- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 58 ศิษย์ผู้ไม่ซื่อ
บทที่ 58 ศิษย์ผู้ไม่ซื่อ
บทที่ 58 ศิษย์ผู้ไม่ซื่อ
บทที่ 58 ศิษย์ผู้ไม่ซื่อ
หลี่เหยียนตระหนักถึงอะไรบางอย่าง "ตะเกียงวิญญาณ" นี่มันอะไรกัน? และขณะเขากำลังจะถามเรื่องตะเกียงวิญญาณ
"ศิษย์น้องเล็ก ข้างหน้าไม่ไกลก็เป็นที่อยู่ของพวกเราแล้ว ได้ยินมาว่าเมื่อก่อนที่นี่มีบ้านเยอะมาก แต่ร้อยปีก่อน ศิษย์ที่เข้ามาในยอดเขาไผ่น้อยก็แค่อยากได้ทรัพยากรสำหรับการบำเพ็ญเซียน พอเริ่มเก่งขึ้น ก็ไม่อยากทำงานพวกนี้แล้ว ต่างก็ไปอยู่ที่สี่ยอดเขาที่เหลือเพื่อฝึกฝนแมลงวิญญาณ เขตอาคม การปรุงยา ครั้งนั้นท่านอาจารย์โกรธมาก จนถึงขนาดปิดยอดเขา นาน ๆ ทีถึงจะรับศิษย์ ทำให้บ้านพักที่นี่มีเยอะเกินไป อาจารย์จึงใช้พลังปราณรื้อบ้านพักพวกนั้นทิ้งไปเจ็ดถึงแปดส่วน ตอนนี้ที่รื้อไปก็เอาไว้ปลูกพืชวิญญาณหรือเอาไว้ใช้ประโยชน์อย่างอื่น เหลือบ้านพักเอาไว้แค่สองสามส่วน"
หลินต้าเฉี่ยวพูดขึ้นก่อนที่หลี่เหยียนจะถาม พร้อมกับชี้ไปยังบ้านพักสีเขียวเข้มที่อยู่ข้างหน้า
หลี่เหยียนเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าพวกเขามาถึงหน้าบ้านพักแล้ว ที่นี่มีพลังปราณหนาแน่นมาก อากาศดูเหมือนจะหนักอึ้งกว่าที่เชิงเขาหลายเท่า
บ้านพักพวกนี้ก็สร้างจากต้นไผ่สีเข้ม มองดูเหมือนกับเป็นบ้านหลังเล็ก ๆ แต่ละหลังห่างกันประมาณห้าถึงหกร้อยเมตร ระหว่างบ้านพักที่อยู่ติดกันมีแต่ต้นไผ่สีเขียวเข้มที่พัดไหวไปตามลม แสงสีเขียวส่องประกายระยิบระยับ ทำให้คนข้างนอกมองไม่เห็นว่าข้างในบ้านเป็นยังไง ดูเงียบสงบ เป็นส่วนตัว บางจุดยังมีหมอกปกคลุม เหมือนกับว่าแยกออกจากโลกภายนอก
หลี่เหยียนอยู่ในป่าไผ่จึงเริ่มรู้สึกสบายใจมาก ราวกับว่าจิตใจของเขากำลังพลิ้วไสวไปตามต้นไผ่
"ศิษย์น้องเล็ก ที่นี่ยังมีบ้านว่างอีกห้าสิบกว่าหลัง เจ้าจะเลือกหลังไหนก็ได้ ต่อไปบ้านหลังนั้นก็จะเป็นของเจ้าคนเดียว" หลินต้าเฉี่ยวพูดขึ้น ทำลายความเงียบสงบที่นี่ ทำให้หลี่เหยียนรู้สึกตัว
"ขอรับ ขอบคุณศิษย์พี่เจ็ด" หลี่เหยียนรีบตอบ
ทั้งสองคนจึงไม่พูดอะไรมาก เพียงเดินดูในป่าไผ่ และเปิดประตูบ้านหลังต่าง ๆ เข้าไปดู
