- หน้าแรก
- ไรเดอร์พ่อค้าข้ามมิติ
- 390 ขาดเงิน?
390 ขาดเงิน?
390 ขาดเงิน?
รูปแบบการเลี้ยงของพวกเขานั้น ใช้พื้นที่ไม่มาก แต่ประสิทธิภาพสูงอย่างเหลือเชื่อ
ที่สำคัญที่สุดคือไม่เหมือนการเลี้ยงปล่อยทั่วไป ที่ปล่อยวัวเดินกินหญ้าแล้วถ่ายเรี่ยราดจนสร้างมลพิษทางน้ำใต้ดิน
ดังนั้นทันทีที่ระบบการเลี้ยงแบบวงจรปิดนี้เปิดตัว ก็ได้รับความสนใจจากมวลชนในท้องถิ่นอย่างล้นหลาม
ถึงขั้นที่ทางตำบลยกย่องให้เป็นตัวอย่างธุรกิจสตาร์ทอัพไฮเทค และมีการออกข่าวชื่นชม
แถมทางตำบลยังช่วยติดต่อธนาคารอื่นอีกหลายแห่ง เสนอตัวจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องเงินทุนให้
เรื่องนี้ทำเอาอารองคาดไม่ถึงเหมือนกัน ว่าแค่ฟาร์มเลี้ยงวัวธรรมดาๆ จะสร้างความฮือฮาได้ขนาดนี้
ตอนนี้อารองเลยกลายเป็นคนเนื้อหอมประจำหมู่บ้านและตำบล
ไปไหนมาไหน ถึงจะไม่ถึงขั้นมีคนล้อมหน้าล้อมหลัง แต่ก็มีแต่คนรุมเอาอกเอาใจ
ฉายา 'นักธุรกิจบ้านทุ่ง' ในวันวานได้หวนกลับมาอีกครั้ง ทำให้ช่วงนี้อารองดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
ยิ่งเห็นหยางอีหน่วนโผล่มา อารองยิ่งดีใจ
เพราะเขาไม่มีทายาทสืบสกุล และหลังจากผ่านมรสุมชีวิตคู่ครั้งก่อน ทัศนคติของเขาก็เปลี่ยนไป
ในวันข้างหน้าเขาไม่คิดจะแต่งงานใหม่อีกแล้ว จึงมองหยางอีหน่วนเปรียบเสมือนลูกในไส้ของตัวเอง
เห็นหลานกลับมาก็ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ รีบสั่งให้พ่อครัวในโรงงานทำมื้อดึกมาให้สองอาหลาน
ในฟาร์มแห่งนี้ สิ่งที่ไม่ขาดแคลนที่สุดก็คือเนื้อวัว ไม่นานหม้อไฟเนื้อตุ๋นเครื่องในวัวหม้อใหญ่ก็ถูกยกมาเสิร์ฟร้อนๆ
สองอาหลานนั่งล้อมวงกินหม้อไฟ เปิดเหล้าขาวมาดวดกันอย่างออกรส
"ช่วงนี้ทางตำบลส่งคนมาถามอา ว่ามีแผนจะขยายกำลังการผลิตไหม"
"เพราะตอนนี้เรากลายเป็นวิสาหกิจดาวเด่น เป็นหัวหอกของตำบลไปแล้ว เขาเลยอยากให้เราขยายกิจการอีกหน่อย"
อารองคีบเนื้อตุ๋นชิ้นโตใส่ถ้วยให้หยางอีหน่วน
หยางอีหน่วนกินเข้าปากแล้วตอบว่า "อืม ขยายกิจการมันเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว แต่เงินทุนของเรายังพอเหรอครับ?"
