- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 1471 ลมพายุเริ่มก่อตัว (2)
บทที่ 1471 ลมพายุเริ่มก่อตัว (2)
บทที่ 1471 ลมพายุเริ่มก่อตัว (2)
มู่กูเยว่มองเสี้ยวหน้าของหลี่เหยียนในระยะประชิด จิตใจที่สงบนิ่งไปแล้ว ก็เริ่มสั่นไหวระลอกเล็กๆ ขึ้นมาอีกครั้ง
ตนเองที่เป็นถึงผู้ฝึกตนขอบเขตปฐมวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ กลับมีวาสนาต่อกันกับผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานตัวเล็กๆ และยังเป็นวาสนาที่ไม่สามารถบอกกล่าวใครได้!
เรื่องนี้ทำให้ตอนอยู่โลกเบื้องล่าง ในช่วงหลังที่มู่กูเยว่พักอยู่ที่ทวีปหลงลืม มักจะเกิดอารมณ์ซับซ้อนที่ยากจะอธิบาย และสาเหตุที่ทำให้นางตัดบัวไม่เหลือใยไม่ได้ ก็คือมู่ซา!
จนกระทั่งนางบรรลุขึ้นสู่โลกเซียนวิญญาณ ท่ามกลางการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดมายาวนาน นางถึงค่อยๆ ละเลยอดีตเหล่านั้นไป
มีเพียงบางครั้งในยามวิกาลที่เงียบสงัด นางถึงจะนึกถึงลูกในไส้ของตน และอาจจะพาลนึกถึงคนคนนั้นขึ้นมา...
หลี่เหยียนที่อยู่ข้างๆ ย่อมไม่รู้ว่ามู่กูเยว่กำลังคิดอะไร ในใจเขา หากมีโอกาสให้มู่กูเยว่ไปให้ไกลจากเขาได้ เขาคงยินดีเป็นที่สุด
การให้หญิงคนนี้ติดตามอยู่ข้างกาย อันที่จริงหลี่เหยียนก็รู้สึกแปลกๆ จะว่าเป็นศัตรูก็ไม่ใช่ มิตรก็ไม่เชิง แถมยังไม่ได้เป็นญาติพี่น้องกัน แต่เขากลับไม่อาจเพิกเฉยได้จริงๆ...
หลังจากหลี่เหยียนออกจากเรือนพัก ก็พามู่กูเยว่ไปหาถังเฟิงอีกรอบ แต่ก็ยังไม่เจอตัว
ก่อนหน้านี้ที่เขาอยู่ในหอภารกิจ ก็ไม่เห็นเงาของถังเฟิง นี่ทำให้หลี่เหยียนแปลกใจอยู่บ้าง เพราะสำนักสั่งให้ผู้ฝึกตนทุกคนออกมา
และต่อจากนี้จะต้องมีการกวาดล้างเกิดขึ้น เขาอยากฟังความคิดเห็นของถังเฟิง
ถังเฟิงรู้จักคนในสำนักมากกว่าเขา หลี่เหยียนอยากได้ข่าวสารจากถังเฟิงให้มากขึ้น เพื่อใช้ตัดสินใจแผนการในภายหลัง
แต่ในเมื่อหาไม่เจอ หลี่เหยียนก็ทำได้เพียงพามู่กูเยว่ บินตรงไปยังหอภารกิจของหอปักษาทมิฬ
ตลอดทาง ทั้งสองต่างนิ่งเงียบไม่พูดจา
มู่กูเยว่และหลี่เหยียนบินเคียงคู่กันตามลำพังเป็นครั้งแรก นางครุ่นคิดเรื่องราวต่างๆ ตลอดทาง นึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากได้พบหลี่เหยียนอีกครั้ง
ส่วนหลี่เหยียนเป็นเพราะในใจยังมีเรื่องอื่นให้คิด จึงตกอยู่ในห้วงความคิด
ตอนนี้ที่นี่กลายเป็นสถานที่อันตรายมากแล้ว ด้วยความระมัดระวังตัวที่เป็นนิสัย เขาย่อมต้องเตรียมพร้อมทุกอย่างให้ดีที่สุด เตรียมพร้อมที่จะหนีได้ทุกเมื่อ
เดิมทีเขายังอยากเข้าไปใน "รอยปฐพี" เพื่อไปหา "เถาวัลย์มารปี้ลั่ว" ต้นนั้น แต่น่าเสียดายที่พลังจิตสำนึกถูกใช้ไปกับมู่กูเยว่จนเกือบหมดแล้ว
เขาก็ทำได้เพียงรอให้จิตสำนึกฟื้นตัว คราวหน้าค่อยหาโอกาส เข้าไปใน "รอยปฐพี" เพื่อตามหาเถาวัลย์มารต้นนั้นอีกครั้ง
เมื่อทั้งสองปรากฏตัวที่หน้าหอภารกิจ การปรากฏตัวของมู่กูเยว่ก็ดึงดูดสายตาตกตะลึงและชื่นชมมากมายทันที ในบรรดาคนเหล่านั้น มีไม่น้อยที่จำมู่กูเยว่ได้
"คนนั้นใช่ขุนพลมารหญิงข้างกายท่านปรมาจารย์หลานหรือไม่?"