ประมาณหนึ่งชั่วยามต่อมา หลี่เหยียนกับหลินต้าเฉี่ยวจึงมายืนอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ที่นี่ค่อนข้างไกลจากบ้านพักหลังอื่น ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ถึงแม้แต่ละหลังจะห่างกันประมาณหนึ่งลี้ ทั้งยังมีต้นไผ่สีเข้มบดบังจนมองไม่เห็นกัน แต่หลี่เหยียนก็ยังคงเลือกบ้านหลังนี้ เพราะด้านหน้า ด้านหลัง ด้านซ้ายไม่มีคนอยู่ ด้านขวาเป็นบ้านหลังสุดท้าย ข้างนอกบ้านเป็นป่าไผ่สีเข้มสุดลูกหูลูกตา เขาชอบความเงียบสงบที่นี่
หลี่เหยียนมองไปรอบ ๆ พลางรู้สึกพอใจ จึงตัดสินใจว่าจะอยู่ที่นี่ เขาคิดว่าพอพูดออกไป ศิษย์พี่เจ็ดคงจะพูดอะไรบ้าง เพราะที่นี่ค่อนข้างไกล แต่หลินต้าเฉี่ยวกลับไม่ได้มีสีหน้าประหลาดใจอะไร ทำให้เขารู้สึกแปลกใจ ต่อมาเขาเพิ่งรู้ว่าผู้บำเพ็ญเซียนส่วนใหญ่ไม่ชอบอยู่ใกล้กับคนอื่น ยอดเขาอื่น ๆ มีแค่ศิษย์ระดับสูงกว่าขอบเขตสร้างรากฐานขึ้นไปจึงมีสิทธิ์อยู่ในบ้านแบบนี้ ส่วนศิษย์ในขอบเขตรวมลมปราณทำได้แค่อยู่ในห้องเดี่ยว ๆ ในบ้านหลังใหญ่ นี่เป็นข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างศิษย์ของยอดเขาไผ่น้อยกับศิษย์ของยอดเขาอื่น ๆ
แต่ร้อยปีก่อน ยอดเขาไผ่น้อยก็มีบ้านหลังใหญ่สำหรับศิษย์ในขอบเขตรวมลมปราณโดยเฉพาะ เพราะบ้านพักแบบนี้มีไว้สำหรับผู้ฝึกตนระดับสูงกว่าขอบเขตสร้างรากฐานขึ้นไปเท่านั้น เพียงแต่เว่ยจ้งหรานได้สั่งให้รื้อบ้านพักพวกนั้นทิ้ง เหลือเอาไว้แค่บ้านพักแบบนี้ไม่กี่สิบหลัง
บ้านพักที่หลี่เหยียนเลือกมีพื้นที่ประมาณสี่สิบจ้าง มีขนาดใหญ่มาก กำแพงบ้านก็เป็นรั้วไม้ไผ่สูงกว่าสองจ้าง บ้านพักยังสร้างจากต้นไผ่สีเข้ม มีห้าห้อง ในบ้านเงียบสงบ มีเพียงโต๊ะหินตัวหนึ่งกับม้านั่งหินสี่ตัวอยู่กลางบ้าน ท้องฟ้าด้านบนมีใบไผ่ที่ยื่นเข้ามาบดบัง ที่มุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบ้านยังมีแปลงดอกไม้เล็ก ๆ ปลูกดอกไม้สีฟ้าที่หลี่เหยียนไม่รู้จักเต็มไปหมด ดอกไม้พวกนี้สูงประมาณหนึ่งฉื่อ ใบยาวเรียว มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ทำให้อากาศที่นี่สงบมากขึ้น
* 1 จ้าง ประมาณ 3 เมตร
ขณะหลี่เหยียนกำลังสำรวจบ้านไผ่หลังนี้ หลินต้าเฉี่ยวก็ยื่นมือมาขอถุงมิติ เพียงตบเบา ๆ แสงสีขาววาบขึ้น ในมือเขาจึงมีของเพิ่มมาชิ้นหนึ่ง เป็นป้ายที่ดูเหมือนทองก็ไม่ใช่ เหมือนเหล็กก็ไม่เชิง เขาท่องบทสวด ป้ายในมือจึงเปล่งแสงสีดำและพุ่งไปที่รั้วไม้ไผ่ ทันใดนั้นก็มีหมอกลอยขึ้นมาจากรั้วไม้ไผ่ หมอกพวกนี้ลอยวนไปมา แต่กลับลอยอยู่แค่รอบ ๆ รั้ว ไม่ได้เข้ามาในบ้าน ไม่นานก็ปกคลุมบ้านไผ่หลังนี้เอาไว้
