เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 21: ตำนานเป็นได้แค่ตำนาน [ฟรี 09 พ.ค. 63]

ตอนที่ 21: ตำนานเป็นได้แค่ตำนาน [ฟรี 09 พ.ค. 63]

ตอนที่ 21: ตำนานเป็นได้แค่ตำนาน [ฟรี 09 พ.ค. 63]


ติดตามการแจ้งเตือนตอนใหม่ที่แฟนเพจ

Facebook Fanpage กดเลย

••••••••••••••••••••

นิยายอื่นที่ทางค่ายแปล

สารบัญ ARK [จบแล้ว]

สารบัญ โกลาหลแห่งอสนีบาต

สารบัญ จอมเวทอหังการ

สารบัญ ราชันเทพเก้าสุริยัน

สารบัญ จอมมารสะท้านภพ

••••••••••••••••••••

ตอนที่ 21: ตำนานเป็นได้แค่ตำนาน

“ข้าจนคำพูดจริง ๆ” น้ำเสียงสับสนดังมาจากด้านหลัง

ยวินหยางยังคงเงียบกับคำเตือนของนาง

“เจ้าอาจจะทิ้งความรู้สึกของตัวเองไปแล้วหรือเปล่า?” จี้หลิงถอนหายใจยาวขณะยืนอยู่ด้านหลังยวินหยาง “ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนโง่แค่ไหน เขาไม่คิดจะทำแบบที่เจ้าเพิ่งทำในวันนี้หรอก”

ยวินหยางยังคงยิ้มแต่ไม่คิดจะปกป้องตัวเอง

“ทรัพยากรการฝึกฝนเหล่านี้ที่เจ้าเพิ่งขายไปสามารถพัฒนาคนธรรมดาให้ไปสู่ระดับที่สามขั้นสูงสุดได้ ทั้งหมดนั่น กลับกลายเป็นของไร้ประโยชน์อย่างทอง!” จี้หลิงจ้องมองเขาราวกับกำลังมองเด็กเอื่อยเฉื่อย “เจ้าไม่รู้หรือว่าทำอะไรลงไป?” ด้วยความไม่รู้ น้ำเสียงของนางเจือด้วยความสับสน ความสงสัย ความโกรธและความเอาชนะ ความรู้สึกจากความสูญเสียและความผิดหวัง

“แน่นอนว่าข้ารู้” ยวินหยางไม่หันมาขณะกล่าวต่อว่า “เจ้าและข้ามาจากสองโลกที่แตกต่างกันนัก” น้ำเสียงของเขาเหินห่างขณะพูด

จี้หลิงไม่สามารถหักห้ามความโกรธได้อีกต่อไปก่อนกล่าวด้วยความเดือดดาลว่า “ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมเจ้าถึงมีมุมมองคับแคบเช่นนี้! เจ้าจะเอาทองมากขนาดนั้นไปเพื่ออะไร? ต่อให้เจ้าสามารถมีทองทั้งหมดบนโลกได้ เจ้าจะเอาไปทำอะไร? หินวิเศษหนึ่งก้อนมีค่ายิ่งกว่าทองทั้งหมดบนโลกสำหรับผู้ฝึกยุทธลมปราณวิเศษเสียอีก! มันสามารถส่งเสริมพละกำลังและอายุขัยของเขาได้ ทองไม่สามารถทำอะไรแบบนั้นได้แน่นอน!”

จี้หลิงหายใจอย่างหนักหลังจากด่าจบ นางสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อระงับความโกรธ พยายามกลับมามีสติ “ข้าไม่ควรเสียใจ นี่ไม่เกี่ยวกับข้าอยู่แล้ว” ถึงอย่างนั้น จี้หลิงไม่สามารถสงบสติลงได้จนสุดท้ายก็รักษามันเอาไว้ไม่ได้

ยวินหยางหันศีรษะอย่างสงบขณะมองดวงตาร้อนแรงของจี้หลิง หลังจากผ่านช่วงไม่สบายใจไปสักพัก ในที่สุดเขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยือกและเคร่งขรึมว่า “จะพูดเรื่องนี้ไปทำไมในเมื่อพวกเรามาจากสองโลกที่แตกต่างกัน?”

