- หน้าแรก
- พลิกวิกฤตวัยกลางคน ด้วยระบบข่าวกรองรายวัน!
- บทที่ 145 ระบบอัปเกรดเป็น Lv4!
บทที่ 145 ระบบอัปเกรดเป็น Lv4!
บทที่ 145 ระบบอัปเกรดเป็น Lv4!
บทที่ 145 ระบบอัปเกรดเป็น Lv4!
ยามค่ำคืน ณ ล็อบบี้โรงแรมฮิลตัน
หลังจากฉีอวิ๋นเปิดห้องพักเรียบร้อย เขาจุดบุหรี่สูบและหยิบมือถือโทรหาเถ้าแก่ปี้
"ฮัลโหล น้องฉี มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?" ปลายสาย เสียงเถ้าแก่ปี้ฟังดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย
ฉีอวิ๋นยิ้มตอบ: "ฮะๆ เถ้าแก่ปี้ก็มาฮ่องกงด้วยเหรอครับ? เมื่อกี้ผมเห็นผู้ช่วยสาวของคุณอยู่ที่ล็อบบี้โรงแรมแวบหนึ่งน่ะครับ"
"อะไรนะ?" เสียงเถ้าแก่ปี้ดังขึ้นกะทันหัน ถามย้ำอีกรอบว่า "คุณเห็นเจียงเยว่เหรอ!?"
"ใช่ครับ ผมเลยโทรมาถามว่าคุณมาฮ่องกงด้วยหรือเปล่า ทำไมเสียงดูแปลกๆ ไปล่ะครับ?" ฉีอวิ๋นถาม
ปลายสายมีเสียงหอบหายใจหนักๆ อีกฝ่ายเหมือนพยายามระงับอารมณ์อย่างสุดความสามารถ
"เกิดเรื่องนิดหน่อยน่ะครับ พูดสั้นๆ ไม่จบ คุณอยู่ที่โรงแรมไหน?"
"เอ๊ะ?" ฉีอวิ๋นแสร้งทำเป็นแปลกใจ "ผมอยู่ที่ฮิลตัน ย่านเซ็นทรัลครับ"
"โอเค ผมทราบแล้ว" เถ้าแก่ปี้ไม่ได้คุยเรื่องนี้ต่อ เขาเว้นช่วงไปนิดแล้วพูดต่อว่า "น้องชาย ครั้งนี้ถือว่าคุณช่วยผมไว้มากจริงๆ"
"พรุ่งนี้เช้าผมจะบินเที่ยวที่เร็วที่สุดไปที่นั่น ไว้เจอกันแล้วผมจะขอบคุณคุณต่อหน้านะครับ"
"ครับ ไว้เจอกันพรุ่งนี้ครับ"
หลังวางสาย ฉีอวิ๋นยกยิ้มที่มุมปากอย่างแผ่วเบา ขยี้บุหรี่จนดับแล้วเดินไปที่ลิฟต์
เขารู้ดีว่าเถ้าแก่ปี้ในตอนนี้คงกำลังร้อนรนเหมือนถูกไฟลน เงินแปดสิบล้านเป็นเงินมหาศาลสำหรับบริษัทใดๆ ก็ตาม ยิ่งเบื้องหลังมีความเจ็บปวดจากการถูกคนรักและคนในครอบครัวทรยศด้วยแล้ว
เมื่อถึงห้องพัก ฉีอวิ๋นเปลี่ยนชุด สวมหมวกแล้วออกจากโรงแรม มุ่งหน้าไปสถานีรถไฟใต้ดินเซ็นทรัล
เป้าหมายของทริปนี้ นอกจากจะหาเหตุผลที่ดูเหมาะสมเพื่อเตือนเถ้าแก่ปี้แล้ว อีกอย่างก็คือมาช่วย "ขนย้าย" ทรัพย์สินที่ได้มาจากการทุจริตของรองผู้จัดการหลิวนั่นเอง
แม้จะเป็นช่วงหัวค่ำ แต่สถานีรถไฟใต้ดินก็ยังคงพลุกพล่านด้วยผู้คน
ฉีอวิ๋นเดินไปยังจุดที่มีตู้ล็อกเกอร์วางอยู่ เขากวาดสายตามองรอบๆ และพบว่าเหนือหัวเขามีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่พอดี
เพื่อความไม่ประมาท เขาจึงเลือกที่จะไม่ลงมือบุ่มบ่าม แต่เดินตรงไปที่ห้องน้ำใกล้ๆ เพื่อทำธุระส่วนตัว ก่อนจะเดินย้อนกลับมาทางเดิม