หลี่เหยียนมองดูอย่างตกตะลึง เพราะไม่รู้ว่าศิษย์พี่เจ็ดกำลังทำอะไร
"เอาล่ะ เดี๋ยวเจ้าหยดเลือดลงบนป้ายแผ่นนี้ก็ใช้ได้แล้ว" หลินต้าเฉี่ยวเห็นหลี่เหยียนมีท่าทางงุนงงจึงตบไหล่เขา
"บ้านไผ่แต่ละหลังมีเขตอาคมป้องกัน ในป้ายแผ่นนี้มีเคล็ดวิชาเซียนที่ใช้ควบคุมเขตอาคม พอเจ้าหยดเลือดลงไปในป้ายแผ่นนี้แล้ว ก็จะสามารถควบคุมเขตอาคมป้องกันนี้ได้ แต่ป้ายหนึ่งแผ่นสามารถใช้ได้กับเขตอาคมแค่ชุดเดียว อย่างเช่นป้ายที่ข้าพกติดตัวอยู่ ถึงแม้จะมีเคล็ดวิชาเซียนที่ใช้ควบคุมบ้านไผ่หลังนี้ แต่ก็ควบคุมได้แค่เขตอาคมที่ตัวเองเคยใช้ ก็คือบ้านไผ่ที่ข้าอยู่
ป้ายแผ่นนี้ยังมีประโยชน์อื่น ๆ ข้างในยังมีตราสำหรับเข้าเขตอาคมป้องกันสำนัก มิฉะนั้นถ้าบุกเข้าไป เขตอาคมจะพร้อมลงมือโจมตี เขตอาคมป้องกันสำนักของพวกเราไม่เหมือนกับสำนักอื่น ๆ ที่มีแค่เขตอาคมหลอนประสาท เขตอาคมป้องกัน หรือเขตอาคมโจมตี เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือแมลงพิษ อากาศพิษและหมอกพิษที่ซ่อนอยู่ ต่อให้เป็นบรรพชนขอบเขตปฐมวิญญาณก็ยังหวาดกลัว" หลินต้าเฉี่ยวพูดถึงตรงนี้ ผิวคล้ำ ๆ ของเขาก็ซีดเผือดลง
"อืม สรุปก็คือเจ้าต้องเก็บป้ายแผ่นนี้เอาไว้ให้ดี ถ้าทำหายแล้วไปขอใหม่ที่หอกิจการจะถูกลงโทษ ส่วนเขตอาคมป้องกันบ้านไผ่ของพวกเราเป็นแค่เขตอาคมธรรมดา ๆ ใช้ป้องกันคนอื่นบุกรุกตอนที่ฝึกฝน มีไว้เตือนภัย ป้องกันตัว พลังป้องกันสามารถต้านทานการโจมตีของยอดฝีมือขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นได้ ก็ถือว่าแข็งแกร่งมากแล้ว
เพราะการโจมตีเต็มกำลังของยอดฝีมือขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นสามารถทำลายเมืองเล็ก ๆ ของมนุษย์ได้ แต่ในสำนักคงไม่มีผู้ฝึกตนระดับขอบเขตสร้างรากฐานคนไหนมาโจมตีเขตอาคมป้องกันของคนอื่นหรอก ไม่ต้องห่วง
นอกจากนี้ ศิษย์น้องเล็ก ต่อไปถ้าเจ้ารู้สึกว่ามันไม่แข็งแกร่ง ก็ไปหาศิษย์พี่หกหรืออาจารย์ลุงอาจารย์อาที่ยอดเขาสี่ทิศ ให้พวกเขาวางเขตอาคมให้ใหม่ มันจะได้แข็งแกร่งกว่านี้"
หลินต้าเฉี่ยวอธิบายเรื่องเขตอาคมป้องกันบ้านกับเขตอาคมป้องกันสำนักคร่าว ๆ หลี่เหยียนได้ยินเขาพูดถึงศิษย์พี่หก ก็อดนึกถึงหญิงสาวผมสั้นผิวสีแทนที่หน้าตาเย็นชาคนนั้นไม่ได้ จึงถามขึ้นว่า "ศิษย์พี่หกก็รู้เรื่องเขตอาคมด้วยหรือ?"
