เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1391 กรงขังแดนมรณะ (2)

บทที่ 1391 กรงขังแดนมรณะ (2)

บทที่ 1391 กรงขังแดนมรณะ (2)


ห้องตรงหน้านี้ก็เช่นกัน หญิงชราแซ่เฮ่อกลับพบว่ามีค่ายกลปิดกั้นถึงห้าชั้น แม้ก่อนหน้านี้จะมีห้องที่วางค่ายกลซ้อนกันสองสามชั้นอยู่บ้าง แต่ที่นี่กลับมีจำนวนมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

"การป้องกันหนาแน่นเพียงนี้ เป็นไปได้ว่าอาจจะอยู่ที่นี่!"

หญิงชราแซ่เฮ่อรู้สึกว่าตนค้นหาใกล้จะจบแล้ว ค่ายกลปิดกั้นภายในห้องนี้ นับว่ามีมากที่สุดเท่าที่เจอมาในขณะนี้

"พวกหนอนขี้ขลาดไม่กี่ตัว คิดจะหลบแล้วจะหลบไปถึงไหนกันเชียว? มองดูผู้อื่นตายอย่างอนาถ พวกเจ้าทำได้แค่เพิ่มความหวาดกลัวให้ตัวเองเท่านั้นแหละ!"

ขณะที่นางแค่นหัวเราะในใจ ราวกับได้เห็นภาพหลังจากทำลายค่ายกลทั้งหมดลง เผยให้เห็นใบหน้าที่สิ้นหวังหลายดวงภายในค่ายกล และเสียงกรีดร้องอย่างเสียสติ

ท่ามกลางเสียงระเบิดรุนแรงจากจุดที่ไม่ไกลนัก ในห้องนี้ก็มีเสียง "ปัง ปัง ปัง..." ดังขึ้นเป็นชุดอย่างรวดเร็วเช่นกัน

พร้อมกันนั้น ในจิตสำนึกของหญิงชราแซ่เฮ่อ ก็แว่วเสียงค่ายกลปิดกั้นส่งเสียงครวญครางและพังทลายลงทีละชั้น

แต่ครั้งนี้นางใช้เวลามากกว่าที่คาดการณ์ไว้ไม่น้อย ทำให้จิตใจที่สงบนิ่งเริ่มเกิดระลอกคลื่นขึ้นมาบ้างแล้ว

ค่ายกลไม่กี่ชั้นของที่นี่ กลับกินเวลามากทีเดียว สิบเจ็ดลมหายใจแล้ว ยังเหลืออีกสองชั้นที่ยังไม่ถูกทำลาย ทำให้นางยิ่งมั่นใจว่า ที่นี่ต้องมีปัญหาแน่

ภายในห้อง คนกลุ่มหนึ่งยืนนิ่งอยู่กับที่ น้ำเสียงบ้างตึงเครียด บ้างเคร่งขรึม

และในเวลานี้เอง ภายในห้องพักอีกด้านหนึ่ง ก็เกิดเสียงระเบิดตูมตามดังสนั่นหวั่นไหว ดาดฟ้าเรือสั่นสะเทือนโยกคลอนอย่างรุนแรง

ท่ามกลางเสียงกึกก้องนั้น ยังไม่อาจกลบเสียงคำรามของสัตว์อสูรที่เต็มไปด้วยความไม่ยินยอม เด็กหนุ่มอวิ๋นเฟิงที่ฝืนต้านค่ายกลอยู่เพียงลำพัง เป็นคนแรกที่ต้านทานไม่ไหว

ภายใต้แรงสะท้อนกลับจากการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงของค่ายกล เลือดสดๆ สาดกระเซ็นออกจากทวารทั้งเจ็ดของเขา ชุ่มโชกเสื้อผ้าหน้าอกไปกว่าครึ่ง ร่างทั้งร่างราวกับคนบ้าคลั่ง พุ่งออกมาอย่างไม่คิดชีวิต