จี้หลิงฉลาดพอที่จะไม่พูดเพื่อรอให้เขากล่าวต่อ

“ทองอาจจะไร้ค่าสำหรับเจ้า เจ้าถึงได้เห็นค่าแค่หินวิเศษกับคริสตัลวิเศษเท่านั้น” สายตาสงบของยวินหยางเหินห่างขณะมองมาที่นาง “แต่สำหรับข้า… ค่าของทองมากยิ่งกว่าหินวิเศษ ทองสามารถซื้อข้าว อาหารและของอื่น ๆ ที่สามารถบรรเทาความหิวได้ ข้ายังสามารถเอาไปทำอย่างอื่นได้อีกมากมาย เจ้าไม่สามารถทำแบบเดียวกันนี้ด้วยหินวิเศษได้ นั่นแหละคือความแตกต่างทางความคิดของพวกเรา”

ยวินหยางพยายามสรุปข้อขัดแย้ง “พวกเราอย่าเถียงเรื่องนี้ในเวลาแบบนี้เลย มันดึกมากแล้ว ไปพักผ่อนเถอะ” จากนั้นเขาหันหลังจากไป

จี้หลิงชำเลืองมองเขา “งั้นทำไมเจ้าไม่ขายหินวิเศษและคริสตัลวิเศษทั้งหมดเลยล่ะ? ทำไมเจ้าขายพวกมันแค่ครึ่งเดียว? เจ้าจะไม่ได้ทองมากขึ้นอีกหรือหากขายพวกมันทั้งหมด?”

ในใจของเขา ยวินหยางหัวเราะอย่างไร้อารมณ์ขัน

ข้าอยากขายเหมือนกัน… ถ้าไม่ได้ถูกลุ่ยลุ่ยดูดไปเสียก่อน! หินวิเศษจะต้องถูกใช้เพื่อทำให้ข้าแข็งแกร่งขึ้นได้แน่ แต่ทองสามารถเลี้ยงครอบครัวและพี่น้องผู้ล่วงลับของข้าได้! นี่สำคัญกว่าสำหรับข้าที่ขาดทรัพยากรหรือแม้กระทั่งตอนที่ข้ากลับมามีพลังแล้วก็ตาม…

จี้หลิงกลับห้องเพื่อนอนอย่างขุ่นเคือง ประโยคดังกล่าวดังก้องในศีรษะขณะล้มตัวนอน

“ผู้คนจากสองโลกที่แตกต่างกัน!”

“ใช่ พวกเรามาจากสองโลกแตกต่างกันมาก” จี้หลิงไม่พอใจ “มุมมองและค่าของพวกเราล้วนแตกต่างกัน… เขาอาจจะพูดถูก จะโต้เถียงไปทำไมถ้าพวกเรารู้อยู่แล้วว่าความเห็นไม่ลงรอยกัน? เฮ้อ…”

ในช่วงกลางดึกนั้นเองมีกลุ่มชายหลายสิบคนในชุดดำเดินมาพบยวินหยางอย่างเงียบงัน

“เปลี่ยนทองทั้งหมดนี้ให้เป็นเงิน” ยวินหยางสั่งด้วยน้ำเสียงต่ำ อารมณ์ของเขาดุร้าย สายตาเย็นเยือกและลึกล้ำ ไม่มีใครสามารถอ่านความคิดหรือความรู้สึกของเขาได้ “แปดร้อยครอบครัว… หนึ่งพันตำลึงเงินต่อหนึ่งครอบครัว แจกจ่ายทั้งหมดในคืนนี้” เขากล่าวต่อ

“ทราบแล้ว นายน้อย”

“จากนั้น ครอบครัวของนักรบและทหารผ่านศึกทั้งหมดในเมืองเทียนถัง… หนึ่งร้อยตำลึงเงินต่อครอบครัว” ยวินหยางสั่งให้แบ่งต่ออย่างมีเหตุมีผล

“ทราบแล้ว นายน้อย”

“ข้าคงไม่ต้องทวนคำสั่งซ้ำใช่หรือ?” ยวินหยางมองพวกเขาด้วยสายตาเย็นชาราวกับห้ามปฏิเสธ