"ใช่มารจันทราคนนั้น!"
"นาง... นางทำไมถึงติดตามคนผู้นี้ คนผู้นี้เป็นใครกัน?"
“…………”
"............"
แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า ขุนพลมารหญิงคนนี้มาอยู่ในมือของหลี่เหยียนได้อย่างไร
และที่นี่ ก็มีทาสวิญญาณคนอื่นปรากฏตัวเช่นกัน ทาสวิญญาณของแต่ละคนก็เปรียบเสมือนสัตว์เลี้ยงวิญญาณของผู้ฝึกตน ย่อมสามารถนำติดตัวไปได้
ภายใต้สงครามใหญ่เช่นนี้ ใครบ้างไม่อยากเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตนเอง ย่อมไม่หวงแหนทาสวิญญาณเหล่านี้ ทาสวิญญาณตาย ยังไงก็ดีกว่าตัวเองตาย
เพียงแต่ทาสวิญญาณของผู้ฝึกตนระดับขอบเขตปฐมวิญญาณที่นี่ ที่แข็งแกร่งที่สุด ก็มีเพียงทาสวิญญาณขอบเขตปฐมวิญญาณขั้นกลางไม่กี่คนเท่านั้น ทาสวิญญาณชั้นดี ถูกผู้ฝึกตนขอบเขตผสานว่างเปล่าและขอบเขตผสานสรรพสิ่งเลือกไปนานแล้ว
หลี่เหยียนพามู่กูเยว่เดินผ่านลานกว้างใต้หอภารกิจด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ไม่นานก็มาถึงจุดหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ที่เขารวมพลผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำห้าสิบคนไว้ก่อนหน้านี้
ในเวลานี้ ผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำที่นี่มารวมตัวกันเกือบครบแล้ว พวกเขาไม่กล้าให้ผู้ฝึกตนขอบเขตปฐมวิญญาณต้องรอ ดังนั้นความเร็วในการเตรียมตัวก่อนออกเดินทาง ย่อมเร็วกว่าหลี่เหยียนมาก
เมื่อเห็นหลี่เหยียนพาผู้ฝึกตนหญิงรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้างดงามสะดุดตาเดินเข้ามา แววตาของคนเหล่านี้ก็เต็มไปด้วยความชื่นชมและตกตะลึง
ผู้ฝึกตนในบริเวณนี้ แทบไม่มีใครรู้จักหลี่เหยียน คนที่คุ้นเคยกับเขาบ้างอย่างหวังเฉิงเฟิง ผู้ดูแลเกา และคนอื่นๆ อีกไม่กี่คน กลับไม่ได้อยู่ในบริเวณนี้
ดังนั้น ในเมื่อผู้ฝึกตนขอบเขตปฐมวิญญาณคนอื่นยังไม่ถาม พวกขอบเขตแก่นทองคำย่อมไม่กล้าถามซี้ซั้ว