แม้จะรู้ว่าในห้องนี้มีเขาเพียงคนเดียว แต่อีกฝ่ายก็ยังร่วมมือกันถึงสี่คน และในนั้นยังมีผู้ฝึกตนปฐมวิญญาณขั้นสูงถึงสามคน

ร่างของเด็กหนุ่มอวิ๋นเฟิงที่พุ่งออกมา เพิ่งจะลอยตัวขึ้นกลางอากาศ ก็ถูกถาโถมด้วยเคล็ดวิชาต่างๆ จนมิดในพริบตา

ห้าลมหายใจ!

"ตูม ตูม ตูม..."

ท่ามกลางเสียงดังสนั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ยันต์สิบกว่าแผ่นที่ผิวกาย และสมบัติวิเศษป้องกันอีกสองชิ้น ต้านทานได้เพียงห้าลมหายใจ ก็ระเบิดออกเสียงดังสนั่น

เนื่องด้วยเขาบาดเจ็บสาหัสอยู่ก่อนแล้ว นอกจากยันต์ที่ยังมีผลสำคัญ เกราะพลังปราณและสมบัติวิเศษป้องกันที่ผิวกาย เพราะพลังปราณของเขาไม่เพียงพอจะค้ำจุน แทบจะไร้ประสิทธิภาพไปแล้ว

และในชั่วขณะที่เขารู้สึกสิ้นหวัง คิดจะระเบิดตัวเอง ร่างกายก็ถูกแสงวงแหวนสีทองครอบไว้

ต่อให้เสียงคำรามของเขาจะดังเพียงใด ท่ามกลางเสียงระเบิดของเคล็ดวิชา ร่างทั้งร่างก็หายวับไป ไม่เหลือแม้แต่ซากกระดูก

โลกเซียนวิญญาณมีวิธีการกดข่มการระเบิดตัวเองของผู้ฝึกตนอยู่มากมาย

พร้อมกับการตายของผู้ฝึกตน "สำนักโคมโลหิต" ผู้นี้ คนสี่คนที่ว่างงานลง ก็แยกย้ายกันไปสมทบกับกลุ่มที่กำลังโจมตีค่ายกลของอีกสองห้องทันที

เพียงแต่ในสองห้องนี้มีผู้ฝึกตนอยู่ค่อนข้างมาก และในนั้นมีสี่คนที่มาจากสำนักระดับสาม ในฐานะศิษย์สายตรง ค่ายกลป้องกันที่พวกเขางัดออกมาใช้ ย่อมไม่อาจนำไปเทียบกับของเด็กหนุ่มอวิ๋นเฟิงได้

แม้ห้องจะถูกถล่มจนเกิดแสงสว่างจ้าจนมองด้วยตาเปล่าไม่ได้ แต่ก็ยังคงต้านทานไหว

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว อีกสิบลมหายใจต่อมา หญิงชราแซ่เฮ่อก็ทำลายค่ายกลสองชั้นสุดท้ายของห้องนั้นได้สำเร็จ ซึ่งทำให้นางทั้งตกใจและโกรธเคืองยิ่งขึ้น ค่ายกลที่อีกฝ่ายวางไว้ กลับทำให้นางเสียเวลาไปมากขนาดนี้

แต่ทว่า สภาพภายในห้องที่ปรากฏแก่สายตา ทำให้นางตะลึงงันและแทบจะกระอักเลือดด้วยความคับแค้นใจ

เพราะแม้ค่ายกลจะถูกทำลายไปแล้ว ประตูห้องทั้งบานก็ยังคงเปิดอ้าอยู่ ไม่ใช่เพราะผลของค่ายกล แต่ข้างในกลับว่างเปล่าไร้ผู้คน

"มะ... ไม่มีคน??"

