- หน้าแรก
- พลิกวิกฤตวัยกลางคน ด้วยระบบข่าวกรองรายวัน!
- บทที่ 305 บริจาคให้รัฐ
บทที่ 305 บริจาคให้รัฐ
บทที่ 305 บริจาคให้รัฐ
บทที่ 305 บริจาคให้รัฐ
เวลาเช้ามืด เที่ยวบินจากอาบูดาบีร่อนลงจอดที่สนามบินนานาชาติเทียนซันอย่างช้าๆ
ที่ช่องทางพิเศษของสนามบิน คังหกั๋วตง ผอ.ฝ่ายขนส่งของการรถไฟฯ อยู่เป็นเพื่อนฉีอวิ๋นรออยู่ในรถด้วยตัวเอง
ตั้งแต่คราวก่อนที่ฉีอวิ๋นช่วยเขาจัดการหลินหย่งกังไอ้คนพุงพลุ้ยที่จ้องจะเลื่อยขาเก้าอี้เขา ทั้งคู่ก็เริ่มมีความสัมพันธ์ต่อกัน
ความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่แค่เห็นแก่หน้าประธานหอการค้าเมืองเหนี่ยวซื่ออีกต่อไป แต่เป็นการที่ทั้งคู่มีหนี้บุญคุณต่อกันจริงๆ
และคังหกั๋วตงก็ได้รู้ถึงเบื้อหลังบางส่วนของฉีอวิ๋นมาบ้าง รู้ว่าเขาไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เห็น
“ดูท่าทางนายจะดื่มมาไม่น้อยเลยนะ?” คังหกั๋วตงหันมาถาม
“หึๆ นิดหน่อยครับ จิบไปไม่กี่แก้ว” ฉีอวิ๋นถึงจะหน้าแดงแต่สติยังแจ่มใส เขาขยับมือยื่นบุหรี่ให้มวนหนึ่งแล้วยิ้มพูด: “เดี๋ยวของต้องตรวจไหมครับ? ของล๊อตนี้ผมไม่มีเอกสารนะ”
คังหกั๋วตงรับบุหรี่มา จุดไฟแช็กดังคลิก สูบไปคำหนึ่งแล้วพูดช้าๆ : “เรื่องเอกสารนายไม่ต้องห่วง ฉันจัดการบอกข้างในไว้แล้ว ของแค่เข้าเครื่องสแกนก็พอ ไม่ตรวจรายละเอียด”
พูดจบเขาก็ชำเลืองมองฉีอวิ๋นพลางพูดติดตลก “แต่ของล๊อตนี้มันคืออะไรกันแน่เนี่ย? ทำลับๆ ล่อๆ ใบสำแดงศุลกากรก็ไม่มี”
ฉีอวิ๋นยิ้ม ไม่ตอบตรงๆ : “วางใจเถอะ ไม่สร้างปัญหาให้พี่แน่นอน พอดีมันกะทันหันไปหน่อยเลยเดินเรื่องตามระบบไม่ทัน ไม่อย่างนั้นคงไม่รบกวนพี่ให้ต้องลำบากมาหาดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้หรอกครับ”
ขณะที่คุยกัน ประตูรถถูกเปิดออก จางต้าหยง ก้าวเข้ามานั่งพร้อมเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก
“ฮู้ว~ ไปเข้าห้องน้ำมาเหงื่อซึมเลย ท่าทางจะเริ่มแก่แล้วจริงๆ นะเรา”
คังหกั๋วตงรีบหยิบซองบุหรี่ของตัวเองยื่นให้มวนหนึ่ง: “หึๆ ท่านผู้การจางคงทำงานหนักเกินไปน่ะครับ อายุระดับเราแล้วต้องดูแลตัวเองให้มากหน่อย”
จากระดับตำแหน่ง คังหกั๋วตงและจางต้าหยงอาจจะพอๆ กัน แต่อีกคนอยู่รัฐวิสาหกิจ อีกคนอยู่หน่วยงานบริหาร อิทธิพลมันต่างกัน และระดับอำนาจในมือก็คนละเรื่องเลย
ดังนั้นเวลาอยู่ต่อหน้าจางต้าหยง คังหกั๋วตงจึงนอบน้อมกว่าปกติ
อีกอย่าง ที่วันนี้เขากล้าเสี่ยงใช้เส้นสายช่วยฉีอวิ๋น ส่วนหนึ่งก็เพราะมีจางต้าหยงเป็นคนรับรองของล๊อตนี้ให้
