- หน้าแรก
- พลิกวิกฤตวัยกลางคน ด้วยระบบข่าวกรองรายวัน!
- บทที่ 155 การกวาดล้าง
บทที่ 155 การกวาดล้าง
บทที่ 155 การกวาดล้าง
บทที่ 155 การกวาดล้าง
บ่ายวันรุ่งขึ้น ฉีอวิ๋นและเฉินเว่ยเดินทางถึงสนามบินฮาเนดะ กรุงโตเกียว
ทนายความยามาโมโตะ อิจิโร่ ผู้ดำเนินการเรื่องโอนกรรมสิทธิ์บ้าน ยืนถือป้ายรอรับอยู่ที่ทางออก
เมื่อฉีอวิ๋นเห็นจึงเดินเข้าไปถาม: “ทนายยามาโมโตะใช่ไหมครับ? ผมฉีอวิ๋นครับ”
“ใช่ครับ สวัสดีครับคุณฉี” ยามาโมโตะโค้งคำนับเล็กน้อย พร้อมรอยยิ้มแบบมืออาชีพ “เดินทางมาเหนื่อยๆ รถเตรียมไว้ข้างนอกเรียบร้อยแล้วครับ”
“คุณยามาโมโตะเกรงใจไปแล้วครับ งั้นเราไปกันเลยเถอะ” ฉีอวิ๋นกล่าว
“ครับ เชิญตามผมมาเลยครับ” ยามาโมโตะเดินนำทางทั้งคู่ไปยังลานจอดรถ
เมื่อขึ้นมาบนรถตู้ ยามาโมโตะก็หยิบซองเอกสารออกมาส่งให้: “คุณฉี เอกสารการโอนบ้านทั้งหมดอยู่ในนี้ครับ ตอนนี้บ้านหลังนั้นเป็นของคุณโดยสมบูรณ์แล้วครับ”
ฉีอวิ๋นรับซองมา เปิดดูเอกสารคร่าวๆ แม้ภาษาญี่ปุ่นกับภาษาจีนจะมีส่วนคล้ายกัน แต่เขาก็อ่านออกไม่มากนัก เพียงแค่ตรวจสอบยืนยันว่าชื่อเจ้าของที่ดินและตัวบ้านเป็นชื่อของเขา
ทนายคนนี้ ฮุยเกอจากฮ่องกงเป็นคนแนะนำให้ เห็นว่ามีชื่อเสียงดีมากในฮ่องกง ฉีอวิ๋นจึงค่อนข้างไว้ใจ
เขาเก็บเอกสารใส่ซองแล้วส่งคืนไปพร้อมกล่าวว่า: “เอกสารนี้เก็บไว้ที่คุณก่อนแล้วกัน เดี๋ยวผมคงมีเรื่องอื่นจะรบกวนคุณอีก”
ยามาโมโตะอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่เขาก็รู้มารยาทพอที่จะไม่ถามเซ้าซี้ เขาค้อมตัวและเก็บซองเอกสารใส่กระเป๋าตามเดิม
“พาผมไปดูบ้านหลังนั้นหน่อยครับ” ฉีอวิ๋นสั่ง
“ได้ครับคุณฉี” ยามาโมโตะตอบรับและหันไปกำชับคนขับรถ
รถค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากสนามบิน เข้าสู่ถนนที่วุ่นวายของกรุงโตเกียว
ระหว่างทาง ยามาโมโตะหันมาจากที่นั่งข้างคนขับเพื่ออธิบาย: “คุณฉี บ้านที่คุณซื้อตั้งอยู่ที่หมู่บ้านอันผิงในจังหวัดชิบะครับ ที่นั่นเงียบสงบและสภาพแวดล้อมดีมาก”
“จากตรงนี้ไปน่าจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งครับ”
ฉีอวิ๋นไม่ได้สนใจเรื่องสภาพแวดล้อมเท่าไหร่ เขาถามแทนว่า: “ตอนทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์ ทุกอย่างราบรื่นดีไหมครับ?”
