เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 29: เจ้าคือขวัญใจของข้า! [ฟรี 31 พ.ค. 63]

ตอนที่ 29: เจ้าคือขวัญใจของข้า! [ฟรี 31 พ.ค. 63]

ตอนที่ 29: เจ้าคือขวัญใจของข้า! [ฟรี 31 พ.ค. 63]


ติดตามการแจ้งเตือนตอนใหม่ที่แฟนเพจ

Facebook Fanpage กดเลย

••••••••••••••••••••

นิยายอื่นที่ทางค่ายแปล

สารบัญ ARK [จบแล้ว]

สารบัญ โกลาหลแห่งอสนีบาต

สารบัญ จอมเวทอหังการ

สารบัญ ราชันเทพเก้าสุริยัน

สารบัญ จอมมารสะท้านภพ

••••••••••••••••••••

ตอนที่ 29: เจ้าคือขวัญใจของข้า!

“ช้าก่อน!” เซี่ยชิงยวินยันตัวเองขึ้น เช็ดเลือดบนใบหน้า สีหน้าดุดันขณะสั่งว่า “ส่งผู้หญิงให้เขา!”

จากนั้นเขาชำเลืองมองยวินหยางอย่างดุร้ายขณะต่อว่า “ยวินหยาง เจ้าจบสิ้นแน่! โจมตีเจ้าหน้าที่ของราชสำนักเช่นนี้ ข้าบอกเลยว่าเจ้าจบสิ้นแล้ว!”

ยวินหยางเย้ยหยันอย่างเย็นชา “การจบสิ้นของข้าไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเจ้า ข้าจะนับถึงสาม ถ้าไม่มีใครส่งนาง เช่นนั้นก็เป็นคราวของเจ้าที่จะจบสิ้น” สายตาของยวินหยางเย็นเยือกขณะทิ่มแทงเซี่ยชิงยวิน

เซี่ยชิงยวินสามารถรู้สึกได้ถึงจิตสังหารภายในดวงตาของยวินหยาง ไม่รู้เพราะเหตุใด เขารู้ว่าความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อมหากไม่ส่งผู้หญิงให้!

ชายผู้ยืนอยู่ต่อหน้าคนนี้คือคนบ้า! เขาสับสนยิ่ง นี่ก็แค่ทหารผ่านศึกพิการผู้เสียแขนและได้รับบาดเจ็บตามร่างกาย ไม่ได้มีค่าพอจะให้กอบกู้ ยิ่งกว่านั้น เขาไม่ได้ข้องเกี่ยวกับยวินหยาง ต้องบ้าขนาดไหนถึงทำให้ชายคนนี้คลุ้มคลั่งขึ้นมาได้? การกระทำของเขารุนแรงขณะที่การตัดสินใจโผงผาง ราวกับว่าเป็นภรรยาของยวินหยางเองที่ถูกจับอยู่ข้างในนั้น

จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงขนาดนี้เชียวหรือ? เซี่ยชิงยวินไม่อาจเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดรวมถึงเหตุผลที่เกิดขึ้นได้

ไม่ช้า หญิงสาวผู้ใจลอยแต่งามงดถูกนำตัวออกมา หยาดน้ำตาหลั่งทันทีที่เห็นเฉินซาน เฉินซานพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วก่อนโอบกอดนางเอาไว้ ปลอบประโลมแผ่วเบาว่า “ไม่เป็นไรแล้ว อย่ากลัวไปเลย”

กลุ่มอารักขาและข้ารับใช้ของที่พักเซี่ยมองดู ไม่มีใครกล้าขยับกล้ามเนื้อ จากนั้นเฉินซานและภรรยาหันมาคุกเข่ากับพื้น “ขอบคุณ นายน้อย ขอบคุณสำหรับความใจดีอันสูงส่งดุจสวรรค์ หนักแน่นราวปฐพี!”