ไม่นานนัก ลานกว้างอันใหญ่โตก็เต็มไปด้วยผู้ฝึกตนยืนกันมืดฟ้ามัวดิน ต่างยืนอยู่ในเขตพื้นที่ที่หอภารกิจกำหนดไว้ล่วงหน้า
กลุ่มห้าสิบคนแบบหลี่เหยียนมีอยู่ไม่น้อย แต่ระยะห่างระหว่างกลุ่มเหล่านี้ ก็มีทั้งใกล้และไกล
บางกลุ่มผู้ฝึกตน แม้จะมีระยะห่างกันบ้าง แต่มักจะไม่ไกลนัก แต่ก็มีหลายกลุ่มที่ห่างจากกลุ่มอื่นอย่างเห็นได้ชัด
หลี่เหยียนคาดเดาว่าที่นี่แบ่งเป็นเขตใหญ่ๆ บางทีกลุ่มผู้ฝึกตนในแต่ละเขตใหญ่ อาจจะมีทิศทางการกวาดล้างที่เหมือนกันในภายหลัง
ไม่นานนัก บนท้องฟ้าก็ปรากฏเงาร่างหลายร่าง เงาร่างเหล่านี้แผ่คลื่นพลังวิญญาณอันทรงพลังออกมา เป็นเหล่าผู้ฝึกตนขอบเขตผสานสรรพสิ่งของหอปักษาทมิฬที่มาถึง
หลังจากพวกเขามาถึง ก็เพียงกระซิบกระซาบกันสั้นๆ ไม่กี่ประโยค แล้วก็แยกย้ายกันไปอย่างรวดเร็ว
จากนั้น หลี่เหยียนก็เห็นผู้ฝึกตนหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่ง ร่อนลงที่ด้านหน้าเขตพื้นที่ของพวกเขา หญิงผู้นี้เพียงกวาดสายตาเย็นชามองทุกคนแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยเสียงเบา
"ผู้ฝึกตนขอบเขตปฐมวิญญาณทุกคนในเขตนี้ มาหาข้าที่นี่!"
หลี่เหยียนและผู้ฝึกตนขอบเขตปฐมวิญญาณที่ยืนอยู่ในเขตนี้ได้ยินดังนั้น ก็ไม่กล้าชักช้า รีบพุ่งตัวเข้าไปหาตามคำสั่ง
หลี่เหยียนทิ้งมู่กูเยว่ไว้คนเดียวที่ด้านหน้าขบวนผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำ ส่วนตัวเองบินไปคนเดียว ผู้ฝึกตนขอบเขตปฐมวิญญาณที่อีกฝ่ายพูดถึง ย่อมไม่รวมทาสวิญญาณ
ผู้ฝึกตนขอบเขตปฐมวิญญาณที่มารวมตัวต่อหน้าหญิงวัยกลางคนมีสามสิบคน แต่ขบวนผู้ฝึกตนในเขตของหลี่เหยียนกลับมีเพียงยี่สิบขบวน เรื่องนี้ทำให้หลี่เหยียนรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้ เพราะเขามัวแต่คิดเรื่องในใจ จึงไม่ได้ดูจำนวนผู้ฝึกตนขอบเขตปฐมวิญญาณรอบๆ
"ผู้ที่ไม่ได้ถูกจัดสรรให้คุมขบวนผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำ ไปยืนข้างหลังข้า ต่อไปพวกเจ้าจะติดตามข้าไปปฏิบัติภารกิจ!"
