- หน้าแรก
- ชีวิตชนบทของปรมาจารย์ผู้บำเพ็ญเพียร
- บทที่ 401 หัวมังกรแต่หางงู
บทที่ 401 หัวมังกรแต่หางงู
บทที่ 401 หัวมังกรแต่หางงู
บทที่ 401 หัวมังกรแต่หางงู
“ตอบข้ามาสิว่าตอนนี้โอวหยางซวนมีคุณสมบัติพอแล้วหรือยัง!” โอวหยางเต๋อเร่ยเบิกตากว้างจ้องมองโอวหยางจิ้งเพื่อบีบบังคับให้เขาตอบ
“ท่านอาวุโสโอวหยางเต๋อเร่ย การกระทำของท่านไม่ชอบด้วยกฎ!” หนึ่งในอาวุโสของตระกูลซึ่งเป็นผู้ใหญ่ของโอวหยางจิ้งลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวกับโอวหยางเต๋อเร่ย
เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลโอวหยางคือผู้ที่มีคุณสมบัติและพลังฝีมือถึงขั้นปราณฟ้าขั้นแปดเป็นอย่างต่ำ พวกเขาจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องสำคัญของตระกูลและสามารถเข้าร่วมการประชุมที่ผู้นำตระกูลเรียกประชุมได้
แน่นอนว่าผู้อาวุโสบางท่านก็รับตำแหน่งสำคัญในตระกูลด้วย! แต่ไม่ว่าจะมีตำแหน่งหรือไม่ก็ตาม ตราบใดที่เข้าเกณฑ์ พวกเขาก็สามารถเป็นผู้อาวุโสของตระกูลและมีส่วนร่วมในกิจการต่าง ๆ ได้
แต่ในการตัดสินใจใด ๆ ผู้นำตระกูลจะมีอำนาจเด็ดขาด ตราบใดที่ไม่มีผู้อาวุโสเกินสองในสามคัดค้านก็ถือว่าผ่านแล้ว อำนาจของผู้นำตระกูลโอวหยางถือว่ายิ่งใหญ่มาก
ดังนั้น การที่โอวหยางเต๋อเร่ยปรากฏตัวและบังคับให้โอวหยางจิ้งพูดจึงเป็นการละเมิดกฎของตระกูลโอวหยางอย่างแน่นอน ทำให้มีผู้อาวุโสลุกขึ้นมาพูดเช่นนี้ ซึ่งผู้อาวุโสท่านนี้ก็เป็นพวกเดียวกับโอวหยางจิ้งย่อมต้องเข้าข้างโอวหยางจิ้งอยู่แล้ว
“ฮ่าฮ่า! ข้าบอกว่าใช้ได้ก็คือใช้ได้ ท่านมีความเห็นอะไรหรือ?” โอวหยางเต๋อเร่ยพูดอย่างไม่สมเหตุสมผล
“ใช่ ข้ามีความเห็น! ท่านกำลังท้าทายอำนาจของผู้นำตระกูล! ถ้าทุกคนทำอย่างนี้ได้ ต่อไปใครก็ตามที่ได้เป็นผู้นำตระกูล คนข้างล่างก็จะสามารถท้าทายอำนาจแบบที่ท่านกำลังทำอยู่นี้ได้เช่นกันหรือ?”
“เจ้า! หึ! ดีมาก!” โอวหยางเต๋อเร่ยก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พุ่งเข้าหาผู้อาวุโสท่านนั้นแล้วตบเข้าที่หน้าอกของเขาเต็มแรงจนร่างลอยกระเด็นออกไปหลายเมตร ล้มลงอาเจียนเป็นเลือดและหมดสติไป นี่เป็นเพราะเขายังคำนึงถึงความเป็นคนตระกูลโอวหยางจึงได้ยั้งมือไว้
โอวหยางจิ้งรีบวิ่งเข้าไปพยุงผู้อาวุโสท่านนั้นขึ้นมาแล้วสำรวจอาการ โชคดีที่ถึงแม้จะอาเจียนเป็นเลือดแต่อาการบาดเจ็บก็ไม่ได้หนักหนาอย่างที่คิดไว้
“ยังมีใครอีกบ้างที่อยากจะลุกขึ้นมาบอกว่าข้าผิด?” โอวหยางเต๋อเร่ยกวาดตามองไปรอบ ๆ แล้วถามขึ้น
เมื่อเขาเห็นว่าไม่มีใครคัดค้านอีก จึงหันกลับไปเผชิญหน้ากับโอวหยางจิ้งแล้วพูดขึ้นช้า ๆ ว่า “โอวหยางจิ้ง พูดมาสิว่ามีคุณสมบัติพอหรือไม่?”
