่ออก
สถานการณ์นี้มันน่ากลัวเกินไปจริงๆ เม็ดซีในมือเขาตอนนี้เหมือนถ่านร้อนๆ ที่ลามเลียจนเหงื่อซึมเต็มง่ามมือ เขาเชียวว่าจังหวะที่ยื่นของไป จะถูกระเบิดจนกลายเป็นเศษเนื้อ
ฉีอวิ๋นตอบกลับด้วยน้ำเสียงสงบ: “ให้เขาไปเถอะ”
สือเฟิงถึงได้ก้าวไปข้างหน้าด้วยท่าทางสั่นเทา ยื่นเม็ดซีวางลงบนฝ่ามือของอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็รีบถอยกรูดไปข้างๆ
หนีหมายัดเม็ดซีใส่กระเป๋าเสื้อ แล้วบอกฉีอวิ๋นอีกว่า: “มึงเดินมานี่แล้วโทรศัพท์ เปิดลำโพงด้วย”
ฉีอวิ๋นพยักหน้า ค่อยๆ หยิบมือถือออกมาจากกระเป๋าแล้วกำลังจะเดินเข้าไป
ทว่าเฉินเว่ยกลับขวางหน้าไว้ ไม่ยอมให้เขาเข้าไป
“ไม่เป็นไร” ฉีอวิ๋นตบบ่าเฉินเว่ยเบาๆ “เขาต้องการแค่เงิน”
เฉินเว่ยขมวดคิ้วมองหนีหมา ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบให้
ฉีอวิ๋นเดินไปหยุดห่างจากหนีหมาประมาณสองก้าว ยกมือถือขึ้นช้าๆ หันหน้าจอให้หนีหมาดูแวบหนึ่ง จากนั้นก็กดโทรหาเถียนเย่าจง ผู้จัดการธนาคารคมนาคมพร้อมกับเปิดลำโพง
เสียงสัญญาณดังขึ้นสองครั้ง ปลายสายก็รับอย่างรวดเร็ว มีเสียงที่ดูกระตือรือร้นของเถียนเย่าจงดังออกมา: “สวัสดีครับประธานฉี”
“ผู้จัดการเถียนครับ ตอนนี้ผมต้องการทองแท่งมูลค่ายี่สิบล้าน รบกวนคุณช่วยจัดแจงให้ผมหน่อยครับ” ฉีอวิ๋นไม่อ้อมค้อม เข้าเรื่องทันที
“ทองแท่งยี่สิบล้าน!?” เถียนเย่าจงอึ้งไปครู่หนึ่ง เกือบคิดว่าตัวเองหูฝาด ไม่ใช่ว่าเขาสงสัยในฐานะทางการเงินของฉีอวิ๋น แต่เพราะน้อยคนนักที่จะมาซื้อทองแท่งจำนวนมากขนาดนี้ที่ธนาคารในคราวเดียว
ฉีอวิ๋นเหลือบมองหนีหมาแล้วตอบว่า: “ใช่ครับ รบกวนคุณเตรียมไว้ให้หน่อย เดี๋ยวอีกสักพักผมจะเข้าไปเอา”
เมื่อเถียนเย่าจงได้รับการยืนยัน เขาก็ขมวดคิ้วใช้ความคิดครู่หนึ่ง สุดท้ายก็รับคำอย่างรวดเร็ว: “ไม่มีปัญหาครับ เดี๋ยวผมจัดการให้เดี๋ยวนี้เลย”
ตามปกติแล้ว การทำธุรกรรมมูลค่ามหาศาลเช่นนี้จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้า และถึงแม้ธนาคารของพวกเขาจะเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในเขตใหม่ แต่ก็ไม่สามารถหาทองแท่งจำนวนมากขนาดนี้มาได้ทันที ต้องประสานงานกับเบื้องบนซึ่งมีขั้นตอนยุ่งยากมาก
หากเป็นลูกค้าธรรมดา เถียนเย่าจงคงไม่สามารถทำตามคำขอนี้ได้แน่นอน
แต่เขารู้ฐานะของฉีอวิ๋นดี ไม่เพียงแต่จะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทอัญมณีที่ใหญ่ที่สุดในเมือง แต่บริษัทของฉีอวิ๋นเองก็ยังมีเงินสดนับร้อยล้านนอนนิ่งอยู่ในบัญชีของธนาคารพวกเขาด้วย
ดังนั้นเพื่อรักษาความสัมพันธ์และยอดเงินฝากในอนาคต ต่อให้จะยากแค่ไหน เขาก็ต้องหาทางจัดการให้ได้
หลังจากวางสาย ฉีอวิ๋นก็ชูมือถือให้หนีหมาดู: “เรียบร้อยแล้ว”
หนีหมาที่คอยฟังอยู่ข้างๆ เห็นฉีอวิ๋นให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี สีหน้าของเขาก็เริ่มผ่อนคลายลงบ้าง
......
