- หน้าแรก
- โดนเทหลังสอบติด เลยไปออกรายการหาคู่จนดังระเบิด
- บทที่ 25 พระอาทิตย์ยามเจ็ดโมงครึ่ง
บทที่ 25 พระอาทิตย์ยามเจ็ดโมงครึ่ง
บทที่ 25 พระอาทิตย์ยามเจ็ดโมงครึ่ง
เจียงหนิงชอบฟังเพลงจริงๆ ด้วย
ระหว่างที่ฟัง เธอก็จะเผลอฮัมเพลงคลอไปตามทำนองสองสามท่อนอย่างไม่รู้ตัว
สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เฉินจิ้งอวิ๋นเคยเข้าชมรมกีตาร์และทุ่มเทฝึกซ้อมอย่างหนัก แต่พอเรียนจบก็แทบไม่ได้จับมันอีกเลย เหตุผลแรกคือ กีตาร์ตัวเก่งของเขาพังไปแล้ว และเหตุผลที่สองคือ พอเริ่มทำงาน เขาก็ไม่มีเวลาว่างมานั่งดีดกีตาร์ร้องเพลงอีกเลย
ยิ่งไปกว่านั้น บทเพลงที่อัดแน่นอยู่ในหัวของเขา ล้วนเป็นเพลงที่ไม่มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ทั้งสิ้น
เฉินจิ้งอวิ๋นเคยแอบคิดเล่นๆ ด้วยซ้ำว่า ถ้าเขาก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง เขาจะกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับท็อปได้ไหมนะ
แต่ก็เป็นได้แค่ความคิดชั่วแล่นเท่านั้นแหละ
วงการบันเทิงเปรียบเสมือนบ่อสีย้อมผ้าขนาดมหึมา ที่มีคนร้อยพ่อพันแม่ปะปนกันไปหมด
หลังจากประสบความสำเร็จทางธุรกิจในโลกก่อน เฉินจิ้งอวิ๋นเคยออกงานสังคมระดับไฮเอนด์มานับไม่ถ้วน และได้เห็นดาราสาวมากหน้าหลายตาในงานเหล่านั้น จุดประสงค์เดียวที่พวกเธอมาปรากฏตัวในงานปาร์ตี้แบบนี้ก็คือ... มานั่งดริ้งก์เป็นเพื่อนแขกวีไอพีนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ ภาพจำอันสวยหรูเกี่ยวกับคนดังในวงการบันเทิงจึงมลายหายไปจากใจเฉินจิ้งอวิ๋นนานแล้ว
นี่แหละคือเหตุผลที่เขาไม่ได้แสดงท่าทีกระตือรือร้นหรือตื่นเต้นอะไรเป็นพิเศษตอนที่เจอกับเจียงอี้หลิน สำหรับเขา เธอเป็นแค่แขกรับเชิญร่วมรายการคนหนึ่งเท่านั้น
บทเพลงถูกบรรเลงผ่านหูฟังไปทีละเพลง
เมื่อเห็นดวงอาทิตย์ลอยเด่นเกือบจะตรงหัว เฉินจิ้งอวิ๋นก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็น 'เวร' ของเขา เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ปิดเพลง แล้วหันไปบอกเจียงหนิง "ผมต้องไปหาบน้ำแล้วล่ะครับ ป่านนี้พวกเขาน่าจะไปรวมตัวกันหมดแล้ว"
"อ๋อค่ะ"
เจียงหนิงเดินตามเฉินจิ้งอวิ๋นไปที่จุดตักน้ำ หลังจากเติมน้ำจนเต็มถังสองใบ เจียงหนิงก็ลองทำท่าจะยกดูบ้าง แต่น้ำ 20 ลิตร หนักตั้ง 20 กิโลกรัม ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอจะไปยกไหวได้ยังไง
