- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 1271 สายน้ำไหลศิลาไม่ผันแปร สร้างชื่อระบือด้วยค่ายกลแปดทิศ
บทที่ 1271 สายน้ำไหลศิลาไม่ผันแปร สร้างชื่อระบือด้วยค่ายกลแปดทิศ
บทที่ 1271 สายน้ำไหลศิลาไม่ผันแปร สร้างชื่อระบือด้วยค่ายกลแปดทิศ
ในขณะที่เยี่ยนซานกำลังตื่นตระหนกว่าเหตุใดหลี่เหยียนจึงหยุดมือ หลี่เหยียนกลับเอ่ยประโยคเช่นนี้ออกมา
เดิมทีสัตว์ห่านป่าวายุสีดำที่มีใบหน้าดุร้าย กลับปรากฏสีหน้าตกตะลึงคล้ายมนุษย์ขึ้นวูบหนึ่ง ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจความหมายในคำพูดของหลี่เหยียน
ชั่วพริบตาต่อมา กลิ่นอายทั่วร่างก็ผันผวนอย่างรุนแรง!
แม้เขาจะประมือกับหลี่เหยียนเพียงไม่กี่ลมหายใจ และยังไม่ได้ใช้อิทธิฤทธิ์รุนแรง แต่ภายใต้การเผชิญหน้ากัน เขากลับลืมเรื่องหนึ่งไปว่า อีกฝ่ายเป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตปฐมวิญญาณขั้นกลางเท่านั้น
เมื่อเห็นหลี่เหยียนรับการโจมตีของตนได้อย่างง่ายดาย เยี่ยนซานคาดเดาว่าอีกฝ่ายคงยังไม่ได้แสดงฝีมือทั้งหมด แม้สุดท้ายหลี่เหยียนอาจสู้ตนไม่ได้ หรือกระทั่งถูกตนสังหาร
แต่นั่นอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยสิบกว่าลมหายใจ หรือมากกว่านั้นกว่าเหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้น ทว่าผลลัพธ์เช่นนี้ เป็นเพียงสิ่งที่เยี่ยนซานคิดว่าอาจจะเกิดขึ้นเท่านั้น
และด้วยเวลาเพียงเท่านี้ ก็เพียงพอแล้วที่กงเซิ่งกวงจะสังหารฝ่ายตนอย่างบ้าคลั่ง เยี่ยนซานรู้ดีว่าสัตว์วายุขั้นสี่พวกนั้น ไม่อาจต้านทานกงเซิ่งกวงได้เกินสองลมหายใจ
และกงเซิ่งกวงยังเหนือกว่าตนเล็กน้อย หากตนถูกหลี่เหยียนพัวพันไว้ เพียงแค่สิบกว่าลมหายใจ สถานการณ์โดยรวมอาจถูกตัดสินแล้ว
สัตว์วายุระดับสูงฝ่ายตนมีจำนวนน้อยกว่าฝ่ายตรงข้ามอยู่แล้ว ยิ่งบวกกับการลงมือของกงเซิ่งกวง เว้นแต่จะอยู่ใกล้ "หลุมตาฟ้า" ของแต่ละฝ่าย ไม่เช่นนั้นพวกมันอาจไม่มีโอกาสแม้แต่จะหนี
ขณะที่หลี่เหยียนเอ่ยปาก มือซ้ายที่ไพล่อยู่ในแขนเสื้อด้านหลังกลับสั่นระริกไม่หยุด เพื่อข่มขวัญอีกฝ่าย เมื่อครู่เขาจำต้องเสี่ยงอันตรายใช้ฝ่ามือรับสมบัติวิเศษของผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตปฐมวิญญาณขั้นสูง
พลังที่แฝงมากับค้อนเล็กสีเทานั้น สามารถทุบผู้ฝึกตนขอบเขตปฐมวิญญาณขั้นกลางให้กลายเป็นกองเนื้อเละได้เลย
หากไม่ใช่เพราะเขามีร่างกายที่แข็งแกร่ง เพียงแค่แรงสั่นสะเทือนของสมบัติวิเศษ แขนของเขาคงถูกกระแทกจนแหลกละเอียดกลายเป็นผุยผงไปแล้ว ร่างกายคงปรากฏรอยแตกร้าวไปทั่ว