เขาคิดว่าต่อให้รองผู้จัดการหลิวพบว่าทองคำหายไป ก็มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะไม่กล้าแจ้งความ แต่ใครจะไปรู้ว่าคนคนนั้นจะขาดสติขึ้นมาเมื่อไหร่
การจะเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อเงินล้านกว่าๆ นั้นดูจะไม่คุ้มค่านัก
"ต้องหาวิธีที่รัดกุมกว่านี้" ฉีอวิ๋นพึมพำกับตัวเอง พลางเดินออกจากสถานีรถไฟใต้ดินด้วยความครุ่นคิด
ขณะที่เขากำลังเดินผ่านตรอกที่มืดสลัวและเปลี่ยวอยู่แห่งหนึ่ง เงาร่างผอมเล็กเงาหนึ่งก็โผล่ออกมาขวางทางเขาไว้
"คุณอาครับ ขอเงินหน่อยครับ"
ฉีอวิ๋นเพ่งมอง เห็นเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ ในเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าเต็มไปด้วยฝุ่น กำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาอ้อนวอน
เขาชะงักไป ความคิดที่วนเวียนอยู่ในหัวถูกขัดจังหวะด้วยเหตุการณ์ตรงหน้า
เขาล้วงกระเป๋าโดยสัญชาตญาณ หยิบธนบัตรออกมาไม่กี่ใบแล้วส่งให้เด็กชาย
"ขอบคุณครับคุณอา!" เด็กชายรับเงินไป แววตาเป็นประกายด้วยความดีใจและเตรียมจะวิ่งหนีไป
"เดี๋ยวก่อน" ฉีอวิ๋นเรียกเขาไว้ ในใจมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา
เด็กชายหยุดเท้าลง หันกลับมามองฉีอวิ๋นอย่างสงสัย
ฉีอวิ๋นย่อตัวลงให้อยู่ระดับเดียวกับเด็กชาย ถามอย่างอ่อนโยนว่า: "หนูน้อย บนถนนเขาไม่ให้ขอทานไม่ใช่เหรอ? ไม่กลัวตำรวจจับหรือไง?"
เด็กชายได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าลนลาน ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง แววตาฉายความกลัว
"ผม... ผมรู้ครับ แต่แม่ผมป่วยต้องใช้เงินรักษา ผมไม่มีทางเลือกครับ"
"คุณตำรวจบางทีก็ไล่ผม แต่ผมวิ่งเร็ว พวกเขาจับผมไม่ได้หรอก" เด็กชายพูดพลางใช้หลังมือที่เปื้อนฝุ่นป้ายจมูก
"แล้วพ่อล่ะ?" ฉีอวิ๋นถาม
"ตายแล้วครับ"
ฉีอวิ๋นได้ยินคำตอบนั้นก็ใจหายวูบ
เมื่อมองดูแววตาที่เต็มไปด้วยความกลัวแต่ก็แฝงความเด็ดเดี่ยวของเด็กน้อย เขาก็รู้สึกสะท้อนใจไปหมด
เดิมทีเขาตั้งใจจะใช้เด็กคนนี้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของตัวเอง แต่พอได้ยินเรื่องนี้ เขาก็เริ่มรู้สึกสงสาร
"แม่เป็นโรคอะไรเหรอ? โรงพยาบาลรัฐค่ารักษาก็ไม่แพงไม่ใช่เหรอ?"
เด็กชายสูดจมูก ตอบเบาๆ ว่า: "มะเร็งครับ โรงพยาบาลรัฐคนรอคิวเยอะมาก คุณหมอพูว่าแม่รอไม่ได้นานขนาดนั้น ต้องไปโรงพยาบาลเอกชน แต่ค่ารักษาโรงพยาบาลเอกชนแพงมาก ผมหาเงินยังไงก็ไม่พอ"
ฉีอวิ๋นได้ยินดังนั้นจึงลุกขึ้นยืน หยิบบุหรี่มาจุดสูบคำโตๆ
"ยังขาดเงินอยู่อีกเท่าไหร่?"
