- หน้าแรก
- ชีวิตชนบทของปรมาจารย์ผู้บำเพ็ญเพียร
- บทที่ 1352 หาตำแหน่งใหญ่ๆ หน่อย
บทที่ 1352 หาตำแหน่งใหญ่ๆ หน่อย
บทที่ 1352 หาตำแหน่งใหญ่ๆ หน่อย
บทที่ 1352 หาตำแหน่งใหญ่ๆ หน่อย
เป้าหมาย ก็ย่อมต้องหาจากในคลังเสบียงนี่แหละ แน่นอนว่าคางคกสามขาหายาก แต่คนสองขาหาได้ง่ายมาก
ในคลังเสบียงแห่งนี้ ย่อมไม่ขาดแคลนพวกที่มีดาวติดอยู่บนบ่า ดังนั้นหลังจากเฉินม่อใช้จิตสัมผัสกวาดตรวจสอบ เขาก็เล็งเป้าหมายไว้คนหนึ่ง
คนผู้นี้อยู่ในห้องทำงาน แม้ด้านนอกจะมีเจ้าหน้าที่อยู่ แต่ก็เป็นแค่ทหารรับใช้คนเดียว และเนื่องจากห้องทำงานนี้ตั้งอยู่มุมตึก จึงไม่ค่อยมีใครเดินผ่านไปมา
ตอนที่เฉินม่อส่องดู เจ้านายพลคนนี้กำลังงีบหลับอยู่ แต่ไม่ใช่การนอนหลับธรรมดา เขานั่งเอนหลังบนเก้าอี้ทำงาน ยกสองขาไขว้กันพาดไว้บนโต๊ะ หลับตาพักสายตา ดูท่าทางสบายอารมณ์ไม่น้อย
หลังจากตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบห้องทำงานแล้ว เฉินม่อก็เดินลัดเลาะไปที่ห้องควบคุมกล้องวงจรปิด จัดการทหารเวรสองคนในห้องให้เรียบร้อยด้วยการฟาดให้สลบ จากนั้นก็ทำลายอุปกรณ์ทั้งหมดในห้องทิ้ง
ในมาเลเซีย แม้กล้องวงจรปิดตามท้องถนนจะมีน้อยเพราะกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัว แต่สำหรับฐานทัพแบบนี้ ย่อมต้องมีอุปกรณ์สอดส่องดูแลอย่างแน่นหนา
แม้จะเป็นแบรนด์ท้องถิ่นของมาเลเซีย แต่สำหรับเฉินม่อแล้ว การทำลายล้างมันก็เหมือนกันหมด เขาทำลายอุปกรณ์ทั้งหมด แล้วถอดฮาร์ดดิสก์เก็บไปด้วย
จากนั้นเขาจึงเดินกลับไปที่ห้องทำงานของนายพลคนนั้น ทหารรับใช้ที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าเห็นเฉินม่อเดินมาก็รีบลุกขึ้นทำความเคารพ แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากถามไถ่ ก็ถูกเฉินม่อทำให้สลบไปในพริบตา ด้วยความรวดเร็วและกะทันหัน ทุกอย่างจึงเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบไร้เสียง
เฉินม่อผลักประตูห้องทำงานแล้วเดินเข้าไป
"ตันซา นายมาทำอะไรที่นี่? มีธุระอะไรหรือเปล่า?" นายพลคนนั้นพอเห็นเฉินม่อ ก็เอ่ยชื่อตัวตนที่เฉินม่อปลอมตัวอยู่ทันที ดูท่าทางทั้งสองคนจะคุ้นเคยกันดี
"อ้อ! ผมมีเรื่องจะคุยกับท่านหน่อยครับ" เฉินม่อพูดพลางเดินเข้าไปใกล้
นายพลขมวดคิ้วทันที ปกติตันซาไม่เคยพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงแบบนี้ อีกอย่างเป็นแค่ทหารชั้นประทวนตัวเล็กๆ ทุกครั้งที่เจอเขาต้องนอบน้อมถ่อมตน แต่วันนี้ทำไมถึงดูก้าวร้าวนัก?
