- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 83 เริ่มการประลอง (หนึ่ง)
บทที่ 83 เริ่มการประลอง (หนึ่ง)
บทที่ 83 เริ่มการประลอง (หนึ่ง)
บทที่ 83 เริ่มการประลอง (หนึ่ง)
เดือนต่อมา หลี่เหยียนเริ่มลดงานที่สวนพืชวิญญาณลง และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกฝนเคล็ดวิชาเซียนกับเคล็ดวิชาโจมตี เขารู้ว่าตัวเองเพิ่งจะฝึกฝนจนถึงระดับสูงในขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่เจ็ด ถ้าอยากจะเลื่อนไปถึงขั้นที่แปดคงเป็นไปไม่ได้ นอกจากจะกินสมบัติล้ำค่าอะไรเข้าไป แต่เขาคงไม่มีโอกาสแบบเดียวกับที่บัณฑิตชราในหมู่บ้านเขาเล่าให้ฟัง
บัณฑิตคนนั้นสอบตก จึงไปที่ศาลเจ้าเก่า ได้พบเจอเซียนจิ้งจอก ได้รับโอกาส เด็กหนุ่มคนหนึ่งหลงเข้าไปในดินแดนอันตราย ตกหน้าผา แต่กลับไม่ตาย และได้พบกับลูกท้อเซียนที่สามารถเพิ่มพลังได้หลายสิบปีอยู่ข้างล่าง เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องแต่งทั้งนั้น ในโลกนี้มีเซียนอยู่จริง แน่นอนว่าย่อมมีเซียนจิ้งจอก ผลไม้แปลก ๆ ก็มีมากมาย
แต่โอกาสไม่ใช่กับคนที่อยู่แต่ในสำนัก แม้แต่ยอดเขาไผ่น้อยก็ยังไม่ออกไป เช่นนั้นหรือจะพบเจออะไรได้ และต่อให้ในสำนักมีผลไม้แปลก ๆ เช่นนั้นอยู่ ตอนนี้คงถูกฝังอยู่ใต้ดินหลายพันหลายหมื่นจ้างแล้ว มิฉะนั้นผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐาน ขอบเขตแก่นทองคำ หรือแม้แต่บรรพชนปฐมวิญญาณ ก็คงใช้จิตสำนึกตรวจสอบทั่วทั้งสำนักไปหลายรอบแล้ว ถึงตอนนั้นผลไม้เหล่านั้นคงถูกเก็บไปจนหมดแล้ว ส่วนเซียนจิ้งจอก นอกจากจะเป็นถึงเซียนจิ้งจอกระดับสี่ มิฉะนั้นคงถูกจับไปเป็นสัตว์วิญญาณหมดแล้ว
วันนี้ หลี่เหยียนกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ในห้อง ทันใดนั้นป้ายที่เอวก็มีแสงสีขาวสว่างจ้าออกมา เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น และใช้จิตสำนึกสอดส่องเข้าไป ครู่หนึ่งก็เงยหน้าขึ้น "จะเริ่มแล้วหรือ?"