หลินต้าเฉี่ยวตบไหล่หลี่เหยียนอีกครั้ง ทำให้หลี่เหยียนรู้สึกอ่อนใจ บ่นพึมพำในใจว่า ‘พวกเราเพิ่งจะรู้จักกันเองนะ ทำไมต้องตบด้วย?’
"ศิษย์น้องเล็ก ยอดเขาไผ่น้อยของพวกเราเป็นเหมือนกับร้านขายของชำที่ทำทุกอย่าง แต่เคล็ดวิชาเซียนที่ฝึกฝนก็มีหลากหลาย ศิษย์พี่หกไม่เพียงแต่รู้เรื่องเขตอาคมเท่านั้น พลังต่อสู้ของนางก็แข็งแกร่ง แม้แต่ศิษย์พี่รองก็ยังไม่อยากประลองด้วย อาจารย์ลุงอาจารย์อาที่ยอดเขาสี่ทิศชักชวนไปอยู่ที่นั่นหลายครั้งแล้ว แต่ศิษย์พี่กล่าวว่าไม่อยากมุ่งเน้นฝึกฝนแค่ด้านเดียว เพราะกลัวว่าถ้าไปอยู่ที่ยอดเขาสี่ทิศแล้วจะไม่ได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาเซียนอื่น ๆ ถึงแม้เขตอาคมจะใช้โจมตีได้อย่างร้ายกาจก็ตาม"
"พลังต่อสู้แข็งแกร่ง? ศิษย์พี่รองก็ดูเหมือนจะเป็นคนที่พลังต่อสู้แข็งแกร่งไม่ใช่หรือ" ถึงแม้หลี่เหยียนจะนึกถึงรูปร่างที่เซ็กซี่ของหญิงสาวผมสั้นคนนั้น แต่เขาก็จินตนาการไม่ออกว่าเธอจะต่อสู้กับศิษย์พี่รองที่ตัวใหญ่เหมือนหมีได้ยังไง
"ศิษย์น้องเล็ก พวกเราเข้าไปข้างในกันเถอะ ยังมีเรื่องต้องบอกเจ้าอีกเยอะ" หลินต้าเฉี่ยวพูดพลางเดินไปที่บ้านไผ่หลายหลังนั้น ระหว่างทางก็แนะนำบ้านแต่ละหลังให้หลี่เหยียนฟัง
“ห้องพวกนี้ปกติก็เพียงพอสำหรับเจ้าแล้ว แบ่งเป็นห้องพัก ห้องฝึกฝน ห้องเลี้ยงสัตว์ ห้องปรุงยา ห้องรับแขก นอกจากเจ้าจะมีงานอดิเรกอื่น ๆ ก็ค่อยสร้างบ้านเพิ่มในลานบ้านก็ได้ การสร้างบ้านไม่ยากอะไร เรียนรู้ครึ่งวันก็เป็นแล้ว เพียงแต่ต้องใส่ใจวัสดุที่ใช้สร้างบ้าน
อืม บ้านที่ไม่มีคนอยู่แบบนี้ ถึงแม้จะมีคนรับใช้มาทำความสะอาดกับดูแลพืชวิญญาณในบ้าน แต่ก็ไม่ได้มาบ่อย ๆ เจ้าดูสิ ยังมีฝุ่นอยู่เลย เดี๋ยวศิษย์พี่ทำความสะอาดให้“หลินต้าเฉี่ยวพูดพลางมองไปรอบ ๆ พบเห็นว่าในบ้านไม่ค่อยสะอาด จึงสะบัดแขนเสื้อไปข้างหน้า ประตูห้องหลายบัญก็เปิดออกพร้อมกัน และเขาจึงประสานมือเป็นท่าทางต่าง ๆ บริเวณหน้าอก ท่องบทสวดอย่างรวดเร็วและตะโกนว่า”ไป"