ดูเหมือนว่าเขาตั้งใจที่จะใช้อำนาจเข้าห้ำหั่นเพื่อให้ได้ตำแหน่งผู้นำตระกูลมาอย่างบ้าเลือด คำถามของเขาก็เป็นเครื่องยืนยันในเจตนานี้
“ท่านอาวุโสเต๋อเร่ย ท่านทำร้ายผู้อาวุโสของตระกูลเช่นนี้ ไม่กลัวกฎตระกูลหรือ?” โอวหยางจิ้งถาม
“ฮ่าฮ่า! ใครกันที่จะมาบอกกฎตระกูลให้ข้าได้?” โอวหยางเต๋อเร่ยหัวเราะเสียงดัง ขณะที่ผู้คนในฝ่ายของโอวหยางซวนก็หัวเราะตามไปด้วย
โอวหยางเต๋อเร่ยรู้ดีว่าตอนนี้ไม่มีใครในตระกูลที่มีพลังฝีมือสูงกว่าเขาได้เลย เว้นแต่พวกอาวุโสที่เก็บตัวฝึกตนอยู่ในที่ปิด แต่ผู้เฒ่าเหล่านั้นจะออกมาแย่งชิงอำนาจกันหรือ?
ส่วนพ่อของโอวหยางจิ้งอย่างโอวหยางเต๋อผู่ ซึ่งเป็นญาติทางสายเลือดเดียวกัน ตอนนี้ก็กำลังเก็บตัวฝึกอยู่เช่นกัน ตราบใดที่วันนี้ผ่านไปและตำแหน่งผู้นำตระกูลตกเป็นของโอวหยางซวน ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ตำแหน่งนี้จะกลับไปเป็นของโอวหยางจิ้งได้อีก
อีกทั้งโอวหยางเต๋อผู่ก็มีพลังปราณฟ้าขั้นสิบเช่นเดียวกับเขา แต่โอวหยางเต๋อเร่ยขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ที่เข้าใกล้พลังฟ้าขั้นเซียนที่สุด จึงเป็นไปไม่ได้ที่โอวหยางเต๋อผู่จะเอาชนะเขาได้
ทันใดนั้นห้องประชุมก็ตกอยู่ในความเงียบงันอย่างน่าประหลาดใจ
“เฮ้อ!” เสียงถอนหายใจดังแว่วเข้ามาในห้องโถงก้องอยู่ในหูของทุกคน
“ใคร? ใครกันที่ทำตัวลึกลับซับซ้อน?” โอวหยางเต๋อเร่ยมองไปรอบ ๆ แต่ไม่พบผู้ที่ถอนหายใจ จึงตะโกนถามอย่างไม่สบอารมณ์
“เฮ้อ! ข้าเอง เจ้าเป็นถึงผู้อาวุโสของตระกูลและมีพลังปราณฟ้าขั้นสิบ แต่กลับไม่ยอมฝึกตนอย่างจริงจังในเขาหลังตระกูลเพื่อทะลวงสู่ขั้นเซียน แต่กลับวิ่งออกมาเพื่อแย่งชิงอำนาจ นี่มันกลับตาลปัตรอย่างแท้จริง!”
