เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 168 ค่ำคืนสนทนา

ตอนที่ 168 ค่ำคืนสนทนา

ตอนที่ 168 ค่ำคืนสนทนา


ตอนที่ 168 ค่ำคืนสนทนา

เรือนเล็กในจวนตระกูลซู

เมื่อยามค่ำมาเยือน แสงตะเกียงสั่นไหวภายใต้ชายคาและในห้องต่าง ๆ จวนที่เคยเงียบสงบหลังช่วงเทศกาลปีใหม่ คืนนี้กลับคึกคักขึ้นมาอีกครั้ง

ตั้งแต่หลังมื้อเย็น ก็มีคนแวะเวียนมานั่งพูดคุยกันอยู่พักหนึ่งแล้วค่อยกลับไปหลายกลุ่ม หนิงอี้แต่เดิมไม่อยากให้เรื่องในช่วงบ่ายวันนี้กลายเป็นเหตุให้ผู้คนพากันมาเยี่ยมเยือน ทว่าจากการต่อสู้ในครั้งนั้น เขาก็ได้รับหมัดมาสองสามที ขาของเขาเองก็มีบาดแผลเล็กน้อย แม้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เขาได้ทายาและพันแผลที่ร้านจู้จี้ไว้แล้ว แต่กลิ่นยาอย่างไรก็ปิดไม่มิด เมื่อฉานเอ๋อร์รู้ว่าเขาเข้าไปพัวพันกับเรื่องอันตราย แถมยังบาดเจ็บเล็กน้อย เด็กสาวก็ถึงกับน้ำตาคลอเข้าไปตรวจอาการเขาด้วยความเป็นห่วง

“คุณชายชอบทำเรื่องอันตรร้ายนักเชียว... ปีที่แล้วก็เจอมือสังหาร... มือนั่นเพิ่งหายได้ไม่นานเอง... คราวนี้ก็อีก…”

ปีนี้ฉานเอ๋อร์ก็อายุสิบเจ็ดแล้ว แม้เป็นสาวน้อยร่างเล็กน่ารัก แต่ก็ไม่เคยใส่ใจในชื่อเสียงอันน่าหวาดหวั่นของคุณชายตนเองที่ได้สมญาว่า “เพชฌฆาตมือโลหิต หนิงอี้ออกกำลังกายทุกวัน บางครั้งก็ชอบคุยโอ่ในบ้านว่า ตนเองเป็นยอดฝีมือไร้เทียมทาน เคยใช้อาวุธปืนจัดการโจรผู้ร้ายเมื่อต้นปีก่อน แต่ในสายตาของฉานเอ๋อร์ คุณชายก็ยังเป็นเพียงนักปราชญ์อ่อนแอคนหนึ่งเท่านั้น

นางร้องไห้เพราะเป็นห่วงเขาได้ไม่นาน ซูถานเอ๋อร์ก็กลับมาพร้อมกับซิ่งเอ๋อร์และเจวียนเอ๋อร์ จากนั้นก็สั่งให้คนไปตามหมอมาได้ไม่นาน เรื่องที่หนิงอี้บาดเจ็บระหว่างออกไปข้างนอกวันนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วจวนซูในเวลาอันรวดเร็ว

เรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงบ่ายที่ร้านจู้จี้ บัดนี้ได้สร้างกระแสสะเทือนขึ้นไม่น้อยในเมืองเจียงหนิง ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วยาม คนในจวนซูก็มีหลายคนเริ่มได้ยินข่าวลือฉบับต่าง ๆ รุ่นที่กระตือรือร้นหน่อยก็บอกว่าเป็นเหตุการณ์เลือดร้อนซึ่งคนในร้านจู้จี้ช่วยกันขัดขวางการลอบสังหารขุนนางราชสำนักโดยพวกเหลียว ทั้งหมดนี้เป็นผลจากการจัดการของหนิงอี้เอง ที่ร่วมมือกับผู้มีอำนาจทั้งจวนคัง จวนแม่ทัพ และคนจากจวนอื่น ๆ