ยอดเขามหาปกครองนั้นสูงเสียดฟ้า มองไม่เห็นยอด บนกลางภูเขามีลานกว้างขนาดใหญ่ พื้นที่ถึงแสนจ้าง วันนี้ปรากฏแท่นสูงสิบแท่นตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง แต่ละแท่นห่างกันยี่สิบลี้ แท่นสูงสามจ้าง ยาวประมาณห้าสิบลี้ แท่นทั้งสิบแท่นเรียงกันเป็นรูปเพชร ตรงกลางเป็นพื้นที่ว่างเปล่ากว้างกว่าร้อยลี้ ด้านหลังของลานกว้างแห่งนี้มีศาลาหลังหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ มีเก้าอี้หลายแถววางเรียงรายอยู่หน้าระเบียง แต่ตอนนี้มีเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงหน้าตาจิ้มลิ้มมากมายเดินไปมา บ้างก็ยกผลไม้หายากมาวาง บ้างก็ยกอาหารรสชาติอ่อน ๆ มาบริการ
ส่วนตอนนี้ตรงกลางรูปเพชรที่ล้อมรอบด้วยแท่นทั้งสิบนั้น มีคนมากมายเดินผ่านไปมาตลอดเวลา มองดูดี ๆ ถึงแม้จะมีคนเยอะมาก แต่ก็เป็นระเบียบ พื้นที่ร้อยลี้ตรงนี้ถูกแบ่งออกเป็นห้าส่วน แต่ละส่วนกว้างยี่สิบลี้
หลี่เหยียนมองดูภาพที่ครึกครื้นที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบลี้ แล้วจึงมองดูคนรอบ ๆ ตัวเขา สิบเอ็ดคน บริเวณนี้มีแค่สิบเอ็ดคนเท่านั้น ต่อให้คนพวกนี้จะยืนห่างกันเกือบพันจ้าง ก็ยากที่จะทำให้ดูใกล้เคียงกับคำว่าแน่น
"ศิษย์พี่ใหญ่ ไม่งั้นพวกเราไปอยู่ข้าง ๆ ฝั่งใดฝั่งหนึ่งเถอะ คนของยอดเขาไผ่น้อยมีน้อยมาก ยืนอยู่ตรงกลางพื้นที่หลายสิบลี้แบบนี้ ดูโดดเด่นเกินไป" เสียงใส ๆ ดังขึ้นข้าง ๆ หลี่เหยียน
หลินต้าเฉี่ยวมองซ้ายทีขวาที มองหน้าทีหลังที รู้สึกเหมือนกับว่ามีลมพัดมาจากทุกทิศทุกทาง
"ไม่ได้ นี่เป็นศักดิ์ศรีของยอดเขา เจ้าไปอยู่เขตของคนอื่นได้ยังไง? อยากจะออกจากยอดเขาไผ่น้อยแล้วหรือ?"
"อย่า อย่าพูดแบบนั้น ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าแค่เสนอความคิดเห็นเฉย ๆ ถ้าไม่ได้ก็แค่ยืนอยู่ที่นี่" หลินต้าเฉี่ยวได้ยินก็ตกใจ รีบโบกมือปฏิเสธ
หลี่อู๋อียกยิ้มมุมปาก และมองไปรอบ ๆ ตัว ในใจก็ถอนหายใจ "ท่านอาจารย์ ท่านไม่ยอมรับศิษย์เพิ่มบ้างหรือ? ทุกครั้งที่มาร่วมงานใหญ่ของสำนัก ก็ต้องทำให้พวกข้าโดดเด่นแบบนี้"
ตอนนี้ข้าง ๆ หลี่อู๋อี๋ นอกจากหลี่เหยียนกับศิษย์หลานสามคนที่มองไปรอบ ๆ ด้วยความสนใจแล้ว คนอื่น ๆ ต่างก็มีสีหน้าเคร่งขรึม บ้างก็นั่งขัดสมาธิหลับตา บ้างก็คุยกันเป็นคู่ ๆ
หลี่เหยียนเพิ่งจะเคยเข้าร่วมงานใหญ่ของสำนักแบบนี้ ตอนที่เขามาถึงใหม่ ๆ ยังตกใจไม่น้อย เพราะเขาไม่เคยเห็นภาพที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้มาก่อน แท่นสูงสิบแท่นตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นที่กว้างใหญ่หลายร้อยลี้ พวกเขายืนอยู่ตรงกลางรูปเพชร จึงดูตัวเล็กนิดเดียว