นั่นคือสมบัติวิเศษโจมตีที่ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งฟูมฟักมาอย่างดี การรับการโจมตีด้วยสมบัติวิเศษของอีกฝ่าย ดูเหมือนหลี่เหยียนจะทำได้อย่างง่ายดาย แต่ความจริงเขาได้ย้าย "รอยปฐพี" มาไว้ที่กลางฝ่ามือในชั่วพริบตา จึงสามารถต้านทานการโจมตีนั้นได้
แม้ "รอยปฐพี" จะต้านทานการโจมตีนั้นไว้ได้ แต่แรงสั่นสะเทือนที่ตามมายังคงทำให้เส้นชีพจรในแขนของหลี่เหยียนทั้งปวดเมื่อย บวมเป่ง และเจ็บปวด ทรมานเหลือเกิน
แต่เมื่อเห็นแววตาตื่นตะลึงสุดขีดของเยี่ยนซาน หลี่เหยียนรู้สึกว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว
ทว่าชั่วพริบตาถัดมา เรื่องที่ทำให้หลี่เหยียนต้องหรี่ตาก็เกิดขึ้น ร่างมหึมาของเยี่ยนซานบนท้องฟ้าพลันเลือนราง กลายร่างเป็นชายชราสวมชุดคลุมดำ เบ้าตาลึกโหล กลิ่นอายทั่วร่างเย็นยะเยือกดุจเหล็กกล้า
จากนั้นสองมือก็ตะปบลงสู่เบื้องล่างอย่างดุดัน ใต้ร่างของพวกเขามีภูเขายักษ์เสียดฟ้าหลายลูกตั้งตระหง่านเสียดแทงก้อนเมฆ
ในขณะที่เยี่ยนซานยื่นฝ่ามือออกไป แขนทั้งสองข้างก็ขยายใหญ่ยาวขึ้นอย่างรวดเร็ว ฝ่ามือทั้งสองเปลี่ยนเป็นฝ่ามือยักษ์ค้ำฟ้า
"ปัง! ปัง!"
เสียงกึกก้องสองสายดังสนั่น ห้วงฟ้าดินส่งเสียงครืนครั่นต่อเนื่อง ท้องฟ้าและผืนดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงในชั่วพริบตา
ทำให้ผู้ฝึกตนระดับกลางและระดับต่ำที่อยู่ห่างออกไปห้าร้อยถึงหกร้อยลี้ทรงตัวไม่อยู่ หลายคนถึงกับหน้ามืดตาลาย ร่วงหล่นจากกลางอากาศ ผู้ฝึกตนและนักรบบนพื้นดินก็ล้มลุกคลุกคลาน
จากนั้น ภายใต้สายตาหวาดผวาของผู้คน ก็เห็นยอดเขาสองลูกถูกฝ่ามือยักษ์ถอนรากถอนโคนขึ้นจากพื้นดินข้างละลูก
บนพื้นดินปรากฏหลุมลึกขนาดมหึมาสองแห่งในทันที น้ำในแม่น้ำเบื้องล่างพุ่งทะลักขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงหลายร้อยจ้าง ส่งเสียงคลื่นน้ำดังสนั่นหวั่นไหว
"ตาย!"
เยี่ยนซานตะโกนก้อง สองมือถือยอดเขาสูงหมื่นจ้าง พกพาอานุภาพทำลายล้างฟ้าดิน ฟาด "เขา" คู่เข้าใส่หลี่เหยียนโดยตรง ภายใต้การประกบตีของภูเขาสองลูก หลี่เหยียนดูเล็กจ้อยยิ่งกว่ามดปลวก
เยี่ยนซานไหนเลยจะถูกคำพูดของหลี่เหยียนขู่ขวัญได้ เมื่อเผยความดุร้ายออกมา เพียงแค่ขยับมือก็ย้ายขุนเขาพลิกแผ่นดิน ทั้งหมดนี้ดูเนิ่นนาน แต่ความจริงเกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียว
ภูเขายักษ์หมื่นจ้างสองลูกในมือเยี่ยนซานเบาราวกับไร้น้ำหนัก แสงตะวันถูกเงามหึมาบดบัง ทุกคนรู้สึกราวกับความมืดมิดยามราตรีมาเยือน
"วู่ว!"