การที่หนิงอี้ต้องลงมือช่วงบ่ายนั้น เป็นเพราะต้องช่วยฉินซื่อหยวน หากหลีกเลี่ยงได้ เขาย่อมไม่อยากให้เกิดเรื่องในร้านจู้จี้ เพราะร้านนี้กำลังทำธุรกิจคึกคัก มีลูกค้ามากมาย หากเกิดเหตุอันตรายขึ้นโดยไม่มีเหตุผล ผู้ใดเล่าจะกล้ามาอีก? ทว่าคนกลุ่มนั้นตั้งใจลงมืออย่างเด็ดขาด ในที่สุดก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ภายหลังจากตรวจสอบพบว่ามีผู้บาดเจ็บเล็กน้อยและหนักรวมแล้วกว่า 30 คน อย่างไรก็ตาม โชคดีที่ไม่มีแขกคนใดต้องเสียชีวิต ถือว่ายังเป็นความโชคดีอยู่ไม่น้อย เมื่อทราบข้อมูล หนิงอี้จึงนำเงินก้อนใหญ่จากกิจการร้านไปจ่ายชดเชย แน่นอนว่าเขาไม่ได้ใช้คำว่า “ชดเชย” แต่ใช้ว่า “รางวัลความกล้าหาญในการร่วมต้านทานโจรจากเหลียว” แม้แต่ผู้ที่ไม่บาดเจ็บ แต่ถ้าอยู่ในห้องโถงตอนนั้น ก็ยังมีเงินให้

แม้คำพูดจะเป็นเช่นนั้น แต่ในความจริง ขณะเกิดเหตุมีใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายคือคนเหลียว พวกมือสังหารนั้นเหี้ยมโหด ฝีมือสูง ลูกค้าทั่วไปร้อยทั้งร้อยก็เอาแต่หลบหนี ไม่มีใครกล้าเข้าไปสู้ ทว่าเมื่อมอบรางวัลไปแล้ว หนิงอี้ก็ให้ลู่อากุ้ยส่งคนไปกระจายข่าว ปลุกระดมความรู้สึกรักชาติโดยเน้นว่า พวกเหลียวบังอาจลอบเข้ามาถึงเจียงหนิงเพื่อฆ่าคน แต่พวกเขากลับถูกประชาชนชาวต้าอู่ร่วมกันต่อต้าน แม้ข้าศึกจะดุร้าย แต่ชาวต้าอู่เราก็หาได้ยอมแพ้ ทุกคนต่างลุกขึ้นต่อสู้ด้วยความกล้าหาญ เป็นวีรกรรมที่ควรกล่าวขาน

เขาเตรียมให้ร้านโหมกระแสเรื่องนี้ตลอดทั้งเดือนหน้า หวังเปลี่ยนเหตุร้ายให้กลายเป็นโอกาสทางการค้า นี่แหละคือการจัดการภาวะวิกฤติ หนิงอี้ช่ำชองนัก มีคนของคังเสียนช่วย จึงไม่น่ามีปัญหา

ถึงอย่างนั้น หนิงอี้ก็ยังรู้สึกว่าเรื่องบ่ายวันนี้มันประหลาด ชายทั้งห้าคนนั้นแม้ฝีมือจะไม่เลว แต่การลอบสังหารกลับไม่มีแผนการที่รัดกุมเลย ดูไม่เหมือนการกระทำขององค์กรที่มีเบื้องหลังจริงจัง และแคว้นเหลียวเองก็กำลังขอความช่วยเหลือจากต้าอู่ ไม่ควรส่งคนมาฆ่าฉินซื่อหยวน เพราะมันไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง

จากสิ่งของที่ค้นได้จากตัวคุณชายคนหนึ่ง และหลังหารือกับผู้อาวุโสฉิน ลู่อากุ้ย และคนอื่น ๆ ก็พอจะสรุปได้ว่าคุณชายคนนั้นน่าจะเป็นขุนนางน้อยจากแคว้นเหลียว เขาพาผู้ติดตามฝีมือดีเดินทางลงใต้ อ้างว่าเพื่อค้าขาย แต่ความจริงอาจเพราะความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นเหลียวกับแคว้นจินตึงเครียด ทำให้ชาวเหลียวอัดอั้นไปทั่ว ประกอบกับเสียงเรียกร้องในต้าอู่ให้ฉวยโอกาสบุกแคว้นเหลียวก็เพิ่มขึ้นทุกที เขาคงได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับผู้อาวุโสฉิน จึงเกิดความคับแค้นใจ แล้วพอดีผ่านมาถึงเจียงหนิงจึงตัดสินใจก่อเหตุลอบสังหาร