และพื้นที่ทั้งห้าส่วน แน่นอนว่าต้องเป็นของห้ายอดเขา ศิษย์ของแต่ละยอดเขายืนอยู่ในเขตของตัวเอง ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานอยู่ข้างหน้า ผู้ฝึกตนขอบเขตรวมลมปราณอยู่ข้างหลัง เรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบ แต่ละยอดเขามีศิษย์ประมาณพันถึงสองพันคน
ถึงแม้พื้นที่ยี่สิบลี้จะกว้างขวางมาก แต่ก็เต็มไปด้วยผู้คน กล่าวคือยิ่งใหญ่อลังการ ส่วนพวกเขามีศิษย์พี่ศิษย์น้องแปดคนกับศิษย์ใหม่อีกสามคนยืนอยู่ตรงกลางอย่างโดดเดี่ยวจนสะดุดตามาก แต่โชคดีที่ประสาทสัมผัสของผู้ฝึกตนนั้นดีมาก ในสถานที่ที่ไม่มีอะไรบดบังแบบนี้ หลายสิบลี้ก็ยังมองเห็นได้ชัดเจน
ตอนนี้บนท้องฟ้ายังคงมีแสงสว่างพุ่งผ่านเป็นระยะ ๆ มีคนมากมายร่อนลงมา เห็นได้ชัดว่าศิษย์ของสี่ยอดเขาที่เหลือยังคงทยอยกันมา
ในขณะที่หลี่เหยียนกำลังมองไปรอบ ๆ เสียงที่ดูอ่อนโยนของหลี่อู๋อีจึงดังขึ้น "ศิษย์น้องทุกคน ฟังข้าหน่อย" ทุกคนได้ยินจึงมองไปที่หลี่อู๋อี
"การประลองใหญ่ของผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานครั้งนี้ พวกเจ้าก็รู้ว่ามีโอกาสแค่สี่สิบเก้าคนเท่านั้น จงพยายามอย่างเต็มที่และแย่งชิงโอกาส แต่มีบางคนที่พวกเจ้าต้องระวังตัว ข้ารู้ว่าพวกเจ้าบางคนเตรียมตัวล่วงหน้าแล้ว หรือเข้าสำนักมาหลายปีก็รู้จักคนของยอดเขาอื่น ๆ แต่ศิษย์พี่มีประสบการณ์มาบ้าง พวกเจ้าอาจจะใช้เป็นแนวทางได้"
ทุกคนได้ยินก็รู้ว่าศิษย์พี่ใหญ่กำลังเล่าประสบการณ์จากการเข้าร่วมหลายครั้ง เพื่อให้พวกเขาใช้เป็นแนวทาง โดยเฉพาะคนที่เพิ่งจะเข้าร่วมการประลอง เวินซินเหลียงกับหลินต้าเฉี่ยวมองหลี่อู๋อีด้วยความเคารพและขอบคุณ
พวกเขาทั้งสองคนไม่เคยเข้าร่วมการประลองในดินแดนลับมาก่อน ที่นี่นอกจากเวินซินเหลียงที่เคยประลองกับคนของยอดเขาอื่น ๆ ในการประลองเล็กของผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานเมื่อหลายปีก่อนแล้ว หลินต้าเฉี่ยวไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้ แม้แต่เหมียววั่งฉิงก็ยังอยากฟัง เพราะนางเป็นผู้ฝึกตนที่ไม่ค่อยถนัดการต่อสู้ อีกอย่างหนึ่งก็คือการอธิบายให้หลี่เหยียนกับศิษย์ใหม่อีกสามคนฟัง
"พวกเจ้าดูตรงนั้น สามชายหนึ่งหญิงที่ยืนอยู่ข้างหน้าของยอดเขาสี่ทิศ" หลี่อู๋อีพูดพลางมองไปทางซ้าย เขาไม่ได้ชี้นิ้วไป เพราะประสาทสัมผัสของผู้ฝึกตนนั้นไวมาก ต่อให้แค่เหลือบมองไป ก็อาจจะถูกอีกฝ่ายรู้ตัวได้