ในขณะที่หลี่เหยียนกำลังครุ่นคิด เสียงเย็นชาของหญิงวัยกลางคนก็ดังขึ้นอีกครั้ง
สิ้นเสียงของนาง ผู้ฝึกตนบางส่วนมองหน้ากัน แล้วก็มีสิบคนลุกขึ้น เดินไปยืนด้านหลังหญิงวัยกลางคน
จากนั้น ผู้ฝึกตนทั้งสิบคนนี้ก็ยืนประจันหน้ากับพวกหลี่เหยียนยี่สิบคน
หลี่เหยียนสังเกตเห็นว่า สายตาของทั้งสิบคนฝั่งตรงข้ามที่มองมายังพวกเขายี่สิบคนในตอนนี้ มีสีหน้าเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
บางคนแววตาฉายแววจำยอม บางคนแววตาแสดงความอิจฉาอย่างชัดเจน แต่ส่วนใหญ่กลับเย็นชาดุจน้ำแข็ง
เมื่อนึกถึงคำพูดของหญิงวัยกลางคน หลี่เหยียนก็เข้าใจสาเหตุ ผู้ฝึกตนขอบเขตปฐมวิญญาณสิบคนฝั่งตรงข้าม ต้องไปปฏิบัติภารกิจร่วมกับผู้ฝึกตนขอบเขตผสานสรรพสิ่ง
ถ้าเช่นนั้น เป้าหมายและภารกิจกวาดล้างที่คนพวกนี้ต้องทำ ศัตรูน่าจะมีระดับพลังสูงกว่า สถานการณ์อันตรายกว่า
ดังนั้น พวกเขาจะไม่ได้ปลอดภัยขึ้นเพราะอยู่กับผู้ฝึกตนขอบเขตผสานสรรพสิ่ง แต่กลับไม่ปลอดภัยเท่าพวกตนเสียอีก
"ตอนที่ข้ามาก่อนหน้านี้ หอภารกิจได้แบ่งภารกิจให้ผู้ฝึกตนขอบเขตปฐมวิญญาณแต่ละคนแล้ว ข้าไม่ได้มีที่พึ่งพิงอะไรในสำนัก แต่กลับไม่ได้ภารกิจอันตราย หรือท่านปรมาจารย์หลานจะสั่งความอะไรไว้?"
หลี่เหยียนคิดในใจ
หญิงวัยกลางคนขอบเขตผสานสรรพสิ่งเบื้องหน้า ไม่ได้ให้เวลาเขาคิดมากนัก รีบสั่งการพวกเขายี่สิบคนที่เหลือทีละคนอย่างรวดเร็ว
นางจัดแจงรายละเอียดเส้นทาง ตำแหน่ง และเป้าหมายภารกิจของพวกหลี่เหยียนในภายหลัง
เมื่อถึงคิวของหลี่เหยียน หญิงวัยกลางคนมองไปที่ขบวนของหลี่เหยียนแวบหนึ่ง มู่กูเยว่โดดเด่นเกินไป นางมองเห็นอีกฝ่ายได้ในทันที นางเอ่ยกับหลี่เหยียนก่อนว่า
"นั่นคือทาสวิญญาณของเจ้า? เจ้ามีความสัมพันธ์อันใดกับท่านปรมาจารย์หลาน?"
หลี่เหยียนพยักหน้าก่อน แล้วส่ายหน้าตาม สีหน้าและท่าทางนี้ ทำให้คนอื่นสงสัย
พวกเขาก็สงสัยอยู่แล้วว่าหลี่เหยียนได้มารจันทราผู้นั้นมาได้อย่างไร เมื่อก่อนก็มีคนเคยเห็นทาสวิญญาณผู้นี้ติดตามอยู่ข้างกายท่านปรมาจารย์หลาน
ตอนนี้มีคนถาม พวกเขาก็จะได้รู้เหตุผลเสียที แต่ท่าทางและสีหน้าของหลี่เหยียนหมายความว่าอย่างไร?
แต่ประโยคต่อมาของหลี่เหยียน ทำให้ทุกคนต่างแค่นเสียงในใจใส่หลี่เหยียน
"เรียนผู้อาวุโส นั่นคือทาสวิญญาณของผู้น้อย ท่านปรมาจารย์หลานเพียงแค่รู้จักผู้น้อยเท่านั้น บางครั้งบางคราว ผู้น้อยจะช่วยท่านปรมาจารย์หลานจัดการเรื่องจิปาถะบ้างก็เท่านั้นขอรับ!"
คนเหล่านั้นพอได้ยิน ก็พากันกลอกตาในใจ หลี่เหยียนกำลังโอ้อวดอย่างหน้าด้านๆ
"ถุย! เจ้าคิดว่าใครจะทำงานให้ท่านปรมาจารย์หลานได้ง่ายๆ รึ นอกจากศิษย์ไม่กี่คนและทาสวิญญาณของนางแล้ว ท่านปรมาจารย์หลานแทบไม่เคยให้ใครทำงานให้เลยนะ!"