ในเวลาเดียวกัน ที่ตีนเขา
เหล่าอิงวิ่งหอบแฮ่กๆ มาที่รถตำรวจคันหนึ่ง เรียกม้าเป่ากั๋วที่นั่งอยู่ในรถให้ออกมาที่ป่าละเมาะข้างทาง จากนั้นก็เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเขาให้ฟังอย่างรวดเร็ว
ม้าเป่ากั๋วฟังจบ ดวงตาก็เบิกกว้างทันที: “ดินระเบิด!?”
“ใช่!” เหล่าอิงพยักหน้า ยื่นมือออกไปบอกว่า: “ขอยืมปืนหน่อย”
ม้าเป่ากั๋วขมวดคิ้วมุ่นทันที มือเขากดอยู่ที่ปืนพกข้างเอวไม่ขยับ จ้องมองใบหน้าที่มีเหงื่อท่วมของเหล่าอิง: “จะทำอะไร? อย่ามาเล่นตุกติกนะ!”
เขาเองก็เป็นมือปราบเก่า พอได้ยินคำว่าดินระเบิดก็รู้เลยว่าเรื่องใหญ่แล้ว พื้นที่สุสานซีซันถึงจะลับตาคน แต่ถ้าเกิดระเบิดขึ้นมาจริงๆ เสียงมันก็ไม่ใช่น้อยๆ
และตามระเบียบปกติ ตอนนี้เขาไม่ควรพกปืนติดตัว แต่เผอิญว่าก่อนหน้านี้เขาเพิ่งเสร็จภารกิจจับกุมมา จึงยังมีปืนติดตัวอยู่พอดี
เหล่าอิงได้ยินบทสนทนาข้างบนผ่านหูฟัง รู้ว่าเวลาเหลือน้อยแล้ว ไม่มีเวลาอธิบายมาก: “ผมมั่นใจ! พวกเขากำลังจะลงเขามาแล้ว ถ้าปล่อยไว้นานเจ้านายจะเป็นอันตราย!”
ม้าเป่ากั๋วได้ยินดังนั้นก็กัดฟันแน่น จ้องมองดวงตาที่แดงก่ำของเหล่าอิง แล้วเหลือบมองไปทางไหล่เขา สุดท้ายดูเหมือนเขาจะตัดสินใจบางอย่างได้เด็ดขาด
เขาหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาสั่ง: “เสี่ยวหวัง พวกนายขับรถสองคันออกไปก่อน เดี๋ยวฉันเรียกแล้วค่อยกลับขึ้นมา”
“รับทราบครับหัวหน้าม้า!”
สิ้นเสียงจากวิทยุ รถตำรวจสองคันที่ติดเครื่องรออยู่ก็ขับลงเขาไป
เมื่อรถลับสายตาไปแล้ว ม้าเป่ากั๋วก็ชี้ไปที่ท้ายทอยของตัวเอง: “ฉันให้ปืนนายตรงๆ ไม่ได้”
หากมองจากมุมของเขา การทำได้ถึงขั้นนี้ก็นับว่ายากลำบากมากแล้ว เป็นเพราะฉีอวิ๋นมีบุญคุณต่อเขาและทั้งคู่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไม่อย่างนั้นเขาไม่มีทางทำแบบนี้เด็ดขาด
เพราะถ้าเกิดเรื่องขึ้นมา เขาต้องถูกลงโทษทางวินัยแน่นอน หรือเผลอๆ อาจจะถูกไล่ออกเลยด้วยซ้ำ
เหล่าอิงเข้าใจเจตนา ไม่เสียเวลาอ้อมค้อม เขาสับฝ่ามือเข้าที่ท้ายทอยของม้าเป่ากั๋วทันที รายหลังทรุดฮวบลงกองกับพื้น สลบไปชั่วคราว
จากนั้นเขารีบชักปืนพกออกจากเอวม้าเป่ากั๋ว มันคือปืนพกแบบ 92 ที่ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี เขาตรวจสอบแม็กกาซีนเพื่อให้แน่ใจว่ากระสุนนัดแรกเป็นกระสุนจริง จากนั้นเสียบแม็กกาซีนกลับเข้าที่เดิมแล้วเปิดระบบเซฟตี้
ไม่มีเวลาให้คิดมาก เหล่าอิงเหน็บปืนไว้ที่หลังเอว แล้วรีบวิ่งมุ่งหน้าไปยังไหล่เขาด้วยความเร็วสูง