หญิงชราแซ่เฮ่อแทบไม่อยากเชื่อสายตา ใช้จิตสำนึกกวาดสำรวจทุกอย่างในห้อง

จากนั้น ก็ใช้จิตสำนึกกวาดสำรวจซ้ำแล้วซ้ำเล่าภายในห้อง

สิบกว่าลมหายใจต่อมา จิตสำนึกของนางก็จำต้องถอนออกไป หญิงชราที่ยืนอยู่บนดาดฟ้าก่นด่าในใจไม่หยุดหย่อน

"นี่มันห้องพักของผู้ฝึกตนสำนักไหนกัน ว่างงานนักหรือไง ถึงได้วางค่ายกลไว้เยอะขนาดนี้ หรือว่าในตัวมีสมบัติล้ำค่าหรือความลับอะไรซ่อนอยู่?"

นางยังคงมั่นใจในการตรวจสอบด้วยจิตสำนึกของตนเองเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงคิดไปในแง่อื่นทันที

การเสียเวลาครั้งนี้ ทำให้นางเริ่มครุ่นคิดมากขึ้น สายตากวาดมองไปรอบๆ รอบหนึ่ง

เวลานี้ บริเวณใกล้เคียงที่นางยืนอยู่ย่อมไม่มีคนอื่น นางเพียงยกมือขึ้นเล็กน้อย กวาดเก็บสมบัติวิเศษเก็บของของผู้ฝึกตนที่ตายบนดาดฟ้าก่อนหน้านี้มาทั้งหมดเสียก่อน

แล้วจึงเริ่มตรวจสอบห้องที่เหลือต่อ

ภายในห้อง ทั้งสามคนรวมถึงหลี่เหยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก บนหน้าผากของเจี่ยฟู่กุ้ยมีเหงื่อซึมออกมา

ส่วนตงหลินถิงเยว่ที่พิงผนังอยู่ เสื้อผ้าแผ่นหลังเปียกชุ่ม นางสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากผนังห้อง

นางพ่นลมหายใจออกเบาๆ มองไปที่ "ขนหางลวงตา"

เมื่อหลี่เหยียนมองดูขนนกกลางอากาศเส้นนั้นอีกครั้ง แววตาก็เปล่งประกาย สมบัติวิเศษชิ้นนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ

"ถ้าสหายเต๋าถูกใจสมบัติชิ้นนี้ ขอแค่หินวิญญาณชั้นเลิศก้อนเดียว เป็นไง?? ผู้ฝึกตนระดับผสานสรรพสิ่งยังมองไม่ทะลุเลยนะ"

เจี่ยฟู่กุ้ยเห็นสายตาเร่าร้อนของทั้งสอง ก็รีบเอ่ยปากขึ้นทันที

หลี่เหยียนได้ยินแล้วก็พูดไม่ออก สมบัติชิ้นนี้ดีจริง แต่อีกฝ่ายก็ตั้งราคาได้ขูดรีดเกินไป หินวิญญาณชั้นเลิศหนึ่งก้อน หลี่เหยียนไม่ซื้อแน่นอน

"จากนี้ไป สหายเต๋าทั้งสองวางแผนไว้อย่างไร?"

หลี่เหยียนรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา อีกสองคนได้ยินดังนั้น ก็ตกอยู่ในความเงียบไปชั่วขณะ

แต่ไม่นาน เจี่ยฟู่กุ้ยก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน

"ประการแรก เรื่อง 'สำนักโคมโลหิต' ทรยศ 'หอสุริยันบริสุทธิ์' อาจเป็นไปได้จริงๆ พวกเราน่าจะพลอยติดร่างแหไปด้วย แต่ท่านผู้อาวุโสเฮ่อผู้นี้ ไม่ฟังคำอธิบายของพวกเราเลย นี่แหละคือปัญหาคอขาดบาดตาย

ประการที่สอง ข้าคิดว่าในเมื่อเราหลบเลี่ยงการตรวจสอบได้ ก็ควรอยู่ที่นี่ต่อไปดีกว่า อย่าให้ถูกพบเจอ

