- หน้าแรก
- ค่ายกลแสวงนิรันดร์
- บทที่ 1300 ข้าก็เช่นกัน
บทที่ 1300 ข้าก็เช่นกัน
บทที่ 1300 ข้าก็เช่นกัน
หลังจากโม่ฮว่าเดินเข้ามา ภายในหอประชุมก็เงียบลงอย่างเห็นได้ชัด
'เจ้าหนูนี่น่ะหรือ... คือนักบวชแห่งเทพคนนั้น?'
ครู่ต่อมา ผู้ฝึกตนชุดทองผู้หนึ่งที่มีท่าทางเหมือนคุณชายเจ้าสำราญ ก็เอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกพูดไม่ออกอยู่บ้าง
"ท่านราชาแห่งวิถี..." คุณชายสูงศักดิ์ชุดทองหันไปมองราชาแห่งวิถีฮวา แล้วเอ่ยถาม "ท่านคงไม่ได้กำลังล้อพวกเราเล่นกระมัง?"
น้ำเสียงของเขาถือว่าสุภาพ แต่ท่าทีกลับไม่ได้แสดงความเคารพยำเกรงแต่อย่างใด
ราชาแห่งวิถีฮวาคือราชาแห่งวิถีขั้นเซียนแปลง ส่วนคุณชายสูงศักดิ์ชุดทองผู้นี้มีพลังเพียงขั้นแก่นทองระดับสูงสุด แต่เขากลับไม่ได้เกรงกลัวราชาแห่งวิถีฮวามากเท่าใดนัก
ลูกหลานตระกูลอื่นๆ ต่างก็พากันพูดจากระแนะกระแหนขึ้นมาบ้าง "เจ้าหนูนี่เป็นแค่ขั้นสร้างฐาน จะเป็นนักบวชแห่งเทพได้ด้วยรึ?"
"ตระกูลฮวาของพวกท่าน คิดจะหลอกต้มพวกเราเป็นพวกคนเถื่อนรึไง?"
ภายในหอประชุม เต็มไปด้วยวาจาจาบจ้วงและเสียงวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ชั่วขณะ
ลูกหลานของตระกูลใหญ่ที่แท้จริง เมื่อมารวมตัวกัน สิ่งที่นำมาแข่งขันกันมากกว่าคือภูมิหลัง คือเส้นสาย และคือสถานะ
ในบางครั้ง ระดับขั้นพลังที่สูงกว่าหรือต่ำกว่าเพียงเล็กน้อย ไม่ได้มีผลชี้ขาดแต่อย่างใด
เหล่าทายาทผู้มีอำนาจเต็มหอประชุมนี้ แม้ส่วนใหญ่จะเป็นขั้นแก่นทองระยะปลาย หรือขั้นแก่นทองระดับสูงสุด
แต่ผู้ที่สามารถมาคลุกคลีอยู่ด้วยกันได้ ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีชาติกำเนิดดีเลิศ มีสายเลือดสูงส่ง กุมอำนาจบริหารในสายตระกูลหลัก มีเส้นสายเครือญาติหนุนหลัง และยังมีบรรพบุรุษคอยให้ท้ายอยู่อีกไม่รู้กี่คน เรียกได้ว่าเป็น 'เชื้อพระวงศ์' อย่างแท้จริง
เวลาออกไปทำธุระข้างนอก แต่ละคนต่างก็เป็นตัวแทนหน้าตาของตระกูลตนเอง เป็นไปไม่ได้ที่จะยอมอ่อนข้อหรือลดทอนบารมีของตระกูลตนเองต่อหน้าลูกหลานตระกูลอื่น
การที่พวกเขายังคงรักษา 'ความสุภาพ' เพียงผิวเผินที่มีต่อราชาแห่งวิถีฮวาไว้ได้ ก็ถือว่าไว้หน้าเขามากพอแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาหลายคนในที่นี้ ก็มีระดับพลังอยู่ที่ขั้นแก่นทองระดับสูงสุดแล้ว
ขั้นเซียนแปลงสำหรับพวกเขา ก็ห่างเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น
แม้ย่างก้าวนี้ จะข้ามผ่านไปได้หรือไม่นั้นต้องดูทั้งพรสวรรค์และโชตชะตา แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นธรณีประตูที่อยู่ตรงหน้า ไม่ได้รู้สึกว่าสูงส่งจนเอื้อมไม่ถึง
ราชาแห่งวิถีฮวาเองก็ไม่ได้ถึงขั้นจะไม่เห็นหัวลูกหลานตระกูลเหล่านี้จริงๆ
ตระกูลฮวาเป็นตระกูลใหญ่ แต่ตระกูลของคนเหล่านี้ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน หากนับญาติไล่เรียงความสัมพันธ์กันขึ้นมา ยิ่งโยงใยซับซ้อน ลึกล้ำจนยากจะคาดเดา
"เด็กคนนี้คือนักบวชแห่งเทพของป่าใหญ่จริงๆ เป็น..." ราชาแห่งวิถีฮวาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ "เป็นท่านบรรพบุรุษที่ทำลายเหตุและผลของมันด้วยตัวเอง เมื่อหลายวันก่อน ข้าเป็นคนไปจับตัวมันออกมาจากป่าใหญ่ด้วยมือของข้าเอง..."