ไม่อย่างนั้นพูดตามตรง ต่อให้ของล๊อตนี้ไม่ใช่ของผิดกฎหมาย แต่มันก็เข้าข่ายลักลอบนำเข้า ปกติเขาไม่มีทางกล้าทำแบบนี้แน่นอน
จางต้าหยงรับบุหรี่มา คังหกั๋วตงรีบจุดไฟให้ แต่จางต้าหยงโบกมือปฏิเสธ: “ผมทำเองครับ”
ทุกคนคุยกันในรถไม่กี่นาที มือถือของคังหกั๋วตงก็ดังขึ้น เขาดูข้อความแล้วหันมาบอกฉีอวิ๋น: “ไปเถอะ เข้าไปขนของได้แล้ว”
“ครับ” ฉีอวิ๋นพยักหน้า ตบบ่าคนขับรถเบาๆ
เหล่าเฮยที่ขับรถอยู่เข้าเกียร์ทันที ค่อยๆ ขับมุ่งหน้าไปยังช่องทางข้างหน้า โดยมีรถบรรทุกขนาดใหญ่อีกสองคันขับตามหลังรถตู้มา
รถทั้งสามคันมาถึงหน้าคลังสินค้าแห่งหนึ่งในสนามบิน ประตูม้วนไฟฟ้ากำลังเลื่อนขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นแสงไฟสว่างจ้าข้างใน
ที่หน้าประตู มีชายวัยกลางคนใส่แว่นคนหนึ่งยืนรออยู่
คังหกั๋วตงลงจากรถแล้วรีบเดินไปหาชายคนนั้น ยื่นมือไปจับ: “เหล่าซ่ง ไม่เจอกันนานเลยนะ”
ชายที่ถูกเรียกว่าเหล่าซ่งตบบ่าคังหกั๋วตงพลางเย้าว่า: “นายมันคนยุ่งนี่นา ฉันอยากจะเจอนายสักครั้งนี่ยากเย็นเหลือเกิน”
“นายนี่นะ ชอบล้อฉันเล่นอยู่เรื่อย” คังหกั๋วตงยิ้มอย่างจนใจ แล้วเบี่ยงตัวหลบ “มา ฉันแนะนำให้รู้จัก นี่คือผู้การจางจากสถานีตำรวจเขตใหม่ ส่วนคนข้างๆ นี่คุณฉีอวิ๋น ประธานฉี เจ้าของสินค้าล๊อตนี้”
เหล่าซ่งยิ้มร่าเดินเข้ามา ยื่นมือออกไปหาจางต้าหยงก่อน: “ยินดีที่ผู้การจางมาให้คำแนะนำในการทำงานนะครับ”
คำพูดนี้เป็นแค่คำพูดเกรงใจตามมารยาทล้วนๆ ถึงสนามบินจะอยู่ในเขตใหม่ แต่ทั้งคู่คนละระบบกัน จะมาให้คำแนะนำอะไรกันได้
แต่ก็นั่นแหละ คนในแวดวงเดียวกัน ใครจะไปรู้ว่าวันไหนจะต้องขอความช่วยเหลือกันบ้าง การผูกมิตรไว้เยอะๆ ย่อมดีกว่า การพูดจาจึงต้องยกยอไว้ก่อน
จากการที่เขามายืนรอที่หน้าประตูคลังสินค้าคนเดียว โดยไม่มีลูกน้องตามมาเลย แสดงให้เห็นว่าคนคนนี้มีความละเอียดรอบคอบมาก
จางต้าหยงจับมืออีกฝ่ายและพูดจาสุภาพ: “พูดเกินไปแล้วครับ พวกเราแค่มาดูของ ขนเสร็จก็ไป จะไม่รบกวนการทำงานปกติของพวกคุณแน่นอน”
พูดพลางสายตามองไปยังลังไม้เหล่านั้นในคลังสินค้า “สินค้าล๊อตนี้เอกสารกำลังดำเนินการย้อนหลัง ฝาก ผอ.ซ่ง ช่วยจัดการให้หน่อย เดินเรื่องขั้นตอนพิเศษไปก่อน แล้วเดี๋ยวให้ฉีอวิ๋นเอาเอกสารมาสมทบทีหลัง”
เหล่าซ่งรู้ดีอยู่ในใจว่าเรื่องเอกสารย้อนหลังน่ะแค่คำพูด เขาไม่ได้ใส่ใจนัก เพียงแต่พยักหน้ายิ้มแย้ม: “ผู้การจางสั่งมา ย่อมไม่มีปัญหาครับ ถือเป็นกรณีพิเศษ ของตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว ขนออกไปได้เลยครับ”