"เจ้าเด็กนี่หน้าด้านชะมัด บ้าจริง มีเส้นสายก็บอกว่ามีเส้นสายสิ จะมาแกล้งถ่อมตัวทำบ้าอะไรที่นี่..."
แม้แต่หญิงวัยกลางคนขอบเขตผสานสรรพสิ่งผู้นั้น พอได้ยินคำพูดของหลี่เหยียน ก็พูดไม่ออกไปชั่วขณะ
นางจำมู่กูเยว่ได้ แต่ไม่รู้จักหลี่เหยียนเลย จึงได้ถามขึ้น แต่คาดไม่ถึงเลยว่าในกลุ่มของนาง จะมีผู้ฝึกตนที่มีเส้นสายใหญ่โตขนาดนี้ซ่อนอยู่
แต่หลี่เหยียนผู้นี้เมื่อก่อนก็ไม่มีชื่อเสียง ในพวกเขาก็แทบไม่มีใครรู้จักว่าหลี่เหยียนคือใครมาจากไหน?
และอันที่จริงหลี่เหยียนก็ตั้งใจทำเช่นนี้ ในเมื่อยืมบารมีได้ เขาก็ไม่เกรงใจ มิเช่นนั้นด้วยรูปโฉมของมู่กูเยว่ คงดึงดูดความอิจฉาริษยาของผู้คนมากเกินไป
จริงๆ แล้วหลี่เหยียนอยากให้มู่กูเยว่แปลงโฉมให้ขี้ริ้วขี้เหร่ลงหน่อย แต่เขาคิดว่าถ้าพูดออกไป ด้วยความสัมพันธ์ของทั้งสอง และนิสัยเย่อหยิ่งเย็นชาของมู่กูเยว่ นางอาจจะไม่ฟังก็ได้!
ดังนั้นต่อมา หญิงวัยกลางคนขอบเขตผสานสรรพสิ่งจึงแอบปรับเปลี่ยนเส้นทางของหลี่เหยียนไปยังอีกทิศทางหนึ่ง และเปลี่ยนภารกิจให้ด้วย
แต่สิ่งที่นางทำทั้งหมดนี้ มีเพียงนางคนเดียวที่รู้ นางรู้ว่าขอแค่หลี่เหยียนทำภารกิจสำเร็จกลับมา แล้วลองเปรียบเทียบกับคนอื่นดู ก็จะรู้เจตนาของนางแน่นอน
เรื่องบางเรื่อง ไม่จำเป็นต้องพูด ให้อีกฝ่ายสัมผัสได้ด้วยตัวเอง อาจจะได้ผลดีกว่า!
…………
เจ็ดวันต่อมา หลี่เหยียนและมู่กูเยว่บินอยู่กลางอากาศ ด้านหลังคือผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำห้าสิบคน
ในทิศทางที่พวกเขารับผิดชอบ ได้กวาดล้างไปแล้วสามสำนัก สามตระกูลเซียน ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น
เนื่องจากการปิดล้อมของเก้าขุมกำลังใหญ่ ขุมกำลังเซียนขนาดกลางและเล็กจำนวนมากในพื้นที่เหล่านี้ รู้สึกว่าล่วงเกินฝ่ายไหนก็ไม่ได้ พอเห็นท่าไม่ดี ส่วนใหญ่ก็รีบหนีออกจากที่นี่ไปอย่างรวดเร็ว
และสำหรับสำนักและตระกูลเซียนเหล่านี้ เก้าขุมกำลังใหญ่นั้น อะไรดึงมาเป็นพวกได้ ก็ต้องพยายามดึงมาเป็นพวก ไม่ได้กดดันอีกฝ่ายมากเกินไป เพราะพวกเขาก็ต้องการยืมกำลังเช่นกัน