ผู้ฝึกตนไม่กี่คนที่เข้าไปในห้อง เป้าหมายของพวกเขาคือถ่วงเวลา รอให้เข้าสู่เขตต้น 'ผลมหาอนัตตา'

ถึงตอนนั้น พอสัมผัสได้ว่า 'ลมสลายกระดูก' ข้างนอกหายไป ก็พอจะมีโอกาสหนีได้บ้าง

อย่างน้อยที่สุด ก็ควรหนีออกจากเรือยักษ์ลำนี้ก่อน หนีเข้าไปในส่วนลึกของแดนลับได้ยิ่งดี ที่นั่นแม้อันตราย แต่ก็ยังมีโอกาสรอดชีวิต

ค่อยหาทางติดต่อ 'หอสุริยันบริสุทธิ์' เพื่อยืนยันความจริงเท็จของเรื่องนี้ อีกอย่าง พวกเราไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ ต่อให้ยอมให้พวกเขาค้นวิญญาณแล้วจะเป็นไรไป??"

เจี่ยฟู่กุ้ยครุ่นคิดไปพลาง พูดไปพลาง

แต่เนื้อหาในคำพูดของเขา ทำให้ตงหลินถิงเยว่และหลี่เหยียนหันมองหน้ากันทันที การวิเคราะห์ของเจี่ยฟู่กุ้ยนับว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง

แต่ความหมายที่เขาสื่อในช่วงท้าย คือเจี่ยฟู่กุ้ยคิดเผื่อ "สำนักลูกคิด" ทั้งสำนัก ยอมถูก "หอสุริยันบริสุทธิ์" ค้นวิญญาณ เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ มิฉะนั้นอาจเสี่ยงถูกล้างสำนัก

ทว่าในคำพูดของเขา ก็ยังแฝงความหมายอื่นไว้อีก

"ทำไมสหายเต๋าถึงบอกว่า 'สำนักโคมโลหิต' ทรยศอาจเป็นไปได้จริงๆ เล่า?"

ครั้งนี้ ตงหลินถิงเยว่เอ่ยถามด้วยความสงสัย

สีหน้าลังเลฉายวูบบนใบหน้าเจี่ยฟู่กุ้ย แต่เขาคิดว่าเวลานี้ ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังกันแล้ว

"เอ่อ... เรื่องนี้ จริงๆ แล้วข้าก็แค่เดา เพราะข้าออกไปค้าขายข้างนอกบ่อย ก็เลยได้ยินข่าวลือมาบ้าง มีจุดหนึ่งที่น่าสงสัย

สำนักใต้สังกัดของ 'สำนักโคมโลหิต' มีไม่น้อย สหายเต๋าทั้งสองลองคำนวณดูเถิดว่า กี่ปีแล้วที่ไม่มีใครบรรลุระดับผสานสรรพสิ่งได้สำเร็จ?

ทั้งที่ที่นี่มีผู้ฝึกตนปฐมวิญญาณขั้นสูงรุ่นเก่าแก่อยู่ไม่น้อย แต่อย่างสำนักใต้สังกัดของ 'หมู่บ้านฝูหลิง' กลับมีผู้ฝึกตนบรรลุระดับผสานสรรพสิ่งได้สำเร็จ

แน่นอนว่า เพราะเกิดเรื่องวันนี้ขึ้น ข้าถึงนึกโยงไปถึงข่าวลือลับๆ พวกนั้นได้"

ตงหลินถิงเยว่ฟังจบ แม้จะมองไม่เห็นสีหน้าภายใต้หน้ากาก แต่แววตากลับเกิดระลอกคลื่นความรู้สึก

นางแอบชำเลืองมองหลี่เหยียนที่เงียบกริบ เดาในใจว่าเจี่ยฟู่กุ้ยผู้นี้ต้องมีเรื่องปิดบังอยู่แน่ ไม่แน่ว่าผู้ฝึกตนระดับปฐมวิญญาณในสำนักของพวกเขา อาจเคยเจอเรื่องคล้ายกับคนชุดแดงสวมหน้ากากนั่นเหมือนกัน