ยวินหยางขมวดคิ้วแล้วบอกกับพวกเขาห้วน ๆ ว่า “ไปเสียให้ไว พาภรรยาของเจ้ากลับบ้านให้มีชีวิตสุขสบาย เจ้าคือคนเหนือคน การก้มหัวไม่ใช่สิ่งที่ควรทำหรอก”

หน้าอกของเฉินซานนูนขึ้นแล้วกล่าวว่า “เฉินซานจะไม่ไป! นายน้อยเอาตัวเองเข้ามาเสี่ยงครั้งใหญ่เพื่อเฉินซานในวันนี้ เฉินซานจะไปเฉย ๆ ได้อย่างไร? ไม่ว่าท่านจะทำอะไร นั่นเป็นเพราะเฉินซาน อย่าห่วงไปเลย นายน้อย ข้า เฉินซาน จะไม่ปล่อยให้นายน้อยต้องรับผิดชอบแทนอย่างแน่นอน!”

ถึงแม้บรรยากาศจะตึงเครียด แต่ยวินหยางอดที่จะหัวเราะไม่ได้ “ต้องรับผิดชอบอะไรกับเรื่องนี้? ข้าจะกล้าสร้างเรื่องราวใหญ่โตไปทำไมถ้าไม่มีภูมิหลังคอยหนุนอยู่? ถ้าข้ากลัวพวกเขา ข้าจะอวดดีแบบนี้ทำไม? เจ้าไม่เข้าใจเรื่องนี้หรือ? เอาล่ะ รีบกลับบ้านไปได้แล้ว!”

ยิ่งเฉินซานคิดมากเท่าไหร่ เขายิ่งเข้าใจมากขึ้นว่านายน้อยพูดถูก แต่เขายังกังวลอยู่ดี “เข้าใจแล้ว ผู้ต้อยต่ำคนนี้ขอตัวก่อน ข้าจะรายงานที่พักยวินทันทีที่เห็นว่าภรรยากลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เฉินซานจะไม่หนี”

เขาคำนับก่อนจากไปพร้อมภรรยา ผู้ที่ยืนอยู่รอบข้างมองเฉินซานจากไปด้วยอารมณ์ที่หนักใจยิ่ง เขาถึงกับได้พบพระผู้ช่วยที่มาช่วยชีวิตของตัวเองและภรรยาจากหายนะ สิ่งหนึ่งที่ถูกเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือนายน้อยยวินคนนี้เอาตัวเองเข้ามารับสถานการณ์เลวร้ายแทน

ขณะมองสองสามีภรรยาจากไป ยวินหยางไขว้แขนขณะเดินไปที่ประตูอย่างเกียจคร้าน

“ช้าก่อน!” เซี่ยชิงยวินเช็ดเลือดบนใบหน้าขณะถามด้วยน้ำเสียงไม่อยากเชื่อว่า “ยวินหยาง เจ้าจะไปทั้งอย่างนี้งั้นหรือ?”

ยวินหยางหันกลับ ถามกลับด้วยความสับสนว่า “เจ้าไม่อยากให้ข้าไปหรือ? อยากเลี้ยงอาหารข้าสักมื้อหรือไง?”

หลังจากนั้นเซี่ยอู่เยวียนได้สติขึ้นมาก่อนส่งเสียงครางยาวด้วยความเจ็บปวด “ยวินหยาง ที่พักขุนนางชั้นสูงเซียวเหยาและข้าจะไม่ลงรอยกันตลอดไป!”

ประกายสังหารวูบไหวผ่านดวงตาของยวินหยางกล่าวว่า “พูดเหมือนกับข้ายินดีที่ได้ร่วมมือกับครอบครัวของท่านอย่างนั้นแหละ มีอะไรก็ใส่มาให้หมด! ข้าเตรียมพร้อมอยู่แล้ว”

เซี่ยอู่เยวียนส่งเสียงฮึดฮัดด้วยความโกรธ “รอก่อนเถอะ! รอก่อนเถอะ!”