จากมุมที่พวกเขาอยู่สามารถมองไปยังที่อื่น ๆ เพราะเป็นพื้นที่รูปเพชร ดังนั้นจึงเห็นได้แค่สามพื้นที่ เพราะยอดเขาไผ่น้อยอยู่ตรงขอบด้านหนึ่งของรูปเพชร ส่วนห้าพื้นที่นั้นประกอบด้วยสี่ขอบกับหนึ่งจุดศูนย์กลาง จุดศูนย์กลางเป็นที่ที่ศิษย์จากยอดเขามหาปกครองอยู่ ดังนั้นหลี่เหยียนกับคนอื่น ๆ จึงเห็นได้แค่สองฝั่งกับตรงกลาง ส่วนอีกฝั่งหนึ่งที่อยู่ตรงข้ามถูกบดบังเอาไว้โดยศิษย์ของยอดเขามหาปกครอง
หลี่เหยียนกับคนอื่น ๆ มองไปทางซ้ายตามสายตาของหลี่อู๋อี ตรงนั้นเป็นเขตของยอดเขาสี่ทิศ ข้างหน้าสามแถวเป็นศิษย์ในขอบเขตสร้างรากฐาน มีประมาณห้าสิบกว่าคน ยืนเรียงกันเป็นรูปสามเหลี่ยม ด้านหน้าสุดมีสามชายหนึ่งหญิงยืนอยู่ ผู้ชายสามคนนั้นมีหนึ่งคนที่สูง อีกสองคนเตี้ยกว่า คนที่สูงนั้นมีรูปร่างกำยำ หน้ากว้าง หูหนา สูงเกินหนึ่งจ้าง กล้ามเนื้อเป็นมัด ผมสีทองสั้นแข็งเหมือนเหล็กแหลม ยืนอยู่ตรงนั้นประหนึ่งเทพผู้แข็งแกร่ง
ส่วนอีกสองคนที่เตี้ยกว่านั้น แค่ดูก็รู้ว่าเป็นฝาแฝดกัน ทว่ารูปร่างกำยำเช่นกัน ตอนนี้ทั้งสองคนกำลังมองไปรอบ ๆ พลางชี้โน่นชี้นี่ ส่วนผู้หญิงอีกคนอายุประมาณยี่สิบปี ผิวขาวเนียนละเอียด เอวบาง สะโพกผาย มีเสน่ห์มาก ผมยาวสีดำขลับมัดรวบขึ้น และคล้ายนางจะรู้ตัวว่ามีคนมองอยู่ จึงหันมองมาทางนี้ พอสบตากับหลี่อู๋อีและคนอื่น ๆ ก็ยิ้มหวานให้ แล้วก็หันกลับไป การกระทำของนางทำให้ฝาแฝดสองคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หันมามอง ยิ้มกว้างให้ หลี่อู๋อีก็ยิ้มพยักหน้าให้ แต่ชายร่างกำยำที่เป็นประหนึ่งเทพคนนั้นกลับไม่สนใจ ไม่หันมามองเลยแม้แต่น้อย
หลี่เหยียนได้ยินเสียงแค่นเสียงเย็นชาทว่าแผ่วเบาดังมาจากข้าง ๆ จึงเงยหน้าขึ้นมอง พบว่าเป็นศิษย์พี่สามที่ส่งเสียงออกมา ไม่รู้ว่าไม่พอใจชายร่างกำยำคนนั้นหรืออีกสามคนที่เหลือ
หลี่อู๋อีละสายตาและพูดต่อ "ชายร่างกำยำผมสีทองชื่อว่ากานสือ มีพลังถึงระดับสูงสุดในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงแล้ว มีรากวิญญาณสวรรค์ เป็นรากวิญญาณหายากสองธาตุ คือธาตุไม้กับธาตุทอง เป็นถึงศิษย์พี่ใหญ่ของยอดเขาสี่ทิศ ทั้งป้องกันและโจมตีได้เชี่ยวชาญ
ขณะที่ผู้ฝึกตนที่มีรากวิญญาณธาตุไม้ส่วนใหญ่จะไม่มีรากวิญญาณที่ใช้โจมตีอย่างธาตุทอง มักจะเป็นธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุไม้ แต่เขากลับทั้งป้องกันและโจมตีได้ และยังเชี่ยวชาญการโจมตีแบบผสมผสาน ถ้าฝึกฝนจนถึงขอบเขตแก่นทองคำได้ คงเป็นหนึ่งในตัวแทนผู้นำยอดเขาสี่ทิศรุ่นต่อไป
