- หน้าแรก
- ชีวิตชนบทของปรมาจารย์ผู้บำเพ็ญเพียร
- บทที่ 1671 ถอยทัพ
บทที่ 1671 ถอยทัพ
บทที่ 1671 ถอยทัพ
บทที่ 1671 ถอยทัพ
"แพทย์สนาม มาตรวจดูอาการคุณมอนโรหน่อย!" ทีน่ากวักมือเรียกแพทย์สนาม แล้วชี้ไปที่เฉินม่อ
ในเมื่อเฉินม่อบ่นว่าปวดหัว ทีน่าก็สั่งให้แพทย์มาดูอาการเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด ถือเป็นการซื้อใจให้เฉินม่อจดจำความดีของเธอไว้ แต่นี่ก็เป็นแค่ความห่วงใยเล็กๆ น้อยๆ ทีน่ายังต้องจับตามองเขาต่อไป
แม้เธอจะคาดเดาว่าเฉินม่ออาจมีโอกาสพัฒนาเป็นผู้ใช้พลังจิต แต่โอกาสที่คนธรรมดาจะก้าวข้ามขีดจำกัดไปเป็นผู้มีพลังพิเศษนั้นน้อยนิดยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร อุปสรรคสำคัญคือกำแพงกั้นห้วงมโนสำนึก ซึ่งไม่ใช่จะทะลวงผ่านได้ง่ายๆ
เงื่อนไขแรกในการทะลวงกำแพงนี้คือต้องมีพลังจิตเพียงพอ ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำของผู้ใช้พลังจิต จากนั้นต้องได้รับการกระตุ้นที่เหมาะสม ถึงจะทะลวงกำแพงนั้นได้
สิ่งกระตุ้นอาจเป็นความโศกเศร้าหรือดีใจสุดขีด เหตุการณ์สะเทือนใจ หรือของวิเศษบางอย่าง เช่น สมุนไพรหายากที่ช่วยเพิ่มพลังจิต
แต่บนโลกใบนี้ สมุนไพรวิเศษพวกนั้นแทบจะสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว!
อย่างตัวทีน่าเอง กว่าจะกลายเป็นผู้มีพลังพิเศษได้ ก็ต้องอาศัยวาสนาและโอกาสพิเศษเช่นกัน
ถ้ามันง่ายขนาดนั้น โลกคงเต็มไปด้วยผู้ใช้พลังจิต และพลังจิตคงไม่ถูกยกย่องว่าเป็นความสามารถหายากที่ทุกองค์กรต่างแย่งชิงตัวกันแบบนี้
ที่ทีน่าสนใจเฉินม่อ ก็เพราะหวังลึกๆ ว่าเขาอาจฟลุ๊คเปิดห้วงมโนสำนึกได้
เฉินม่อได้ยินคำสั่งทีน่าก็ทำตัวไม่ถูก จะให้บอกเหรอว่าห้วงมโนสำนึกของผมแข็งแกร่งกว่าลูกน้องคุณ เผลอๆ แกร่งกว่าคุณอีก?
เขาได้แต่พยักหน้าเงียบๆ แกล้งทำหน้าปวดหัวเจียนตายและมึนหัวต่อไป
จากนั้นก็ปล่อยให้แพทย์สนามตรวจร่างกายและซักถามอาการ เฉินม่อต้องเล่นละครตบตาต่อไป การต้องโกหกหน้าตายไปเรื่อยๆ นี่มันเหนื่อยใจจริงๆ
ทีน่ามองดูเฉินม่อ ในใจคิดว่าจะลองใช้พลังจิตตรวจสอบเขาดีไหม ถ้าพลังจิตเขาถึงเกณฑ์ จะได้แนะนำให้องค์กรรับไปปั้นต่อ เผื่อฟลุ๊คกลายเป็นผู้ใช้พลังจิตขึ้นมา!
แต่คิดไปคิดมาก็เลิกล้มความตั้งใจ หมอนี่เพิ่งโดนพายุจิตซัดเข้าไป ขืนเธอส่งพลังจิตเข้าไปสำรวจอีก อาจไปกระตุ้นให้เจ็บปวดหนักกว่าเดิม หรือเลวร้ายสุดคือทำลายห้วงมโนสำนึกที่บาดเจ็บอยู่แล้วจนพังทลาย
อีกอย่าง เขาก็แค่มี 'โอกาส' เป็นผู้ใช้พลังจิต อาจจะไม่สำเร็จก็ได้ เธอเลยเลิกสนใจ พยักหน้าให้เฉินม่อแล้วเดินไปดูคนอื่นต่อ
พอทีน่าเดินจากไป เฉินม่อก็ลอบถอนหายใจโล่งอก การมีผู้หญิงคนนี้มายืนคุมอยู่ใกล้ๆ มันกดดันชะมัด เขาเป็นแค่ตัวปลอม ขืนโดนจับได้คงเรื่องใหญ่
การจะเป็นตัวประกอบจืดจางนี่มันยากจริงๆ นอกจากต้องแกล้งทำเป็นกระจอกแล้ว ยังต้องคอยระวังไม่ให้เผลอโชว์เทพออกมาอีก รัศมีความเก่งกาจมันปิดไม่มิดจริงๆ น่าหนักใจชะมัด
ทีน่าเดินไปดูทหารรับจ้างไม่กี่คนที่ยังจมอยู่ในภาพลวงตา ตอนนี้ลมหายใจพวกเขาแผ่วเบาเต็มที พร้อมจะขาดใจตายได้ทุกเมื่อ แม้สีหน้าจะดูแปลกประหลาด แต่พวกเขาไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาแล้ว ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบเลือดเกรอะกรัง!
"คุณทีน่า พวกเขาเป็นยังไงบ้าง...?" เทอร่าเดินโซซัดโซเซเข้ามาถาม พลางเช็ดเลือดบนหน้า และกัดฟันข่มความเจ็บปวดที่หัว
หลังได้รับการปฐมพยาบาล เลือดหยุดไหลแล้ว แต่คราบเลือดยังเต็มหน้า แถมอาการปวดหัวทำให้เขาเดินไม่ตรงทาง แต่ในฐานะหัวหน้าทหารรับจ้าง เขาต้องฝืนสังขารมาถามไถ่อาการลูกน้องที่ยังไม่ฟื้น
"ฉันจนปัญญาแล้ว ปล่อยให้พวกเขาอยู่ในภาพลวงตาต่อไปเถอะ" ทีน่าตอบ
"อ้อ!" เทอร่าพยักหน้า สมองที่ตื้อเพราะความเจ็บปวดทำให้เขาประมวลผลคำพูดทีน่าช้าไปหน่อย เดินเซไปสองสามก้าว แต่พอเข้าใจความหมายว่า 'จนปัญญา' เขาก็รู้ทันทีว่าลูกน้องพวกนี้คงไม่รอดแล้ว
เพิ่งจะฟื้นคืนสติมาได้ พอรู้สถานการณ์ของตัวเอง แล้วมาเห็นลูกน้องนอนยิ้มสยองรอความตาย เขาทำใจไม่ได้จริงๆ เลยพยายามฝืนสังขารมาขอร้องให้ทีน่าช่วย
"คุณไปพักก่อนเถอะ เดี๋ยวเราจะถอยกลับไปที่ถ้ำซ่อนทหารเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกาย ขืนดันทุรังไปต่อ เกิดมีอะไรขึ้นมาจะอันตรายกันหมด" ทีน่าบอกเทอร่า และส่งสัญญาณให้ยามกับเฟยชาร์ลีด้วย
เดิมทีควรจะเดินหน้าต่อ แต่เจอเหตุการณ์แบบนี้ ก็ต้องถอยไปตั้งหลักก่อน!
ที่นี่อันตรายเกินไป ทุกคนเพิ่งโดนพายุจิตของเธอเล่นงานมา แม้จะฟื้นแล้ว แต่ผลกระทบจากพายุจิตยังคงอยู่ ยิ่งอยู่นาน ใครจะรับประกันได้ว่าจะไม่มีใครตายเพราะภาพลวงตานี้อีก
ถ้าฝืนเดินหน้าไปถ้ำต่อไป ทั้งทีมตอนนี้มีกำลังรบไม่ถึง 10% ถ้าเจอสัตว์ประหลาดดักโจมตี มีหวังตายยกทีม!