และสีหน้าที่เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยของนาง ล้วนตกอยู่ในสายตาของเจี่ยฟู่กุ้ย

"ดูท่า พวกเขาก็น่าจะได้รับข่าวอะไรมาบ้างเหมือนกัน"

เจี่ยฟู่กุ้ยคิดในใจ

"แล้วทำไม 'พันธมิตรเจ็ดพยัคฆ์' ถึงทรยศด้วยล่ะ?"

ตงหลินถิงเยว่ถามต่อ เจี่ยฟู่กุ้ยได้ยินก็ส่ายหน้า ไขมันบนใบหน้าสั่นกระเพื่อม

"ความจริงทั้งหมดนี้ก็แค่การคาดเดา ข้าคิดว่าอาจเป็นขั้วอำนาจที่เป็นศัตรูกับ 'หอสุริยันบริสุทธิ์' ยุยงสองตระกูลนี้ให้แปรพักตร์

เอาเถอะ ตอนนี้เรื่องพวกนั้นไกลตัวเราเกินไป ที่ข้าจะสื่อเมื่อกี้คือ พวกเราแค่ติดร่างแห ตอนนี้เลิกหวังพึ่งเฉินซิงซานได้แล้ว ต้องคิดหาทางเอาตัวรอดด้วยตัวเองถึงจะถูก"

เจี่ยฟู่กุ้ยรีบเปลี่ยนเรื่อง เขาก็เหมือนหลี่เหยียน ที่สนใจสถานการณ์ความเป็นจริงตรงหน้ามากกว่า

"ข้างนอกมี 'ลมสลายกระดูก' ตอนนี้คิดจะหนีก็หนีไม่ได้ แถมข้ารู้สึกว่าต่อให้ยื้อไปจนถึงเขตต้น 'ผลมหาอนัตตา' ได้ ความเร็วในการบินของข้าก็หนีการไล่ล่าของผู้ฝึกตนระดับผสานสรรพสิ่งไม่พ้นอยู่ดี

ข้าน้อยเองก็เพิ่งเคยร่วมศึกแย่งชิงแบบนี้ครั้งแรก ในแดนลับมีเงื่อนไขอะไรให้ใช้หนีเอาตัวรอดได้หรือไม่ ข้าก็ไม่รู้ ข้าคงให้คำแนะนำที่เข้าท่าไม่ได้"

ตงหลินถิงเยว่ตอนนี้กลับสู่สภาวะปกติแล้ว บอกเล่าสถานการณ์จริงของตัวเองออกมาตรงๆ ในใจนางคิดว่าครั้งนี้เก้าในสิบส่วน ตัวเองคงต้องมาทิ้งชีวิตไว้ที่นี่แล้ว

นางก้าวมาถึงจุดนี้ได้ เส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ย่อมผ่านความเป็นความตายมาไม่น้อย พอเตรียมใจตายไว้แล้ว นางกลับสงบลงได้มาก

พูดความคิดของตัวเองออกมาตรงๆ ไม่มีความคิดจะปิดบัง

และในตอนนั้นเอง ข้างนอกก็มีเสียงระเบิดรุนแรงดังขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า ตามด้วยเสียงคำรามด้วยความโกรธแค้นสองสายดังสะท้านฟ้า

"ไอ้พวกสวะสมควรตาย ข้าจะสู้ตายกับพวกเจ้า!"

"ข้าจะขอพบผู้อาวุโสชงหยางจื่อ... อ๊าก!"