นอกจากนี้ยังเชี่ยวชาญเขตอาคมป้องกันและโจมตี หลอมรวมเขตอาคมเข้ากับตัวเอง ใช้เขตอาคมต่อสู้ได้ทั้งตัว และใช้เขตอาคมได้ทุกครั้งที่ใช้เคล็ดวิชาเซียน หากเขาใช้เคล็ดวิชาเซียนเมื่อไหร่ เขตอาคมก็จะปรากฏขึ้นและสังหารศัตรูในชั่วพริบตา เป็นคนที่เอาชนะได้ยาก พวกเจ้าหลายคนอาจเจอเขา ต้องระวังตัวให้ดี" แต่ในใจหลี่อู๋อียังมีคำพูดที่ไม่ได้พูดออกมา ว่าที่นี่คงมีแค่ศิษย์พี่รองที่พอจะรับมือเขาได้ ส่วนคนอื่น ๆ คงสู้ไม่ได้ แต่เขากลัวว่าจะทำให้เสียกำลังใจ จึงไม่ได้พูดออกมา
และเขาเคยประลองกับคนผู้นี้มาก่อน สุดท้ายใช้ระดับพลังที่สูงกว่าจึงชนะได้ แต่ก็ชนะอย่างยากลำบาก ทว่าการประลองครั้งนี้มีอาจารย์ลุงขอบเขตแก่นทองคำควบคุมอยู่ คาดว่าคงไม่ถึงขั้นมีใครต้องเสียชีวิต จึงถือโอกาสให้ศิษย์น้องทั้งหลายเหล่านี้ได้เรียนรู้บ้าง ถือว่าเป็นโอกาสในการประลองที่หาได้ยาก
"ฉู่เว่ยสยง ฉู่เว่ยลี่ เป็นฝาแฝด มีพลังถึงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงแล้ว เป็นผู้ฝึกตนรากวิญญาณสวรรค์ที่มีสองธาตุคือธาตุไม้กับธาตุไฟ เชี่ยวชาญการวางเขตอาคมสี่ทิศที่เป็นเขตอาคมมีชื่อของยอดเขาสี่ทิศ เขตอาคมนี้ปกติใช้คนสิบแปดคน สามสิบหกคน เจ็ดสิบสองคน หนึ่งร้อยแปดคน สามร้อยหกสิบคน และเจ็ดร้อยยี่สิบคน ร่วมกันวาง แต่คนทั้งสองคนนี้กลับเป็นอัจฉริยะด้านเขตอาคม ถือว่าเป็นอัจฉริยะในยุคนี้ก็ไม่ผิด
ตอนที่พวกเขามีพลังถึงขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่แปด ก็ได้รับอนุญาตจากผู้อาวุโสของยอดเขาสี่ทิศให้เรียนรู้เขตอาคมสี่ทิศ ใช้เวลาสามปีเจ็ดเดือนในการฝึกฝนเขตอาคมสี่ทิศขนาดเล็ก ถึงแม้จะมีจุดอ่อนมากมาย แต่ก็น่าทึ่งมาก ผ่านการศึกษาเพิ่มเติมมาหลายสิบปี ตอนนี้เขตอาคมสี่ทิศขนาดเล็กของคนทั้งสองก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว คนทั้งสองคนนี้ฝึกฝนจนถึงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงได้ก็เพราะเขตอาคม
ว่ากันว่าคนทั้งสองหากร่วมมือกันก็ถึงขนาดสามารถต่อสู้กับผู้ฝึกตนระดับเดียวกันเจ็ดถึงแปดคนได้โดยไม่แพ้ ถึงแม้ว่าการประลองใหญ่ครั้งนี้จะประลองแบบตัวต่อตัว แต่ด้วยความสามารถด้านเขตอาคมของคนทั้งสองคนนี้ ก็ยังถือว่าเป็นคนที่เอาชนะได้ยาก"
ทุกคนได้ฟังก็เงียบไป แม้แต่อวิ๋นชุนซวี่ก็ไม่ได้พูดอะไร ถึงแม้พี่น้องฉู่จะไม่ได้มีพลังสูงส่งหรือมีชื่อเสียงโด่งดังเท่ากับกานสือ แต่เขตอาคมของคนทั้งสองคนนี้กลับเหนือกว่ากานสือมาก นักวางเขตอาคมที่ฝึกฝนเขตอาคมจนถึงขั้นหลอมรวมเข้ากับตัวเองนั้นถือว่าเอาชนะได้ยาก
พวกเขาไม่ได้เหมือนกับนักวางเขตอาคมทั่วไปที่อ่อนแอ ต้องให้ยอดฝีมือคอยคุ้มครองตอนวางเขตอาคม มิฉะนั้นคนอื่นอาจจะลงมือฆ่าพวกเขาได้ พี่น้องสองคนนี้หลอมรวมเขตอาคมเข้ากับตัวเอง ไม่ใช่ว่าวางเขตอาคมเพื่อติดตั้ง แต่เขตอาคมก็คือเคล็ดวิชา เคล็ดวิชาก็คือเขตอาคม การฝึกฝนเคล็ดวิชาเซียนก็คือการฝึกฝนเขตอาคม ฆ่าไม่ตาย ทำลายไม่ได้ ทำให้อีกฝ่ายพลังปราณหมดแล้วจึงฆ่า ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่สำนักหวั่งเหลี่ยงเชี่ยวชาญก็คือพิษ เขตอาคมกับพิษจึงรวมกันเป็นหนึ่งเดียว