ฉีอวิ๋นก้าวมาข้างหน้า ยื่นมือไปทักทายเหล่าซ่ง: “ขอบคุณ ผอ.ซ่ง มากครับที่ให้ความช่วยเหลือ รบกวนท่านแล้วจริงๆ”
เหล่าซ่งไม่กล้าเสียมารยาท ถึงจะไม่รู้จักฉีอวิ๋น แต่การที่มีทั้งคังหกั๋วตงและจางต้าหยงมาด้วยตัวเองขนาดนี้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่ เขาจึงจับมือฉีอวิ๋นด้วยน้ำหนักที่พอดีและท่าทางเป็นมิตรอย่างเหมาะสม
“คุณฉีเกรงใจไปแล้วครับ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่รบกวนเลย” เขาผายมือไปทางห้องพักข้างในคลังสินค้า “เพื่อนของคุณพักผ่อนอยู่ข้างในนั้นครับ”
ฉีอวิ๋นพยักหน้า: “ขอบคุณครับ ไว้ถ้า ผอ.ซ่ง ว่างวันไหน ผมขออนุญาตเลี้ยงข้าวท่านสักมื้อนะครับ หวังว่าท่านจะให้เกียรติ”
“ได้เลย ไม่มีปัญหาครับ” เหล่าซ่งยิ้มกว้าง “งั้นเดี๋ยวผมจัดแจงคนมาขนของให้”
พูดจบ เขาก็หยิบวิทยุสื่อสารออกมาจากกระเป๋า: “เสี่ยวหวัง ให้ทางสนามบินเอารถฟอร์คลิฟต์มาที่คลังสินค้าหมายเลข 98 สองคัน”
“รับทราบครับ!” เสียงตอบกลับมาจากวิทยุ ไม่กี่นาทีต่อมา รถฟอร์คลิฟต์สองคันก็วิ่งส่งเสียงบี๊บๆ เข้ามาทางประตูข้าง คนขับสวมหมวกนิรภัยจอดรถข้างกองลังไม้อย่างคล่องแคล่ว
ฉีอวิ๋นส่งสายตาให้เหล่าเฮย รายหลังรีบไปสั่งคนขับรถบรรทุกสองคันให้เปิดประตูเริ่มขนของ
เหล่าซ่งเห็นทุกอย่างเรียบร้อยดี จึงหันมาถามยิ้มๆ : “ผู้การจาง คุณฉี ไปนั่งดื่มชาที่ห้องทำงานผมสักหน่อยไหมครับ?”
จางต้าหยงโบกมือ: “เรื่องดื่มชาเอาไว้ก่อนเถอะครับ ดึกป่านนี้ดื่มแล้วจะนอนไม่หลับ ไว้คราวหน้าดีกว่า”
คังหกั๋วตงที่อยู่ข้างๆ ก็เสริมว่า: “เหล่าซ่ง ถ้านายมีงานก็ไปทำเถอะ อย่าให้เสียงานเสียการ พวกเราขนของเสร็จก็ไปแล้ว”
เหล่าซ่งยิ้มขอโทษ: “หึๆ โอเคครับ ผมมีธุระต้องไปจัดการพอดี งั้นไว้วันหน้า ไว้วันหน้านะครับ”
......
ยี่สิบนาทีต่อมา ขบวนรถเคลื่อนออกจากสนามบิน มุ่งหน้าไปยังทิศทางของสถานีตำรวจเขตใหม่
ภายในรถตู้ มีเพียงฉีอวิ๋น จางต้าหยง และเหล่าเฮยที่เป็นคนขับ ส่วนคังหกั๋วตงเมื่อเสร็จธุระก็ขับรถแยกออกไปแล้ว
ฉีอวิ๋นหยิบใบอนุมัติบริษัทรักษาความปลอดภัยออกมาจากกระเป๋าเอกสาร ยื่นให้จางต้าหยง: “ลองดูนี่สิครับ ผมมีเรื่องอยากจะปรึกษาคุณหน่อย”
“เรื่องอะไรเหรอ?” จางต้าหยงรับมาด้วยความสงสัย พอเปิดดูไม่กี่หน้า แววตาเขาก็ฉายความตกตะลึง “ไอ้นี่มันขอยากมากเลยนะ!”
“เจ้านี่เดี๋ยวนี้มีเส้นสายถึงระดับมณฑลแล้วเหรอเนี่ย!?”
