เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1372 จากลา

บทที่ 1372 จากลา

บทที่ 1372 จากลา


บทที่ 1372 จากลา

พอเปี้ยนซิวได้ยินเรื่องค่ายกลเคลื่อนย้ายที่ยังสมบูรณ์จากปากเฉินม่อ เขาก็อดอิจฉาในโชคของเจ้าหนุ่มนี่ไม่ได้

แต่พอเฉินม่อพูดถึง "หินวิญญาณระดับสุดยอด"  เปี้ยนซิวก็ได้แต่ทำหน้าบอกบุญไม่รับ เพราะจนถึงตอนนี้ เขาไม่เคยเห็นหินวิญญาณระดับสุดยอดเลยสักก้อน อย่างมากก็มีแค่ระดับต้น ไม่กี่ก้อน ซึ่งเทียบกันไม่ได้เลย ราวกับฟ้ากับเหว

"ความจริงแล้วคุณไม่ต้องกังวลมากหรอกครับ ถึงโลกเราจะขาดแคลนพลังปราณ แต่ถ้าตั้งใจหา หินวิญญาณระดับสุดยอดก็น่าจะพอหาได้บ้าง มันมักจะแฝงอยู่ในหยกเนื้อดี หรือแหล่งที่มีพลังปราณหนาแน่น เราสองคนลองแยกย้ายกันหาดู บางทีอาจจะรวบรวมได้ครบตามจำนวนก็ได้" เฉินม่อกล่าวปลอบใจ

เขาเห็นสีหน้าของเปี้ยนซิวก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายกังวลเรื่องอะไร จึงพูดให้กำลังใจ อันที่จริงเฉินม่อเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าปลายทางของค่ายกลนั้นคือที่ไหน แต่ตอนนี้เขายังมีภาระผูกพันบนโลก จึงยังไปไหนไม่ได้

ดังนั้น แม้เขาจะมีหินวิญญาณระดับสุดยอดอยู่กับตัว เขาก็จะไม่เอาออกมาเด็ดขาด

จากนั้น เฉินม่อก็เล่าความกังวลและความคิดเห็นเกี่ยวกับอันตรายที่อาจรออยู่ที่ปลายทางให้เปี้ยนซิวฟัง

"เจ้าพูดถูก แม้โลกนี้จะเป็นเหมือนทะเลทรายปราณ แต่ก็ใช่ว่าจะแห้งแล้งจนหาไม่ได้เลย ส่วนเรื่องที่เจ้ากังวล ข้าก็คิดไว้แล้วเหมือนกัน ข้าเลยอยากจะหาคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันอย่างเจ้า เพื่อร่วมเดินทางไปด้วยกัน และเมื่อไปถึงฝั่งโน้นแล้ว เราก็ทำลายค่ายกลทิ้งซะ เพื่อตัดปัญหา" เปี้ยนซิวเสนอ

เฉินม่อยิ้มบางๆ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธเรื่องการตามหาผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่น

ด้วยสภาพแวดล้อมแบบนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรบนโลกคงมีน้อยยิ่งกว่าน้อย การที่เขากับเปี้ยนซิวมาเจอกันได้ถือเป็นเรื่องบังเอิญสุดๆ ถ้าสภาพแวดล้อมไม่แย่ขนาดนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรในอดีตคงไม่ทิ้งโลกไปหรอก!

เฉินม่อเดาว่าสาเหตุที่ผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นก่อนๆ ทิ้งโลกไป คงเพราะพลังปราณหมดโลกนี่แหละ สำหรับผู้บำเพ็ญเพียร การที่ระดับพลังไม่ขยับเขยื้อน มันทรมานจนแทบบ้า

เฉินม่อกับเปี้ยนซิวนั่งคุยกันจนฟ้าเริ่มสาง แสงอาทิตย์ยามเช้าเริ่มสาดส่องเข้ามาทีละน้อย

"วิวที่นี่ก็สวยดีนะ" เปี้ยนซิวทอดสายตามองพระอาทิตย์ขึ้น พลางรำพึงรำพัน

"คุณเคยคิดจะกลับประเทศจีนไหมครับ?" เฉินม่อถาม

เปี้ยนซิวเงียบไปครู่หนึ่ง ครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะตอบช้าๆ "ความจริงเมื่อนานมาแล้ว ข้าเคยคิดจะกลับไป แต่ก็หาเหตุผลที่จะกลับไปไม่ได้ ญาติพี่น้องก็ไม่เหลือใครแล้ว กลับไปก็เท่านั้น... แต่พอได้ยินเรื่องค่ายกลเคลื่อนย้ายใต้ดินจากเจ้า ข้าคงต้องหาโอกาสไปดูให้เห็นกับตาสักครั้ง"

"ผมบอกพิกัดและวิธีการไปให้หมดแล้ว คุณลองหาเวลาไปดูเองแล้วกันครับ" เฉินม่อกล่าว

"อืม!" เปี้ยนซิวพยักหน้า

เมื่อมาถึงระดับนี้ เปี้ยนซิวมีแผนในใจอยู่แล้ว การจะทะลวงผ่านขั้นสร้างรากฐานไปสู่ขั้นจินตาน บนโลกนี้มันยากเกินไป ไม่ใช่เพราะติดคอขวด แต่เพราะตอนเลื่อนขั้นต้องใช้พลังปราณมหาศาล