ขณะสำลักความโกรธ เขากระอักเลือดออกมาท่ามกลางคำต่อว่าอันเดือดดาล

ยวินหยางเพียงกลอกตาและยังคงเดินจากไป ก่อนก้าวออกจากประตู เขาถ่มน้ำลายใส่พื้นขณะพึมพำว่า “นี่คือสิ่งที่ข้าคิดกับครอบครัวของท่าน ไม่จำเป็นต้องพลังสมองเพื่อให้ท่านมาชอบพอหรอก”

สิ้นคำพูดหยาบคายยิ่งเหล่านั้น เขาจากไป

“เหอะ ฝันไปเถอะ!” เซี่ยอู่เยวียนกรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่งขณะล้มลงหมดสติอีกรอบ

เมื่อยวินหยางก้าวออกจากประตูของครอบครัวเซี่ย ชายในชุดเขียวเดินตรงเข้ามา

อีกฝ่ายปกคลุมด้วยสีเขียวตั้งแต่หัวจรดเท้า ตั้งแต่ชุดคลุม รองเท้าและเข็มขัดก็ยังสีเขียว ยวินหยางรู้สึกได้ว่ามุมปากกระตุกด้วยความขบขัน ถึงขั้นมีก้านไผ่สีเขียวบนหมวกสีเขียวของสหายคนนี้อยู่ด้วย!

นี่เจ้าชอบสีเขียวขนาดนี้เชียวหรือ?

สหายผู้สงสัยใคร่รู้เดินเข้ามาด้วยท่วงท่าซื่อตรง เสียงหัวเราะดังชัด “แหม แหม! ช่างน่าอัศจรรย์ใจอะไรอย่างนี้! ขอชื่นชมเลยว่าไม่มีใครเทียบเจ้าได้… หื้ม นายน้อยยวินสินะ? ช่างน่าประทับ น่าประทับยิ่งนัก! น่าประทับใจจนข้ารู้สึกตกใจกลัวแม้ทำได้เพียงมองดูเท่านั้น!”

ยวินหยางตกตะลึง อะไรของชายคนนี้? คิดว่ามันน่าประทับใจหรือ? เขาไม่เข้าใจถึงความจริงจังที่เพิ่งเกิดขึ้นหรือ? ยวินหยางไม่รู้เรื่องนี้ แต่ชายหนุ่มชุดเขียวคนนี้จับตาดูด้วยดวงตาเป็นประกายนับตั้งแต่ที่เขาปะทะคารมกับเซี่ยชิงยวินก่อนตบต้นขาดังฉาดอย่างยินดีกับละครตรงหน้า!

“น่าพอใจนัก… เต็มอิ่มไปเลย! ดูเขาสิ!” ชายหนุ่มในชุดเขียวสนทนาไม่จบไม่สิ้น สายตาจ้องมองยวินหยางด้วยความชื่นชมราวกับพบเห็นขวัญใจในที่สุด

“ไม่ต้องเสียเวลาพูดสักคำ! ไม่ต้องใช้เหตุผลให้มากความ! เหล่าจื้อทนดูเฉย ๆ ไม่ไหวแล้ว! ต้องแบบนี้สิ! เขาช่างพิเศษนัก! มัน… ให้ตาย สหายคนนี้ช่างหาญกล้ายิ่ง! เขาโยนอีกฝ่ายราวกับขยะได้จริง ๆ ! น่าประทับใจ ไม่เพียงแค่อัดคนหนุ่มเท่านั้น คนแก่ก็ไม่เว้นเช่นกัน! นี่… นี่คือขวัญใจของข้า!”