ยามาโมโตะยังคงประดับรอยยิ้มสุภาพ ค้อมตัวตอบ: “ครับคุณฉี ขั้นตอนการโอนราบรื่นดีมากครับ”
ตั้งแต่เจอหน้ากัน ฉีอวิ๋นจำไม่ได้แล้วว่าอีกฝ่ายโค้งคำนับไปกี่ครั้ง ไม่ว่าคนญี่ปุ่นคนนี้จะสุภาพจริงๆ หรือแค่เสแสร้ง อย่างน้อยมันก็ทำให้เขารู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติอย่างดี......
ฉีอวิ๋นพยักหน้าเล็กน้อยและไม่ได้พูดอะไรต่อ เขามองออกไปนอกหน้าต่างดูทัศนียภาพของโตเกียว
ส่วนเฉินเว่ยนั้นนั่งนิ่งเงียบอยู่ข้างๆ ราวกับไร้ตัวตน
ผ่านไปชั่วโมงกว่า รถเริ่มวิ่งออกจากตัวเมืองโตเกียว
ถนนเริ่มกว้างขึ้น อาคารบ้านเรือนเริ่มเบาบางลง แทนที่ด้วยทุ่งนาและบ้านพักชนบทเป็นระยะๆ
ในที่สุด รถก็เลี้ยวเข้าสู่ถนนลูกรังสายแคบๆ และมาจอดนิ่งสนิทอยู่ที่หน้าบ้านสวนหลังหนึ่ง
“คุณฉี ถึงแล้วครับ” ยามาโมโตะหันมาบอกอย่างสุภาพ
ฉีอวิ๋นพยักหน้าและเปิดประตูลงจากรถ
ภาพที่ปรากฏต่อหน้าคือบ้านไม้สองชั้นหลังหนึ่ง สีที่ผนังลอกร่อนออกมาเป็นแผ่นๆ เห็นเนื้อไม้ที่เริ่มผุพังด้านล่าง บางจุดมีรูโหว่อย่างเห็นได้ชัด สภาพโดยรวมดูทรุดโทรมมาก
ยามาโมโตะเดินไปที่ประตูไม้หน้าบ้าน หยิบกุญแจออกมาจะเปิด แต่กลับพบว่าประตูนไม่ได้ล็อคอยู่
มือที่ยื่นออกไปของเขาชะงักค้างกลางอากาศ สีหน้าดูงุนงง
ฉีอวิ๋นที่อยู่ด้านหลังสังเกตเห็นความผิดปกติจึงถามว่า: “มีอะไรเหรอ?”
ยามาโมโตะได้สติ รีบอธิบายด้วยความกระอักกระอ่วน: “คุณฉีครับ ผมจำได้ว่าตอนมาที่นี่เมื่อวานซืน ผมล็อคประตูไว้แน่นหนาแล้วนะ แต่ตอนนี้มันกลับไม่ได้ล็อคครับ” พูดพลางผลักประตูเบาๆ บานพับส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแห้งผาก
เฉินเว่ยได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว เขาเดินมาบังหน้าฉีอวิ๋นไว้และก้าวเข้าสู่เขตบ้านเป็นคนแรก
เมื่อเดินเข้าไปในสวน เห็นหญ้าขึ้นรกจนเกือบถึงตาตุ่ม บนพื้นมีเศษหนังสือพิมพ์และขยะกระจัดกระจายไปทั่ว
“ไม่ผิดแน่ มีคนแอบเข้ามา” ยามาโมโตะมองดูภาพตรงหน้าด้วยความตกใจ “ตอนผมมาคราวก่อน บนพื้นไม่มีของพวกนี้เลยครับ!”