ยอดเขายักษ์สองลูกบดบังฟ้าดิน พกพาพลังมหาศาลพุ่งเข้าชน หลี่เหยียนตอบสนองรวดเร็ว บินหลบหนีไปในชั่วพริบตา
แต่ภายใต้สายตาอำมหิตของเยี่ยนซาน ความเร็วของเขาสองลูกกลับเร็วยิ่งกว่า หลี่เหยียนเพิ่งบินไปถึงขอบของยอดเขาหมื่นจ้าง...
"ครืนนน!!"
เสียงกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วฟ้า ภูเขาสองลูกกวาดผ่านฟ้าดิน ราวกับจะทำลายโลก พุ่งเข้าชนกัน
ชั่วพริบตานั้น ท้องฟ้าระเบิดเปลวเพลิงพุ่งเสียดฟ้า ภายใต้แสงสลัว คล้ายมีสายฟ้าฟาดผ่าแยกฟ้าดิน
ตามด้วยห่าฝนหินยักษ์ร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่าง ท่ามกลางฝุ่นควันตลบอบอวล ราวกับอุกกาบาตตก กระแทกจนภูเขาและแม่น้ำเบื้องล่างยุบตัว น้ำในแม่น้ำไหลย้อนกลับสาดซัดขึ้นสู่ท้องฟ้า...
แม้แต่สัตว์วายุ ผู้ฝึกตน และนักรบระดับกลางและต่ำของทั้งสองฝ่ายที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้ยังร้องตะโกนด้วยความหวาดกลัว ผู้อาวุโสรองเผ่าสวรรค์ทมิฬรีบบินออกไปตั้งแต่ตอนที่เยี่ยนซานถอนภูเขาขึ้นมา และรีบกางม่านพลังขนาดใหญ่ป้องกันแนวหน้า
ฝ่ายสัตว์วายุ ก็มีสัตว์วายุขั้นสี่ตัวหนึ่งบินออกมาใช้อาคมต้านทานเศษหินที่ตกค้างกลางอากาศเช่นกัน
ทั้งสองฝ่ายต่างละเลยข้อตกลงเรื่องระยะห่างห้าพันลี้ แต่ก็รู้กันโดยนัยว่าต่างส่งระดับปฐมวิญญาณออกมาฝ่ายละหนึ่ง โดยเฉพาะบรรพชนใหญ่ที่ยังไม่ได้เคลื่อนไหว
เยี่ยนซานแววตาเป็นประกายดุร้าย จิตสำนึกกวาดเข้าไปในฝุ่นควันและห่าฝนหิน การโจมตีครั้งนี้ดูซิว่าร่างกายของหลี่เหยียนจะต้านทานได้อย่างไร รัศมีครอบคลุมเกือบหมื่นจ้างในชั่วพริบตา
เว้นแต่หลี่เหยียนจะถอดปฐมวิญญาณออกมา จึงจะมีโอกาสใช้อิทธิฤทธิ์เคลื่อนย้ายพริบตา ไม่เช่นนั้นการโจมตีทำลายล้างฟ้าดินนี้ อีกฝ่ายทำได้เพียงรับไว้ตรงๆ
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป ทั้งสองฝ่ายเพิ่งเห็นหลี่เหยียนใช้ฝ่ามือเปล่ากระแทกค้อนด้ามยาวสีเทากระเด็น ยังไม่ทันหายตกตะลึงกับเหตุการณ์นั้น
บรรพชนใหญ่เองก็มีสีหน้าเหม่อลอย
"ร่างกายของหลี่เหยียนแข็งแกร่งถึงระดับนี้ น่าจะต้องฝึก 'วิชาคุกโลกันตร์ฉงฉี' ถึงขั้นเจ็ดระดับสูง ถึงจะบรรลุความน่าสะพรึงกลัวระดับนี้ได้..."
