- หน้าแรก
- คุณหนูครับ อย่าคิดว่าผมรู้ไม่ทัน
- บทที่ 28 เห็นหน้าแล้วมันคันไม้คันมือ
บทที่ 28 เห็นหน้าแล้วมันคันไม้คันมือ
บทที่ 28 เห็นหน้าแล้วมันคันไม้คันมือ
บทที่ 28 เห็นหน้าแล้วมันคันไม้คันมือ
"อืม" ฉู่ไป๋พยักหน้ารับ
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางปรายตามองเล่อเจิ้งเหยียน ไม่รู้ว่าเป็นอุปทานไปเองหรือไม่ ทั้งที่เพิ่งเคยพบหน้ากันครั้งแรก แต่ยามที่เห็นศิษย์น้องผู้นี้ ฝ่ามือของเขากลับคันยิบๆ คล้ายอยากจะซัดหน้าอีกฝ่ายสักหมัด ไม่เพียงเท่านั้น ขาทั้งสองข้างยังปวดตุบๆ ราวกับเคยถูกหักขามาก่อนอย่างน่าประหลาด
ทว่าเมื่อพิจารณาให้ดี เล่อเจิ้งเหยียนดูไร้พิษสง ระดับพลังก็เพียงขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นหนึ่ง ประกอบกับชาติกำเนิดและรูปร่างที่ผ่ายผอม ดูแล้วช่างเป็นเด็กน้อยที่น่าเวทนายิ่งนัก
ฉู่ไป๋ข่มความรู้สึกแปลกประหลาดในใจ พลางโบกพัดในมือพร้อมรอยยิ้ม "ศิษย์น้องเล่อเจิ้งเป็นศิษย์สายตรงเพียงคนเดียวในรุ่นนี้ ท่านเจ้าสำนักและประมุขยอดเขาทั้งแปดมาถึงกันครบแล้ว พวกเรารีบไปกันเถอะ"
ณ ขอบลานกว้าง นกกระเรียนเซียนขนสีขาวบริสุทธิ์ท่วงท่าสง่างามสูงส่งยืนตระหง่าน ดวงตายาวรีจ้องมองลู่ซิงเหยียนที่กำลังเดินยิ้มเข้ามาอย่างเย็นชา ก่อนจะเอ่ยวาจาภาษามนุษย์
"ลู่ซิงเหยียน เจ้ายังกล้าโผล่หัวมาให้ข้าเห็นอีกหรือ หลังจากที่หลอกเอาขนของข้าไปคราวก่อน!"
ลู่ซิงเหยียนเบิกตากว้าง รีบถอยกรูดทันที นางมัวแต่ดีใจที่จะไม่ต้องเดินเท้าขึ้นไปยังหออำนวยการบนยอดเขาหลัก จนลืมไปสนิทว่าตนเองเคยก่อวีรกรรมไว้กับเจ้านกตัวนี้
"ศิษย์พี่ฉู่ไป๋ ทำไมท่านถึงขี่เจ้า 'ไป๋อวี่' มาล่ะเจ้าคะ?" ลู่ซิงเหยียนถามพลางถอยหลังหนี
"หืม? พอเจ้าไป๋อวี่รู้ว่าจะมารับเจ้า มันก็กระตือรือร้นอาสามาเองเลยนะ" ฉู่ไป๋เพิ่งกลับจากการท่องเที่ยวเมื่อไม่กี่วันก่อน จึงย่อมไม่รู้เรื่องความบาดหมางระหว่างลู่ซิงเหยียนกับนกกระเรียนเซียนไป๋อวี่
จิ่วฟางชิงเหยา เจ้าสำนักเสวียนหลิง มีสัตว์ขี่เป็นนกกระเรียนเซียนฝาแฝดสองตัว ตัวหนึ่งสีดำ อีกตัวสีขาว มีนามว่า 'เหยาเหยียน' และ 'ไป๋อวี่'
เจ้าเหยาเหยียนเป็นนกกระเรียนเซียนกลายพันธุ์ นิสัยใจคอไม่ได้สูงส่งสง่างามเหมือนนกกระเรียนทั่วไป มักชอบทำตัวลับๆ ล่อๆ ไม่กี่วันก่อน มันเกิดอยากได้ขนของไป๋อวี่ขึ้นมา แต่รู้ดีว่าหากลงมือเองคงไม่สำเร็จ มันจึงใช้สมุนไพรระดับเซียนสิบต้นมาล่อลวงลู่ซิงเหยียนที่กำลังมาเนียนกินข้าวฟรีบนยอดเขาหลัก ให้ช่วยดึงขนให้
ลู่ซิงเหยียนอ้างว่างานนี้เสี่ยงตายเกินไป จึงเรียกค่าจ้างเพิ่ม หลังจากรีดไถสมุนไพรระดับเซียนจากเหยาเหยียนมาได้ถึงยี่สิบต้น นางก็นำสมุนไพรระดับวิญญาณยี่สิบต้นไปแลกขนกับไป๋อวี่ โดยอ้างว่าจะนำขนไปหลอมศาสตราวุธ