"ให้ผมจัดการเองดีกว่าครับ"
เฉินจิ้งอวิ๋นสอดไม้คานเข้ากับหูถัง แล้วหาบน้ำสองถังใหญ่มุ่งหน้ากลับไปที่บ้านพักพิงใจ ทางขวามือของตัวบ้านมีแท็งก์น้ำใต้ดินซ่อนอยู่ พอเปิดฝาออกก็จะเห็นปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ข้างใน
หลังจากชะโงกหน้าลงไปดู เฉินจิ้งอวิ๋นก็หันไปบอกเจียงหนิง "คุณเข้าไปพักข้างในก่อนเถอะครับ น้ำเหลือไม่เยอะแล้ว ผมคงต้องเดินหาบอีกหลายรอบเลย"
เจียงหนิงทำปากยื่น "ฉันไม่อยากเข้าไปนี่คะ"
ขนาดยืนอยู่ข้างนอก ยังได้ยินเสียงหัวเราะครื้นเครงดังลอดออกมาจากข้างใน สถานการณ์ที่คนเยอะแยะวุ่นวายแบบนี้แหละคือสิ่งที่เจียงหนิงอยากหลีกเลี่ยงที่สุด
เฉินจิ้งอวิ๋นรีบเสนอทางเลือกที่สองทันที เขาชี้มือไปที่ศาลาริมหาดที่ทีมงานสร้างไว้ แล้วบอกว่า "งั้นคุณไปนั่งเล่นตรงนั้นก่อนไหมครับ?"
เจียงหนิงมองตามปลายนิ้วของเขา แล้วก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
แต่พอเดินไปได้สองสามก้าว เธอก็หันขวับกลับมาถาม "หาบน้ำเสร็จแล้ว คุณจะมาหาฉันไหมคะ?"
"มาสิครับ"
"อ๋อค่ะ" เจียงหนิงรับคำแล้วเดินตัวปลิวไปที่ศาลาด้วยความเบิกบานใจ
【จบกัน จบสิ้นกันแล้ว】
【นี่มันจะไม่พัฒนาความสัมพันธ์กันเร็วไปหน่อยเหรอเนี่ย?】
【มีการเน้นย้ำด้วยนะว่าให้ตามมาหา】
【เจียงหนิงคงไม่ได้แอบมีใจให้ไอ้หมาเฉินหรอกมั้ง ใช่ไหม?】
【ฉันร้อนรุ่มไปหมดแล้วเนี่ย ต้องการความรักด่วนๆ เพื่อดับไฟในทรวง】
【ความรักช่วยอะไรไม่ได้หรอกเอ็ง ต้องกินน้ำสายน้ำผึ้งแก้ร้อนในเว้ย】
เฉินจิ้งอวิ๋นเดินหาบน้ำไปกลับถึงสี่รอบ แม้ระยะทางจะไม่ไกลนัก แต่การต้องแบกน้ำหนักเกือบ 40 กิโลกรัม เดินฝ่าเปลวแดดเปรี้ยงๆ แบบนี้ ต่อให้เป็นใครก็ต้องมีหอบกันบ้างแหละ
หลังจากเอาถังน้ำและไม้คานไปเก็บเข้าที่ เฉินจิ้งอวิ๋นก็ยืนหอบแฮ่กๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตรงไปที่ศาลา
ความจริงแล้ว ก่อนหน้านี้เฉินจิ้งอวิ๋นค่อนข้างแคร์สายตาและคำวิจารณ์ของผู้ชมพอสมควร แต่ในเมื่อตอนนี้โดนตั้งฉายาว่า 'ไอ้หมาเฉิน' ไปแล้ว เขาก็เลยกะจะปล่อยเลยตามเลย ไม่สนใจอะไรมันแล้ว
อีกอย่าง ทีมงานก็ประกาศกร้าวตั้งแต่แรกแล้วนี่นาว่า นี่คือรายการเดตที่ให้อิสระเต็มที่ และจะไม่มีการจัดฉากหรือบังคับฝืนใจใดๆ ทั้งสิ้น
ถ้าเป็นแบบนั้น แล้วจะต้องไปแคร์อะไรอีกล่ะ?