บรรพบุรุษตระกูลฮวา...
ทุกคนชะงักไปเล็กน้อย
เรื่องของบรรพบุรุษ พวกเขาไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ แต่เรื่องอื่นนั้น ก็พูดได้ยาก
ผู้ฝึกตนชุดทองมองราชาแห่งวิถีฮวาพลางกล่าว "ท่านแน่ใจนะว่าจับมาไม่ผิดคน?"
ราชาแห่งวิถีฮวาตอบเสียงเรียบ "ย่อมแน่ใจ"
"ไต่สวนแล้วหรือยัง?"
"ไต่สวนแล้ว"
"มันยอมรับสารภาพแล้ว?"
"ไม่..."
คุณชายสูงศักดิ์ชุดทองส่ายหน้า "มันยังไม่ยอมรับด้วยซ้ำ แล้วท่านฟันธงได้อย่างไร ว่ามันคือนักบวชแห่งเทพแห่งป่าใหญ่?"
ราชาแห่งวิถีฮวานิ่งเงียบก่อนตอบ "มีภาพวาด..."
คุณชายสูงศักดิ์ชุดทองหัวเราะ "ท่านราชาแห่งวิถี ท่านคงไม่ได้... เห็นพวกเราเป็นคนโง่จริงๆ ใช่ไหม? ต่างก็เป็นผู้ฝึกตน ใครยังจะมาดูหลักฐานแค่เปลือกนอกพรรค์นี้กัน?"
"อีกอย่าง..."
คุณชายสูงศักดิ์ชุดทองพิจารณาโม่ฮว่าปราดหนึ่ง เห็นว่าโม่ฮว่าแม้จะสวมชุดนักโทษ ตัวมอมแมมสกปรก แต่จิตวิญญาณกลับเปี่ยมล้น ใบหน้าก็ได้รับการบำรุงจนแดงเปล่งปลั่ง จึงอดขมวดคิ้วไม่ได้
"ท่านคงไม่ได้... ไม่กล้าแม้แต่จะลงทัณฑ์ทรมานมันหรอกนะ?"
ราชาแห่งวิถีฮวาตอบอย่างจนใจ "ร่างกายมันอ่อนแอ รับการลงทัณฑ์ในตอนนี้ไม่ไหว"
ผู้ฝึกตนชุดทองมีสีหน้าแปลกประหลาด พลางกล่าวอย่างพินิจพิเคราะห์
"มันเป็นถึงนักบวชแห่งเทพ เป็นตัวการความวุ่นวายในป่าใหญ่ เป็นกบฏตัวฉกาจของศาลเต๋า ท่าน... กลัวมันร่างกายอ่อนแอ เลยตัดใจลงทัณฑ์ไม่ลงงั้นรึ?"
สายตาที่คนอื่นๆ มองมายังราชาแห่งวิถีฮวา ก็เริ่มแฝงนัยยะซับซ้อนขึ้นมา
"นั่นหมายความว่า ตระกูลฮวาของพวกท่านจับตัว 'นักบวชแห่งเทพ' ผู้นี้มา แต่ไม่ได้ไต่สวน ไม่ได้ลงทัณฑ์ทรมาน แม้กระทั่งบีบให้มันยอมรับสารภาพว่าเป็นนักบวชแห่งเทพก็ยังไม่ได้ทำ?"
บางคนก็แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา "ต่อให้มันยอมรับแล้วจะทำไม? มันยอมรับว่ามันเป็นนักบวชแห่งเทพ แล้วมันจะเป็นนักบวชแห่งเทพจริงๆ หรือ?"
"ดูสภาพนกกระจอกของมันสิ แก่นทองก็ยังไม่ได้สร้าง ทะเลพลังก็อ่อนแอ ร่างกายก็บอบบาง นอกจากหน้าตาจิ้มลิ้มอยู่บ้างแล้ว หากโยนเข้าไปในฝูงชน ก็แทบจะไม่อยากปรายตามองด้วยซ้ำ... นี่น่ะหรือจะเป็นนักบวชแห่งเทพ?"
"คิดว่าพวกเราเป็นพวกคนเถื่อนไม่มีสมองจริงๆ หรือไง?"
ในเวลาเช่นนี้ การถูกคนดูถูกเหยียดหยาม จริงๆ แล้วนับเป็นเรื่องดี แต่ในใจของโม่ฮว่าก็ยังรู้สึกฉุนเฉียวอยู่บ้าง
คนอื่นๆ ต่างก็ผสมโรงเห็นดีเห็นงามด้วย "ไม่ผิด เจ้าหนูนี่ยอมรับแล้วจะมีประโยชน์อะไร? มันพูดอะไรก็เป็นอย่างนั้นรึ?"