เด็กชายก้มหน้า ใช้ปลายเท้าเขี่ยพื้นทราย ลังเลอยู่นานจึงพูดเบาๆ ว่า: "คุณหมอบอกว่าต้องใช้สามแสนห้าหมื่น ผมยังขาดอีกสามแสนสองหมื่นครับ"
ฉีอวิ๋นสูบบุหรี่ต่ออีกสองคำ เงยหน้ากวาดสายตามองรอบๆ เมื่อเห็นว่าแถวนี้ไม่มีกล้องวงจรปิด เขาจึงตัดสินใจในใจ
เขาหยิบเงินฮ่องกงสองหมื่นดอลลาร์ออกมาจากกระเป๋า ยื่นให้เด็กชายแล้วถามว่า: "ตอนนี้ฉันมีทางเลือกให้เธอสองทาง"
"หนึ่ง รับเงินสองหมื่นนี้ไปแล้วจากไปเสีย"
"สอง เธอช่วยฉันทำเรื่องหนึ่ง เมื่อทำสำเร็จแล้วฉันจะให้เธออีกสามแสน"
เด็กชายได้ยินดังนั้นก็ตาโต จ้องเงินสองหมื่นในมือฉีอวิ๋นเขม็ง ลมหายใจเริ่มติดขัด
เขาตอบรับโดยไม่ลังเล: "ตกลงครับ ให้ผมทำอะไรก็ได้ครับ!"
ฉีอวิ๋นพยักหน้า เห็นอีกฝ่ายดูตื่นเต้นจึงตบไหล่เบาๆ แล้วพูดว่า: "อย่ากลัวไปเลย ฉันแค่จะให้เธอไปหยิบของให้หน่อย"
"ตู้ล็อกเกอร์ที่สถานีรถไฟใต้ดินเซ็นทรัล หมายเลข A386 รหัสผ่าน 9203 เมื่อได้ของแล้วห้ามเปิดดู ให้เอามาให้ฉันทันที ทำได้ไหม?"
เด็กชายเงยหน้าขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น พยักหน้าอย่างแรง: "ทำได้ครับ!"
"ไปเถอะ สวมนี่ไว้ด้วย" ฉีอวิ๋นหยิบหน้ากากอนามัยออกมาส่งให้
เด็กชายไม่ถามมาก รับหน้ากากมาสวมทันที จากนั้นกำเงินสองหมื่นดอลลาร์ไว้แน่น แล้วออกตัววิ่งมุ่งหน้าไปทางสถานีรถไฟใต้ดินสุดกำลัง
ฉีอวิ๋นจุดบุหรี่สูบอีกมวน มองตามร่างเล็กๆ นั้นจนลับตา
เขาสัมผัสได้ว่าสิ่งที่เด็กคนนั้นพูดน่าจะเป็นความจริง แต่ก็ยังไม่มั่นใจเต็มร้อยว่าหลังจากได้ของแล้วเด็กจะกลับมา
แต่อย่างไรก็ตาม ต่อให้เด็กคนนั้นหอบทองคำหนีไปเขาก็ไม่ว่าอะไร ถือเสียว่าได้ช่วยชีวิตแม่เขา ดีกว่าปล่อยให้ทองคำนั่นตกเป็นของรองผู้จัดการหลิวคนโกงนั่น
เมื่อบุหรี่มวนที่สามหมดลง เงาร่างที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นที่ปลายตรอก
เด็กชายเดินเข้ามาด้วยท่าทางรีบร้อน ดูท่าจะวิ่งมาตลอดทาง
เขามาหยุดตรงหน้าฉีอวิ๋น ถอดหน้ากากออก พูดหอบๆ ว่า: "ของ... ของได้มาแล้วครับ" พูดพลางเขาก็ส่งห่อพัสดุขนาดไม่ใหญ่ให้
ฉีอวิ๋นรับห่อพัสดุมา ลองกะน้ำหนักดู ก็น่าจะประมาณสองกิโลกรัมพอดี
"เธอเปิดดูหรือเปล่า?"
เด็กชายรีบส่ายหน้ารัว แววตาแฝงความประหม่า กลัวว่าฉีอวิ๋นจะโกรธหากเขาเปิดดู
"ไม่ครับ ผมได้ของมาก็รีบวิ่งมาหาคุณทันทีเลย"
ฉีอวิ๋นพ่นควันบุหรี่ ถามต่อว่า: "เธอเชื่อใจฉันไหม?"
