- หน้าแรก
- คุณหนูครับ อย่าคิดว่าผมรู้ไม่ทัน
- บทที่ 13 หนุ่มน้อยหอยทาก
บทที่ 13 หนุ่มน้อยหอยทาก
บทที่ 13 หนุ่มน้อยหอยทาก
บทที่ 13 หนุ่มน้อยหอยทาก
ยามลู่ซิงเหยียนกลับมาถึงยอดเขาเสี่ยวเหยา นางไม่พบเงาร่างของเล่อเจิ้งเหยียน ทว่าถ้ำที่พักทั้งสามคูหาของเขา รวมไปถึงวัชพืชที่เคยขึ้นรกครึ้มอยู่หน้าถ้ำของนาง กลับถูกกำจัดจนเตียนโล่งสะอาดสะอ้าน
【เจ้าหก นายคิดว่าจอมวายร้ายที่เข้าสู่ด้านมืดไปแล้ว จะกลายเป็นหนุ่มน้อยหอยทากผู้แสนดีได้ด้วยเหรอ?】
เพื่อให้การบำเพ็ญเพียรเกิดประสิทธิผลสูงสุด ลู่ซิงเหยียนจึงไม่เคยเจียดเวลามาใส่ใจกับการกำจัดวัชพืชหน้าถ้ำเป็นพิเศษ
นางมักจะรอให้พวกมันงอกสูงขึ้นในระดับหนึ่ง แล้วค่อยใช้วิชากระบี่กวาดล้างทีเดียว ทว่าลู่ซิงเหยียนนั้นเคร่งครัดเรื่องรอยตัดของวัชพืชยิ่งนัก แม้จะใช้เพียงกระบี่ไม้ แต่รอยตัดจะต้องเรียบกริบเสมอกันประหนึ่งถูกตัดด้วยคมศาสตราที่แหลมคมที่สุด
นางคาดไม่ถึงเลยว่าเล่อเจิ้งเหยียนผู้มี 'ค่าความวิปลาส' สูงถึงสองล้าน จะถือโอกาสจัดการวัชพืชหน้าถ้ำของนางไปด้วยในระหว่างที่ทำความสะอาดที่พักของตนเอง
ขยันขันแข็งถึงเพียงนี้ หากไม่มีระบบคอยแจ้งเตือน ใครจะไปเชื่อว่าเขามีค่าความวิปลาสสูงถึงสองล้านกันเล่า?
"คารวะศิษย์พี่"
เมื่อได้ยินความเคลื่อนไหวภายนอกถ้ำ เล่อเจิ้งเหยียนที่คาดว่าลู่ซิงเหยียนคงกลับมาแล้ว จึงรีบใช้แขนเสื้อลบรอยค่ายกลที่วาดค้างไว้ด้วยแท่งถ่านบนเตียงหินออกจนเกลี้ยง แล้วลุกขึ้นออกมาต้อนรับนาง
หลังจากทำความสะอาดถ้ำที่พักเสร็จสิ้น เล่อเจิ้งเหยียนได้ชำระล้างร่างกายในสระน้ำที่ซ่อนอยู่หลังม่านน้ำตกเล็กๆ ข้างถ้ำ ยามที่เขาออกจากตระกูลเล่อเจิ้ง นอกจากเสื้อผ้าเนื้อหยาบที่มีรอยปะชุนติดกายแล้ว เขาก็แทบไม่มีสมบัติใดติดตัวมาอีก
บัดนี้ เมื่อเขาอยู่ในชุดศิษย์สายตรงสีขาวหิมะ ปักลวดลายภูผาธาราและเมฆาเขียวขจี รัศมีรอบกายดูราวกับประกายแสงและละอองทองที่ล่องลอยอยู่ท่ามกลางขุนเขาและหุบเหวที่ปกคลุมด้วยหมอก
รูปร่างของเขาสูงโปร่งและยืดตรง เครื่องหน้าหล่อเหลาคมคายลึกล้ำ เพียงแต่ดูผ่ายผอมไปสักหน่อยเท่านั้น
ลู่ซิงเหยียนชูปิ่นโตอาหารในมือขึ้นพร้อมรอยยิ้ม "ดูท่าศิษย์น้องจะปรับตัวได้ดีทีเดียว ศิษย์พี่เพิ่งแวะไปที่โรงครัววิญญาณเพื่อนำอาหารมาต้อนรับเจ้า อาหารวิญญาณของสำนักเสวียนหลิงเรารสชาติไม่เลวเลย หวังว่าศิษย์น้องจะชอบนะ"
"ขอบคุณศิษย์พี่ที่เมตตาขอรับ"
เมื่อเห็นท่าทีว่าง่ายของเล่อเจิ้งเหยียน ลู่ซิงเหยียนก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน "แค่ศิษย์น้องชอบก็พอแล้ว ไม่ถือว่าเป็นเรื่องลำบากหรือสิ้นเปลืองอะไรหรอก"