ซึ่งโลกที่เป็นดั่งทะเลทรายปราณแห่งนี้ ไม่สามารถตอบสนองความต้องการนั้นได้ เปี้ยนซิวเริ่มตระหนักถึงความจริงข้อนี้ตั้งแต่เข้าสู่ช่วงปลายของขั้นสร้างรากฐานเมื่อร้อยกว่าปีก่อน

ดังนั้น ความคิดที่จะไปจากโลกเพื่อหาที่ที่มีพลังปราณเพียงพอ จึงกลายเป็นความมุ่งมั่นฝังใจ แต่ที่ผ่านมาเขาเจอแต่ซากค่ายกลที่ใช้การไม่ได้ จนใจเริ่มด้านชา

ถ้าไม่ใช่เพราะหมดหวัง เขาคงไม่อพยพมาอยู่ที่มาเลเซียเมื่อร้อยกว่าปีก่อน และเก็บตัวฝึกวิชาเงียบๆ อยู่ในป่าเขาโดยไม่ออกไปไหนอีกเลย

ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือร้าย การเก็บตัวร้อยกว่าปีทำให้เขาเลื่อนระดับจนถึงขั้นสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์ได้ แต่ก็ทำให้เขารู้สึกขมขื่นใจเช่นกัน

คืนนี้ การได้พบเฉินม่อและรู้ว่ามีหนทางออกจากโลก ทำให้ไฟแห่งความหวังที่มอดดับไปแล้วลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง

ตอนนี้เขารู้แล้วว่ามีค่ายกลที่ใช้ได้จริง เขาต้องไปดูให้เห็นกับตาแน่นอน

แม้เฉินม่อจะบอกว่าต้องใช้หินวิญญาณระดับสุดยอด แต่เปี้ยนซิวก็ไม่ย่อท้อ หินวิญญาณไม่ได้หายากขนาดนั้น ขอแค่ใช้เวลาหาสักหน่อย เขาเชื่อว่าบนโลกนี้ต้องยังมีเหลืออยู่บ้าง!

"พี่ชาย ฟ้าสว่างแล้ว ผมคงต้องขอตัวกลับก่อน ไว้จัดการธุระเสร็จ ผมจะกลับมานั่งคุยกับพี่ชายยาวๆ อีกครั้ง"

หลังจากเคลียร์เรื่องดาโต๊ะหลิม (หลิมเค่อ) ความระแวงระหว่างเฉินม่อกับเปี้ยนซิวก็ลดลงไปมาก และจากการพูดคุยตลอดทั้งคืน ทั้งคู่ก็เริ่มเข้าใจกันมากขึ้น เปี้ยนซิวแสดงท่าทีเป็นมิตร เฉินม่อจึงน้อมรับไมตรี เปลี่ยนสรรพนามเรียกขานกันเป็นพี่เป็นน้อง

แน่นอนว่าเปี้ยนซิวเป็นคนขอให้เรียก "พี่ชาย" (เหล่าเกอ) เอง ตอนแรกเฉินม่อจะเรียก "ท่านอาวุโส" (เฉียนเป้ย) แต่เปี้ยนซิวบอกว่าเรียกแบบนั้นมันดูแก่

เฉินม่อได้ยินแล้วก็แอบเหงื่อตก

ตาแก่ตรงหน้าอายุปาเข้าไปหลายร้อยปีแล้ว ยังกลัวแก่ แล้วตัวเขาที่เพิ่งยี่สิบกว่าๆ มาเรียกคนอายุหลายร้อยปีว่าพี่ชาย มันตลกพิลึก

แต่พอนึกถึงระดับพลังและหน้าตาที่ดูอ่อนเยาว์ราวสามสิบต้นๆ ของเปี้ยนซิว เฉินม่อก็แอบดีใจลึกๆ ในอนาคตถ้าเขาฝึกถึงระดับสูงๆ ต่อให้อายุหลายร้อยปี เขาก็คงหน้าเด็กแบบนี้ และเรียกตัวเองว่า "หนุ่มน้อย" ทั้งที่เป็น "เนื้อแดดเดียว" (แก่หงั่ก) ได้เหมือนกันสินะ?

ฮิฮิ! แค่คิดก็ฟินแล้ว

หลังจากคุยกันอีกสักพัก และนัดแนะเวลากันดิบดี เฉินม่อก็ขอตัวลา แต่เปี้ยนซิวเรียกเขาไว้ก่อน

"น้องชาย มีเรื่องหนึ่ง ไม่รู้จะพูดได้ไหม" เปี้ยนซิวเอ่ย

"ว่ามาเลยครับ พี่ชาย" เฉินม่อสงสัย

"น้องชาย ยาบำรุงจิตของเจ้านั่น... แบ่งขายให้พี่สักหน่อยได้ไหม?"