“พวกข้าจำคำสั่งของนายน้อยได้ขึ้นใจ ไม่ผิดพลาด ไม่โต้แย้ง ไม่ฉกฉวย!” ผู้นำสวมหน้ากากของชายชุดดำกล่าวด้วยน้ำเสียงก้องกังวาลยิ่ง

“เช่นนั้นก็ไปได้” จากนั้นยวินหยางกล่าวว่า “เรื่องสุดท้าย ทำตามทุกอย่างที่ข้าสั่ง หากพบใครที่ก่อความรุนแรงหรือเลือกที่จะเมินเฉยต่อคำเตือนของข้า รายงานให้ทราบทันที”

“ทราบแล้ว!”

ชายกลุ่มนั้นดูเหมือนเงาขยับได้ขณะเคลื่อนไปหน้าหลังเพื่อเก็บแท่งทองหนัก ใช้เวลาสักพักก่อนจะหาทางขนย้ายทองเก้าส่วนออกไปได้ จากประมาณการ ทองเก้าส่วนนี้มากเพียงพอต่อคำสั่งของยวินหยาง

ยวินหยางทิ้งสมบัติที่เหลืออยู่นี้กองไว้ในลานบ้านก่อนกลับเข้าห้อง

ภายใต้แสงจันทร์สงบและเย็นเยือก ลานบ้านของที่พักยวินทอประกายอบอุ่นด้วยแสงสะท้อนของทอง

ราตรีผ่านไปโดยไม่มีเรื่องเกิดขึ้น เช้าวันต่อมา จี้หลิงกลับมามีสติขณะอยู่ในห้องเพื่อฝึกหมาป่าสวรรค์จันทร์เงิน ไม่คิดเสี่ยงออกมาเผชิญหน้ากับยวินหยาง ส่วนยวินหยางผู้ยินดีกับการพบเส้นทางใหม่ไปตรวจสอบคนไข้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสก่อนทำการฝึกฝนและซ้อมกระบี่ เขาต้องหว่านเมล็ดแห่งความสับสนอลหม่านจนทำให้เกิดปัญหาได้ทุกเมื่อ

ยวินหยางตั้งใจเตรียมการให้เรื่องนั้นมาถึง

จอมพลเฒ่าชิวเจี้ยนหันเพิ่งเข้าร่วมการประชุมกับราชสำนักเสร็จขณะกลับที่พักด้วยหัวใจหนักอึ้ง

การประชุมราชสำนักเต็มไปด้วยข่าวของศัตรู จักรวรรดิตงเสวียนและจักรวรรดิต้าหยวนล้วนเตรียมเคลื่อนไหวแล้ว เป้าหมายของพวกเขาคือจักรวรรดิยวี่ถัง รางวัลใหญ่ที่สุดในสายตาสงบนิ่งของทุกจักรวรรดิ

ความคาดหวังในสงครามคุกรุ่นมานานหลายปีและไม่เคยสูญสิ้นความร้อนไป ถ้าถ่านลุกเป็นไฟ มันย่อมไม่ใช่ความคาดหวังที่ดีต่อจักรวรรดิยวี่ถังแน่นอน…

จอมพลเฒ่าชิวเจี้ยนหันถอนหายใจขณะหันหน้ามองทองฟ้า

“จอมพล มีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นเมื่อคืนอีกแล้ว”

กุนซือในที่พัก รวมถึงสหายคนสนิทของจอมพลเฒ่า ท่านหวัง เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม ใบหน้าสงบและอ่อนโยน “เจ้าคิดว่าเป็นเรื่องอะไร?”

จอมพลเฒ่าชิวถอนหายใจ “อีกนิดเดียวข้าจะอารมณ์เดือดแท้ ๆ เจ้ายังมีอารมณ์มาเล่นเกมทายคำถามอีกหรือ?”

“เรื่องอะไรล่ะ?”

ท่านหวังบอกได้ว่าจอมพลเฒ่าไม่ได้อยู่ในสภาพจิตใจดีในวันนี้ เขาปรับท่วงท่าให้จริงจังก่อนอธิบายว่า “ทั่วทั้งเมืองเทียนถังประสบกับราตรีที่มีทองตกลงมาอีกครั้งแล้ว..”