โอวหยางเต๋อผู่ในชุดฝึกสีขาวนวลและรองเท้าผ้าก้าวเข้ามาจากด้านนอก ร่างกายของเขาสงบนิ่งและเป็นธรรมชาติ เมื่อเทียบกับโอวหยางเต๋อเร่ยแล้ว เขาดูลดความก้าวร้าวลง แต่กลับมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น
โอวหยางเต๋อเร่ยหรี่ตาลง “เป็นเจ้า!”
“ใช่ ข้าเอง!” โอวหยางเต๋อผู่กล่าว “ในเมื่อคนหนุ่มไม่ทำเรื่องที่ควรทำ ผู้อาวุโสอย่างข้าก็ต้องออกมาเอง!”
“หึหึ! ต่อให้เจ้าออกมาแล้วจะทำไม? แต่ก่อนเจ้าก็เคยแพ้ข้ามาก่อนมิใช่หรือ!” โอวหยางเต๋อเร่ยกล่าวอย่างไม่พอใจ
“แล้วถ้าข้าเคยแพ้เจ้าจะทำไม? เจ้าอยากให้เราสองพี่น้องเข่นฆ่ากันเองเหมือนต้มถั่วด้วยฟืนจากเถาถั่วหรืออย่างไร?” โอวหยางเต๋อผู่ถาม
(***ต้มถั่วด้วยฟืนจากเถาถั่ว (煮豆燃豆萁) เป็นสำนวนจีนโบราณที่หมายถึงพี่น้องที่เข่นฆ่ากันเอง)
“แล้วถ้าใช่เล่า?”
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็ต้องห้ามเจ้า!”
“ฮ่าฮ่า! เจ้าคิดว่าเจ้าทำได้หรือ?”
“แน่นอน! ข้าทำได้!”
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะขอทดสอบเจ้าสักหน่อย!”
โอวหยางเต๋อเร่ยพูดจบก็พุ่งเข้าโจมตีโอวหยางเต๋อผู่ทันที!
แต่เมื่อเข้าใกล้โอวหยางเต๋อผู่ เขาก็พบว่าพลังฝ่ามือของเขาไม่สามารถกระแทกโดนร่างของเขาได้เลย แต่กลับถูกพลังที่อ่อนโยนดึงดูดแล้วโจมตีใส่ความว่างเปล่าแทน
“อะไรกัน? เจ้ากลายเป็นเซียนไปแล้วหรือนี่!” โอวหยางเต๋อผู่ไม่ได้เป็นเซียนแต่เขาก็เคยสัมผัสการโจมตีจากเซียนมาก่อน พลังที่ปัดป้องการโจมตีของเขาเมื่อครู่นี้คือพลังแห่งธรรมชาติ!
เขารู้สึกตกใจมากจนไม่สนใจที่จะโจมตีโอวหยางเต๋อผู่ต่อไป แต่กลับตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงอันดัง
“เฮ้อ! ข้ายังไม่เป็นเซียน เพียงแค่ครึ่งก้าวสู่เซียนเท่านั้น” โอวหยางเต๋อผู่กล่าวอย่างเจ็บปวด การจะบรรลุถึงขั้นเซียนนั้นไม่ง่ายเลย หากมีทางลัด ข้าคงไม่ต้องเก็บตัวฝึกฝนมาหลายปีเพื่อไตร่ตรองถึงขั้นเซียนแล้ว!
“อะไรกัน! ครึ่งก้าวสู่เซียน!” โอวหยางเต๋อเร่ยมองเขาด้วยความตกใจอย่างยิ่ง แม้จะไม่ได้เป็นเซียนอย่างที่เขาคิด แต่ก็เหนือกว่าเขาแล้ว และก้าวเข้าสู่ครึ่งก้าวสู่เซียน นั่นหมายถึงถ้าเขาได้ไตร่ตรองต่อไปอีกหน่อย เขาก็อาจจะก้าวเข้าสู่ระดับเซียนได้!