นายน้อยผู้ตกแต่งด้วยชุดเขียวแสดงลีล่าท่าทางอย่างดุเดือด เผยความประทับใจยิ่งขณะบอกกล่าวกับอารักขาทั้งสองที่อยู่ด้านข้าง “พวกเจ้าเห็นหรือเปล่า… เห็นหรือเปล่า? นี่คือสิ่งที่คนช่างจ้ออยากเป็น! น่าเสียดาย! ข้าได้รับฉายาคนช่างจ้อมาหลายปี แต่เพียงเข้าใจความหมายที่แท้จริงเมื่อได้มาที่เมืองเทียนถังในวันนี้”

“สิ่งที่ข้าทำไปก่อนหน้านี้เรียกว่าคนช่างจ้อ… นี่คือรากฐานที่แท้จริงของคนช่างจ้อ… ในฐานะพลเรือนของเทียนถังและลูกหลานของขุนนางชั้นสูง เขากล้าจัดการขยะอย่างเจ้าหน้าราชสำนักเหล่านี้ทันทีที่ไม่ลงรอยกัน ยิ่งกว่านั้น เขาอัดอีกฝ่ายพร้อมกับพูดจาด้วยความเด็ดขาด ที่เหลือเชื่อคืออะไรรู้ไหม? เขาไม่สนเรื่องผลลัพธ์เลย! นี่ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีนัก จุ๊ จุ๊…”

“แบบอย่างที่ข้าควรทำตาม!”

“น่าเสียดายที่ข้า นายน้อยตงเทียนเหลิ่งผู้ตรงไปตรงมาเพียงค้นพบสิ่งนี้หลังจากผ่านมาหลายปี คืนวันของข้ากลับสูญเปล่าเสียได้!”

ชายหนุ่มในชุดเขียวคนนี้ยังคงจ้อไม่หยุด ใบหน้าของอารักขาทั้งสองพลันมืดดำราวถ่านหินขณะฟังอีกฝ่าย

เจ้ามันพวกนอกกฎหมายอยู่แล้ว ตอนนี้ถึงกับกำลังชื่นชมคนชั่วผู้ทำร้ายผู้คนอย่างโจ่งแจ้งงั้นหรือ?

ถ้าเจ้าทำแบบเดียวกันหลังกลับไป ทำร้ายผู้คนเพียงเพราะรับไม่ได้… คืนวันของเจ้าได้จบสิ้นแน่

นายน้อยตงเทียนเหลิ่งถึงกับตั้งใจจะเข้าไปช่วยยวินหยางเมื่ออีกฝ่ายเริ่มนัว แต่ถูกอารักขาทั้งสองรั้งตัวเอาไว้ ตอนนี้เขาเห็นยวินหยางคลี่คลายเรื่องราวได้แล้ว ยิ่งหลงหนักกว่าเดิม

“นายน้อย เจ้าคือ…” ยวินหยางยังสับสนกับคนบ้าสีฉูฉาดผู้นี้

“เหล่าจื้… ข้าคือตงเทียนเหลิ่ง!” ชายหนุ่มในชุดเขียวแนะนำตัวเองด้วยสีหน้าจริงจัง “ตงจากตงเทียน เทียนจากตงเทียน เหลิ่งจากตงเทียนเหลิ่ง” [1]

ยวินหยางกลอกตา “เอาล่ะ เหมันต์… ไม่ร้อนเลยจริง ๆ”

“ชื่อของข้าคือตงเทียนเหลิ่ง!” ตงเทียนเหลิ่งอธิบายอย่างโกรธเคือง “ชื่อครอบครัวของข้าคือตง ชื่อต้นของข้าเทียนเหลิ่ง”

“ชื่อดี!” คำชมของยวินหยางมาจากใจจริง

แต่ต้องบอกไว้ก่อน ข้าไม่รู้จักสหายคนนี้ ไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไร แต่คนที่ตั้งชื่อแบบนี้ออกมา ข้าล่ะประทับใจ!

ต้องมีปัญญาแบบไหนถึงตั้งชื่อคนคนนี้ว่า ‘ตง เทียน เหลิ่ง’? … เหมันตฤดูที่เจ้าอยู่ไม่หนาวหรืออย่างไร?

ตงเทียนเหลิ่งมาอยู่ข้างเขาด้วยความยินดี ทุกคนที่เขาเคยพบเอาแต่หยอกล้อชื่อ แต่คนที่อยู่ตรงหน้าคนนี้กลับชื่นชมอย่างไม่ลังเล เขายินดียิ่งแต่พยายามรักษาความสงบเอาไว้ขณะถามว่า “ดียังไงหรือ?”