ไม่ต้องพูดถึงความตกตะลึงในใจของคนอื่นๆ แต่ภาพตรงหน้าพวกเขากลับปรากฏฉากแปลกประหลาดขึ้น
เห็นเพียงหลี่เหยียนในชั่วพริบตาที่กระแทกสมบัติวิเศษกระเด็น ก็หมุนตัวบินไปอีกทาง ส่วนเยี่ยนซานกลับพูดกับความว่างเปล่าเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว
คำว่า "ตาย!" หลุดจากปาก เขาก็ถอนภูเขายักษ์สองลูก ทุ่มใส่พื้นที่ว่างเปล่าเบื้องหน้าอย่างแรง คราวนี้นาทุกคนยิ่งงุนงง ไม่รู้ว่าเยี่ยนซานต้องการทำสิ่งใด
เห็นเพียงภูเขายักษ์สองลูกกำลังจะชนกันในพริบตา พวกเขาก็รีบพุ่งออกไปช่วยคนก่อน
ณ ใจกลางการต่อสู้ จิตสำนึกของเยี่ยนซานกวาดผ่าน สีหน้าดุร้ายพลันแข็งค้าง ในห่าฝนหินก้อนใหญ่ไม่มีกลิ่นอายของหลี่เหยียน และไม่มีกลิ่นคาวเลือดที่แฝงพลังปราณลอยมา
"เจ้ากำลังหาข้าอยู่หรือ?"
เสียงที่เขาคุ้นเคยอยู่บ้างพลันดังขึ้นเหนือศีรษะ จากนั้นเหนือศีรษะก็มีแสงสีทองสาดส่องลงมาเป็นวงกว้าง เยี่ยนซานได้ยินดังนั้นก็ตกใจ เงยหน้าขึ้นมอง
เหนือศีรษะของตนไม่รู้ว่าปรากฏปางพระโพธิสัตว์วชิรปาณีครึ่งองค์สี่องค์ขึ้นเมื่อใด พวกเขานั่งขัดสมาธิพร้อมเพรียงกัน ผิวกายแผ่กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์สูงสุด และบนแขนขวาของปางหนึ่งที่กำลังทำมุทรา มีคนผู้หนึ่งยืนอยู่
คนผู้นั้นสวมชุดคลุมดำ ผมสั้นสีดำสนิทชี้ตั้ง อาบไล้อยู่ในแสงสีทองหมื่นสาย ยืนเอามือไพล่หลัง ราวกับผู้ทรงศีลทมิฬทองคำ จะเป็นใครไปได้นอกจากหลี่เหยียน
"เจ้า..."
เยี่ยนซานแววตาฉายแววไม่อยากจะเชื่อ ชัดเจนว่าอีกฝ่ายเมื่อครู่ยังอยู่เบื้องหน้าการโจมตีของตน เหตุใดจึงไปโผล่เหนือศีรษะได้
อีกทั้งตนเห็นกับตาว่าเขาบินไปได้แค่ขอบของภูเขาคู่ แล้วก็ถูกชนเข้าเต็มๆ ไม่เพียงแต่โผล่มาเหนือศีรษะ แต่ยังเรียกสมบัติวิเศษของพุทธศาสนาออกมาอีก!
"วิชาตัวเบาประหลาดนั่นอีกแล้ว?"
เยี่ยนซานตื่นตระหนกในใจ ความเร็วของหลี่เหยียนเกินจินตนาการของเขาไปอีกครั้ง
นัยน์ตาของหลี่เหยียนกลับส่องประกายเจิดจ้า เขาเริ่มวาง "พิษมายา" ตั้งแต่เริ่มประมือกับอีกฝ่าย ภาพที่อีกฝ่ายเห็นเป็นครั้งสุดท้าย เป็นเพียงภาพลวงตาที่เกิดจากพิษในจิตสำนึกเท่านั้น
"พิษมายามีผลกับผู้ยิ่งใหญ่ได้เพียงหนึ่งลมหายใจครึ่ง จากนั้นพิษก็จะหายไป!"
นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่เหยียนใช้พิษมายากับผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตปฐมวิญญาณขั้นสูง จึงรีบประเมินผลในใจเพื่อสั่งสมประสบการณ์
พลังจิตของผู้ยิ่งใหญ่แข็งแกร่งเกินไป แม้แต่พลังจิตของเขาในตอนนี้จะทัดเทียมกับพวกเขา แต่การใช้พิษนี้ก็ทำได้เพียงระดับนี้เท่านั้น
แต่สิ่งที่หลี่เหยียนรอก็คือโอกาสนี้ มือไม้ไม่หยุดนิ่ง และไม่ฟังคำกังขาของเยี่ยนซานแม้แต่น้อย แต่กลับเกร็งเท้ากดลง ยืนอยู่บนแขนขวาของปางพระโพธิสัตว์ ทิ้งตัวลงพร้อมกับปางทั้งสี่กระแทกใส่เยี่ยนซาน
พร้อมกันนั้นก็ลอบกระตุ้นเคล็ดวิชา "ค่ายกลวัชระสะกดขุนเขา" ระเบิดพลังออกมาในพริบตา พลังผนึกสะกดกดทับครอบคลุมอีกฝ่ายไว้
เยี่ยนซานรู้สึกเพียงพื้นที่รอบตัวหนักอึ้ง ทันใดนั้นเขาก็ถูกแสงสีทองปกคลุม สิ่งที่ทำให้เขาตกใจสุดขีดคือ เขาถูกกักขังเสียแล้ว
เขาเร่งพลังปราณทั่วร่างราวกับคลื่นคลั่ง แต่ในชั่วพริบตาถัดมา เรื่องที่ทำให้เขาตื่นตระหนกอย่างยิ่งก็เกิดขึ้น
พลังปราณในกายกลับมีแนวโน้มถูกกักขัง แม้จะยังไหลเวียนอยู่ แต่ในเส้นชีพจรกลับเชื่องช้าเหลือเกิน ราวกับลำธารไหลเอื่อย
"นะ... นี่เป็นไปไม่ได้ ข้าไม่เชื่อ!"
ดวงตาของเยี่ยนซานแดงก่ำในทันที ระเบิดพลังออกมาโดยไม่สนสิ่งใด ผลปรากฏว่าภายใต้การเร่งพลังเต็มที่ ความเร็วในการโคจรพลังปราณเพิ่มขึ้นทันตา พื้นที่โดยรอบปรากฏรอยแตกร้าว
ทว่าหลี่เหยียนไม่ได้กระตุ้นพลังสะกดของ "ค่ายกลวัชระสะกดขุนเขา" ต่อ แต่เพียงแค่ขยับความคิด "กริชวารีแยกร่าง" ที่ลอยอยู่เหนือศีรษะก็เลือนราง แล้วไปปรากฏอยู่ตรงหน้าดวงตาคู่ของเยี่ยนซานทันที
มองดูปลายแหลมเล็กดุจเข็มสองเล่มตรงหน้า ที่แผ่ไอเย็นยะเยือกและสั่นระริก เพียงแค่อีกฝ่ายกระตุ้นพลังปราณอีกนิด เยี่ยนซานที่ยังไม่หลุดพ้นจากการกักขัง ก็จะถูกสมบัติวิเศษคู่นี้แทงทะลุสมอง
ถึงตอนนี้ ความคิดเดิมของเยี่ยนซานที่ว่าจะสังหารหลี่เหยียนโดยใช้เวลาเพียงเล็กน้อย พลันมลายหายไป กลายเป็นความหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจและความหวาดกลัวต่อความตาย
หากเขาไม่กลัวตาย คงไม่คิดก้าวสู่หนทางอมตะ คงไม่ร่วมมือกับสัตว์วายุสามเผ่า ดังนั้นเขาจึงกลัวตายยิ่งกว่า
แต่เขาก็รู้ดี แม้จะหวาดกลัวความตาย แต่เวลานี้กลับไม่มีความแค้นเคืองมากนัก อีกฝ่ายมีระดับพลังต่ำกว่าตนหนึ่งขอบเขตย่อย แถมยังเป็นขอบเขตปฐมวิญญาณขั้นสูงซึ่งถือเป็นช่องว่างที่ใหญ่ที่สุดของผู้ฝึกตนในโลกเบื้องล่าง