เมื่อได้ขนมาแล้ว ลู่ซิงเหยียนก็รักษาสัญญา นำขนไปมอบให้เหยาเหยียน สวมบทบาทเป็นนายหน้าหน้าเลือดกินส่วนต่างอย่างสบายใจ
เรื่องราวควรจะจบลงอย่างสวยงามเพียงแค่นั้น
แต่ใครจะคาดคิดว่าเจ้านกเหยาเหยียนดันนิสัยชอบโอ้อวด มันเอาขนของไป๋อวี่ไปแกว่งโชว์ต่อหน้าเจ้าตัว แถมยังหลุดปากแฉว่าลู่ซิงเหยียนเรียกค่าจ้างไปเป็นสมุนไพรระดับเซียนถึงยี่สิบต้น
เมื่อรู้ตัวว่าถูกต้มตุ๋น ไป๋อวี่ก็จัดการสั่งสอนเหยาเหยียนจนน่วม ถอนขนคืน แล้วตามจองเวรไล่ต้อนลู่ซิงเหยียน จนทำให้นางไม่กล้าย่างกรายออกจากยอดเขาเสี่ยวเหยามาสามวันเต็มๆ
"เจ้ารับสมุนไพรระดับเซียนไป แต่กลับเอาสมุนไพรระดับวิญญาณมาให้ข้า ลู่ซิงเหยียน เจ้านี่มันช่างบังอาจนัก!" ไป๋อวี่ตวาดเสียงแหลม
"เสี่ยวอวี่จ๋า~ ข้าผิดไปแล้ว ยกโทษให้ข้าเถอะนะ?" เมื่อรู้ว่าหนีไม่พ้น ลู่ซิงเหยียนจึงได้แต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรม "แต่ข้านำสมุนไพรระดับเซียนทั้งยี่สิบต้นนั่นไปหลอมเป็นโอสถหมดแล้ว คงแบ่งให้เจ้าไม่ได้หรอก"
"เจ้าหลอมโอสถอะไรออกมา? เอาโอสถมาให้ข้า" ไป๋อวี่รู้ดีว่าแม้ลู่ซิงเหยียนจะติดแหง็กอยู่ที่ขอบเขตกลั่นลมปราณมาสิบปี แต่คุณภาพโอสถที่นางหลอมนั้นล้วนเป็นระดับสุดยอด ซึ่งเหมาะแก่การบำเพ็ญตบะของสัตว์เทพอย่างพวกมันที่สุด
"มันล้มเหลว... เตาหลอมระเบิดหมดเลย" ลู่ซิงเหยียนแสร้งยกมือขึ้นปาดน้ำตา "เตาหลอมระเบิดไปสองลูก ถ้ำที่พักก็พังพินาศ หากเจ้าไม่เชื่อก็ลองไปดูที่ยอดเขาเสี่ยวเหยาได้"
"ตอนนี้ข้ายากจนข้นแค้น แม้แต่หินวิญญาณระดับต่ำสักก้อนก็ยังไม่มีเลย"
【โฮสต์ ก็สมุนไพรระดับเซียนยี่สิบต้นนั่น ยังเก็บอยู่ที่ผมไม่ใช่เหรอครับ?】 ระบบ 666 เอ่ยถามขึ้นมาอย่างซื่อบื้อไร้เดียงสา
ลู่ซิงเหยียนรู้สึกขอบคุณสวรรค์เหลือเกินที่ระบบสื่อสารกับนางทางจิต มิเช่นนั้นนางคงต้องขายหน้าประชาชีเป็นแน่
ส่วนเล่อเจิ้งเหยียน ผู้ซึ่งถูกฝังทั้งเป็นจากเหตุการณ์เตาหลอมระเบิด สามารถเอาชีวิตเป็นประกันได้เลยว่า กลิ่นโอสถที่เขาได้กลิ่นเมื่อวานนั้น ไม่มีทางเป็นสมุนไพรระดับเซียนแน่นอน!
เขาเคยรู้สึกทะแม่งๆ แต่ตอนนี้เมื่อได้ยินคำพูดของระบบ เขาก็เข้าใจกระจ่างแจ้ง
ศิษย์พี่ของเขาเพิ่งจะหลอกเขาไปเมื่อคืน วันนี้ก็น่าไม่อายมาหลอกนกอีก
เล่อเจิ้งเหยียนอยากจะตะโกนฟ้องเหลือเกินว่านางโกหก เห็นชัดๆ ว่านางยังมีหินวิญญาณระดับสูงซุกซ่อนอยู่ ซึ่งเขารู้เรื่องนี้จากเสียงในใจของนางเมื่อคืน แต่เมื่อคำนึงถึงบทบาทที่ต้องรักษาภาพลักษณ์ เขาจึงจำต้องสงบปากสงบคำต่อไป