ดวงตาของจอมพลเฒ่าชิวทอประกายด้วยความสงสัย “หืม?”

“ครอบครัวของนักรบแปดร้อยครอบครัวผู้ติดตามเก้าใหญ่ในสงรามเมื่อปีที่แล้ว พวกเขามากกว่าครึ่งได้รับเงินจำนวนมากเมื่อไปถึงบ้าน พวกมันอยู่ที่นั่นตอนพวกเขาตื่นขึ้นมา ไม่มีใครรู้ว่ามาจากไหน” ท่านหวังอธิบายช้า ๆ

“เกิดเรื่องแบบนี้อีกแล้ว…” ดวงตาของจอมพลเฒ่าเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

“ไม่ได้หมดแค่นั้น ครอบครัวของนักรบและทหารผ่านศึกจำนวนหนึ่งยังพบเงินในบ้านราวกับมีผู้บริจาคใจกว้างยกพวกมันให้…” ท่านหวังดีอกดีใจอย่างเห็นได้ชัด

ดวงตาของจอมพลเฒ่าชิวเจี้ยนหันทอประกายสดใสมากขึ้น “พี่หวัง จากที่เห็นมานี่… หรือว่า… ใครบางคนจากเก้าใหญ่ยังมีชีวิตอยู่?”

ท่านหวังครุ่นคิดสักพักก่อนตอบว่า “นี่พิสูจน์ไม่ได้แน่ชัดว่าคนจากเก้าใหญ่ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ถึงกระนั้น ความเป็นไปได้ที่จะเป็นแบบนั้นก็มีมาก”

ครึ่งแรกของการสรุปทำให้สายตาของจอมพลเฒ่าคลุมเครือ แต่เปลวเพลิงในดวงตาลุกขึ้นอีกครั้งเมื่อได้ยินครึ่งหลัง

“ทว่า เห็นได้ชัดว่าคนใจบุญสุนทานผู้นี้ไม่ประสงค์จะออกตัว” ท่านหวังกล่าวอย่างมีนัย

จอมพลเฒ่าชิวเจี้ยนหันถอนหายใจแล้วตอบว่า “ความตายของเก้าใหญ่คือการสมคบคิดครั้งมหึมา การสืบสวนของพวกเรายังไม่คืบหน้าแม้จะข้องเกี่ยวกับทั้งชาติก็ตาม ถ้าคนคนนี้คือหนึ่งในเก้าใหญ่หรือเป็นผู้ข้องเกี่ยวกับอีกฝ่ายจริง พวกเขาจะกล้าเปิดเผยตัวเองได้อย่างไร?”

เขาโบกมืออย่างเหนื่อยล้า “พวกเราทำเหมือนอย่างทุกทีนั่นแหละ หลับตาข้างหนึ่งแล้วอย่าถามอะไรอีก เมื่อสถานการณ์อำนวย ลบร่องรอยของเหตุการณ์นี้ทิ้งให้หมด!”

ท่านหวังพยักหน้า “เห็นด้วย!”

“ปล่อยให้ร่องรอยจบลงแค่ตรงนี้” จอมพลเฒ่าถอนหายใจ น้ำเสียงหมดหวังแต่เด็ดเดี่ยว

ท่านหวังตอบว่า “ข้าออกคำสั่งไปแล้วล่ะ”

“ยอดเยี่ยม”

จอมพลเฒ่าชิวหลับตาด้วยความเศร้าโศกขณะกล่าวเสียงอ่อนว่า “หนึ่งในพวกท่านทั้งเก้ายังมีชีวิตอยู่อีกหรือ? ต่อให้กำลังซ่อนตัวอยู่ ข้าก็หวังว่าท่านจะออกมาสนทนากับข้า…”

“ชายชราคนนี้คิดถึงท่านนะ…”

จอมพลเฒ่าชิวหลับตาแน่น แต่ร่องรอยของหยาดน้ำตายังอาบใบหน้า

ท่านหวังลอบถอนหายใจก่อนจากไปอย่างไร้สุ้มเสียง เมื่อมาถึงประตู เขาพลันนึกบางสิ่งออกก่อนหันกลับมา “จอมพล เกี่ยวกับการแข่งขันสัตว์ร้ายวิเศษที่จัดขึ้นในเมืองเทียนถังจากครอบครัวมีอิทธิพล…”