"ถ้าข้าบอกว่าข้าเป็นผู้อาวุโสแห่งคฤหาสน์บ้างล่ะ? แล้วข้าจะได้เป็นผู้อาวุโสแห่งคฤหาสน์ไหม?"
"พวกท่านตระกูลฮวาจะแต่งเรื่องโกหก อย่างน้อยก็ช่วยแสดงความจริงใจออกมาหน่อย ไปหาตัวที่มันดูเข้าท่ากว่านี้สักหน่อย ค่อยมาแอบอ้างว่าเป็นนักบวชแห่งเทพ..."
"เรื่องอื่นไม่ว่ากัน แต่อย่างน้อยก็ลงทัณฑ์สักหน่อย เฆี่ยนมันสักหลายแส้ หักนิ้วมันสักหลายนิ้ว ทำลายแขนมันสักข้าง..."
"ท่านเล่นไม่ไต่สวนแบบนี้ ไม่ตีไม่ฆ่า แล้วบอกว่ามันเป็นนักบวชแห่งเทพ ใครจะไปเชื่อ?"
"ตระกูลฮวาของพวกท่าน หรือว่าจะตัดใจไต่สวนมันไม่ลง? เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน... หากตระกูลฮวาของพวกท่านทำไม่ลง ก็สู้..."
คุณชายสูงศักดิ์ชุดทองผู้นั้น สายตาหม่นแสงลง "ส่งมาให้พวกเราไต่สวนดีกว่าไหม?"
สิ้นคำพูดนี้ บรรยากาศภายในห้องก็พลันหนักอึ้งลงไปหลายส่วนในทันที
ทุกคนต่างจับจ้องไปที่ราชาแห่งวิถีฮวา แววตาเป็นประกายวาวโรจน์ ก่อนหน้านี้พวกเขายังดูเหมือนพวกคุณชายเจ้าสำราญที่ชอบหาเรื่องอย่างไร้เหตุผล แต่ในยามนี้กลับดูเหมือนฝูงสุนัขล่าเนื้อที่กระหายเลือด
ราชาแห่งวิถีฮวาที่นิ่งเงียบมาตลอด ในใจพลันเข้าใจกระจ่างแจ้งในเวลานี้
ทายาทรุ่นสองพวกนี้... มาเพื่อแย่งตัวคน
ราชาแห่งวิถีฮวาขมวดคิ้ว
ก่อนหน้านี้เขาก็รู้สึกสงสัยอยู่แล้ว เรื่องที่เขาใช้ภาพวาดพันลี้ย่างก้าวของตระกูลฮวา ฝ่าหมอกแห่งทุพภิกขภัย ไปจับตัวเจ้าหนูนี่มา ไม่น่าจะมีคนนอกรู้เห็น
แต่ทายาทรุ่นสองพวกนี้ ทีละคนสองคน กลับเหมือนจระเข้ที่ได้กลิ่นคาวเลือด พากันมารวมตัวรุมล้อม
พวกเขา... ไปได้ข่าวมาจากที่ไหนกันแน่?
ภายในตระกูลฮวาของข้า มีคนทรยศ?
ราชาแห่งวิถีฮวารู้สึกหนังศีรษะชาหนึบขึ้นมาบ้างชั่วขณะ
"ว่าอย่างไร?" คุณชายสูงศักดิ์ชุดทองกล่าว "ตระกูลฮวาของท่านลงมือไม่ลง ตระกูลเซวียนหยวนของข้าทำได้ ถึงตอนนั้นค่อยโยนเจ้าหนูนี่ลงไปเดินเล่นในภูเขามีดทะเลเพลิงสักรอบ ไม่ต้องห่วงว่าจะงัดปากมันไม่ได้"
ราชาแห่งวิถีฮวาเก็บซ่อนความคิด สีหน้าเย็นชา "หากข้าไม่ให้ล่ะ?"
สีหน้าของคุณชายสูงศักดิ์ชุดทองก็เย็นชาลงเช่นกัน
"นักบวชแห่งเทพแห่งป่าใหญ่ เป็นกบฏคนสำคัญ สิ่งที่ฝ่าฝืนคือกฎหมายอาญาแผ่นดินของศาลเต๋า นี่ไม่ใช่เรื่องที่ตระกูลฮวาของท่าน จะมาตัดสินใจจัดการเองได้... เว้นเสียแต่ว่า..."
คุณชายสูงศักดิ์ชุดทองประสานมือคารวะขึ้นฟ้า สีหน้าเลื่อมใสศรัทธา "ตระกูลฮวาของท่าน กล้าไม่เห็นศาลเต๋าผู้ได้รับอาณัติแห่งสวรรค์อยู่ในสายตา?"
ราชาแห่งวิถีฮวาสีหน้าย่ำแย่ "ตระกูลเซวียนหยวนของเจ้า เป็นตัวแทนของศาลเต๋าได้งั้นรึ?"