เว้นแต่จะได้ข่าวที่แน่นอนว่าอีกฝ่ายเป็นสุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์ของตำหนักสะกดวิญญาณ ถึงจะลงมือสังหารโหด ฆ่าล้างตระกูล
ดังนั้น หากเจ้าลังเล ไม่ต้องการลงมือกับฝ่ายใด และต้องการออกจากที่นี่ไปก่อน เก้าขุมกำลังใหญ่ก็จะปล่อยไป
นี่ทำให้หลายสำนักและตระกูล กลายเป็นสถานที่รกร้างว่างเปล่า และภารกิจที่หลี่เหยียนได้รับมอบหมาย ก็คือการตรวจสอบตามจุดที่กำหนด
ผู้ฝึกตนขอบเขตผสานว่างเปล่าของทั้งสองฝ่าย ได้ขึ้นไปต่อสู้กันบนสวรรค์ชั้นเก้าตั้งนานแล้ว ต่างฝ่ายต่างจับตาดูกันอย่างแน่นหนา พวกเขาต่างหากคือตัวแปรสำคัญที่จะตัดสินผลแพ้ชนะของศึกครั้งนี้
ดังนั้น การต่อสู้ระหว่างพวกเขา ต้องอยู่ห่างจากผู้ฝึกตนฝ่ายตนเอง มิฉะนั้น สู้กันไปจนจบ พวกเขาอาจจะกลายเป็นเจ้าสำนักหรือผู้อาวุโสที่ไร้ลูกน้องก็ได้
ดังนั้น การต่อสู้ขนาดใหญ่ที่เหลือของทั้งสองฝ่าย จึงตกเป็นหน้าที่ของผู้ฝึกตนขอบเขตผสานสรรพสิ่งและต่ำกว่านั้น
และกำลังรบแนวหน้าสุดของฝั่งตำหนักสะกดวิญญาณ ก็คือกองกำลังพิทักษ์และผู้ฝึกตนขอบเขตผสานสรรพสิ่ง ขอบเขตปฐมวิญญาณของทั้งสามหอ ที่จัดตั้งขบวนทัพกระจายตัวออกไป แล้วบุกโจมตีไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง
การบุกโจมตีของพวกเขารุนแรงมาก ทำให้เก้าขุมกำลังใหญ่ต้องถอยร่นไปเรื่อยๆ ส่วนขบวนของหลี่เหยียน กลับเป็นหน่วยเก็บกวาดปิดท้าย
สถานการณ์เช่นนี้ ไม่ได้มีแค่ขบวนของหลี่เหยียนขบวนเดียว แต่มีนับร้อยขบวน เพียงแต่พวกเขาถูกแบ่งไปตามเขตพื้นที่ต่างๆ กวาดล้างไปตามเส้นทางของตนเอง
และเมื่อหลี่เหยียนนำคนกวาดล้างมาตลอดทางตามเส้นทางที่ผู้ฝึกตนหญิงขอบเขตผสานสรรพสิ่งให้มา เขาก็พบว่า มันต่างจากที่เขาคิดไว้โดยสิ้นเชิง
ตัวเขาเองยังไม่ตระหนักว่า การยืมบารมีหน้าหอภารกิจ เดิมทีเพียงเพื่อไม่ให้คนอื่นหมายปองความงามของมู่กูเยว่ แต่กลับคิดไม่ถึงว่าภารกิจในที่ลับได้เปลี่ยนไปแล้ว
สถานที่ที่พวกเขาผ่าน ไม่ใช่สำนักที่ว่างเปล่า ก็เป็นสำนักที่ยอมเปิดการป้องกันให้พวกเขาเข้าไปซักถามแต่โดยดี
สำนักตระกูลที่ว่างเปล่าเหล่านั้น หลังจากค้นหาแล้ว ย่อมไม่มีอะไร!