นี่นับเป็นข้อสันนิษฐานที่น่าเป็นไปได้ที่สุด ส่วนความจริงเป็นอย่างไรต้องสืบสวนต่อไป ตอนนี้คนร้ายหนีไปได้อีกสอง นายอำเภอและขุนนางยังคงตามจับอยู่ หากจับไม่ได้ หนิงอี้ก็เริ่มเป็นห่วงอยู่บ้าง คนคลั่งชาตินิยมมักยากจะจัดการ หากคุณชายคนนั้นเป็นนักชาตินิยมเพียงคนเดียว ส่วนคนอื่นเป็นแค่ลูกน้องที่ทำตามคำสั่งก็ดีไป หากไม่ใช่ แล้วพวกเขากลับมาแก้แค้น... ถึงตัวเขาไม่เป็นไร แต่กลัวจะหาเรื่องให้กับร้านจู้จี้เสียมากกว่า

ส่วนพวกนักเลงที่แค่พาเหรดมาหาเรื่อง หนิงอี้ก็ไม่อยากสนใจแล้ว คังเสียน ลู่อากุ้ย หรือแม้แต่ซ่งเชียนก็ไม่มีทางปล่อยพวกมันไว้ ซ่งเชียนเองได้ช่วยชีวิตฉินซื่อหยวนไว้ ก็ถือว่าสร้างผลงานครั้งใหญ่ น่าจะได้รับความชื่นชมจากคังเสียนแน่นอน นักเลงพวกนี้ที่รุมเขา รวมถึงคนที่อยู่เบื้องหลังก็ไม่แคล้วต้องซวยไปด้วย

เมื่อแขกที่แวะเวียนมาเยี่ยมทยอยกลับหมด หนิงอี้จึงค่อยเล่าเรื่องราวในช่วงบ่ายทั้งหมดอีกครั้ง แน่นอนว่าเขาไม่ได้บอกว่าตนเองฆ่าคนไปสองศพ ส่วนฉากต่อสู้ก็เล่าด้วยรอยยิ้มอย่างเฮฮา

“...เรื่องหลังจากนั้น ข้าขอบรรยายด้วยคำว่า ‘หักมุม’ เพราะทันใดนั้น... ก็มีพญาวัวผงาดออกมา!”

เขาเล่าด้วยเสียงหัวเราะ ครั้นเวลาล่วงเข้าดึก ทั้งสองก็เข้านอน ซูถานเอ๋อร์นอนฟุบอยู่บนอกของเขา เส้นผมสลวยกระจายอยู่บนแผ่นอกนั้น ราวกับกำลังดมกลิ่นยาในผ้าพันแผล แล้วค่อยพูดเบา ๆ ว่า

“วันนี้ช่วงบ่าย...อันตรายมากเลยใช่ไหม?”

“หืม?”

ตั้งแต่กลับบ้านช่วงเย็นมา ได้ฟังหนิงอี้เล่าโดยสังเขป ซูถานเอ๋อร์ก็ดูเงียบขรึมอยู่ตลอด เพียงแค่อยู่เคียงข้างหนิงอี้ นางช่วยฉานเอ๋อร์รับผ้าเช็ดหน้าและชาจากมือ และไม่ได้แสดงอารมณ์ใดชัดเจน จนกระทั่งเวลานี้เอง นางจึงเอ่ยขึ้นว่า

“ก่อนกลับบ้าน ข้าก็ได้ยินข่าวว่าคนเหลียวลอบสังหารอยู่แล้ว แค่ไม่ได้คิดว่าจะมีท่านด้วย เขาบอกว่าคนร้ายโหดเหี้ยมมาก แต่ก็ถูกฆ่าตายไปสอง บาดเจ็บหนักอีกหนึ่ง หนีไปสอง ตาบอดไปหนึ่ง ที่ร้านจู้จี้ก็มีคนเจ็บอีกหลายสิบ มีคนเปิดฉากยิงด้วยปืน…”

นางหยุดชั่วครู่ ทั้งสองคนขณะนี้นอนกอดกันใต้ผ้าห่ม ซูถานเอ๋อร์ใส่เพียงผ้ารัดอกแนบกับตัวหนิงอี้ เสียงของนางแผ่วเบา