เรื่องขยายฟาร์ม หยางอีหน่วนไม่ได้คัดค้านอะไร
และดูจากแนวโน้มการพัฒนาในตอนนี้ การขยายตัวเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคตอันใกล้
แม้ตอนนี้ผลผลิตเนื้อวัวจากตึกเลี้ยงวัวตึกเดียว จะเพียงพอสำหรับป้อนร้านแฮมเบอร์เกอร์คุณชายของพวกเขาอย่างเหลือเฟือ
แต่เมื่อพิจารณาว่า หากสาขาทั่วประเทศนับสิบแห่งเปิดตัวขึ้น พวกเขาต้องก้าวเข้าสู่เส้นทางการขยายตัวอย่างรวดเร็วแน่นอน
เผลอๆ อาจจะเปิดขายแฟรนไชส์ทั่วประเทศ ถึงตอนนั้นผลผลิตจากตึกเลี้ยงวัวตึกเดียวคงไม่พอใช้แน่
ดังนั้นการเพิ่มกำลังการผลิตจึงเป็นเรื่องของเวลา ยิ่งไปกว่านั้น ทุ่งเลี้ยงสัตว์พันเขาที่ต่างโลกของเขา ก็พร้อมผลิตเนื้อวัวออกมาได้ตลอดเวลา
จะเอาเนื้อวัวจากทางโน้นข้ามมา ทางนี้ก็ต้องมีฉากบังหน้าไว้หน่อยไม่ใช่หรือ...
ปัจจุบันผลผลิตครึ่งหนึ่งของฟาร์ม ก็มาจากทุ่งเลี้ยงสัตว์พันเขาในต่างโลกนั่นแหละ
ในอนาคตหยางอีหน่วนยังคิดจะเอามนุษย์โคลนไปไว้ที่โรงฆ่าสัตว์สักคน เพื่อรักษาความลับนี้
ส่วนหวังซื่อเฉียงเองก็เป็นเซียนทำบัญชี รับรองว่าคนนอกมาตรวจก็ไม่มีทางจับผิดได้
ดังนั้นเขาจึงไม่กังวลว่าการขยายฟาร์มจะส่งผลกระทบอะไรกับทางบ้าน
แต่อารองกลับยิ้มขื่น "เจ้าหลานคนนี้ ไม่เป็นคนดูแลบ้าน ไม่รู้หรอกว่าข้าวสารน้ำมันแพงแค่ไหน (ไม่รู้ความลำบาก)"
"เอ็งนึกว่าขยายกำลังการผลิตมันแค่พูดก็จบเหรอ? มันต้องใช้เงินทั้งนั้นนะ!"
"ดูอย่างตอนนี้สิ เราทำโครงการใหญ่โตขนาดนี้ ทั้งสร้างฟาร์ม สร้างโรงงานอาหารสัตว์ โรงไฟฟ้า โรงฆ่าสัตว์ โรงงานนม..."
"สารพัดโครงการพวกนี้ เอ็งคิดว่ามันเสกขึ้นมาฟรีๆ เหรอ?"
"ต่อให้เครื่องจักรหลายตัวเราจะออกแบบเองแล้วจ้างเขาผลิต แต่ค่าสร้างโรงงาน ค่าซื้อที่ดิน พื้นฐานพวกนี้ก็ต้องใช้เงินไม่น้อย"
"ตอนนี้ลำพังแค่เฟสแรกให้ครบวงจรยังทำไม่เสร็จเลย ยังขาดเงินทุนอยู่อีกตั้งเป็นร้อยล้าน (1 อี้)!"
"จะให้เริ่มโครงการใหม่ จะไปหาเงินจากที่ไหน?"
อารองรัวคำพูดออกมาเป็นชุดเหมือนปืนกล หยางอีหน่วนฟังแล้วก็ขมวดคิ้วแน่น
"เงินร้อยล้านที่กู้จากธนาคารหมู่บ้านก่อนหน้านี้ ใช้หมดแล้วเหรอครับ?"
อารองกรอกตามองบน "ก็ใช่น่ะสิ! ช่วงนี้เราเริ่มขายเนื้อวัวให้คนนอกแล้ว ถ้ามัวแต่หวังพึ่งเศษเงินจากร้านแฮมเบอร์เกอร์เอ็ง ฟาร์มเราคงไม่มีปัญญาจ่ายเงินเดือนลูกน้องแล้ว!"
"หา? ถึงขั้นนี้แล้วเหรอครับ? งั้นเดี๋ยวผมโอนเงินให้เพิ่มนะ!"
หยางอีหน่วนได้ยินก็ตกใจ
เขารู้ว่าโครงการนี้ช่วงแรกต้องลงทุนสูง แต่ไม่นึกว่าจะใช้เงินเร็วขนาดนี้
ก่อนหน้านี้เงินหลายสิบล้านที่ยึดมาจากรังตระกูลจ้าว ส่วนใหญ่ก็ถมลงไปในฟาร์มนี้
ต่อมายังกู้ธนาคารมาอีกร้อยล้าน เขานึกว่าเงินก้อนนี้จะพอให้อารองใช้ไปได้อีกสักพัก
ที่ไหนได้ หมดเร็วขนาดนี้เชียว?