คุณชายสูงศักดิ์ชุดทองยิ้ม "ตระกูลเซวียนหยวนของข้าย่อมไม่ได้อยู่แล้ว ตระกูลใหญ่ก็คือตระกูลใหญ่ในท้ายที่สุด แต่ทว่า..."
เขาสะบัดชายเสื้อไปรอบๆ "ตระกูลใหญ่เต็มหอประชุมนี้ ล้วนเป็นแขนขาของศาลเต๋า พวกเราจงรักภักดีต่อศาลเต๋า มาสอบถามเรื่อง 'กบฏร้ายแรง' ของป่าใหญ่ ตระกูลฮวาของท่านก็น่าจะให้คำตอบสักหน่อย พวกเรากลับไปจะได้ชี้แจงต่อบรรพบุรุษของแต่ละตระกูลได้ถูก"
ราชาแห่งวิถีฮวาไม่เอ่ยวาจา สีหน้ายิ่งมายิ่งมืดครึ้มลงเรื่อยๆ
คุณชายตระกูลใหญ่คนอื่นๆ ต่างก็จ้องมองราวเหยี่ยวและหมาป่า บรรยากาศท่ามกลางความเงียบงันเริ่มตึงเครียดราวกับลูกธนูที่ขึ้นสาย
โม่ฮว่าเม้มปาก ไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน
เขาเป็นแค่ 'นักโทษ' ไม่มีสิทธิ์พูดอะไรอยู่แล้ว
แม้จะบอกว่าตกอยู่ในมือตระกูลฮวา จุดจบของเขาคงไม่ดีแน่
แต่เหล่าผู้ดีมีตระกูลเต็มหอประชุมนี้ แต่ละคนล้วนเป็นคุณชาย เป็นตัวแทนตระกูลใหญ่แห่งศาลเต๋า หากตัวเองตกไปอยู่ในมือของพวกเขา จุดจบก็คงไม่ดีไปกว่ากันสักเท่าไหร่
ยิ่งไปกว่านั้น โม่ฮว่ายังไม่ลืมว่า เขายังมีเหตุและผลดั่งดอกฝิ่นของ 'หอคุณชาย' แบกอยู่บนหลัง
คุณชายสูงศักดิ์เต็มหอประชุมนี้ แต่ละคนดูภูมิฐานสง่างาม ดั่งทองหยกหุ้มกาย ใครจะไปรู้ว่าเนื้อแท้ข้างในของพวกเขา ห่อหุ้มสิ่งใดเอาไว้
ในกลุ่มคนพวกนี้ไม่แน่ว่า อาจจะมีคนของ 'หอคุณชาย'
มีคนที่เคยขึ้น 'เรือชมโคมผัวเมีย' ในปีนั้น
หากตนเองตกไปอยู่ในมือพวกเขา เมื่อถูกตรวจสอบพบที่มาที่ไป ก็ต้องจบเห่แน่นอน
อาจกล่าวได้ว่าผู้ดีมีตระกูลเต็มห้องนี้ สำหรับโม่ฮว่าแล้ว ล้วนเป็นคนชั่วร้ายทุกคน
และในบรรดาคนชั่วร้ายเหล่านี้ อาจมี 'มหาคนชั่ว' ที่ศีลธรรมเสื่อมทรามยิ่งกว่าซุกซ่อนอยู่
ขณะที่โม่ฮว่ากำลังใจฝ่อ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองเขาอยู่ สายตานี้สร้างแรงกดดันที่เย็นเยียบและไม่ธรรมดาให้กับเขา
โม่ฮว่ามองตามสายตานั้นไป ก็เห็นว่าไม่ไกลออกไป หลังฉากกั้น ผู้ฝึกตนรูปร่างผอมซูบสวมเสื้อคลุมนักพรตสีเขียวผู้หนึ่ง กำลังจ้องมองเขาตาไม่กระพริบ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
กลิ่นอายพลังของคนผู้นี้ ดูธรรมดาสามัญยิ่งนัก
แต่โม่ฮว่าสัมผัสได้ว่า ระดับขั้นของเขาแข็งแกร่งกว่าคนอื่นๆ
ขั้นเซียนแปลง!
นี่คือเซียนแปลงอีกคนหนึ่ง
ในหอประชุมแห่งนี้ ไม่ได้มีราชาแห่งวิถีฮวาที่เป็นขั้นเซียนแปลงเพียงคนเดียว
และเมื่อสายตาของโม่ฮว่า สบตากับราชาแห่งวิถีชุดเขียวผู้นี้ กลิ่นอายธาตุไม้อี้มู่ภายในร่างกายของเขา ก็พลันโคจรขึ้นมาเองอย่างควบคุมไม่ได้
อี้มู่...