นั่นคือเสียงแห่งความไม่ยินยอมครั้งสุดท้ายของผู้ฝึกตน "พันธมิตรเจ็ดพยัคฆ์" สองคน พวเขายื้อเวลาได้อีกเพียงครู่เดียว ค่ายกลก็ถูกทำลายลง

จากนั้นสิ่งที่เผชิญหน้าพวกเขา คือผู้ฝึกตนระดับปฐมวิญญาณเจ็ดคนที่ลงมือพร้อมกัน เดิมทีพวกเขาถูกหญิงชราแซ่เฮ่อโจมตี แม้จะใช้สมบัติวิเศษหนีรอดมาได้ แต่ก็บาดเจ็บไม่น้อย

ยิ่งเมื่อค่ายกลถูกทำลาย ในฐานะผู้คุมค่ายกล แม้แต่ดวงจิตก็สั่นคลอน เมื่อต้องเผชิญการโจมตีประสานจากผู้ฝึกตนระดับเดียวกันถึงเจ็ดคน พวกเขาก็ไร้เรี่ยวแรงต่อต้านอีกต่อไป

ทันทีที่เสียงดังขึ้น ก็ถูกกลบด้วยเสียงกึกก้องของเคล็ดวิชาในพริบตา

"สู้ตายกับปู่แกสิ ถุย!!"

ผู้ฝึกตนระดับปฐมวิญญาณคนหนึ่งของ "หมู่บ้านฝูหลิง" ถ่มน้ำลาย สีหน้าคนอื่นๆ ก็เผยแววเย้ยหยัน

สำนักที่คนพวกนี้สังกัด บังอาจทรยศ "หอสุริยันบริสุทธิ์" ก็สมควรตายแล้ว

เดิมทีจุดประสงค์ที่มาครั้งนี้ ก็เพื่อจะสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่ง ตอนนี้กลับประหยัดแรงไปได้เยอะ สำหรับการดิ้นรนก่อนตายของอีกฝ่าย คนเหล่านี้ไม่มีความเมตตาแม้แต่น้อย

ความรู้สึกที่ได้ร่วมมือกันสังหารผู้ฝึกตนระดับเดียวกันเช่นนี้ ทำให้พวกเขารู้สึกดีจริงๆ

และในเวลานี้ จิตสำนึกของหญิงชราแซ่เฮ่อก็ค้นหามาถึงห้องสุดท้าย ใบหน้าชราของนางเผยสีหน้าดำทะมึนถึงขีดสุด กลับหาผู้ฝึกตนสามคนที่ยังไม่โผล่หัวออกมาไม่เจอ

เวลานี้ ค่ายกลป้องกันที่ห้องพักของผู้ฝึกตน "สำนักโคมโลหิต" สามคน ก็มาถึงขอบเหวแห่งการพังทลายแล้ว

สิ่งที่ทำให้ทั้งสามสิ้นหวังยิ่งกว่าคือ พวกเขาใช้ยันต์สื่อสารที่เฉินซิงซานให้มาจนหมดแล้ว อุตส่าห์ฝืนต้านทานมาจนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่ได้คำตอบใดๆ กลับมา ทำให้ทั้งสามเห็นความหวาดกลัวในแววตาของกันและกัน

พวกเขาล้วนเป็นศิษย์เอกระดับแกนหลักของ "สำนักโคมโลหิต" เป็นศิษย์ที่มีความหวังจะบรรลุระดับผสานสรรพสิ่งมากที่สุด ไม่ยินยอมพร้อมใจที่จะมาตกตายอยู่ที่นี่แบบนี้เลย

แต่ ณ บัดนี้ ในตัวทั้งสามไม่เหลือความเย่อหยิ่งแม้แต่น้อย ผู้ฝึกตนหญิงผู้นั้นยิ่งเผยสีหน้าอาฆาตและเกลียดชัง

ในใจถึงกับเกลียดแค้นเฉินซิงซาน ว่าทำไมครั้งนี้ต้องเลือกนางมาด้วย...