ที่ไหล่เขา เฉินเว่ยและสือเฟิงเดินนำหน้า ส่วนหนีหมาที่ระแวดระวังอย่างยิ่งใช้มือคว้าแขนฉีอวิ๋นเดินตามมาข้างหลัง มืออีกข้างของเขาถือเครื่องจุดระเบิดไว้แน่นไม่เคยปล่อย ทำให้ฉีอวิ๋นรู้สึกกดดันมหาศาล กลัวว่าไอ้หมอนี่จะเผลอกดระเบิดเข้าจริงๆ
ทั้งสี่คนต่างก็เหงื่อท่วมหัว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแดดร้อน หรือเพราะบรรยากาศที่ตึงเครียดเกินไป
จากตำแหน่งที่พวกเขาอยู่ก่อนหน้านี้ไปยังลานจอดรถข้างล่าง ใช้เวลาเดินเพียงหกเจ็ดนาทีเท่านั้น ตอนนี้เดินมาได้ครึ่งทางแล้ว
เฉินเว่ยที่เดินนำหน้าไม่ได้เดินเร็วนัก และสายตาของเขาคอยกวาดมองป่าข้างหน้าอย่างแนบเนียน เหมือนกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง
ในจังหวะที่สายตาเขาเหลือบไปเห็นเนินดินเล็กๆ แห่งหนึ่ง แววตาของเขาก็สั่นไหวเล็กน้อยโดยไม่ตั้งใจ จากนั้นเขาก็หยุดเดิน หันมามองฉีอวิ๋นแวบหนึ่ง
ฉีอวิ๋นเหมือนจะอ่านอะไรบางอย่างได้จากสายตานั้น เขาหันไปถามหนีหมาที่อยู่ข้างๆ : “พี่ชาย สูบบุหรี่สักมวนไหม?”
หนีหมาไม่ตอบ ได้แต่กระชากแขนเขาให้เดินต่อ
“ผมขอสูบสักมวนคุณคงไม่ว่านะ?” ฉีอวิ๋นถามซ้ำอย่างไม่ลดละ แต่หนีหมาก็ยังไม่ตอบ
ฉีอวิ๋นหยุดเดิน ทำท่าจะหยิบซองบุหรี่: “มันอยากบุหรี่น่ะ ผมต้องขอสูบสักมวน”
หนีหมาเริ่มหมดความอดทน หันหน้ามาเตรียมจะด่า แต่ทว่าริมฝีปากเขายังไม่ทันอ้าออก ก็ได้ยินเสียง “ปัง!” ดังสนั่นก้องไปทั่วหุบเขา นกที่ตกใจพากันบินว่อน
วินาทีถัดมา กระสุนนัดหนึ่งแหวกอากาศ พุ่งเข้าใส่แขนซ้ายของหนีหมาอย่างแม่นยำ เลือดสีแดงสดพุ่งกระจายออกมาเป็นทาง!
“อ๊าก!” ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้เขาชักกระตุก นิ้วที่กำเครื่องจุดระเบิดพลันคลายออก เครื่องจุดระเบิดร่วงลงพื้นเสียงดังแปะ
“ปัง!”
เสียงสะท้อนยังไม่ทันจางหาย เสียงปืนนัดที่สองก็ดังตามมาติดๆ!
เสียงร้องของหนีหมาเพิ่งจะดังออกมาได้ครึ่งเดียวก็เงียบหายไป—กระสุนนัดหนึ่งเจาะเข้าที่กึ่งกลางระหว่างคิ้วพอดี!
ร่างกายของเขาแข็งทื่อ รูเลือดเล็กๆ บนหน้าผากพลันแตกออก เลือดพุ่งกระฉูดออกมาเปื้อนใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด แล้วไหลย้อยตามคางหยดลงบนพื้นดิน
มือที่คว้าแขนฉีอวิ๋นไว้พลันไร้เรี่ยวแรง แววตาที่เต็มไปด้วยความคุ้มคลั่งและเจ็บปวดค่อยๆ แข็งค้าง สุดท้ายเขาก็ล้มตึงไปข้างหลังเสียงดัง “ตึ้ง” กระแทกกับพื้นจนฝุ่นตลบ
ฉีอวิ๋นก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ ลมหายใจแทบจะหยุดนิ่ง!
ในเสี้ยววินาทีเมื่อครู่นี้ แววตาของหนีหมาที่ล้มลงไปนั้นเหมือนเหล็กร้อนๆ ที่ประทับลงในเรตินาของเขา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นชีวิตหนึ่งจบสิ้นลงต่อหน้าต่อตาด้วยตัวเอง
ไม่เคยอยู่ใกล้ความตายขนาดนี้มาก่อน......