"ศิษย์พี่..." เล่อเจิ้งเหยียนก้มหน้าลง ท่าทางอึกอักคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่น้ำเสียงกลับสั่นเครือ
ลู่ซิงเหยียนโน้มตัวเข้าไปดูใกล้ๆ ก็พบว่าดวงตาของเขามีน้ำรื้นขึ้นมา หางตาดอกท้อคู่นั้นแดงระเรื่ออย่างน่าเอ็นดู
"นี่... นี่เจ้าคงไม่ได้กำลังร้องไห้อยู่ใช่ไหม?!" ลู่ซิงเหยียนตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
"เปล่าขอรับ" เล่อเจิ้งเหยียนนั่งลงบนม้านั่งหิน หันหลังให้แล้วกระซิบเสียงแผ่ว "ข้าก็แค่... ไม่เคยมีใครดีกับข้าเช่นนี้มาก่อน ตั้งแต่เล็กจนโต ข้าสัมผัสความเมตตาบนโลกใบนี้ได้จากศิษย์พี่เพียงคนเดียว ข้ากลัวเหลือเกินว่านี่จะเป็นเพียงภาพลวงตา"
"ศิษย์น้องวางใจเถอะ นี่ไม่ใช่ภาพลวงตาแน่นอน ในเมื่อเจ้าเข้ามาอยู่ที่ยอดเขาเสี่ยวเหยาแล้ว จากนี้ไปยอดเขาเสี่ยวเหยาจะคุ้มครองเจ้าเอง หากใครรังแกเจ้า ก็แค่มาฟ้องศิษย์พี่" ลู่ซิงเหยียนเอ่ยปลอบโยนจอมวายร้ายเจ้าน้ำตาที่มีค่าความวิปลาสสองล้านอย่างนุ่มนวล
ทว่าในใจนางกลับแค่นเสียงเย็นชา
【เจ้าเด็กบ้า เล่นละครตบตาได้แนบเนียนเชียวนะ】
เล่อเจิ้งเหยียนที่ได้ยินเสียงความคิดของนางถึงกับชะงักมือที่กำลังปาดน้ำตา
เขาถูกจับได้เร็วขนาดนี้เลยหรือ?
หยาดน้ำตายังคงคลอหน่วยอยู่ในดวงตา ชั่วขณะหนึ่งเขาทำตัวไม่ถูกว่าควรจะปล่อยให้มันไหลลงมาตามแผนเดิม หรือควรจะกลั้นมันกลับเข้าไปดี
【ค่าความวิปลาสปาเข้าไปตั้งสองล้าน แต่กลับมาร้องห่มร้องไห้ซาบซึ้งใจกับข้าวแค่กล่องเดียวเนี่ยนะ? คิดจะหลอกใครกันยะ?】
【ฮ่าฮ่าฮ่า โฮสต์ อย่าพูดแบบนั้นสิ ตัวร้ายน้อยเขาไม่มีศักดิ์ศรีบ้างหรือไง ฮ่าฮ่าฮ่า】
ระบบ 666 ฉวยโอกาสที่คุยกันผ่านจิต หัวเราะเยาะเสียงดังลั่นราวกับห่าน
เล่อเจิ้งเหยียนกลั้นน้ำตาที่ยังไม่ทันไหลลงมากลับเข้าไปอย่างเงียบเชียบ
จากบทสนทนาระหว่างลู่ซิงเหยียนและระบบ เล่อเจิ้งเหยียนจับใจความสำคัญได้ว่า แม้ 'เจ้าหก' ซึ่งเป็นสัตว์พันธสัญญาตัวนั้นจะมีเสียงกึ่งชายกึ่งหญิง ไม่เหมือนคนและไม่เหมือนผี แต่มันกลับมีความสามารถบางอย่างที่น่าสนใจ
มันสามารถขุดคุ้ยข้อมูลของเขาได้ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งกลายเป็นจอมมาร แม้กระทั่งสีของกางเกงชั้นในที่เขาสวมใส่ในแต่ละวัน
ในฐานะผู้ที่เคยชินกับการใช้อำนาจปกครองแดนมารเยี่ยงจอมราชัน เล่อเจิ้งเหยียนย่อมเกรงว่าสัญชาตญาณกระหายเลือดที่สั่งสมมาในอดีต จะติดตัวข้ามภพชาติมาสู่ร่างวัยเยาว์นี้ด้วย