“บอกว่าหลายสิบคนช่วยกันจับคนร้ายอย่างกล้าหาญ... เรื่องแบบนั้น...จะมีจริงได้อย่างไรกัน... มีนักปราชญ์คนหนึ่งยิงปืน แล้วก็เข้าต่อสู้กับคนร้ายที่ถือดาบถือกระบอง... เลือดตกยางออก คิด ๆ ดูก็น่ากลัว ตอนเกิดเรื่องข้าไม่ได้คิดอะไร แต่พอกลับมาเห็นหน้าท่าน... ข้าก็เริ่มคิด…”

หนิงอี้ชะงักเล็กน้อย มือที่วางอยู่บนแผ่นหลังของนางก็หยุดนิ่ง “เอ่อ... จริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่อะไรนักหรอก...” แท้จริงแล้ว ในความรู้สึกของเขา การต่อสู้ครานี้ก็อันตรายถึงที่สุดเช่นกัน

ทว่า ซูถานเอ๋อร์ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก นางเพียงเอียงใบหน้าไปถูเบา ๆ กับผ้าพันแผลตรงหน้าอกเขา แล้วหลับตาลง “อืม”

ในห้องมืดสงบ ผ่านไปครู่หนึ่ง ซูถานเอ๋อร์ลืมตาขึ้นแล้วยิ้มน้อย ๆ พลางพูดเสียงเบา “สามี... หาวันหนึ่งรับฉานเอ๋อร์เข้าเรือนเถอะ”

“เอ๋?”

“ข้าห่วท่านไม่พอ...” ซูถานเอ๋อร์เอ่ยเสียงเบา “ข้ารู้ว่ามันอันตรายมาก ท่านไม่ควรพุ่งเข้าไปในเหตุการณ์เช่นนั้น แต่ข้าคิดดูแล้ว หากท่านเจอนายท่านฉินมีภัย ท่านย่อมต้องเข้าไปช่วยอยู่แล้ว สตรีเช่นข้าก็ไม่ควรพูดอะไร จึงพูดไม่ออก ถึงแม้ในใจก็ยังห่วงอยู่ คิดทีหลังก็ยังอดหวาดกลัวไม่ได้...”

นางเอียงแก้มแนบลงกับอกเขาแล้วยิ้ม “หากท่านรับตัวฉานเอ๋อร์ไว้ ข้าก็จะได้ให้ฉานเอ๋อร์พูดเรื่องของท่านทั้งวัน ทั้งที่จริงแล้วเป็นข้าบงการอยู่ข้างหลัง... ฮิฮิ”

หนิงอี้เงียบไปชั่วขณะ รู้สึกพูดไม่ออก ได้แต่ลูบแผ่นหลังนางพลางถอนหายใจ “เจ้าควรเรียกตัวเองว่า ‘ถานเอ๋อร์’ ถึงจะดูเรียบร้อยกว่านี้...”

ความจริงแล้ว ซูถานเอ๋อร์เองก็ไม่เคยขาดความเรียบร้อย ในเวลาปกติก็มักใช้คำแทนตัวว่า ‘ถานเอ๋อร์’ อยู่เสมอ เพียงบางครั้งที่ใช้คำว่า “ข้า” ก็เพราะหนิงอี้เองชักนำ

ในอดีต เวลาทั้งสองนัดพบกันที่ระเบียงชั้นสองของฝั่งตรงข้ามทุกสองสามวัน มักพูดจาหยอกเย้าไม่เกรงใจ หนิงอี้ชอบใช้ท่าทีแบบเพื่อนพูดล้อว่า “ซูถานเอ๋อร์ เจ้าช่างเจ้าเล่ห์นัก...” ซูถานเอ๋อร์เองก็เคยลองพูดคุยแบบเพื่อน ๆ กับเขาดู อารมณ์ดีเมื่อใดก็มักมีบทสนทนาแบบ “ท่านเป็นใคร มาอยู่ระเบียงบ้านข้าทำไม?” “สามีของเจ้าต่างหาก” “...ยินดีที่ได้รู้จัก” อะไรทำนองนั้น ความสนิทสนมที่ถึงที่สุดนี้ ได้กลายเป็นสีสันหนึ่งของชีวิตคู่ไปแล้ว ท่วงท่าที่ดูไม่งามเช่นนั้น ซูถานเอ๋อร์จะใช้เพียงในยามลับสองต่อสองเท่านั้น ต่อให้มีเพียงฉานเอ๋อร์หรือเจวียนเอ๋อร์อยู่ด้วย นางก็ไม่มีวันทำเช่นนี้

ครานี้ ซูถานเอ๋อร์พยักหน้าเบา ๆ “ถานเอ๋อร์ผิดไปแล้ว...” แล้วก็ค่อย ๆ เก็บอารมณ์ขี้เล่นไว้ พลางพูดว่า “จริง ๆ ท่านเองก็คงชอบฉานเอ๋อร์อยู่บ้างใช่ไหม ฉานเอ๋อร์เองก็ชอบท่าน เพียงแค่ไม่รู้ว่า เอ่อ...”

นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองพูดเรื่องฉานเอ๋อร์กันหลังจากแต่งงานกันแล้ว บางเรื่องต่างฝ่ายต่างก็เข้าใจกันดี ว่าหากในภายภาคหน้า หนิงอี้จะรับฉานเอ๋อร์เป็นภรรยารอง ซูถานเอ๋อร์เองก็ไม่ใช่ไม่เคยคิดมาก่อน เพราะก่อนหน้านี้นางเองก็เคยบอกให้ฉานเอ๋อร์ไปรับใช้หนิงอี้อย่างใกล้ชิด

เพียงแต่เมื่อทั้งสองมีความสัมพันธ์กันอย่างแท้จริงแล้ว การพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีก ก็ย่อมมีความรู้สึกที่ซับซ้อนอยู่ไม่น้อย นางเองก็ไม่รู้ว่าระหว่างหนิงอี้กับฉานเอ๋อร์นั้นมีอะไรกันจริง ๆ หรือยัง หากมี แล้วนางไม่พูดอะไรเลย ก็เท่ากับไม่เห็นค่าของสาวใช้ตัวน้อยผู้เปรียบเสมือนน้องสาวคนนั้นเลย

ซูถานเอ๋อร์เป็นคนที่มองเรื่องราวได้ชัดเจน ครั้นพูดถึงฉานเอ๋อร์ขึ้นมาคืนนั้น หนิงอี้ก็คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เล่าเรื่องระหว่างเขากับฉานเอ๋อร์ให้ฟังโดยไม่ปิดบัง เขาบอกว่าฉานเอ๋อร์เป็นเพียงสาวใช้ ไม่เหมาะจะตั้งครรภ์ก่อนนาง อีกทั้งยาขับเลือดก็ทำร้ายร่างกาย หนิงอี้จึงไม่ได้ล่วงเกินนางจริง ๆ หนิงอี้เองก็รู้คร่าว ๆ ว่าซูถานเอ๋อร์เคยบอกให้ฉานเอ๋อร์ดูแลตน ครั้นพูดถึงเรื่องนี้ก็หัวเราะไปเบา ๆ ซูถานเอ๋อร์เองก็หัวเราะเขิน ๆ แล้วซุกตัวแนบหนิงอี้ ไม่พูดอะไรอีก

หลังจากนั้น ทั้งคืนไร้เรื่องราวให้สนทนา

เช้าวันถัดมา หนิงอี้ก็ตื่นแต่เช้า แม้ร่างกายจะมีบาดแผลอยู่บ้าง แต่ด้วยฝีมือด้านกำลังภายในและฤทธิ์ยา ก็แทบจะไม่รู้สึกเจ็บแล้ว วิชาที่ลู่หงถีเคยสอนให้เขานั้น เป็นวิชาฝึกกลางการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน ใช้บำรุงร่างกายให้แข็งแรง แม้ตอนระเบิดพลังจะส่งผลต่อร่างกายบ้าง แต่หากฝึกตามปกติแล้ว ถือว่ามีผลดีมาก

เขาอบอุ่นร่างกายในลานเล็ก แล้วก็วิ่งออกจากจวนตระกูลซูช้า ๆ มุ่งหน้าไปตามแม่น้ำฉินหวยในม่านหมอกยามเช้า มุ่งตรงไปยังเรือนเล็กของอวิ๋นจู

อย่างไรเสีย... เมื่อวานอวิ๋นจูก็ได้รับบาดเจ็บ ส่วนเยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ก็โดดลงน้ำกลางอากาศเย็นเช่นนั้น เขาก็ยังอดเป็นห่วงพวกนางไม่ได้...

………………….

จบบทที่ ตอนที่ 168 ค่ำคืนสนทนา

คัดลอกลิงก์แล้ว