ม่านตาของราชาแห่งวิถีชุดเขียวหดเกร็ง ร่างกายวูบไหวกลายเป็นพลังวิญญาณรูปร่างขนนกแล้วหายตัวไปในทันที เมื่อปรากฏตัวอีกครั้ง ก็มาประชิดข้างกายโม่ฮว่าแล้ว ยื่นมือออกไปหมายจะคว้าตัวโม่ฮว่า
ราชาแห่งวิถีฮวาสีหน้าเปลี่ยน คว้าข้อมือของเขาไว้แน่น กล่าวเสียงเย็นว่า "ราชาแห่งวิถีชิงมู่ เจ้าจะทำอะไร?"
ผู้ที่ถูกเรียกว่า 'ราชาแห่งวิถีชิงมู่' ผู้นี้ ไม่สนใจราชาแห่งวิถีฮวาเลยแม้แต่น้อย เอาแต่จ้องมองโม่ฮว่า พลางถามรัวเร็วด้วยความร้อนรนว่า
"เจ้าหนู เจ้าชื่ออะไร? อาจารย์คือใคร? สร้างรากฐานวิถีอะไร? ของวิเศษคู่ชีพคือสิ่งใด?"
ราชาแห่งวิถีฮวาสีหน้าไม่พอใจ
โม่ฮว่าพึมพำตอบ "ข้า... ข้าจำไม่ได้..."
"จำไม่ได้... จำไม่ได้..." ราชาแห่งวิถีชิงมู่พึมพำกับตัวเอง ส่ายหน้าไปมา "เจ้าเป็นไปไม่ได้ที่จะจำไม่ได้ ของวิเศษคู่ชีพ คือหัวใจสำคัญของการสร้างแก่นของผู้ฝึกตน เจ้าเป็นไปไม่ได้ที่จะจำไม่ได้ เจ้า..."
ราชาแห่งวิถีชิงมู่ยังอยากจะเข้าไปจับตัวโม่ฮว่า
ราชาแห่งวิถีฮวาสีหน้าเคร่งขรึมดั่งบ่อน้ำลึก อานุภาพกระบี่ทั่วร่างเจิดจ้าราวกับคมมีด ใสกระจ่างดั่งแก้วเจียระไนและเบาหวิวดั่งขนนก กล่าวว่า "ชิงมู่ เจ้าสามหาว!"
ราชาแห่งวิถีชิงมู่ถึงได้ยอมรามือด้วยความเสียดาย เพียงแต่สายตายังคงถูกโม่ฮว่าดึงดูดไว้อย่างเหนียวแน่น ไม่อาจละสายตาไปได้เลย
ราชาแห่งวิถีฮวากล่าว "เจ้าก็อยากจะสอดมือด้วย?"
ราชาแห่งวิถีชิงมู่เดิมทีเป็นเพียงผู้ชม เขาเป็นถึงระดับขั้นเซียนแปลง มีอำนาจบารมีสูงส่ง ทุกอิริยาบถล้วนเกี่ยวพันถึงสถานการณ์ภาพรวมของตระกูล
การที่เขามายังป่าใหญ่แห่งนี้ ก็มีภารกิจของตนเอง ไม่อาจทำตามใจชอบได้... การมาที่หอประชุมนี้ เดิมทีก็แค่มาดูละครฉากหนึ่ง รอดูการพัฒนาของสถานการณ์เท่านั้น
เดิมทีควรจะเป็นเช่นนั้น
แต่ตอนนี้เมื่อได้เห็นโม่ฮว่า จู่ๆ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
ราชาแห่งวิถีชิงมู่หันไปมองราชาแห่งวิถีฮวา แววตาลุกวาว "เจ้าหนูนี่... มัน... ต้องปิดบังอะไรไว้แน่ หากตระกูลฮวาของท่านใจดี ไม่อยากทรมานเคี่ยวเข็ญ ตัวข้าราชาแห่งวิถีผู้นี้สามารถลงมือแทนได้"
เขาครุ่นคิดแล้วกล่าวอีกว่า "ไม่ผิด ท่ามกลางความโกลาหลของป่าใหญ่ จู่ๆ ก็มีนักบวชแห่งเทพผู้นี้โผล่ออกมา เรื่องนี้มีเงื่อนงำมาก เบื้องหลังต้องมีความลับซ่อนอยู่แน่ ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน... ส่งเจ้าหนูนี่มาให้ข้า ข้าจะตรวจสอบเอง..."
พูดไปพูดมา ราชาแห่งวิถีชิงมู่ก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปจะคว้าตัวโม่ฮว่าอีก
ราชาแห่งวิถีฮวาตบมือของเขากระเด็นไป แล้วกล่าวเสียงเย็น "เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ? พูดจาเหลวไหลอะไร?"