ดียังไงน่ะหรือ?

ยวินหยางเกาศีรษะก่อนท้ายที่สุดกล่าวว่า “ดีก็เพราะมัน… เรียบง่าย! โหดเหี้ยม! ตรงไปตรงมา! และมีความหมายชัดเจนที่ทำให้จดจำได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นใคร ย่อมไม่มีวันลืมทันทีที่ได้พบและได้ยินชื่อของเจ้า! นั่นแหละ สหายของข้า มันคือจุดเด่นของชื่อยิ่งใหญ่!”

ยิ่งพูดมากเท่าไหร่ ยวินหยางยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นชื่อที่ยอดเยี่ยมมากเท่านั้น “ให้ตาย นี่มันเป็นชื่อที่ดีจริง ๆ”

“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าชื่อตัวเองจะถึงกับยิ่งใหญ่ปานนี้… ข้าหลงโทษพ่อตัวเองมาหลายปี…” ตงเทียนเหลิ่งตอบรับก่อนตบบ่าของยวินหยาง “ไม่เลว น้องชาย! ดีมาก! แม้กระทั่งอารมณ์ก็ยังชัดเจน! ให้ข้าเลี้ยงสักมื้อเถอะ!

ยวินหยางไม่ได้ตั้งใจหรือสนใจที่จะดื่ม เขาปฏิเสธข้อเสนออย่างสุภาพทันที “ขอโทษด้วย ข้าต้องกลับบ้านแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องสะสาง…”

“ไม่มีปัญหา! ข้าจะตามเจ้ากลับที่พักไปดื่มด้วย! พวกเราสามารถดื่มกันหลังจากเจ้าทำในสิ่งที่ต้องทำเสร็จแล้วได้” ในที่สุดนายน้อยใหญ่ตงเทียนเหลิ่งพบคนที่ชอบพอเข้าแล้ว ไม่ว่ายวินหยางจะทำหรือจะพูดอะไร คิดว่าเขาจะยอมเต็มใจแยกจากกันง่าย ๆ เพียงนี้หรือ?

ยวินหยางกลอกตา “ข้าจะทำอะไรได้หากเจ้าเลือกตามมา?”

“ทำไมไม่ดื่มด้วยกันในเมื่อไม่มีอะไรที่ดีไปกว่านี้แล้วล่ะ?” ตงเทียนเหลิ่งโอบแขนรอบไหล่ของยวินหยางด้วยรอยยิ้มแจ่มใสขณะพูดด้วยความโศกเศร้าที่ปั้นแต่งขึ้นมา “น้องชาย ในชีวิตนี้ เป็นการยากที่จะได้พบสหายผู้รู้ใจนัก”

เจ้าและข้าไม่ใช่สหายกัน ข้าไม่ได้อยากปรับทุกข์กับเจ้า!

“พูดตามตรง ข้าเผชิญหน้ากับคนช่างจ้อมามากมายตลอดการเดินทาง แต่การได้พบคนที่เรียบง่าย โหดเหี้ยม ไร้เหตุผล โกรธไวและสอดเรื่องคนอื่นไปทั่ว นอกจากเจ้าแล้วยังจะมีใครเทียบได้อีก?” ตงเทียนเหลิ่งถามด้วยความเคารพยำเกรงยิ่ง “ทำไมกันนะ ทำไมข้าไม่สามารถทำแบบนั้นได้! น้องชาย เจ้าสามารถตั้งตัวเป็นหัวหอกคนช่างจ้อทั่วทวีปเทียนเสวียนได้เลย!”

ยวินหยางรู้สึกถึงอาการปวดหัวรุนแรงที่กำลังกำเริบขึ้นมา

คนบ้าคนนี้มันยังไง? ทำไมข้าไม่เข้าใจอะไรเลย?

คนช่างจ้อหรือ?

ข้าเป็นคนช่างจ้อตรงไหนกัน?