"เฉินจิ้งอวิ๋น เหงื่อคุณท่วมเลยนะคะเนี่ย"
"ก็เหนื่อยนิดหน่อยแหละครับ"
เจียงหนิงล้วงซองทิชชู่ออกจากกระเป๋า ดึงออกมาแผ่นหนึ่งแล้วยื่นให้เฉินจิ้งอวิ๋น เขารับมาซับเหงื่อบนหน้าผากลวกๆ ตั้งใจจะโยนทิ้ง แต่พอมองหาถังขยะไม่เจอ เขาก็เลยยัดทิชชู่แผ่นนั้นเก็บใส่กระเป๋ากางเกงตัวเองแทน
"วันนี้เรายังมีงานบ้านอะไรต้องทำอีกไหมคะ?"
"ล้างจานเราก็ผลัดเวรกันไปแล้ว คงเหลือแค่ถูพื้นกับเอาขยะไปทิ้งแหละครับ เดี๋ยวผมจัดการเอง"
"แล้วแบบนี้ ฉันจะไม่กลายเป็นตัวถ่วงของคุณเอาเหรอคะ?"
"ไม่หรอกครับ" เฉินจิ้งอวิ๋นตอบกลั้วรอยยิ้ม "เมื่อเช้าคุณถามผมไม่ใช่เหรอครับว่าทำไมชาวเน็ตถึงเรียกผมว่าไอ้หมาเฉิน? เอาจริงๆ นะ พวกเขาไม่ได้เอ็นดูผมหรอก แต่พวกเขากำลังอิจฉาผมต่างหากล่ะ เดิมทีในฐานะแขกรับเชิญผู้โชคดี ใครๆ ก็กะจะรอดูความล้มเหลวของผมกันทั้งนั้น แต่เพราะคุณแท้ๆ ผมถึงกลายเป็นคนที่ทุกคนพากันอิจฉาตาร้อน เพราะงั้น คุณไม่ต้องรู้สึกผิดหรอกครับ งานปกติที่ผมทำเหนื่อยกว่านี้ตั้งเยอะ งานแค่นี้จิ๊บจ๊อยมากสำหรับผม อีกอย่าง มือคุณนุ่มนิ่มขนาดนี้ ขืนปล่อยให้ทำงานหยาบๆ แบบนั้น ผมคงปวดใจแย่..."
พอรู้ตัวว่าเผลอหลุดปากพูดอะไรออกไป เฉินจิ้งอวิ๋นก็รีบกลืนคำพูดที่เหลือลงคอแทบไม่ทัน
เจียงหนิงขมวดคิ้วมุ่น ถามด้วยความสงสัย "ทำไมพวกเขาถึงกะจะรอดูความล้มเหลวของคุณล่ะคะ?"
"ก็เพราะคนที่มารายการนี้ได้ มีแต่พวกระดับหัวกะทิโปรไฟล์หรูๆ ทั้งนั้นน่ะสิครับ พอเอาผมไปเทียบกับพวกเขา ผมมันก็แค่ฝุ่นใต้ตีนดีๆ นี่เอง"
"ไม่จริงสักหน่อยค่ะ"
เจียงหนิงเถียงกลับอย่างมีเหตุผล "คุณแม่ฉันบอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดของผู้ชายคืออุปนิสัยใจคอต่างหาก อาชีพการงานมันวัดอะไรไม่ได้หรอก อนาคตของคนเรา บางทีมันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถเสมอไปหรอกนะ แต่มันขึ้นอยู่กับภูมิหลังครอบครัวและจังหวะชีวิตต่างหาก"
"สิ่งที่คุณแม่คุณพูดมีเหตุผลมากเลยครับ"
"คุณไม่ควรดูถูกตัวเองนะคะ"
"มันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นหรอกครับ ปีนี้ผมเพิ่งจะยี่สิบสี่ ถ้านับตามอายุจีนก็ยี่สิบห้า ถ้าเปรียบชีวิตคนเราเป็นเวลาหนึ่งวัน วัยยี่สิบห้าก็เปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ยามเจ็ดโมงครึ่งนั่นแหละครับ แล้วผมจะเอาเวลาที่ไหนไปดูถูกตัวเองล่ะครับ?"