หลี่เหยียนเอาชนะเขาได้ในการเผชิญหน้ากันซึ่งๆ หน้า เขาจะไปโกรธแค้นใครได้? เมื่อตกอยู่ในมือมนุษย์ จุดจบไม่ต้องคิดก็รู้ เยี่ยนซานรู้ดีว่านั่นคือเส้นทางสู่ปรโลกที่ไม่อาจหวนกลับ
เขาหยุดเร่งพลังปราณเพื่อดิ้นรนจากการกักขังทันที และค่อยๆ หลับตาลง
หลี่เหยียนที่อาบไล้อยู่ในแสงสีทองเห็นดังนั้น แววตาประกายวูบ หากไม่ใช่เพื่อช่วยกงเฉินอิ่ง และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตน เขาคงเสียดายที่จะงัด "ค่ายกลวัชระสะกดขุนเขา" ชุดนี้ออกมาใช้จริงๆ
อย่างไรก็ตาม ศึกนี้ไม่ได้เป็นเพราะความดีความชอบของ "ค่ายกลวัชระสะกดขุนเขา" ทั้งหมด ขอเพียงให้เวลาเยี่ยนซานอีกสักนิด เขาก็ยังสามารถดิ้นรนหลุดพ้นจากการกักขังได้ ซึ่งต่างจากการผนึกสัตว์วายุขั้นห้า
ประการแรกคือขาดการสนับสนุนจากผนึกของหงอินและ "ค่ายกลหยวนชี่ไท่ชิง" ประการที่สองคือวิชาสายพุทธไม่ได้ข่มเผ่าพันธุ์ของเยี่ยนซานได้อย่างสมบูรณ์
อีกทั้งหากไม่ใช่เพราะรูปแบบการต่อสู้ที่แพรวพราวของหลี่เหยียน ที่ทำให้เยี่ยนซานโดนพิษมายา โอกาสที่จะใช้ "ค่ายกลวัชระสะกดขุนเขา" สะกดผู้ยิ่งใหญ่ที่ไปมาได้อย่างอิสระนั้นมีน้อยมาก
สมบัติวิเศษประเภทสะกดและการโจมตีด้วย "กริชวารีแยกร่าง" ของหลี่เหยียนมีข้อจำกัดเฉพาะตัว วิธีที่ดีที่สุดคือโจมตีทีเผลอ หากอีกฝ่ายระวังตัวแล้ว ก็จะหลบหลีกได้ก่อนและโจมตีจากระยะไกล
ศึกนี้หลี่เหยียนทุ่มเทแทบสุดตัว แม้ทั้งสองฝ่ายจะประมือกันเพียงชั่วครู่ เขาใช้วิชาออกมาพร้อมกัน เหลือเพียง "ดึงวิญญาณล่อสังหาร" เท่านั้นที่ยังไม่ได้ใช้
วิชาของสำนักเซียนวารีต้องพยายามเปิดเผยให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะครั้งนี้มีผู้ฝึกตนขอบเขตปฐมวิญญาณชมการต่อสู้อยู่มากมาย และจะสังหารเยี่ยนซานที่ได้สัมผัสด้วยตนเองหลังการประมือไม่ได้
หลังจากเยี่ยนซานรออยู่สองลมหายใจ เขากลับไม่พบความตาย และไม่ถูกหลี่เหยียนผนึกระดับพลังบำเพ็ญ แต่กลับได้รับคำพูดของหลี่เหยียนแทน
"สหายเต๋าเยี่ยน ท่านยังคิดว่าสามเผ่าของพวกท่านยังมีโอกาสชนะอีกหรือ?"
อีกฝ่ายต้องการฉวยโอกาสดูถูกตน เยี่ยนซานลืมตาขึ้นเล็กน้อย แววตายังคงดุร้าย รู้ทั้งรู้ว่าตกอยู่ในมือมนุษย์ย่อมไม่มีจุดจบที่ดี ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องตาย เขาจึงแค่นหัวเราะเยาะ
"หึๆ แล้วอย่างไร พวกเจ้ามีความสามารถบุกเข้าไปใน 'หลุมตาฟ้า' ได้หรือไร? อีกอย่าง พวกเจ้าก็คงไม่มีจุดจบที่ดีเช่นกัน!!"