"ที่ดินในหมู่บ้านมันถูกก็จริง แต่ค่าสร้างโรงงาน ค่าวัสดุ อุปกรณ์ ค่าแรงงาน มันไม่ได้ถูกเลยนะ"
"แถมเรายังเริ่มหลายโครงการพร้อมกัน..."
อารองอธิบายสถานการณ์ปัจจุบันของฟาร์มให้หยางอีหน่วนฟังอีกครั้ง
มีโครงการ 3-4 โครงการดำเนินงานพร้อมกัน มันเปลืองเงินจริงๆ นั่นแหละ
แต่พอหยางอีหน่วนเสนอจะโอนเงินให้ อารองกลับยิ้มปฏิเสธทันที
"เรื่องนั้นไม่รีบ ช่วงนี้ฟาร์มเราเริ่มเลี้ยงตัวเองได้แล้ว (สร้างเลือดใหม่ได้แล้ว)"
"วัวที่เราเลี้ยงตอนนี้ ลำพังร้านแฮมเบอร์เกอร์ใช้ไม่หมดหรอก บวกกับที่เอ็งขนมาพวกนั้นอีก..."
"ดังนั้นตอนนี้เราส่งเนื้อสดขายตลาดจำนวนมากทุกวัน ก็มีกระแสเงินสดเข้ามาหมุนเวียนพอสมควร"
"ยังพอถูไถไปได้ และทางตำบลก็แสดงท่าทีแล้วว่าจะช่วยติดต่อธนาคารอื่นให้"
"ความหมายคือให้เรากู้เงินเพิ่มอีกหน่อย เริ่มโครงการใหม่อีกสักหน่อย ขยายกำลังการผลิตให้มากขึ้น"
"ดังนั้นขอแค่เรายอมตกลง ก็จะมีคนเอาเงินมาประเคนให้ถึงที่..."
แม้กระแสเงินสดของฟาร์มจะค่อนข้างตึงมือ แต่อารองก็ไม่ร้อนใจ
ก็เพราะพวกเขามีรัศมี 'วิสาหกิจดาวเด่น' คุ้มกะลาหัวอยู่ ธนาคารและสถาบันการเงินมากมายต่างรอต่อคิวร่วมงานด้วย
แต่เวลานี้ หยางอีหน่วนกลับเริ่มเป็นกังวลขึ้นมา
สถาบันการเงินพวกนี้ กระตือรือร้นผิดปกติ ดูท่าจะไม่ใช่เรื่องดีซะแล้วสิ...
แต่เห็นอารองกำลังอารมณ์ดี เขาเลยยังไม่พูดขัด
ไว้ค่อยกลับไปปรึกษาหวังซื่อเฉียงดู ว่าก้าวต่อไปของฟาร์มควรจะเดินยังไงดี
จะขยายกำลังการผลิตทันที หรือจะชะลอไว้ก่อน
เช้าวันรุ่งขึ้น สองอาหลานตื่นแต่เช้าตรู่ แล้วพากันไปดูที่ตึกเลี้ยงวัวก่อน
ตอนที่พวกเขาไปถึง วัวชุดแรกเพิ่งกินอาหารเสร็จ และถูกต้อนออกมาจากคอกพอดี
วัวพวกนี้จะถูกพาไปที่ชั้น 5 และชั้น 6 เพื่อพักผ่อน อาบแดด และย่อยอาหาร
หลายคนอาจไม่เข้าใจ ตึกนี้สูงตั้ง 8 ชั้น แม้ชั้น 5 และ 6 จะถูกจัดเป็นโซนพักผ่อน
แต่มันไม่ใช่ชั้นดาดฟ้า แล้ววัวพวกนี้จะอาบแดดได้ยังไง?
ถ้าคุณคิดว่าทางฟาร์มแค่ใช้หลอดไฟยูวีจำลองแสงอาทิตย์เพื่อฆ่าเชื้อล่ะก็ คุณคิดผิดถนัด
นั่นเป็นเพราะตอนสร้างตึก ได้มีการติดตั้งระบบนำแสงอาทิตย์ไว้หลายชุด
ระบบนี้ก็เป็นเทคโนโลยีล้ำยุคที่หวังซื่อเฉียงนำมาจากดาวฟอลเคินเช่นกัน