แสงสีขาววาบขึ้น กลายเป็นพายุหมุนเล็ก ๆ หลายลูก พัดเข้าไปในห้องกับบนโต๊ะหิน ม้านั่งหินในบ้าน เคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบา เป็นธรรมชาติ ดูสง่างาม ในบ้านมีเสียง "วู้ ๆ" เบา ๆ ดังขึ้น ไม่กี่ลมหายใจเสียงนั้นก็หายไป
"เรียบร้อยแล้ว ฮ่า ๆ" หลินต้าเฉี่ยวพูดพลางตบมือพร้อมกับยิ้ม แล้วก็เดินเข้าไปในห้อง ๆ หนึ่ง
หลี่เหยียนมองดูโต๊ะหินกับม้านั่งหินในบ้าน ดวงตาเป็นประกาย ฝุ่นที่อยู่บนนั้นหายไปหมดแล้ว ทั้งยังสะอาดเป็นเงาอีกด้วย
"นี่แหละ เคล็ดวิชาเซียน ไม่ใช่มีไว้แค่บินหรือฆ่าคน" หลี่เหยียนยิ่งรู้สึกสนใจเคล็ดวิชาเซียน พอหันกลับไป หลินต้าเฉี่ยวก็เดินเข้าไปในห้องตรงกลางแล้ว เขาจึงรีบตามเข้าไป
ห้องนี้กว้างประมาณห้าถึงหกจ้าง มีขนาดใหญ่มาก มีโต๊ะไม้ไผ่ตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีชุดน้ำชา เก้าอี้ไม้ไผ่สูง ผนังทั้งสี่ด้านมีสีเขียวอ่อนไม่ได้แขวนของประดับอะไร หน้าต่างไม้ไผ่สองบานเปิดออก ดูเรียบง่ายมาก
"นี่เป็นห้องรับแขก ห้องอื่น ๆ ก็ตกแต่งแบบเรียบง่ายเหมือนกัน มีแค่เตียง เบาะรองนั่ง ผู้บำเพ็ญเซียนอย่างพวกเราไม่ได้สนใจของนอกกาย โดยเฉพาะอาจารย์ยิ่งไม่ชอบของหรูหราฟู่ฟ่า ฮ่า ๆ" หลินต้าเฉี่ยวพูดพลางลากเก้าอี้มานั่งลง
ในขณะเดียวกัน ในห้อง ๆ หนึ่งของบ้านไผ่อีกหลังที่อยู่ห่างออกไปยี่สิบกว่าลี้ มีชายหนุ่มกับหญิงสาวคู่หนึ่งกำลังคุยกันอยู่ "ศิษย์ใหม่ของเจ้าไม่ซื่อสัตย์เลย ทำอะไรก็ระวังตัวมาก เขาโยนความผิดในการฆ่ากุนซือคนนั้นให้กับท่านแม่ทัพกับศิษย์น้องของท่านแม่ทัพ ข้าจงใจถามเขาหลายคำถาม เขาก็คิดแล้วคิดอีกถึงจะตอบ"
หญิงสาวสวยในชุดขาวพูดกับชายหนุ่มร่างท้วมพลางกระพริบตาปริบ ๆ
ชายหนุ่มกับหญิงสาวคู่นี้ก็คืออาจารย์กับอาจารย์แม่ที่หลี่เหยียนเพิ่งจะคารวะไป