คำถามนี้ค่อนข้างจะโพล่งออกมาอย่างลืมตัว เพราะเขากับฉีอวิ๋นมีความสัมพันธ์ที่พิเศษมาก เขาจึงพูดได้อย่างอิสระ
ฉีอวิ๋นไม่ได้ปิดบัง ยิ้มตอบว่า: “ไม่ใช่เส้นสายของผมโดยตรงหรอกครับ ผมขอให้ท่านรองเส้ายเว่ยวินจากฝ่ายจัดตั้งช่วยดำเนินการให้ครับ”
“เส้ายเว่ยวินเหรอ?” จางต้าหยงยิ่งงงไปใหญ่ “เขามีอำนาจขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“พ่อตาเขาแซ่ ‘พาน’ ครับ” ฉีอวิ๋นบอกใบ้อย่างมีเลศนัย
จางต้าหยงได้ยินดังนั้นอึ้งไปสองวินาที ทันใดนั้นเหมือนเขาจะนึกอะไรออก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นทันที: “มิน่าล่ะ...... ผมได้ยินมาว่า คราวนี้เขาเหมือนจะได้ขยับตำแหน่งขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งด้วย”
จางต้าหยงถึงจะเป็นเบอร์หนึ่งของตำรวจเขตใหม่ แต่เขายังห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจที่แท้จริง ดังนั้นความสัมพันธ์หรือเบื้องหลังระดับสูงบางอย่างเขาจึงไม่รู้ชัดเจนนัก
หลังจากนิ่งเงียบไปครึ่งนาที จางต้าหยงหันมามองฉีอวิ๋นอย่างรวดเร็ว: “ความสัมพันธ์ของนายกับเขาเป็นยังไง?”
ฉีอวิ๋นย่อมรู้ดีว่าเขาถามแบบนี้หมายความว่าอย่างไร จึงพยักหน้าเบาๆ : “ไว้มีโอกาสผมจะแนะนำให้พวกคุณรู้จักกันครับ”
“ดีเลย” จางต้าหยงดวงตาเป็นประกาย ถึงแม้เขาจะมีแบ็คอยู่ข้างหลังเหมือนกัน แต่ความสัมพันธ์กับคนคนนั้นไม่ได้สนิทสนมมากนัก เพราะฐานะที่ห่างกันเกินไป ฝ่ายนั้นไม่มีทางมานั่งคุยกับคุณแบบเสมอภาค
ดังนั้นในบางเรื่อง คุณจึงหวังให้คนคนนั้นช่วยไม่ได้
การที่เขาได้ขยับตำแหน่งในครั้งนี้ ข้อแรกเป็นเพราะข้อมูลเรื่องเงินสดสามสิบสี่ล้านที่ฉีอวิ๋นให้เขามา จนสามารถจับกุมรองนายกเทศมนตรีโจวเหวินปินได้สำเร็จ ถือเป็นความดีความชอบครั้งใหญ่
ข้อที่สองคือตำแหน่งสำคัญแบบนี้ ทางเบื้องบนก็ต้องการคนของตัวเองมานั่งประจำการไว้
สองปัจจัยรวมกัน บวกกับภาพวาดสองภาพที่ฉีอวิ๋นเตรียมให้จางต้าหยง นั่นจึงส่งผลให้เขาได้ขยับขึ้นมาในตำแหน่งนี้ได้สำเร็จ
แต่ถ้าฉีอวิ๋นแนะนำให้เขารู้จักกับเส้ายเว่ยวินได้ล่ะก็ นั่นจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งทันที ถึงฐานะจะยังไม่เท่าเทียมกันแบบสมบูรณ์ แต่เมื่อมีฉีอวิ๋นเป็นตัวกลาง อย่างน้อยทุกคนก็นั่งโต๊ะเดียวกันได้ เรื่องหลายเรื่องก็จะคุยง่ายขึ้น มีลู่ทางในการเจรจามากขึ้น
“นายอยากจะปรึกษาอะไรฉันเหรอ?” จางต้าหยงเก็บเอกสารแล้วส่งคืนให้ฉีอวิ๋น
ฉีอวิ๋นเก็บเอกสารเข้ากระเป๋า นิ่งคิดแล้วพูดว่า: “คุณว่าถ้าผมอยากจะได้ ‘ใบอนุญาตพกอาวุธปืน’ ให้คนของบริษัทรักษาความปลอดภัยของผมสักสองสามใบ พอจะมีลู่ทางไหมครับ?”
จางต้าหยงได้ยินดังนั้น คิ้วก็ขมวดมุ่นทันที: “นายจะเอาไอ้ของพรรค์นั้นไปทำอะไร?”
ฉีอวิ๋นไม่ได้ตอบคำถามนี้โดยตรง แต่ชี้ไปที่รถบรรทุกสองคันข้างหลัง: “คุณไม่อยากรู้เหรอว่าโบราณวัตถุชุดนั้นผมไปเอามาจากไหน?”