หลังจากตกใจอยู่นาน เขามองไปที่โอวหยางเต๋อผู่และไม่พูดอะไร
โอวหยางเต๋อผู่ก็มองเขาและไม่พูดอะไรเช่นกัน ความจริงแล้วทั้งสองคนเข้าใจดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้ได้ตัดสินผู้แพ้ชนะแล้ว
อีกอย่างการแย่งชิงอำนาจในตระกูลจะไม่ทำร้ายคนในตระกูลโอวหยาง ส่วนใหญ่แล้วเมื่อสำเร็จก็จะปลดผู้ที่มีอำนาจที่เป็นศัตรูออกเท่านั้น ดังนั้นถึงแม้โอวหยางเต๋อเร่ยจะโจมตีคนอื่นแต่เขาก็ไม่ได้ลงมือถึงตาย
ด้วยเหตุนี้โอวหยางเต๋อผู่จึงไม่ตอบโต้ แต่รอการตัดสินใจของโอวหยางเต๋อเร่ย
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะเป็นผู้ชนะอีกแล้ว!” โอวหยางเต๋อเร่ยกล่าวอย่างไม่เต็มใจ
“อาจจะใช่” โอวหยางเต๋อผู่กล่าว
โอวหยางเต๋อเร่ยหันกลับไปหาโอวหยางซวนแล้วพูดว่า “กลับกันเถอะ ในเมื่อคนอื่นได้เตรียมการไว้แล้ว ก็ไม่มีอะไรให้คาดหวังได้อีก”
สำหรับตำแหน่งผู้นำตระกูล โอวหยางเต๋อเร่ยก็เคยหมายปองมานานแล้วแต่ก็ไม่สามารถคว้ามาได้ ถึงตอนนี้เมื่อเปลี่ยนเป็นโอวหยางซวนแล้วก็ยังคงเหมือนเดิม
หลังจากวันนี้ผ่านไป การจะแย่งชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลอีกครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว
โอวหยางซวนไม่พอใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อไพ่เด็ดในมือถูกใช้ไปหมดแล้ว แต่ยังไม่สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้ก็ย่อมไม่มีความหวังอีกต่อไป
เขาจึงหันหลังและกวักมือเรียกคนของตนอย่างหมดหนทางให้เดินออกจากห้องประชุม
“เดี๋ยวก่อน โอวหยางซวน เจ้าอย่าลืมเรื่องที่จะไปอวยพรวันเกิดผู้นำตระกูลของตระกูลหาน!” โอวหยางจิ้งกล่าว ในเมื่อเขาชนะแล้ว เขาก็ต้องจัดการทุกเรื่องให้เรียบร้อย ผู้ที่ควรเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน ผู้ที่ควรถูกปลดก็ต้องถูกปลด และเรื่องไปอวยพรวันเกิดก็ต้องไปอยู่ดี!
“เจ้า!” โอวหยางซวนหันกลับมาอย่างโกรธจัดและมองโอวหยางจิ้ง แต่ก็พูดอะไรไม่ออก
ผู้ชนะคือเจ้าชีวิต ผู้แพ้คือขี้ข้า ย่อมไม่มีอะไรจะพูดได้อีก
“ดี! หวังว่าเจ้าจะเห็นแก่ตระกูลโอวหยางเป็นสำคัญ!” โอวหยางซวนกัดฟันพูด
“ข้าเป็นผู้นำตระกูลย่อมต้องเห็นแก่ตระกูลเป็นสำคัญ เรื่องนี้ท่านวางใจได้เลย!” โอวหยางจิ้งกล่าว
ที่โอวหยางซวนและโอวหยางจิ้งพูดกันนั้นก็เพื่อต้องการสื่อสารกับผู้ที่อยู่เบื้องหลัง
โอวหยางซวนหวังให้โอวหยางจิ้งใจดีและปล่อยวางคนของตน ขอแค่ได้อำนาจกลับคืนไปก็พอแล้ว
โอวหยางจิ้งก็ตอบเช่นนั้นเพื่อให้โอวหยางซวนเข้าใจว่าเขาต้องการเพียงอำนาจเท่านั้น และจะไม่ทำร้ายชีวิตใคร
“ดี!” โอวหยางซวนเข้าใจคำพูดของเขาจึงพยักหน้าแล้วหันหลังพาคนของตนออกไป
(จบตอน)