ข้าตั้งใจจะสร้างประกายไฟจากเถ้าถ่าน พ่อและลูกชายจากครอบครัวเซี่ยรนเดินมาหาข้าเองก็เลยช่วยส่งเสริมให้… อีกอย่าง ข้ายืนอยู่ข้างทหารผ่านศึก… ข้าจะไปเป็นคนช่างจ้อได้อย่างไร?

ข้าอยากจุดชนวนความขัดแย้งขึ้นระหว่างภาคพลเรือนและกองทัพ เพื่อสร้างความโกลาหลในราชสำนัก ข้าคิดทุกฝีก้าวเป็นอย่างดี นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ข้ายังมีแผนการในมืออีกมากมาย

แต่เจ้ากลับพูดมันออกจากปากว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยได้อย่างไร?

หัวหอกคนช่างจ้อหรือ?

ถ้าข้าต้องแบกรับฉายาน่าเวทนานี้ในฐานะกลุ่มมันสมองของเก้าใหญ่ย่อมเป็นเรื่องน่าขันแน่! ถึงกระนั้น ข้ายังมีสมองอยู่นะ

“เหลิ่งละอายใจนักเมื่อเทียบกับกลยุทธของน้องชาย แต่เรื่องราวที่เจ้าแสดงในวันนี้คล้ายกับทำให้ข้าอยากทำอย่างจริงจังมากขึ้น” ตงเทียนเหลิ่งโอบแขนรอบไหล่ของยวินหยาง “แต่อย่าห่วงไปเลย เจ้าไม่มีทางเดินผิดหรอกตราบที่มีพี่ใหญ่อย่างข้าอยู่ที่นี่! อย่างน้อยก็คืนนี้…”

เขาลดเสียงต่ำ “คืนนี้ พวกเราจะกวาดล้างพวกมัน…”

ยวินหยางส่งเสียงฮัมอย่างยินดีอยู่ในใจ เขาประหลาดใจที่สหายคนนี้มีมุมมองเดียวกัน จิตใจยิ่งใหญ่ต้องมีความคิดเช่นนี้ เขามีความคิดเหมือนกัน

อารักขาของตงเทียนเหลิ่งตามหลังพวกเขาสองคนด้วยสีหน้ามืดมน รู้สึกได้ถึงร้อยสิ่งที่ไม่อยากเชื่อ

เรื่องราวชักจะไปกันใหญ่แล้ว

นายน้อยกำลังจะผันตัวเพราะแบบนี้หรือ?

ยวินหยางพยายามปัดคนโง่อย่างสุภาพด้วยปัญญาและกลยุทธทั้งหมด แต่กลับเปล่าประโยชน์ ตงเทียนเหลิ่งยังคงโอบแขนรอบไหล่ของเขาขณะเดินกลับที่พักยวินไปด้วยกัน

เมื่อถึงบ้าน ยวินหยางเพียงสั่งให้เหล่าเหมยจัดโต๊ะ “เตรียมสุราและอาหาร คืนนี้ พี่ตงและข้าจะ… ดื่มกินด้วยกัน”

สายตาของเหล่าเหมยเต็มไปด้วยคำถาม สีหน้ากังวลมากขึ้น

ข้าเดาว่าท่านไปที่พักขุนนางชั้นสูงสงบเงียบเพื่อทำร้ายสองพ่อลูก

คราวนี้กลับบ้านมาฉลองงั้นหรือ? มาดื่มกินงั้นหรือ?

นี่รู้ตัวหรือเปล่าว่าสร้างปัญหาไว้มากแค่ไหน?

[1] – ตงเทียน (冬天) หมายถึง เหมันต์ เหลิ่ง (冷) หมายถึง เย็นเยือก เมื่อรวมกัน ตงเทียนเหลิ่ง (冬天冷) จึงหมายถึง เหมันต์อันเย็นเยือก

จบบทที่ ตอนที่ 29: เจ้าคือขวัญใจของข้า! [ฟรี 31 พ.ค. 63]

คัดลอกลิงก์แล้ว