"เฮ้อ ใช่แล้ว ดูจากผลการตรวจสอบของศิษย์ที่ยอดเขาแมลงวิญญาณกับประวัติที่สืบมาจากสำนักเซียนที่สังกัดแล้ว ส่วนใหญ่เป็นแผนการของเขา รวมถึงการสังหารครั้งสุดท้ายก็เป็นฝีมือของเขา เพียงแต่วันนี้เขากลับไม่พูดความจริง บอกว่าเป็นคนอื่นทำ เด็กหนุ่มคนหนึ่งกลับเป็นแบบนี้ ข้าคิดดูแล้ว คงเป็นเพราะประสบการณ์ที่เขาเคยพบเจอ ทำให้เขาไม่ไว้ใจคนอื่น ระแวงคนอื่น" เว่ยจ้งหรานส่ายหน้าอย่างจนใจ
"แล้วเรื่องการฝึกฝนที่เขาเล่ามา จริงหรือเท็จ? ปกปิดอะไรเอาไว้หรือเปล่า? หรือว่าโกหกทั้งหมด?" หญิงสาวถามสามีของตัวเองพลางกระพริบตาปริบ ๆ
"คงจะปกปิดเอาไว้ หรือบางทีอาจจะโกหกเกือบทั้งหมด แต่มีปัญหาอะไรหรือ? หลายร้อยล้านปีมานี้ คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าในสำนักศึกษามาตั้งนาน ก็ยังไม่รู้สาเหตุที่ทำให้เกิดร่างกายแบบนี้ ถ้าใช้วิธีค้นวิญญาณก็สามารถรู้ข้อมูลในหัวของเขาได้ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าต้องการ ทุกคนมีโอกาสเป็นของตัวเอง เขาเป็นแค่เด็กมนุษย์ธรรมดา ต้องเอาชีวิตรอดถึงจะได้โอกาสแบบนี้มา ทำไมต้องถูกคนอื่นแย่งชิงไปด้วย? ดังนั้นข้าจึงรับเขาเป็นศิษย์ มิฉะนั้นเขาคงมีจุดจบที่น่าอนาถ พอเขารู้สึกผูกพันกับสำนักแล้ว ข้าคิดว่าเขาคงจะบอกความจริง"
พูดถึงตรงนี้เขาก็ยิ้มแห้ง ๆ "น้องหญิง บางทีข้าอาจจะไม่เหมาะกับการบำเพ็ญเซียน อาจารย์มอบยอดเขาไผ่น้อยที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ให้ข้า สุดท้ายกลับถูกจัดการจนเป็นแบบนี้ พอเห็นประสบการณ์ของเด็กคนนี้ ข้าก็รู้สึกสงสาร การบำเพ็ญเซียน การบำเพ็ญเซียน ข้าไม่สามารถตัดขาดจากโลกมนุษย์ได้ บางทีข้าคงไม่มีโอกาสฝึกฝนจนถึงขอบเขตปฐมวิญญาณในชั่วชีวิตนี้"
มือเรียวสวยค่อย ๆ เอื้อมมาจับมืออวบอ้วนของเขา "แบบนี้ข้าถึงชอบไง เพราะเจ้ามีน้ำใจ มีจิตใจที่ดีงาม" ดวงตาของหญิงสาวเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ครู่หนึ่งก็ส่งเสียง "หึ" ออกมาเหมือนกับเด็กสาว
"หึ อีกอย่าง ตอนนั้นเจ้าก็ไม่ได้เป็นคนดีอะไรมากมาย แค่ทำอะไรก็ดูที่คน ดูที่สถานการณ์ ตอนนั้นเจ้า..." หญิงสาวพูดพลางใช้มืออีกข้างหนึ่งเท้าคาง เหมือนกับว่ากำลังนึกถึงเรื่องราวในอดีต