นับตั้งแต่ผู้ฝึกตนชื่อหลี่เหยียนผู้นี้มาถึง ความได้เปรียบจากการร่วมมือของสัตว์วายุสามเผ่าก็ดิ่งลงเหว บัดนี้หมดหวังแล้ว พวกพ้องเหล่านั้นทำได้เพียงหนีกลับเข้าสู่ฐานที่มั่น ส่วนอีกสองเผ่าจะเป็นอย่างไร ตอนนี้เขาจะไปสนได้ที่ไหน
อย่างไรเสียแม้แต่กงเซิ่งกวงก็ไม่กล้าเข้าไปใน "หลุมตาฟ้า" เผ่าสวรรค์ทมิฬไม่มีทางกวาดล้างเผ่า "สัตว์วายุเฟิงเยี่ยน" ได้ตลอดกาล แม้ตัวเขาจะตาย แต่เผ่า "สัตว์วายุเฟิงเยี่ยน" ย่อมมีวันที่ผงาดขึ้นมาอีกครั้ง
แต่เมื่อนึกถึงฉากที่ตนตรวจพบในบึงแห่งนั้น เขาก็เอ่ยกับหลี่เหยียนด้วยน้ำเสียงดุร้าย
เยี่ยนซานไม่แน่ใจว่าเผ่าสวรรค์ทมิฬได้สำรวจสถานการณ์ใต้บึงแน่ชัดหรือไม่ ต่อให้อีกฝ่ายรู้สถานการณ์แล้ว ก็อาจไม่มีเวลาอพยพ! แต่คำพูดทิ้งท้ายนี้ของเขา ดูเหมือนเป็นเพียงการทำเก่งกลบเกลื่อนความกลัวเท่านั้น
"สหายเต๋าเยี่ยนไยต้องเป็นเช่นนี้ วันนี้ที่มาพวกข้าต้องการเจรจากับสหายเต๋าอย่างจริงใจ ไม่ได้มีความคิดที่จะตีพวกท่านกลับไปที่ 'หลุมตาฟ้า' แต่ต้องการร่วมมือกับพวกท่านต่างหาก!"
ถึงตอนนี้ ในที่สุดหลี่เหยียนก็บอกจุดประสงค์ของตนออกมา
ก่อนหน้านี้ตอนคุยกับพวกบรรพชนใหญ่เรื่องจะอยู่ร่วมกับพวกเยี่ยนซานได้หรือไม่ พวกบรรพชนใหญ่ต่างส่ายหน้า พวกเขาฆ่าฟันกับสัตว์วายุมาหลายชั่วอายุคน ไม่มีใครรู้ซึ้งถึงความดุร้ายของสัตว์วายุดีไปกว่าพวกเขา
บนทวีปผืนนี้ ระหว่างสิ่งมีชีวิตอื่นกับสัตว์วายุ จะมีเพียงฝ่ายเดียวที่รอดชีวิต เพราะพวกเขามี "หลุมตาฟ้า" ที่ไม่อาจทำลายรากเหง้าได้ และพวกเขาก็ต้องการสมบัติล้ำค่าจากฟ้าดินในโลกภายนอกมากขึ้น
แต่หลี่เหยียนกลับเสนอว่า ดูจากการที่เยี่ยนซานสามารถรวมสัตว์วายุสามเผ่าได้ ก็พอจะเดาได้ว่าเยี่ยนซานแตกต่างจากสัตว์วายุตัวอื่น เขาปรารถนาในเส้นทางเซียนแห่งความอมตะมากกว่า ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะเจรจาสงบศึก
แต่เมื่อพิจารณาจากสัญชาตญาณของสัตว์วายุ หากไม่ทำให้เยี่ยนซานรู้สึกถึงแรงกดดันจนตรอก เขาก็ยังมีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องการทำลายเผ่าสวรรค์ทมิฬ เพื่อครอบครองทรัพยากรการฝึกฝนทั้งหมดที่นี่
สุดท้าย ไม่เพียงแต่บรรลุความฝันขั้นห้าของเขา แต่ยังสามารถต้านทาน "สัตว์ภูผาทมิฬ" ที่อยู่ใต้ดินของบึงได้อีกด้วย
ดังนั้น หลี่เหยียนจึงต้องทำลายฝันหวานของเขาให้สิ้นซาก เยี่ยนซานไม่ได้คิดมาตลอดหรือว่ามีเพียงบรรพชนใหญ่เท่านั้นที่คุกคามเขาได้?
ภาพตรงหน้าในขณะนี้ หลี่เหยียนได้ดับความคิดทั้งหมดของเยี่ยนซานลงอย่างสิ้นเชิง ถอยออกมาอีกก้าว แม้หลี่เหยียนจะถ่วงเวลาเขาไว้เพียงสิบกว่าลมหายใจ ด้วยระดับการบำเพ็ญของบรรพชนใหญ่ ก็สามารถสังหารสัตว์วายุขั้นสี่ที่เหลือทั้งหมดได้
เดิมทีแววตาของเยี่ยนซานยังฉายแววดุร้าย แต่หลังจากได้ยินคำพูดของหลี่เหยียน เขาก็ตกอยู่ในความเงียบงันนานหลายลมหายใจ สีหน้าที่เย็นชาอยู่แล้ว ยิ่งแข็งทื่อเข้าไปอีก