และเมื่อพวกเขายื้อมาถึงเวลานี้ ผู้ฝึกตนระดับปฐมวิญญาณสิบแปดคนจากสองสำนักที่เหลือก็มารวมตัวกันครบ เริ่มระดมโจมตีทำลายค่ายกลห้องนี้เป็นครั้งสุดท้าย

หญิงชราแซ่เฮ่อเห็นดังนั้น ก็ไม่ไปสนใจสถานการณ์ทางนั้นอีก การตายของผู้ฝึกตน "สำนักโคมโลหิต" สามคนนั้น ไม่มีอะไรพลิกโผแล้ว

"บัดซบ แล้วผู้ฝึกตน 'สำนักโคมโลหิต' อีกสามคนหายไปไหน?"

นางทบทวนในสมองอย่างรวดเร็ว แล้วระบุเป้าหมายสี่ห้องทันที สี่ห้องนี้มีความน่าสงสัยมากที่สุด

และครั้งนี้ หญิงชราแซ่เฮ่อไม่ยืนอยู่บนดาดฟ้าอีกต่อไป ร่างไหววูบเดียว ก็เข้าไปในห้องหนึ่ง นางจะเข้าไปค้นหาด้วยตัวเองทีละห้อง

และในสี่ห้องนี้ ห้องที่พวกหลี่เหยียนอยู่ ก็เป็นเป้าหมายที่นางสงสัยเป็นพิเศษ

เพียงแต่เมื่อเทียบกับอีกสามห้อง ห้องที่พวกหลี่เหยียนอยู่ หญิงชราแซ่เฮ่อกลับวางระดับความน่าสงสัยไว้ต่ำที่สุด

เหตุผลไม่มีอะไรอื่น ก็เพราะนางเคยสงสัยเป็นพิเศษมาก่อนหน้านี้ และใช้จิตสำนึกตรวจสอบอย่างละเอียดทีละจุดมาแล้ว เป็นห้องที่ตรวจสอบละเอียดที่สุดก่อนหน้านี้

อีกอย่าง ในใจนางก็แปลกใจอยู่บ้าง ครั้งนี้พวกปฐมวิญญาณตัวจ้อยที่รอดชีวิตอยู่นานที่สุด กลับเป็นคนของ "สำนักโคมโลหิต" ทั้งหมด

โดยเฉพาะผู้ฝึกตนระดับปฐมวิญญาณสามคนที่ยังไม่โผล่หัวออกมา พวกเขาคงไม่บังเอิญมีวิชาอำพรางกายชั้นสูงกันทุกคนหรอก น่าจะรวมกลุ่มกันสามคนมากกว่า

นั่นหมายความว่า มีความเป็นไปได้สูงที่คนพวกนี้ไม่ได้นั่งสมาธิในห้อง หรือออกมาสาย แต่เป็นเพราะพบความผิดปกติ จึงเลือกที่จะซ่อนตัวด้วยกัน

พอคิดได้ดังนี้ ก็ทำให้หญิงชราแซ่เฮ่อประหลาดใจอยู่บ้าง

ภายในห้องที่พวกหลี่เหยียนทั้งสามอยู่ ได้ยินเสียงกรีดร้องข้างนอกดังขึ้นอีกครั้ง ทั้งสามหยุดคุยชั่วคราว ต่างตรวจสอบสถานการณ์

คราวนี้ สีหน้าเจี่ยฟู่กุ้ยเคร่งเครียดหนักกว่าเดิม แผนที่เขาเพิ่งพูดไป ห้องอื่นที่ช่วยดึงความสนใจอีกฝั่งถูกตีแตกอีกแล้ว อีกฝ่ายไม่เพียงมีผู้ฝึกตนระดับผสานสรรพสิ่ง แต่ยังมีกำลังคนมากมาย

หลังจากทำลายเป้าหมายอื่นหมดแล้ว ร่องรอยของพวกเขาสามคน จะกลายเป็นจุดสนใจสุดท้ายที่ถูกเพ่งเล็ง