"ไม่มีปัญหาครับ" เฉินม่อตอบตกลงทันที

จากนั้นเฉินม่อก็หยิบยาออกมาหลายขวด ทั้งยาห้ามเลือด ยาฟื้นฟูพลัง ยาบำรุงจิต และยาเพิ่มพลังปราณ  พร้อมอธิบายสรรพคุณและราคาคร่าวๆ ให้เปี้ยนซิวฟัง

แน่นอนว่ายาห้ามเลือดใช้ได้ทั้งผู้ฝึกยุทธ์และผู้บำเพ็ญเพียร แต่ยาอื่นๆ ไม่มีราคากลางอ้างอิง เฉินม่อจึงประเมินราคาจากสมุนไพรหลักที่ใช้ปรุง

เฉินม่อไม่ต้องการเปิดเผยความลับเรื่องมุกเฉียนคุน ยาเหล่านี้จึงเป็นส่วนที่เขาเตรียมไว้ในถุงเฉียนคุน ปริมาณจึงมีไม่มากนัก

ระหว่างคุยกันเมื่อคืน เฉินม่อบอกเปี้ยนซิวว่าเขาปรุงยาเป็น แต่โกหกว่าอัตราความสำเร็จต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แค่ไม่ถึง 30%

อัตราความสำเร็จระดับนี้ถือว่าต่ำมาก เปี้ยนซิวจึงไม่สงสัย เพราะถ้าเป็นเขา ขอแค่มีสมุนไพรให้ฝึกมือเยอะๆ เขาก็น่าจะทำได้ประมาณนี้เหมือนกัน

ติดแค่ว่าเขามีข้อจำกัดทางร่างกายและไม่ใช่ธาตุไฟ จึงหมดสิทธิ์ปรุงยา

เฉินม่อคำนวณราคาโดยอ้างอิงจากต้นทุนสมุนไพรและอัตราความสำเร็จ 30% บวกค่าแรงอีกนิดหน่อย ซึ่งจริงๆ แล้วถือว่าถูกมากสำหรับยาคุณภาพระดับนี้

แต่ตอนนี้ทั้งโลก (น่าจะ) มีแค่เขากับเปี้ยนซิวที่เป็นลูกค้ากันเอง เฉินม่อเลยให้เปี้ยนซิวเสนอราคามาได้เลย

เปี้ยนซิวไม่ได้คิดจะเอาเปรียบ เขาเสนอแลกเปลี่ยนด้วยสมุนไพรหายากที่เขาสะสมไว้ ในมูลค่าที่สูงกว่าราคาประเมินของเฉินม่อเล็กน้อย

เมื่อตกลงกันได้ เปี้ยนซิวก็สั่งให้กู่เตียวและหม่าลี่ไปขนสมุนไพรมาจากคลัง

สมุนไพรเหล่านี้ผ่านการแปรรูปมาแล้ว เนื่องจากสภาพภูมิอากาศของมาเลเซียและทำเลที่ติดทะเล สมุนไพรหลายชนิดจึงเกี่ยวข้องกับทะเล

มีสมุนไพรล้ำค่าปะปนอยู่ด้วย เฉินม่อจึงเลือกเฉพาะตัวที่เขาใช้ปรุงยาได้ ตามหลักการไม่เอาเปรียบและไม่เสียเปรียบ

สมุนไพรบางตัวคุณภาพลดลงบ้างจากการเก็บรักษาที่ไม่ดี แต่เฉินม่อก็ไม่ซีเรียส เพราะความจริงแล้วเขากำไรมหาศาล

ความลับคือ อัตราความสำเร็จในการปรุงยาของเขาไม่ใช่แค่ไม่ถึง 30% แต่สูงถึง 90% ขึ้นไป! ยิ่งถ้าเป็นยาระดับพื้นฐาน  และใช้เตาหลอมปฐพีที่ญี่ปุ่น เขาทำได้เต็ม 100% ด้วยซ้ำ

ส่วนเตาหลอมที่เขาสร้างเอง ก็ทำได้ราวๆ 80%

แค่นี้ก็สูงเวอร์แล้ว แต่เฉินม่อไม่บอก เปี้ยนซิวก็ไม่มีทางรู้ และตัวเลข 30% ที่บอกไป เปี้ยนซิวก็เชื่อสนิทใจ เพราะตัวเองเคยลองปรุงแล้วเจ๊งยับจนเลิกไป

หลังจากแลกเปลี่ยนเสร็จ เฉินม่อก็ขอตัวลาอีกครั้ง คราวนี้เปี้ยนซิวเดินมาส่งถึงหน้าประตูสำนัก

เมื่อเดินพ้นเขตประตูสำนักมาได้ เฉินม่อก็ปาดเหงื่อ (ทิพย์) บนหน้าผาก ใช้จิตสัมผัสตรวจสอบความปลอดภัยรอบตัว เมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติ เขาก็รีบร่ายยันต์ตัวเบาและยันต์เร่งความเร็วใส่ตัวเอง แล้วใส่เกียร์หมาวิ่งหนีทันที!

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 1372 จากลา

คัดลอกลิงก์แล้ว