จางต้าหยงพยักหน้า ก่อนหน้านี้ฉีอวิ๋นแค่บอกเขาว่า นำโบราณวัตถุล้ำค่าชุดหนึ่งกลับมาจากต่างประเทศ ตั้งใจจะบริจาคให้รัฐ แต่ไม่มีเอกสารการเข้าเมืองที่ถูกต้อง
ด้วยความเชื่อใจในตัวฉีอวิ๋น จางต้าหยงจึงยอมออกหน้ารับรองให้
“เรื่องนี้ต้องเริ่มจากตอนที่ผมไปเซี่ยงไฮ้เมื่อช่วงก่อนครับ......”
ฉีอวิ๋นเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเซี่ยงไฮ้ รวมถึงการที่เขาส่งพวกเฉินเว่ยไปลอนดอน จนถึงการขนย้ายสินค้ากลับมา ให้จางต้าหยงฟังทั้งหมด
จางต้าหยงฟังจบ ก็นิ่งค้างไปนานกว่าจะดึงสติกลับมาได้
“ให้ตายสิ เจ้านี่เดี๋ยวนี้เล่นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นมีเรือรบโผล่มาเลยเหรอเนี่ย......”
เขามีหลายเรื่องที่ไม่รู้เกี่ยวกับฉีอวิ๋น นึกไม่ถึงว่าฝ่ายหลังจะเติบโตได้รวดเร็วขนาดนี้ จึงได้แต่รำพึงออกมา
“สรุปคือนายกังวลว่าคนกลุ่มนั้นจะตามมาถึงในประเทศ?”
“ก็ไม่เชิงครับ หลักๆ คือช่วงนี้ผมขัดผลประโยชน์คนเยอะเหมือนกัน ถ้าคนของผมมีปืนได้ ผมจะรู้สึกอุ่นใจกว่าครับ” ฉีอวิ๋นตอบแบบกว้างๆ ความจริงสิ่งที่เขากังวลที่สุดไม่ใช่คนต่างชาติพวกนั้น แต่เป็น "พี่เปียว" และคนเบื้องหลังของมันต่างหาก
คนพวกนั้นไม่เพียงแต่มีอำนาจล้นฟ้า แต่ยังเหี้ยมเกรียมมาก กรณีพ่อลูกตระกูลชิวคือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด
ถึงแม้จากคำสารภาพของสองคนที่จับได้ พี่เปียวและลูกน้องที่ถือปืนจริงๆ จะเหลือแค่หกคน แต่ใครจะรู้ว่าคนระดับสูงเหล่านั้นจะมีหมาอย่างพี่เปียวแค่ตัวเดียวหรือเปล่า
“เรื่องนี้จัดการยากมาก ในประเทศเราจะให้บริษัทรักษาความปลอดภัยส่วนบุคคลมีปืน แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย” จางต้าหยงพูดดักคอทันที
ฉีอวิ๋นเองก็รู้ว่าเรื่องนี้ทำได้ยากมาก แต่เขายังไม่อยากยอมแพ้ง่ายๆ : “ไม่มีโอกาสเลยเหรอครับ?”
จางต้าหยงนิ่งเงียบอยู่นาน สุดท้ายหันมามองฉีอวิ๋นแล้วพูดอย่างมีนัยว่า: “ช่วงนี้คุณยังติดต่อกับผู้การเกออยู่หรือเปล่า?”
ฉีอวิ๋นสายตาเป็นประกายวูบหนึ่ง เขาไม่แปลกใจที่จางต้าหยงจะเดาฐานะในกรมความมั่นคงของเขาได้ เพราะคราวก่อนที่เขาถูกกลั่นแกล้งจนโดนจับเข้าโรงพัก นอกจากสภาที่ปรึกษาการเมืองจะเคลื่อนไหวแล้ว ผู้การเกอต้าเป่าก็ยังโทรหาฉีอวิ๋นด้วยตัวเอง และตอนนั้นจางต้าหยงก็อยู่ข้างๆ ด้วย
“เรื่องนี้ในมณฑลซินเจียงไม่มีใครทำได้หรอกครับ” จางต้าหยงพิจารณาแล้วให้คำแนะนำ “ถ้าเจ้าหนูอย่างนายสร้างความดีความชอบครั้งใหญ่ได้ จนเบื้องบนให้ความสำคัญกับนายมากพอ บางทีอาจจะลองใช้เส้นทางนั้นดูได้”
ฉีอวิ๋นฟังจบก็พยักหน้าอย่างครุ่นคิด: “เข้าใจแล้วครับ”