เด็กชายลังเลครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า: "เชื่อครับ!"
"งั้นเธอหันหลังไปก่อน แล้วหลับตาลง"
แม้ในใจจะงง แต่เด็กชายก็ยอมทำตาม หันหลังและหลับตาแน่น
ร่างกายเขาดูเกร็ง มือทั้งสองข้างกำหมัดแน่น เหมือนกลัวว่าพอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง คนที่อยู่ข้างหลังจะหายไปแล้ว
ฉีอวิ๋นรูดซิปกระเป๋าใบนั้นออก ทองแท่งขนาดหนึ่งร้อยกรัมยี่สิบแท่งปรากฏแก่สายตา แม้ในตรอกจะมืดสลัว แต่ประกายสีทองอร่ามก็ยังส่องสว่าง
เขายิบทองคำออกมาสี่แท่ง แล้วรูดซิปปิดกระเป๋า
ตามราคาทองคำปัจจุบันประมาณ 760 หยวนต่อกรัม สี่แท่งนี้ก็จะมีมูลค่าประมาณสามแสนหยวนพอดี
"เอาล่ะ หันกลับมาได้"
เด็กชายค่อยๆ หันกลับมา ลืมตามองทีละนิด เมื่อเห็นฉีอวิ๋นยังยืนอยู่ที่เดิม ความตึงเครียดในใจจึงผ่อนคลายลงบ้าง
สายตาเขาเหลือบมองกระเป๋าในมือฉีอวิ๋นอย่างอยากรู้อยากเห็น แต่ก็รีบดึงสายตากลับมาอย่างรวดเร็ว
"เธอชื่ออะไร?"
"หยางจื้อหาวครับ"
ฉีอวิ๋นพยักหน้า สีหน้ากลายเป็นจริงจัง: "หยางจื้อหาว ต่อไปนี้สิ่งที่ฉันจะพูด เธอต้องจำไว้ให้ดีนะ"
หยางจื้อหาวตัวยืดตรงมองหน้าฉีอวิ๋น พยักหน้าอย่างแรง
"วันหลังถ้ามีใครถามถึงเธอ จำไว้ว่าคืนนี้เธอไม่เคยเจอฉัน เธอแค่ช่วยคนแปลกหน้าคนหนึ่งไปเอาของที่ตู้ล็อกเกอร์ ของข้างในคืออะไรเธอก็ไม่รู้"
"เข้าใจไหม?"
หยางจื้อหาวพยักหน้าซ้ำอีกครั้ง ตอบเสียงใส: "เข้าใจครับ ผมจะจำไว้ ถ้ามีคนถาม ผมจะบอกว่าไม่เคยเจอคุณ แค่ช่วยคนแปลกหน้าคนหนึ่งไปเอาของ ผมไม่เห็นหน้าเขาชัดๆ และไม่รู้ว่าข้างในคืออะไรด้วยครับ"
ฉีอวิ๋นพึงพอใจ ตบไหล่เขาเบาๆ : "ดีมาก เธอเป็นเด็กฉลาด เอาทองแท่งพวกนี้ไปให้แม่ซะ พอสำหรับรักษาท่านแน่นอน"
หยางจื้อหาวรับทองแท่งมาด้วยสองมือ เขาอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนที่ขอบตาจะเริ่มแดง
แม้เขาจะคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะให้เงินสามแสนจริงๆ แต่เมื่อได้สัมผัสทองแท่งเหล่านี้ในมือ เขาก็ยังรู้สึกว่ามันเหมือนความฝัน
วินาทีต่อมา เขาคุกเข่าลงกับพื้นแล้วโขกศีรษะให้ฉีอวิ๋นทันที
"ขอบคุณครับ!" "ขอบคุณมากครับ!"