ฉีอวิ๋นขมวดคิ้วแน่น เขาเดินตรงไปยังประตูบ้านและผลักออกอย่างแรง
เฉินเว่ยเดินตามติดหลังเขา ในมือถือกระบองสั้นแบบพับเก็บได้ไว้แน่น
สภาพภายในบ้านยิ่งดูไม่ได้เสียยิ่งกว่าข้างนอก มันดูราวกับถูกกวาดล้างจนเหี้ยน
นอกจากขยะเต็มพื้นแล้ว ข้าวของข้างในแทบจะถูกขนออกไปจนเกลี้ยง
ฉีอวิ๋นขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม หันไปถามยามาโมโตะ: “ห้องทำงานอยู่ไหน พาผมไปที”
ยามาโมโตะดูจะตื่นตระหนกไม่น้อย เขารีบละล่ำละลักตอบ: “คะ...ครับคุณฉี ตามผมมาทางนี้ครับ”
พูดจบเขาก็เดินนำฉีอวิ๋นขึ้นไปยังชั้นสองของบ้าน
ในห้องนั้นก็ตกอยู่ในสภาพย่อยยับไม่แพ้กัน อย่าว่าแต่หนังสือเลย แม้แต่ชั้นวางหนังสือเก่าๆ ไม่กี่ตัวยังถูกรื้อจนพัง บนพื้นเหลือเพียงกระดาษยับๆ ไม่กี่แผ่น
“ตอนคุณมาเมื่อวานซืน ในห้องนี้มีหนังสืออยู่ไหม?” ฉีอวิ๋นถาม
ยามาโมโตะไม่เข้าใจว่าทำไมเจ้านายของเขาถึงดูจะสนใจห้องทำงานนัก
เขาพยักหน้าตอบอย่างงงๆ : “มีครับ มีหนังสือสะสมอยู่เยอะเลย”
“คุณฉี ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้......”
คราวนี้ฉีอวิ๋นสีหน้าย่ำแย่ลงทันที แม่มเอ๊ย แม้แต่หนังสือยังถูกขนไปจนหมด นี่มันพวกตั๊กแตนตำข้าวรึไง
เขาเดินไปที่หน้าต่าง มองดูท้องฟ้าภายนอกที่เริ่มมืดลง แล้วพูดขึ้นว่า: “แถวนี้มีกล้องวงจรปิดไหม?”
ยามาโมโตะส่ายหน้า: “ที่นี่ร้างมานานแล้วครับ แถมระแวกนี้ก็มีบ้านหลังนี้หลังเดียว เลยไม่มีกล้องวงจรปิดเลย”
“กล้องที่ใกล้ที่สุดน่าจะเป็นตรงปากทางเข้าถนนลูกรังที่เราเพิ่งผ่านมาครับ”
ฉีอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็หยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ อัดควันลึกๆ แล้วหันไปสั่งเฉินเว่ย: “พี่เว่ย ไปดูหน่อยครับ”
เฉินเว่ยพยักหน้าและรีบเดินลงไปชั้นล่าง
“คุณฉี เราควรแจ้งความไหมครับ?” ยามาโมโตะขยับเข้ามาหาด้วยสีหน้าสำนึกผิด
แม้เรื่องนี้จะไม่เกี่ยวกับเขาโดยตรง แต่หน้าที่ของเขาคือนอกจากโอนกรรมสิทธิ์แล้ว ยังต้องส่งมอบบ้านในสภาพเดิมให้ฉีอวิ๋นด้วย นั่นคือเหตุผลที่เขามีกุญแจ
ฉีอวิ๋นพ่นควันบุหรี่ออกมาช้าๆ คิ้วยังคงขมวดแน่น หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า: “แจ้งแน่ แต่รอให้ผู้ช่วยของผมกลับมาบอกข้อมูลก่อน”
ยามาโมโตะได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ได้แต่ยืนรออยู่อีกด้านเงียบๆ
ผ่านไปพักใหญ่ เฉินเว่ยก็กลับมา เขาเดินมาข้างฉีอวิ๋นแล้วพูดเสียงต่ำ: “รอบๆ ไม่มีกล้องเลยครับ แต่จากร่องรอยบนพื้น ดูเหมือนเรื่องจะเพิ่งเกิดขึ้นได้วันสองวันนี้เอง”
ฉีอวิ๋นพยักหน้า อย่างน้อยตอนนี้เขาก็มั่นใจได้ว่าไม่ใช่ฝีมือของยามาโมโตะ
เขาเดินไปที่ริมหน้าต่าง หยิบมือถือออกมาและกดโทรออกหาเบอร์หนึ่ง