ราชาแห่งวิถีชิงมู่มองโม่ฮว่าด้วยความคันหัวใจยิบๆ แต่อาศัยลำพังกำลังของเขาคนเดียว ท้ายที่สุดก็ไม่อาจกดข่มราชาแห่งวิถีฮวาลงได้
เขาไม่ใช่พวกคุณชายสูงศักดิ์ขั้นแก่นทองเหล่านั้น ที่ยังไม่เคยก้าวข้ามเส้นแบ่งสู่ความเป็นเซียนแปลง จึงไม่มีความเข้าใจที่ชัดเจนต่อความแข็งแกร่งของขั้นเซียนแปลง
เขาคือระดับเซียนแปลง ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรู้ความตื้นลึกหนาบางของราชาแห่งวิถีฮวาดี ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามจนเกินไป
ราชาแห่งวิถีชิงมู่จึงหันกลับไป ตะโกนเรียกไปยังฉากกั้นอีกด้านหนึ่งที่เป็นภาพวาดทิวทัศน์ขุนเขาต่อเนื่องแปดทิศ "จูเก้อ เจ้าก็มาช่วยตัดสินหน่อย..."
ราชาแห่งวิถีฮวาสายตาหม่นลง
โม่ฮว่าก็สีหน้าเปลี่ยนไปเช่นกัน
จูเก้อ?
เขามองไปยังฉากกั้นขุนเขาต่อเนื่องแปดทิศ เพ่งตามอง ถึงได้พบว่า หลังฉากกั้นนั้น ยังมีราชาแห่งวิถีขั้นเซียนแปลงซ่อนอยู่อีกคนหนึ่งจริงๆ
คนผู้นี้สวมชุดนักพรตสีฟ้าอ่อน สวมเสื้อผ้าหลวมโพรก ผมเผ้ายุ่งเหยิง เท้าเปล่าไม่สวมรองเท้า กิริยาท่าทางอิสระเสรี ถึงขั้นดูเกียจคร้านเฉื่อยชาอยู่บ้าง แต่ทว่าใบหน้านั้นกลับหล่อเหลางดงามเป็นอย่างยิ่ง เพียงแค่นอนเอนกายอยู่ที่นั่นตามสบาย ก็แผ่กลิ่นอายที่หลุดพ้นจากโลกีย์วิสัยออกมา
ท่าทางแบบนี้ ดูปุ๊บก็รู้ว่าตอแยด้วยยาก
แต่ราชาแห่งวิถีที่ถูกเรียกว่า 'จูเก้อ' ผู้นี้ เมื่อได้ยินดังนั้นก็เพียงแค่โบกมือ ไม่มีความสนใจเลยแม้แต่น้อย
"พวกท่านเถียงกันของพวกท่านไปเถอะ..."
ความหมายคือทุกอย่างไม่เกี่ยวกับเขา และเขาก็ขี้เกียจจะยุ่ง
ราชาแห่งวิถีชิงมู่กล่าวเสียงเข้ม "ราชาแห่งวิถีจูเก้อ เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความชอบธรรมอันยิ่งใหญ่ของศาลเต๋า... ต่อให้ท่านไม่อยากยุ่ง ก็ควรเห็นแก่หน้าตระกูลจูเก้อบ้าง"
ราชาแห่งวิถีจูเก้อทำหน้าไม่ยี่หระ กล่าวว่า "ตระกูลจูเก้อก็ไม่อยากยุ่ง... บรรพบุรุษไม่กี่คนของข้า ขี้เกียจยิ่งกว่าข้าเสียอีก..."
ราชาแห่งวิถีชิงมู่ยังอยากจะพูดอะไรต่อ
แต่ราชาแห่งวิถีจูเก้อได้ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ถือพัดเล่มหนึ่ง โบกพัดไปมาอย่างสบายอารมณ์
ราชาแห่งวิถีฮวามองราชาแห่งวิถีชิงมู่แล้วยิ้มเยาะ
ราชาแห่งวิถีของตระกูลจูเก้อ ใช่คนที่เจ้าจะยืมมือมาใช้เป็นเครื่องมือได้ง่ายๆ หรือ?
ราชาแห่งวิถีชิงมู่จนหนทาง มองโม่ฮว่าที่กลิ่นอายธาตุไม้อี้มู่ในกายกำลังกระเพื่อมไหวอยู่ลางๆ ท้ายที่สุดก็ตัดใจไม่ลง จึงกล่าวว่า
"เช่นนั้นพวกเราถอยกันคนละก้าว เจ้าหนูนี่ข้าไม่เอา แต่จะให้มันอยู่ในมือตระกูลฮวาของท่านก็ไม่ได้... ถ้าอย่างนั้นก็มอบให้..."
ราชาแห่งวิถีชิงมู่กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วชี้ไปที่คุณชายสูงศักดิ์ชุดทองผู้นั้น
"ให้ตระกูลเซวียนหยวนเป็นคนไต่สวน"
คุณชายสูงศักดิ์ชุดทองรีบรับคำทันที "ดี!"
ราชาแห่งวิถีฮวากล่าวเสียงเย็น "คนเป็นของตระกูลฮวาข้า เป็นไปไม่ได้ที่จะให้พวกเจ้า"
คุณชายสูงศักดิ์ชุดทองแสยะยิ้มเย็นเช่นกัน "ทำไม? ตระกูลฮวาหลายปีมานี้ ราบรื่นรุ่งโรจน์ มีหน้ามีตา จนไม่เห็นหัวตระกูลเก่าแก่อย่างพวกเราอยู่ในสายตาแล้วหรือ?"