มีพิรุธ! ตันซาไม่มีทางพูดกับเขาแบบนี้แน่
ปฏิกิริยาตอบสนองฉับพลันทำให้เขารีบดึงลิ้นชักโต๊ะ แต่ทว่าทุกอย่างสายไปเสียแล้ว เฉินม่อก้าวเพียงก้าวเดียวก็พริบตามาอยู่ตรงหน้า แล้วใช้สันมือสับเข้าที่ต้นคอ ทำให้เขาสลบเหมือดไปทันที
เฉินม่อมองปืนพกในลิ้นชักที่เปิดค้างอยู่แล้วหัวเราะเบาๆ ต่อให้หยิบปืนออกมาทัน เขาก็ไม่กลัว แต่เสียงปืนจะทำให้เกิดความยุ่งยากตามมา ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ ดังนั้นจัดการให้สลบไปเร็วๆ ย่อมดีกว่า
หลังจากใช้จิตสัมผัสตรวจสอบอย่างละเอียดและไม่พบสิ่งผิดปกติในห้อง เฉินม่อก็เก็บร่างนายพลคนนั้นเข้ามุกเฉียนคุน ร่ายคาถาย่อยสลายร่างจนกลายเป็นความว่างเปล่า เหลือทิ้งไว้เพียงชุดเครื่องแบบ
วิชาแปลงโฉมของเฉินม่อเสกเสื้อผ้าขึ้นมาไม่ได้ จึงต้องใช้เสื้อผ้าของเจ้าตัว และเนื่องจากเขาต้องปลอมตัวเป็นคนคนนี้ เขาจึงต้องกำจัดร่างต้นทิ้งซะ
ขืนเขาปลอมตัวเป็นนายพลเดินอยู่ในคลังสินค้า แล้ววันหลังมีการตรวจสอบพบว่านายพลตัวจริงไม่เคยออกจากห้องทำงานเลย พอเอาข้อมูลมาชนกัน เขาอาจถูกสงสัยว่ามีวิชาแปลงโฉม ซึ่งจะสร้างความลำบากในการเคลื่อนไหวครั้งต่อไป
สู้ปิดบังเรื่องนี้ไว้ให้มิดชิดดีกว่า ไม่ว่าเฉินม่อจะเปลี่ยนหน้าเป็นใครก็ไม่มีทางถูกจับได้ จะทำอะไรก็สะดวกโยธิน
เฉินม่อสวมเครื่องแบบนายพล จัดแจงรูปร่างหน้าตา ส่วนสูง ให้เหมือนกับเจ้าของร่างเดิมทุกกระเบียดนิ้ว ส่องกระจกจัดเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อยแล้วแสยะยิ้ม ดูเหมือนคืนนี้จะได้ใบผ่านทางชั้นดีแล้ว
บนโต๊ะทำงานมีป้ายชื่อระบุตำแหน่ง "ผู้อำนวยการกองพลาธิการ วอลเลซ" (Wallace) เขียนเป็นภาษามาเลย์ และยังมีบัญชีรายชื่อสินค้าในคลังวางอยู่ เฉินม่อหยิบขึ้นมาดู พบว่าเป็นรายละเอียดสิ่งของทั้งหมดที่เก็บอยู่ในคลัง
ไล่ตั้งแต่รถหุ้มเกราะ จรวด RPG ไปจนถึงเสื้อผ้า ผ้าห่ม กระติกน้ำ และอุปกรณ์อื่นๆ ทั้งหมดนี้เป็นยุทโธปกรณ์สำหรับทหารราบสองกองพล รวมถึงอาวุธหนักและเบาก็จัดเก็บไว้ตามมาตรฐานกองพลทหารราบ
ยุทโธปกรณ์เหล่านี้เป็นแบบอเมริกัน มาเลเซียแทบจะผลิตอาวุธเองไม่ได้ มีแค่ปืนไรเฟิล M14 ที่ผลิตเองได้บ้างแต่ก็ขัดลำกล้องบ่อยจนน่าปวดหัว ดังนั้นอาวุธส่วนใหญ่จึงต้องนำเข้า ในอดีตมักจะใช้อาวุธมาตรฐานนาโต
เวลามาเลเซียสวนสนาม เราจึงมักเห็นอาวุธนำเข้าหลากหลายยี่ห้อปนเปกันไปหมด แม้แต่ปืนไรเฟิล ขนาดกระสุนยังไม่เป็นมาตรฐานเดียวกันเลย นี่คือความลำบากของประเทศเล็กๆ ในด้านการป้องกันประเทศ
แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เนื่องจากอาวุธนาโตมีความหลากหลายเกินไปและมีปัญหาเรื่องราคา มาเลเซียจึงเริ่มเปลี่ยนมาใช้อาวุธแบบอเมริกัน แต่กระบวนการเป็นไปอย่างเชื่องช้า ค่อยๆ เปลี่ยนถ่ายทีละนิด