หลังจากชั่งน้ำหนักแล้ว ทีน่าจึงตัดสินใจถอยกลับไปตั้งหลักที่ถ้ำซ่อนทหาร รอให้ทุกคนฟื้นตัวค่อยลุยต่อ ถึงตอนนั้นทุกคนคงระวังตัวมากขึ้น และน่าจะผ่านถ้ำทองคำนี้ไปได้
ยามและเฟยชาร์ลีเห็นด้วยกับคำสั่งถอยทัพของทีน่าอย่างเต็มที่
ทุกคนค่อยๆ ถอยออกจากถ้ำทองคำตามคำสั่ง ระหว่างถอย ทีน่ายังคงชำเลืองมองเฉินม่ออยู่เป็นระยะ ดูเหมือนจะคาดหวังอะไรบางอย่างในตัวทหารรับจ้างหนุ่มคนนี้
แต่สำหรับเฉินม่อ มันน่ารำคาญสุดๆ! จะมองอะไรนักหนา ถ้าเธอไม่จ้องเขาอยู่ เขาคงกวาดทองในถ้ำไปได้เกือบหมดแล้ว แต่นี่โดนจับตามองจนไม่กล้าหยิบแม้แต่เหรียญเดียว ซวยจริงๆ
แน่นอนว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ทหารรับจ้างที่ยังไม่ฟื้นกลายเป็นสัตว์ประหลาด พวกเขาจึงถูกหามกลับไปที่ถ้ำซ่อนทหารด้วย
แต่คราวนี้ทหารรับจ้างไม่มีแรงจะหามเพื่อนไหว ผู้มีพลังพิเศษเลยต้องลงมือหามเอง เพราะทหารรับจ้างแต่ละคนเดินยังจะล้มแหล่มิล้มแหล่
พอกลับมาถึงถ้ำซ่อนทหาร ผู้มีพลังพิเศษก็นั่งลงเริ่มฟื้นฟูพลังทันที ภาพลวงตาเมื่อครู่สูบพลังพวกเขาไปจนเกลี้ยงโดยไม่รู้ตัว เพราะพลังพิเศษพยายามต่อต้านภาพลวงตาโดยอัตโนมัติ
ส่วนฝั่งทหารรับจ้างนั้นสภาพดูไม่จืด นอกจากเฉินม่อ ทุกคนมีเลือดเกรอะกรังเต็มหน้า สมองตื้อเหมือนโดนไม้หน้าสามฟาด ปวดหัวจนอยากจะเอาหัวโขกหินให้รู้แล้วรู้รอด
พวกเขาประคองกันออกมา แล้วทิ้งตัวนอนแผ่หรากับพื้น คนธรรมดาเจอการโจมตีทางจิตแบบนี้เข้าไปก็หมดสภาพ
ถ้าทีน่าไม่ปลุก ป่านนี้คงได้ไปเฝ้ายมบาลกันหมดแล้ว
แน่นอน ยกเว้นเฉินม่อไว้คนหนึ่ง
ทหารรับจ้างไม่กี่คนที่ถูกหามออกมา สิ้นลมหายใจไปแล้ว ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มสยองนอนแน่นิ่งอยู่ในถ้ำมืดมิดและหนาวเย็น
"เผาซะ!" ทีน่าเห็นศพแล้วก็สั่งเสียงเรียบ เธอคาดการณ์ไว้แล้วจึงไม่แปลกใจอะไร
เทอร่ากับวิลเลียมรีบเข้าไปดึงป้ายชื่อ (Dog Tag) ออกจากศพเก็บไว้อย่างดี ของพวกนี้สำคัญ ต้องเก็บกลับไปให้ได้
......
เฉินม่อเห็นแจ็คสันเดินขาอ่อนปวกเปียก เลยเข้าไปช่วยประคองเดินออกมาจากถ้ำทองคำ
"แค่กๆ!"
พอออกมาข้างนอก แจ็คสันก็ไอโขลกจนเลือดกระอัก ถ้าเฉินม่อไม่ประคองไว้ คงล้มฟุบหน้าทิ่มพื้นไปแล้ว
เฉินม่อไม่ตกใจ เพราะเลือดที่แจ็คสันกระอักออกมาเป็นเลือดเสีย การขับออกมาได้ถือเป็นเรื่องดี
พอนั่งลงกับพื้น แจ็คสันก็คว้ากระติกน้ำมาดื่มอึกใหญ่ ถึงค่อยยังชั่วขึ้นมาหน่อย
"บ้าเอ๊ย! รอดมาได้สักที ไม่อยากเจอแบบนี้อีกแล้ว! SH**T!" แจ็คสันบ่นอุบ อาการปวดหัวตุบๆ เหมือนคนอดนอนมาสามวันสามคืนเล่นงานเส้นประสาทจนปวดจี๊ด
"โอ้! มอนโร นายไม่เป็นอะไรเลยเหรอเนี่ย มันเกิดอะไรขึ้น?" แจ็คสันหันไปเห็นเฉินม่อทำหน้าชิลๆ ก็ตกใจ
ทุกคนนอนชักดิ้นชักงอ แต่เฉินม่อกลับปกติดี ไม่แปลกใจก็บ้าแล้ว
"ฮ่าๆ! สงสัยสมองฉันจะด้านชาไปหน่อย เลยไม่ค่อยรู้สึกอะไรตอนอยู่ข้างใน" เฉินม่อแถ
ฮ่ะ! แจ็คสันได้ยินคำตอบแล้วพูดไม่ออก พ่อคนถ่อมตัว (แบบน่าหมั่นไส้)!
ถึงเขาจะปวดหัวจนสมองตื้อ แต่ตอนทีน่าคุยกับเฉินม่อเขาก็ได้ยิน แม้ตอนนั้นจะประมวลผลไม่ทัน
แต่พอนึกย้อนกลับไป เขาก็มั่นใจว่าเฉินม่อต้องมีดีอะไรสักอย่าง ไม่อย่างนั้นคนระดับทีน่าคงไม่มาเสียเวลาคุยด้วยนานขนาดนั้นหรอก