ด้วยดวงตาที่หลับอยู่ ชิวเจี้ยนหันโบกมืออย่างไม่พอใจแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้าว่า “ปล่อยให้พวกเขาจัดไป”

ท่านหวังรู้ดีว่าจอมพลเฒ่าชิวไม่เต็มใจที่จะพูดอีก แต่เขาอดที่จะเสริมไม่ได้ว่า “มีข่าวลือว่าเมื่อวาน นายน้อยของขุนนางชั้นสูงยวิน ยวินหยาง มีเรื่องกับสมาชิกของครอบครังซีเหมินในตลาดสัตว์ร้ายวิเศษ มีคนบอกว่าเขาเกือบเอาทุกสิ่งจากนายน้อยของครอบครัวซีเหมินไปได้จากการเดิมพัน…”

จอมพลเฒ่าชิวเจี้ยนหันครางครั้งหนึ่ง “เรื่องนี้ก็ด้วย… ปล่อยให้พวกเขาทำไป นายน้อยของขุนนางชั้นสูงยวินเพิ่งมาปรากฏตัวในเมืองเทียนถังในช่วงหลายปีมานี้เพื่ออะไร? ให้ขุนนางชั้นสูงยวินจัดการเองเถอะ”

ท่านหวังครุ่นคิดและอยากออกความเห็นว่าเรื่องนี้แปลกประหลาด แต่เมื่อมองสภาพเหนื่อยล้าของจอมพลเฒ่า เขาเก็บความเห็นเอาไว้แล้วจากไป

หลังจากวันนี้ไป เขาจะไม่สนใจเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้อีก คนช่างจ้อและมั่งคั่งของเมืองเทียนถังกับคนช่างจ้อและมั่งคั่งของครอบครัวซีเหมิน… พวกเขาจะทำให้เกิดปัญหาได้แค่ไหนกันเชียว?

ลมหายใจหนักอึ้งดังมาจากห้องทางฝั่งตะวันออกของที่พัก เป็นชายผู้ได้รับบาดเจ็บที่กำลังควบคุมลมหายใจและการไหลของลมปราณวิเศษเพื่อพยายามรักษาตัวเอง

ยวินหยางไม่ประหลาดใจกับเรื่องนี้และยังคงไม่ขยับไปไหน

ประตูอีกบานเปิดออก เหล่าเหมยเดินเข้ามาในก้าวเดียว

“เจ้าหาทางเลื่อนขั้นได้หรือยัง?”

“ยังเลย แต่ผ่านไปได้ครึ่งก้าวแล้ว” เหล่าเหมยตื่นเต้น “ข้าน่าจะสามารถทำสำเร็จภายในครึ่งเดือน! ข้าอยากสั่งสมการซ้อมให้มากกว่านี้เพื่อที่เมื่อก้าวข้ามสำเร็จจะสามารถผลักดันตัวเองได้ไกลขึ้น”

ยวินหยางพยักหน้า

การผ่านจุดตันคือการต่อสู้ครึ่งทาง ทันทีที่ความรู้สึกอยู่ตรงจุดนั้น การเลื่อนขั้นจะไม่ใช่เรื่องยากเย็น ส่วนสำคัญคือการเตรียมเร่งความเร็วการพัฒนาในรากฐานการฝึกฝนทันทีที่เลื่อนขั้นสำเร็จแล้วต่างหาก

โดยเฉพาะการเร่งความเร็วการพัฒนาจะต้องพึ่งพาการซ้อมที่สั่งสมเอาไว้ขณะที่ยวินหยางไม่มียาวิญญาณที่สามารถเสริมสร้างรากฐานและเพิ่มพลังงานให้ได้ ทำแบบนั้นแล้วจะทำให้เขาพัฒนาอย่างก้าวกระโดด

“นายน้อย ชายที่ได้รับบาดเจ็บ… ดูเหมือนจะไม่ใช่ปัญหาอะไรสินะ” เหล่าเหมยพูดโดยจงใจกดเสียงให้ต่ำ

“ไม่ใช่หรอก” ยวินหยางพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“นายน้อย ท่านกำลังจะสร้าง… พันธมิตรหรือ?” เหล่าเหมยครุ่นคิด “หรือท่านอยาก… ควบคุมเขา?”