ฉีอวิ๋นรีบพยุงเขาขึ้นมา ใช้มือทั้งสองจับไหล่เขาไว้แน่น พูดเสียงขรึม: "ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก นี่คือสิ่งที่เธอหามาได้ด้วยตัวเอง"
หยางจื้อหาวใช้แขนเสื้อที่เปื้อนฝุ่นเช็ดน้ำตา มองทองแท่งในมืออย่างเหม่อลอย จากนั้นเขาหยิบถุงพลาสติกที่มีเงินเหรียญอยู่ออกมาจากกระเป๋า ใส่ทองแท่งลงไปแล้วมัดให้แน่น ก่อนจะยัดกลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้อและใช้มือกุมไว้แน่น
"เธอพักอยู่ที่ไหน? กลับเองไหวไหม?" ฉีอวิ๋นถามอีกครั้งด้วยความเป็นห่วงว่าเด็กพกทองไปจะอันตราย
"ผมพักอยู่ที่ซัมซุยโปครับ" หยางจื้อหาวตอบตามตรง "ผมกลับเองได้ครับ ไม่เป็นไรแน่นอน"
ฉีอวิ๋นพยักหน้า: "งั้นรีบกลับไปเถอะ วันหลังอย่ามาแถวนี้อีกนะ"
หยางจื้อหาวมองหน้าฉีอวิ๋นอีกครั้งด้วยแววตาซาบซึ้งใจอย่างที่สุด เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ หันหลังวิ่งออกจากตรอกไปทันที
ฉีอวิ๋นมองตามร่างนั้นไปจนหายลับไปในความมืดจึงดึงสายตากลับมา
เขาจุดบุหรี่อีกมวน เดินลึกเข้าไปในตรอก วนเวียนอยู่ข้างในสักพักใหญ่จึงค่อยเดินออกมาทางทางออกที่ไม่มีกล้องวงจรปิด
เมื่อกลับถึงโรงแรม ฉีอวิ๋นโทรหาจ้าวชิงเพื่อบอกว่าถึงห้องแล้ว จากนั้นเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำและทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างสบายใจ
เพียงครู่เดียว เขาก็หลับลึกไป
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดลอดผ่านหน้าต่างบานใหญ่เข้ามาในห้อง ฉีอวิ๋นลืมตาขึ้นช้าๆ มองทิวทัศน์นอกหน้าต่าง รู้สึกงงงวยชั่วครู่ก่อนจะนึกออกว่าตัวเองอยู่ที่ฮ่องกง
เขาสั่งการในใจ หน้าจอแสงที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
【ระบบข้อมูลรายวันเลเวลปัจจุบันคือเลเวล 3 ตรวจพบว่ายอดเงินในบัญชีโฮสต์ถึงสิบล้านหยวนแล้ว ต้องการใช้เงินสิบล้านหยวนเพื่ออัปเกรดเป็นเลเวล 4 หรือไม่】
"สิบล้านเพื่ออัปเกรดเป็นเลเวล 4?" "ฉันมีเงินสิบล้านแล้วเหรอ?"
ฉีอวิ๋นอึ้งไป หยิบมือถือข้างกายขึ้นมาดูแอปธนาคาร พบว่ามียอดเงิน 14,352,800 หยวนจริงๆ เงินหกล้านจากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์ฯ โอนเข้ามาแล้ว
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงตัดสินใจ ในเมื่อตอนนี้ยังไม่มีเรื่องด่วนต้องใช้เงิน เก็บไว้สี่ล้านกว่าก็พอสำหรับเหตุฉุกเฉินแล้ว
อีกทั้งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ระบบที่อัปเกรดแล้วย่อมช่วยให้การหาเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้นแน่นอน
อัปเกรด!