"ส่วนศิษย์น้องหญิงคนนั้น ชื่อว่าเว่ยเฟิ่ง มีพลังถึงระดับสูงสุดในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางแล้ว จิตสำนึกแข็งแกร่ง เป็นผู้ฝึกตนรากวิญญาณสวรรค์ที่มีสองธาตุคือธาตุไม้กับธาตุน้ำ เชี่ยวชาญเขตอาคมพิษหลอนประสาท สะบัดมือก็สร้างภาพลวงตาได้ ในภาพลวงตานั้นมีพิษมากมาย บ้างก็ไม่มีสีไม่มีกลิ่น บ้างก็มีสีสันสวยงาม กลิ่นหอมเย้ายวน บ้างก็ทำให้คนหลงใหล บ้างก็ฝันแล้วตาย
ได้ยินมาว่าเขตอาคมหลอนประสาทของนางหลอมรวมเข้ากับพิษร้ายแรงสิบเอ็ดชนิดแล้ว ว่ากันว่านางเคยประลองกับพี่น้องฉู่ ผลลัพธ์คือนางเกือบจะแพ้ แต่ก็แค่ติดอยู่ในเขตอาคมของคนทั้งสอง ส่วนทางด้านพี่น้องฉู่ก็ทำอะไรนางไม่ได้ เห็นได้ชัดว่านางมีความสามารถมาก นอกจากสี่คนนี้แล้ว คนที่เก่งรองลงมาในยอดเขาสี่ทิศคงมีไม่น้อยกว่าห้าคน"
หลี่อู๋อีอธิบายยาวเหยียด นอกจากเหวยชื่อถัว อวิ๋นชุนซวี่ เหมียววั่งฉิง กงเฉินอิ่ง ที่มีสีหน้ารู้ทันแล้ว คนอื่น ๆ ต่างก็ตกใจ แม้แต่เวินซินเหลียงก็ยังคงมีสีหน้าจริงจัง ถึงแม้เขาจะเคยผ่านการประลองเล็กของผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐาน และเคยรวบรวมข้อมูลของศิษย์พี่ของยอดเขาอื่น แต่ก็ไม่ได้ละเอียดเท่ากับศิษย์พี่ใหญ่
ส่วนหลี่เหยียนมีท่าทางสนใจ หลินต้าเฉี่ยวไม่ได้ดูใจร้อนเหมือนปกติ ราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง เห็นได้ชัดว่าเขากำลังคิดว่าตัวเองจะสามารถไปถึงรอบไหน แต่คิดไปคิดมา เขาก็รู้สึกท้อแท้ นอกจากจะไม่เจอกับพวกเขา หากไม่แล้วก็คงต้องยอมแพ้ตั้งแต่แรกเจอ แต่ก็เหมือนกับการเสี่ยงดวง
หลี่อู๋อี หยุดไปครู่หนึ่งและไม่รอให้พวกเขาพูดคุยกัน ก็หันไปมองทางด้านขวา ตรงนั้นเป็นเขตของยอดเขาแมลงวิญญาณ เป็นฝั่งที่มีคนเยอะที่สุด สัตว์อสูรนานาชนิดอยู่เต็มพื้นที่ ทุกคนยืนห่างกันพอสมควร ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเสียงคำรามดังมาไม่หยุด คนที่เป็นเจ้าของสัตว์อสูรพวกนั้นกลับมีท่าทางสบาย ๆ ไม่ห้ามสัตว์อสูรของตัวเอง ไม่ใช่ว่าห้ามไม่ได้ แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเริ่มการประลอง เป็นช่วงเวลาที่พวกเขาจะแสดงความสามารถ และพวกเขาก็อยากจะดูสัตว์อสูรจ้องมองกันไปมาพลางส่งเสียงคำราม
แต่หลี่อู๋อีมองไปสองสามครั้งก็ไม่พบคนที่ต้องการหา ขณะกำลังจะละสายตา กลับมีแสงหลายดวงพุ่งมาจากขอบฟ้า