ยวินหยางยิ้มเย็นชา “พันธมิตรนี้ที่เจ้าพูดเป็นนัยจะไม่มีวันถูกหล่อหลอมขึ้นมาหรอก”

เหล่าเหมยสับสนกับเรื่องนี้ “ท่านว่าอะไรนะ?”

ยวินหยางส่ายหน้า ชายคนนี้เอาชีวิตแขวนบนเส้นด้ายแล้วเสี่ยงทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้สัตว์ร้ายวิเศษทารกระดับที่เก้าสี่ตัว แต่ตอนนี้พวกมันอยู่ในการครอบครองของยวินหยางแล้ว เขาจะเต็มใจสร้างพันธมิตรด้วยเจตนาดีได้อย่างไร? เมื่อชายคนนี้ฟื้นคืนความสามารถ เขาอาจจะแก้แค้นแล้วฝืนพยายามแย่งสมบัติของเขาคืน

“ข้าเพียงอยากควบคุมเขาเพื่อให้จัดการบางอย่าง” ยวินหยางพูดตามตรง “ตอนนี้ข้าขาดกำลังคน”

จากนั้นเหล่าเหมยถามว่า “แล้วถ้าเขาไม่ยอมสวามิภักดิ์จะทำยังไงล่ะ?”

ยวินหยางมองเหล่าเหมย ดวงตามองไปมาอย่างเริงร่าขณะถามช้า ๆ “เจ้าคิดว่าไงล่ะ?”

เหล่าเหมยรู้สึกได้ถึงร่องรอยความหวาดกลัวเล็กน้อยจากทั่วร่างกายราวกับสายลมเย็นเยือกดุจหิมะพัดผ่านเขาเข้ามา ความเย็นเยือกดังกล่าวส่งไปถึงกระดูก

“ถ้านายน้อยอยากควบคุมเขา…” เหล่าเหมยแนะนำ “ตอนนี้เป็นเวลาดีที่สุด ยิ่งตอนนี้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ไร้ความสามารถที่จะต่อกร”

ยวินหยางส่ายหน้า พูดอย่างมั่นใจว่า “กลนี้ไม่เหมาะจะใช้กับยอดฝีมือ ข้าต้องใช้วิธีที่ซับซ้อนกว่านี้”

ยวินหยางลอบหัวเราะ “ยอดฝีมือผู้สามารถเดินทางเข้าออกป่าสัตว์ร้ายวิเศษเพียงลำพังได้ ยอดฝีมือผู้สามารถต่อสู้และอาจจะเอาชนะสัตว์ร้ายวิเศษระดับที่เก้าได้… เขาจะยอมสวามิภักดิ์ต่อคำขอเล็กน้อยนี้ได้ยังไง?”

“แผนที่ซับซ้อนมากขึ้นงั้นหรือ?” เหล่าเหมยสับสน

ยวินหยางยิ้มกว้าง “ความคิดเรื่องจำยอมคือรางวัลสำหรับการช่วยชีวิต… เหล่าเหมย เรื่องราวเช่นนั้นมีแต่ในตำนานเท่านั้น เอาอย่างเจ้าเป็นตัวอย่างก็แล้วกัน เจ้าเกือบตายเพราะได้รับบาดเจ็บสาหัส ใครบางคนช่วยเจ้าเอาไว้ เจ้าจะยอมเป็นทาสที่บ้านของเขาเพื่อตอบแทนหรือเปล่าล่ะ?”

“ดังนั้น ตำนานเป็นได้แค่ตำนาน เรื่องราวเป็นได้แค่เรื่องราว พวกเราไม่ควรอ่อนหัดจนเชื่อกับเรื่องพรรค์นี้”

สีหน้าของยวินหยางถ่ายทอดความหมายหลายอย่างขณะยิ้ม

จบบทที่ ตอนที่ 21: ตำนานเป็นได้แค่ตำนาน [ฟรี 09 พ.ค. 63]

คัดลอกลิงก์แล้ว