【ระบบข้อมูลรายวันอัปเกรดเป็น Lv4!】 【โฮสต์: ฉีอวิ๋น】 【เลเวลระบบ: 4 (ได้รับข้อมูล 3 ชุดต่อวัน มีโอกาสได้รับข้อมูลสีเขียว สามารถใช้คะแนนข้อมูลสืบค้นเรื่องของบุคคลเป้าหมายได้ หมายเหตุ: บุคคลเป้าหมายต้องเป็นคนที่โฮสต์เคยเจอในชีวิตจริงเท่านั้น) 】 【คะแนนข้อมูลปัจจุบัน: 9】
【ข้อมูลวันนี้ 1 (สีแดง) : บนชายหาดทางทิศใต้ของแหลมสแตนลีย์ คนสองกลุ่มกำลังลักลอบซื้อขายของผิดกฎหมายกันอยู่】
ข้อมูลนี้ฉีอวิ๋นเพียงแค่ปรายตามองแล้วข้ามไปทันที เขาไม่มีความคิดแม้แต่จะแจ้งตำรวจ เพราะหาเรื่องใส่ตัวเปล่าๆ
【ข้อมูลวันนี้ 2 (สีแดง) : เจียงเยว่และลูกพี่ลูกน้องของเถ้าแก่ปี้ถูกเพื่อนของเถ้าแก่ปี้พาตัวไปแล้ว ปัจจุบันถูกขังอยู่ที่บาร์ 'Major Tom'】
"บาร์ Major Tom อีกแล้วเหรอ?" ฉีอวิ๋นจำได้ว่าข้อมูลเมื่อวานบอกว่าคนญี่ปุ่นคนนั้นก็ถูกขังอยู่ที่นี่ หรือว่าเพื่อนที่เถ้าแก่ปี้หามาช่วย ก็คือผู้มีอิทธิพลในย่านซัมซุยโปคนนั้น?
【ข้อมูลวันนี้ 3 (สีน้ำเงิน) : คืนนี้ที่สนามม้าแฮปปี้วัลเลย์จะมีการแข่งม้ารอบค่ำ จ็อกกี้ในรอบเวลา 20:30 น. ถูกซื้อตัวไว้หมดแล้ว คาดว่าม้าหมายเลข 4 จะชนะ อัตราต่อรองปัจจุบันอยู่ที่ 1:1.2 หากมียอดเดิมพันเกินห้าล้านหยวนอาจส่งผลต่อผลการแข่งขัน】
แข่งม้าเหรอ? เรื่องนี้ฉีอวิ๋นเคยเห็นแต่ในหนัง เขาไม่ได้สนใจมากนัก แต่ถ้ามันทำเงินได้ ก็ไม่เลวที่จะลองดูสักตั้ง
หลังตรวจสอบข้อมูล เขาหยิบมือถือเปิดแอปธนาคารดูอีกรอบ พบว่าเหลือเงินอยู่ 4,352,800 หยวนจริงๆ เงินสิบล้านนั้นหายวับไปกับตาเหมือนไม่เคยมีอยู่ แถมไม่มีประวัติการโอนเสียด้วย......
เขาตื่นขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟันง่ายๆ แล้วออกจากโรงแรมไปหาอะไรทานเป็นมื้อเช้า
เวลาที่ฮ่องกงกับซินเจียงห่างกันประมาณสองชั่วโมง แม้จะยังไม่ถึงแปดโมงเช้า แต่ฟ้าก็สว่างจ้าแล้ว บนถนนมีผู้คนเร่งรีบไปทำงานกันหนาตา
ฉีอวิ๋นหาร้านน้ำชาที่ดูสะอาดสะอ้านข้างทางแล้วเดินเข้าไป
ภายในร้านอบอวลด้วยกลิ่นหอมของชานมและขนมปังที่เพิ่งออกจากเตา ชวนให้เจริญอาหารยิ่งนัก
เขาหาที่นั่งริมหน้าต่าง สั่งซาลาเปาหมูแดงหนึ่งที่ ก๋วยเตี๋ยวหลอดหนึ่งที่ และชานมฮ่องกงหนึ่งแก้ว
แต่แม้หน้าตาและกลิ่นจะดูดี ทว่าฉีอวิ๋นกลับทานไม่ค่อยชิน มันค่อนข้างหวานและเลี่ยนเกินไปสำหรับเขา
เขาทานไปไม่กี่คำก็วางตะเกียบ เช็คบิลเดินออกจากร้านไป
หลังจากออกจากร้านน้ำชา เขาเดินไปตามถนน เข้าร้านทองสองสามร้านเพื่อขายทองแท่งที่เหลืออยู่ทั้งหมด เพราะการพกทองเหล่านี้ข้ามด่านกลับไปนั้นยุ่งยาก
ทองแท่งขนาดร้อยกรัมสิบหกแท่ง ขายได้เงินทั้งหมด 1.2 ล้านหยวน
เมื่อจัดการเรื่องนี้เสร็จ ฉีอวิ๋นก็เดินเล่นไปตามถนนอย่างไร้จุดหมาย
จนกระทั่งยามเที่ยง ในที่สุดเขาก็ได้รับโทรศัพท์จากเถ้าแก่ปี้