สิ้นคำพูดนี้ บรรยากาศในที่นั้นก็ทวีความแหลมคมขึ้นอีกหลายส่วน
คุณชายตระกูลใหญ่จำนวนไม่น้อย ต่างก็มองราชาแห่งวิถีฮวาด้วยสายตาเย็นชา
ราชาแห่งวิถีฮวาทำได้เพียงประนีประนอมว่า "หลังจากนี้ข้าจะใช้ทัณฑ์ทรมาน จะไต่สวนอย่างเข้มงวด สิ่งที่ถามได้ หากเกี่ยวข้องกับภาพรวมของศาลเต๋า ข้าย่อมจะแจ้งให้ทุกท่านทราบเอง"
คุณชายสูงศักดิ์ชุดทองกล่าวอย่างเฉยชา "ท่านราชาแห่งวิถีไม่ต้องมาขอไปทีกับพวกเราเช่นนี้... ในเมื่อจะไต่สวน ก็ไต่สวนเสียตอนนี้เลย... ข้าขอถามเจ้า..."
ไม่รอให้ราชาแห่งวิถีฮวาตอบกลับ คุณชายสูงศักดิ์ชุดทองผู้นี้ก็หันไปมองโม่ฮว่าด้วยท่าทางหยิ่งยโส "เจ้าสารภาพมาตามตรง... เจ้าใช่นักบวชแห่งเทพแห่งป่าใหญ่หรือไม่?"
โม่ฮว่าไม่ใช่คนโง่ ย่อมต้องส่ายหน้า "ข้าไม่รู้อะไรจริงๆ..."
"ถ้าอย่างนั้นเจ้าเป็นใครกันแน่? บอกฐานะมา หากพิสูจน์ได้ว่าเจ้าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ พวกเราจะไม่ทำความลำบากใจให้เจ้า"
"ท่านเชื่อข้าสิ..."
วาจาของคุณชายสูงศักดิ์ชุดทองผู้นี้ฟังดูไพเราะ แต่ในใจโม่ฮว่ารู้ดีว่า เขาไม่มีทางปล่อยตนเองไปแน่
ผู้มีอำนาจเต็มหอประชุมนี้ อาจจะเป็นปีศาจที่สวมหนังมนุษย์กันหมดทุกคน ต่างก็ปรารถนาจะกัดกินเลือดเนื้อจากร่างของเขา
กระทั่งโม่ฮว่ายังไม่รู้เลยว่า พวกเขาต้องการจะกัดกินเนื้อส่วนไหนจากร่างของเขาไปกันแน่
คนเดียวที่วางตัวอยู่นอกวงขัดแย้ง คือราชาแห่งวิถีจูเก้อผู้นั้น
แต่ราชาแห่งวิถีจูเก้อผู้นี้ อาจจะไม่ได้ 'วางตัวอยู่นอกวง' จริงๆ แต่อาจจะเป็นเพียงการยืนดูละครอยู่บนฝั่ง
แม้ท่าทางจะดูเกียจคร้าน สีหน้าดูไม่แยแสต่อสิ่งภายนอก แต่โม่ฮว่าสัมผัสได้ว่า ที่มุมปากของราชาแห่งวิถีจูเก้อผู้นี้ ประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่ดูเหมือนมีเหมือนไม่มี
ราวกับรอยยิ้มที่กำลังยืนดู 'สุนัขดุแย่งอาหาร' โดยที่ตนเองไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว
พวกผู้มีอำนาจคือสุนัขดุ ส่วนเขาก็คืออาหารที่ถูกสุนัขดุแย่งชิงกัน
คุณชายสูงศักดิ์ชุดทอง มองโม่ฮว่าด้วยสายตาเย็นเยียบ
โม่ฮว่ายังคงทำได้เพียงกล่าวว่า "ข้า... ลืมไปหมดแล้วจริงๆ..."
คุณชายสูงศักดิ์ชุดทองสีหน้าไม่พอใจ "เจ้าหนูนี่ ดื้อด้านไม่เลิก... ต้องใช้ทัณฑ์ทรมานสักหน่อย ให้มันได้รำลึกความทรงจำ..."
พูดจบเขาดูเหมือนจะลงมือกับโม่ฮว่า
โม่ฮว่าหน้าซีดเผือดลงเล็กน้อย
ราชาแห่งวิถีฮวาก็หมดความอดทนที่จะต่อล้อต่อเถียงกับทายาทรุ่นสองเหล่านี้แล้ว กล่าวเสียงเย็นว่า
"คนผู้นี้เป็นคนที่ตระกูลฮวาข้าจับมา จะฆ่าหรือจะแกง ตระกูลฮวาข้าจะเป็นคนตัดสิน... พวกเจ้าทำเช่นนี้ คือไม่เห็นตระกูลฮวาข้าอยู่ในสายตา?"