และสิ่งที่เฉินม่อเห็นในรายการ คืออาวุธที่นำเข้าจากอเมริกาจำนวนมหาศาล เพียงพอสำหรับสองกองพลทหารราบ
เฉินม่อรู้สึกเหมือนหนูตกถังข้าวสาร ไม่นึกว่าที่นี่จะมีของดีเยอะขนาดนี้ ดูท่าเขาจะรวยเละก็คราวนี้แหละ ของพวกนี้เสร็จเขาหมดแน่ แค่ต้องขยันหน่อย ทยอยขนของเข้ามุกเฉียนคุนทีละชิ้น
ตอนนี้กล้องวงจรปิดในเขตคลังสินค้าถูกเขาทำลายหมดแล้ว แต่เขาไม่รู้เวลาเปลี่ยนเวรยามของห้องควบคุม จึงต้องเร่งมือขนย้ายของให้เสร็จ มีแค่ของที่เข้าไปอยู่ในมุกเฉียนคุนแล้วเท่านั้น ถึงจะเป็นของเขาอย่างแท้จริง
แต่เฉินม่อยังไม่ออกไปทันที เขาอ่านรายละเอียดในบัญชีคลังสินค้าจนจำได้ขึ้นใจ แล้วจึงเดินออกจากห้องทำงาน
"ทำความเคารพ!" ทหารยามในเขตคลังสินค้าเห็นวอลเลซเดินมา ก็รีบทำความเคารพเสียงดัง
"ตามสบาย!" เฉินม่อรับการเคารพ แม้จะไม่รู้ว่าวอลเลซตัวจริงนิสัยเป็นยังไง แต่ตามธรรมเนียมทหารต้องมีการตอบรับ อีกอย่างการรับไหว้ก็เป็นเรื่องดี ไม่น่าจะมีพิรุธอะไรให้สงสัย
"ไปเรียกคนที่ถือกุญแจคลัง หรือใครก็ได้ที่เปิดประตูคลังได้ทุกบานมาพบผมเดี๋ยวนี้ สองคนนะ คืนนี้ผมจะตรวจเช็กของในคลังใหม่ทั้งหมด" เฉินม่อสั่งนายทหารเวรประจำการ
จุดตรวจการณ์มักประกอบด้วยพลทหารยามและนายทหารเวร พลทหารยามมีหน้าที่ระวังป้องกัน ห้ามถูกรบกวน โดยเฉพาะในเขตหวงห้าม ปืนอาจจะขึ้นลำกล้องพร้อมยิง และมีอำนาจยิงได้ทันทีหากผู้บุกรุกไม่ฟังคำเตือน
ส่วนนายทหารเวรมีหน้าที่ประสานงานและติดต่อสื่อสาร หากมีผู้มาติดต่อ นายทหารเวรจะเป็นผู้รับเรื่อง ตรวจสอบ หรืออำนวยความสะดวก เป็นตำแหน่งที่สามารถเคลื่อนไหวและพูดคุยได้
เฉินม่อสั่งนายทหารเวร ซึ่งในกองทัพมาเลเซีย ระบบนี้ถือเป็นมาตรฐาน
"ครับผม!" นายทหารเวรรับคำสั่งและรีบดำเนินการทันที เพราะเฉินม่อในคราบผู้อำนวยการกองพลาธิการย่อมมีอำนาจสั่งตรวจคลังสินค้าได้
แน่นอนว่าไม่ใช่เฉินม่อเปิดประตูเองไม่ได้ แต่การจะตรวจนับของ การพาคนช่วยงานไปด้วยเป็นวิสัยปกติของพวกนายทหารชั้นผู้ใหญ่
ห้านาทีต่อมา นายทหารยศร้อยตรีสองคนก็มายืนตรงหน้าเฉินม่อ ทำความเคารพและรายงานตัว
เฉินม่อเห็นสีหน้าของทั้งสองคนก็รู้ว่าพวกเขารู้จักมักคุ้นกับวอลเลซดี เขาจึงไม่พูดมาก พยักหน้าแล้วตบสมุดบัญชีในมือเบาๆ "พวกคุณตามผมมา คอยเปิดประตูคลังทีละห้อง ผมจะตรวจเช็กใหม่อีกรอบ ดูเหมือนตัวเลขบางอย่างจะไม่ตรงกัน"
ทั้งสองมองหน้ากันอย่างงุนงง ไม่นึกว่าเจ้านายจะขยันผิดปกติในวันนี้ ที่ผ่านมาไม่เคยเป็นแบบนี้ แค่ส่งรายงานประจำเดือน ถ้าตัวเลขไม่น่าเกลียดจนเกินไป ท่านก็เซ็นผ่านให้จบๆ ไป ท่านแทบไม่เคยลงมาเหยียบเขตคลังสินค้าด้วยซ้ำ แต่วันนี้จะมาตรวจนับด้วยตัวเอง มันเกิดอะไรขึ้น หรือจะมีเรื่องใหญ่?