ส่วนสำนักและตระกูลเซียนที่ไม่ได้จากไป พวกเขาเองก็บริสุทธิ์ใจ แต่เป็นประเภทที่ไม่กล้าล่วงเกินทั้งสองฝ่าย
ดังนั้น ในสำนักของพวกเขา ต่อให้ตรวจสอบรายชื่อทีละคน ก็ยากที่จะหาผู้ฝึกตนที่อยู่นอกเหนือรายชื่อได้ หรือก็คือหาผู้ฝึกตนของเก้าขุมกำลังใหญ่ที่อาจถูกซ่อนไว้ไม่เจอนั่นเอง
แต่ตำหนักสะกดวิญญาณไม่มีทางเชื่อง่ายๆ ยังคงสั่งให้พวกหลี่เหยียนตรวจสอบสำนักและตระกูลเซียนที่พบ แล้วทำการผนึกไว้ชั่วคราว ให้คนเหล่านี้อยู่ในสำนัก ฝึกฝนอย่างสงบไปก่อน
และค่ายกลผนึกเหล่านี้ ล้วนมาจากหอดารารุ่ง สำหรับการผนึกขุมกำลังขนาดกลางและเล็กไม่มีปัญหาอะไร และต่อให้เจ้ามีความสามารถทำลายได้ แต่พอผนึกแตก ตำหนักสะกดวิญญาณก็จะรู้ จุดจบจะเป็นอย่างไรคงเดาได้ไม่ยาก
ส่วนสำนักชั้นนำที่มีผู้ฝึกตนขอบเขตผสานว่างเปล่า จะไม่อยู่ในความรับผิดชอบของขบวนหลี่เหยียน พวกเขาจะข้ามไปเลย
สำหรับท่าทีต่อสำนักและตระกูลเซียนรอบนอก อันที่จริงวิธีการจัดการของตำหนักสะกดวิญญาณ ไม่ได้ดีเท่าเก้าขุมกำลังใหญ่
อีกฝ่ายนอกจากจะลงมือสังหารโหดกับสำนักที่เป็นสุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์ของตำหนักสะกดวิญญาณแล้ว สำนักอื่นก็ปล่อยให้เข้าออกได้อย่างอิสระ แต่วิธีการของตำหนักสะกดวิญญาณ กลับต้องผนึกอีกฝ่ายไว้ชั่วคราว
แต่ทว่า ตำหนักสะกดวิญญาณก็จำต้องทำเช่นนี้ พวกเขากลัวว่าสำนักที่เหลืออยู่เหล่านี้ จะกลายเป็นหนามยอกอกในแนวหลัง
แนวหน้ายังปะทะกับเก้าขุมกำลังใหญ่ หากแนวหลังเกิดประสานนอกในขึ้นมา ความเสียหายของพวกเขาคงหนักหนาสาหัส
เก้าขุมกำลังใหญ่ไม่ได้มีความแค้นอะไรมากนักกับสำนักอื่น แต่หลายขุมกำลังกลับมีความแค้นสะสมกับตำหนักสะกดวิญญาณไม่น้อย ในด้านนี้ ตำหนักสะกดวิญญาณถือว่าเสียเปรียบ
พวกหลี่เหยียนเดินทางมาตลอดทาง แทบไม่เจอการต่อต้านใดๆ และได้ผนึกสำนักและตระกูลขนาดกลางและเล็กไปทีละแห่งอย่างราบรื่น
และเมื่อเผชิญหน้ากับการมาถึงของพวกหลี่เหยียน ขุมกำลังส่วนใหญ่ยังคงนอบน้อม ถึงขั้นแอบส่งของดีๆ ให้หลี่เหยียนไม่น้อย
กว่าพวกเขาจะสร้างรากฐานในที่ที่มีทรัพยากรการฝึกฝนดีๆ ได้นั้นไม่ง่ายเลย กลัวหลี่เหยียนจะหาข้อหาอะไรมาใส่ความ แล้วรากฐานสำนักของตนจะพังพินาศ
หลี่เหยียนหลังจากครุ่นคิดแล้ว ก็รับไว้
เขารู้ว่า ถ้าอีกฝ่ายไม่ให้ก็แล้วไป แต่ถ้าให้มาแล้วเจ้าไม่รับ อีกฝ่ายจะเกิดความหวาดกลัว
พอหวาดกลัว ก็จะคิดฟุ้งซ่าน พอคิดฟุ้งซ่าน ความคิดก็เยอะแยะไปหมด