สีหน้าของเขาเย็นชา พลังวิญญาณทั่วร่างแปลงสภาพเป็นขนนก กลิ่นอายกดดันรุนแรง
แรงกดดันของขั้นเซียนแปลงพุ่งเข้าใส่หน้า พวกคุณชายสูงศักดิ์ชุดทองต่างใจหายวาบ สีหน้าเปลี่ยนเป็นย่ำแย่ถึงขีดสุด
พวกเขารู้ว่า ราชาแห่งวิถีฮวาจะไม่ยอมส่งตัวคนออกมาจริงๆ
แต่นี่ก็เป็นการพิสูจน์ในทางกลับกันว่า ในตัวเด็กหนุ่มคนนี้ อาจจะซ่อนความลับที่ยิ่งใหญ่เอาไว้จริงๆ
พวกเขามาเที่ยวนี้ ไม่เสียเที่ยวแล้ว
เจ้าเด็กนี่ ต้องแย่งมาจากมือตระกูลฮวาให้ได้!
ในใจของราชาแห่งวิถีชิงมู่ ก็ตัดสินใจแน่วแน่แล้วเช่นกัน เพียงแต่ที่นี่เป็นถิ่นของตระกูลฮวา ราชาแห่งวิถีฮวาผู้นี้มีระดับขั้นเซียนแปลงที่สูงส่ง เขาคนเดียวข่มไม่อยู่
ศิษย์ตระกูลสูงศักดิ์เหล่านี้ ก็รู้ว่าราชาแห่งวิถีฮวารับมือยาก ดังนั้นจึงใช้แต่ฝีปาก หวังจะใช้อำนาจบารมีกดดัน
แต่ดูจากตอนนี้แล้ว ราชาแห่งวิถีฮวาไม่หลงกลไม้นี้เลย
ราชาแห่งวิถีชิงมู่เหลือบมองโม่ฮว่า ในใจน้ำลายสอ หันกลับไปพูดกับราชาแห่งวิถีจูเก้ออีกครั้ง "จูเก้อ ท่าน..."
ราชาแห่งวิถีจูเก้อโบกพัดไปมา ไม่สะทกสะท้าน
ราชาแห่งวิถีชิงมู่สายตาหม่นลง กล่าวว่า
"ต่อให้ท่านไม่ทำเพื่อตัวเอง ไม่ทำเพื่อตระกูล จะบอกว่าไม่ยอมอุทิศความภักดีเพื่อศาลเต๋าด้วยหรือ? ตระกูลจูเก้อของท่าน ก็กินเบี้ยหวัดของศาลเต๋า ท่านเองก็ได้รับการอบรมสั่งสอนในจวนศาลเต๋า ท่าน..."
"ท่านจำผิดแล้ว ข้าไม่ได้ได้รับการอบรมสั่งสอนในจวนศาลเต๋า..."
ราชาแห่งวิถีชิงมู่อึ้งไป
ราชาแห่งวิถีจูเก้อยิ้มจางๆ "ในตอนนั้นบรรพบุรุษรังเกียจว่าข้าหัวทึบ ไม่คู่ควรกับการสืบทอดของศาลเต๋า ให้ข้าเดินทางไปแคว้นเฉียงลำพังคนเดียว ไปขอฝากตัวเรียนที่สำนักไท่ซวี ข้าอยู่ทาง..."
โม่ฮว่าสีหน้าเปลี่ยนไป ร้องเสียงหลงว่า
"สำนักไท่ซวี?!"
เสียงตะโกนกะทันหันของเขา ทำให้อากาศเงียบงันไปครู่หนึ่ง คำพูดของราชาแห่งวิถีจูเก้อก็หยุดชะงักลงกลางคัน
ทุกคนหันมามองโม่ฮว่า สีหน้าดูแปลกใจอยู่บ้าง
ราชาแห่งวิถีฮวาขมวดคิ้ว "เจ้ารู้จักสำนักไท่ซวี?"
โม่ฮว่าพยักหน้า กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "เมื่อกี้ข้าจู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้! ที่จริงแล้วข้าก็เป็นศิษย์ของสำนักไท่ซวีเหมือนกัน!"
ทุกคนได้ยินดังนั้นสีหน้าก็ดูย่ำแย่ ไม่รู้จะพูดอะไรดี
โม่ฮว่าชี้ไปที่ราชาแห่งวิถีจูเก้อผู้มีสีหน้าอิสระเสรีผู้นั้น "ข้ากับเขา มาจากสำนักเดียวกัน!"
ราชาแห่งวิถีจูเก้อราวกับถูกงูพิษตัวเล็กๆ ที่พุ่งออกมาจากข้างทาง 'กัด' เข้าหนึ่งคำ พัดก็โบกไม่ไหวแล้ว รอยยิ้มที่เยือกเย็นสุขุมก็แข็งค้างอยู่ที่มุมปาก