แม้จะสงสัย แต่ทั้งคู่ก็ไม่ลังเล รีบรับคำ "ครับผม!" แล้วเดินตามเฉินม่อไป
เฉินม่อใช้จิตสัมผัสตรวจสอบพื้นที่ไว้แล้ว แม้หมายเลขโกดังจะไม่ตรงกับลำดับในบัญชี (ในบัญชีแยกตามประเภทสินค้า เช่น เครื่องแต่งกาย อาวุธเบา อาวุธหนัก ยานพาหนะ แต่โกดังเรียงตามตัวอักษร A ถึง Z) ก็ไม่ใช่ปัญหา
เฉินม่อเริ่มจากโกดังแรก ประตูโกดังเป็นเหล็กกล้าหนาเตอะ ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า ต้องใช้รหัสผ่านและลายนิ้วมือ
เฉินม่อมรอกดูอยู่ครู่หนึ่ง แล้วสั่งให้ผู้ติดตามทั้งสองเปิดประตู
"พวกคุณรออยู่ตรงนี้ ผมจะเข้าไปตรวจนับคนเดียว" พอประตูเปิด เฉินม่อก็สั่ง
"ครับผม!" ทั้งสองรับคำสั่ง
เฉินม่อเดินหายเข้าไปในประตูที่เปิดแง้มไว้ นายทหารสองคนชะโงกหน้ามองตาม เห็นเฉินม่อก้มหน้าก้มตาตรวจเช็กของตามรายการจริงๆ
"เฮ้ย คืนนี้บรรยากาศมันแปลกๆ ว่ะ!" นายทหารคนหนึ่งกระซิบกับเพื่อน
"แปลกยังไง?"
"ก็ท่านไม่เคยมาตรวจเองแบบนี้ แล้วพลจัตวาวอลเลซก็น้อยครั้งมากที่จะลงมาคลุกคลีงานระดับนี้ มันต้องมีปัญหาอะไรแน่ๆ"
"หุบปากไปเลย มีปัญหาหรือไม่มี มันเกี่ยวอะไรกับพวกเรา? เรามันแค่นายร้อยกระจอกๆ แค่คนเฝ้าโกดัง ผู้ใหญ่เขาจะกัดกันยังไงเราก็ทำเป็นไม่เห็นไม่ได้ยินเข้าไว้ เรื่องพวกนั้นมันไกลตัวเรา"
"อืม! ก็จริงของนาย... เอ๊ะ? ออกมาแล้ว ออกมาแล้ว ยืนดีๆ!" ทั้งสองเห็นเงาตะคุ่มๆ ของเฉินม่อเดินกลับมา ก็รีบยืนตรง
เฉินม่อเดินดุ่มๆ ออกมา เขาใช้เวลาข้างในไม่นาน จริงๆ กะจะลงมือจัดการของข้างในแล้ว แต่ดันเห็นว่าไอ้สองตัวข้างนอกแค่ชะโงกหน้าก็น่าจะเห็นข้างในได้ชัดแจ๋ว เลยลงมือไม่สะดวก
เฉินม่อเลยเดินวนรอบหนึ่งแล้วกลับออกมา จากนั้นก็ร่ายคาถาลวงตาใส่ทั้งสองคน ทำให้ตกอยู่ในภาพหลอน
หึหึ ไอ้สองตัวนี้ขนาดให้ยืนรอข้างนอกยังไม่นิ่ง แอบนินทาเจ้านายระยะเผาขน คราวนี้ดูซิว่าจะยังปากมากกันได้อีกไหม!
(จบตอน)