แต่พวกเขานอกจากอาศัยสมบัติวิเศษซ่อนตัว ตอนนี้จะมีวิธีอื่นที่ไหนอีก พุ่งออกไปปะทะตรงๆ ก็มีแต่จะตายเร็วขึ้นเหมือนคนพวกนั้น

"พวกมันน่าจะตรวจหาที่ซ่อนของเราไม่เจอ เราแค่ต้องคอยสังเกต 'ลมสลายกระดูก' ข้างนอก ถึงเวลาพอลมหายไป เราก็หาจังหวะรีบหนีไป

ยังไงก็ต้องมีช่องว่างให้ฉกฉวย แล้วต่างคนต่างใช้ความเร็วสูงสุดของตัวเอง หนีเข้าไปในส่วนลึกของแดนลับ"

เจี่ยฟู่กุ้ยเอ่ยเสียงต่ำ ไร้ซึ่งความขี้เล่นและเฉื่อยชาเหมือนปกติ

ระหว่างพูด สายตาเขาก็กวาดมองคนทั้งสองตรงหน้า

ร่างกายตงหลินถิงเยว่สั่นเทาเล็กน้อย นางฟังออกว่าน้ำเสียงของเจี่ยฟู่กุ้ย แฝงความไร้หนทางและความกดดัน

แต่นางก็ยังพยักหน้าทันที นางไม่กลัวการต่อสู้กับผู้ฝึกตนระดับปฐมวิญญาณ ในมือนางยังมีไพ่ตายอยู่บ้าง หากลงมือทีเผลอ นางก็มีโอกาสหนีรอดได้ระดับหนึ่ง

แต่ที่นี่ดันมีผู้ฝึกตนระดับผสานสรรพสิ่งนำทีมไล่ล่า ในใจนางนอกจากความสิ้นหวัง ก็มีแต่ความสิ้นหวัง

"ข้าไม่คิดว่าในภายหลัง อีกฝ่ายจะเปิดโอกาสให้เราหนีเข้าแดนลับได้แบบนั้น!

อันดับแรก ตอนนี้เรายังอยู่ในเขตทะเลทราย 'ลมสลายกระดูก' และการที่พวกมันไล่ฆ่าฝ่ายเราตอนนี้ ก็ราบรื่นไร้อุปสรรค

เวลานี้ กลับเป็นช่วงที่พวกมันระวังตัวน้อยที่สุด หากพวกเราสามคนยังไม่ถูกเจอ เราก็จะกลายเป็นหนามยอกอกของพวกมัน

อีกฝ่ายจะยิ่งร้อนรน ยิ่งต้องหาตัวพวกเราให้เจอเพื่อกำจัดทิ้งให้สิ้นซาก การป้องกันก็จะยิ่งเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ

อันดับสอง สถานการณ์บนชั้นสองตอนนี้ เราไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นอย่างไร แต่ดูจากคำพูดของหญิงชรานั่น และผู้ฝึกตนระดับปฐมวิญญาณที่เหลืออยู่ ข้างบนอย่างน้อยต้องมีผู้ฝึกตนระดับผสานสรรพสิ่งอีกสองคน

ต่อให้ชงหยางจื่อบาดเจ็บสาหัส แต่ลำพังแค่เขาคนเดียว ก็อาจจัดการพวกเราสามคนได้สบาย

ถึงตอนนั้น พอไปถึงเขตต้น 'ผลมหาอนัตตา' ผู้ฝึกตนระดับผสานสรรพสิ่งสามคน บวกกับผู้ฝึกตนระดับปฐมวิญญาณอีกสิบแปดคน สหายเต๋าทั้งสอง พวกท่านคิดว่าจะมีโอกาสหนีรอดสักเท่าไหร่กัน?"

หลี่เหยียนกล่าวอย่างรวดเร็ว

จบบทที่ บทที่ 1391 กรงขังแดนมรณะ (2)

คัดลอกลิงก์แล้ว