【เชี่ย ไอ้หมาเฉินนี่มันคารมคมคายใช้ได้เลยนะเว้ย】
【วัยยี่สิบห้าคือดวงอาทิตย์ยามเจ็ดโมงครึ่ง โควตนี้ต้องจด!】
【ทำไมฉันรู้สึกว่าไอ้หมาเฉินดูไม่เหมือนคนอายุยี่สิบห้าเลยวะ? ดูความคิดความอ่านเหมือนคนอายุสามสิบห้ามากกว่าอีก】
【บางทีเขาอาจจะผ่านอะไรมาเยอะก็ได้นะ】
【ฉันชักจะเริ่มเห็นใจหมอนี่ขึ้นมานิดๆ แล้วสิ】
"เลิกคุยเรื่องผมเถอะครับ" เฉินจิ้งอวิ๋นเปลี่ยนเรื่องคุยพร้อมรอยยิ้ม "ปกติเวลาประมาณนี้ คุณมักจะทำอะไรเหรอครับ?"
"ตอนเช้าฉันก็อยู่แต่บ้าน ไม่ค่อยได้ทำอะไรหรอกค่ะ"
"แล้วตอนบ่ายล่ะครับ?"
เจียงหนิงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ "บางทีคุณแม่ก็จะพาไปดูละครเวที ไม่ก็คอนเสิร์ตคลาสสิกค่ะ เคยไปดูงานศิลปะที่แกลเลอรีบ้าง แล้วก็ไปจิบน้ำชาทานขนมบ้านคุณป้าคุณน้ากลุ่มเพื่อนคุณแม่น่ะค่ะ"
"คุณไม่ได้ไปเดินช้อปปิ้งซื้อเสื้อผ้า หรือไปดูหนังกับเพื่อนๆ บ้างเหรอครับ?"
เจียงหนิงส่ายหน้าดิก "ฉันไม่ค่อยได้ไปช้อปปิ้งหรอกค่ะ เวลาแบรนด์ไหนมีคอลเลกชันใหม่ เขาก็จะส่งรูปมาให้คุณแม่เลือกในกรุ๊ปวีแชต ถ้าคุณแม่ถูกใจชุดไหน เขาก็จะเอามาส่งให้ถึงบ้านเลยค่ะ ส่วนเรื่องดูหนัง ฉันไม่ต้องออกไปดูข้างนอกหรอกค่ะ ที่บ้านฉันมีห้องโฮมเธียเตอร์อยู่แล้ว"
【คุณพระ! นี่มันคุณหนูตระกูลมหาเศรษฐีชัดๆ!】
【ตื่นเต้นอะไรกันนักหนา ฉันเดาออกตั้งแต่เมื่อวานแล้วย่ะ】
【ตอนนี้ฉันเริ่มจะอิจฉาตาร้อนจริงๆ แล้วนะเว้ย】
【อิจฉาจนตาร้อนผ่าวแล้วเนี่ย!】
【คุณหนูตระกูลผู้ดีเก่าของแทร่】
หวังเหยากลอกตามองบน พลางบ่นอุบอิบในใจ "ยายลูกคนนี้ มีอะไรก็พูดออกมาหมดเปลือกเลยนะ"
เฉินจิ้งอวิ๋นเองก็สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากล จึงรีบเบรกเธอไว้ "พอแล้วครับ ไม่ต้องเล่าแล้ว เรื่องส่วนตัวในครอบครัวอย่าเอามาพูดออกรายการเลยครับ"
"อ๋อค่ะ"
เมื่อจบบทสนทนานั้น ความเงียบก็เข้าปกคลุมศาลาริมหาดชั่วขณะ
ในจังหวะที่เฉินจิ้งอวิ๋นกำลังจะชวนคุยเรื่องใหม่ จางซูหานก็เดินดุ่มๆ ออกจากบ้านพักพิงใจ มุ่งตรงมาที่ศาลา เขาฉีกยิ้มแล้วเอ่ยทัก "มาทำอะไรกันอยู่ตรงนี้ครับเนี่ย?"
"อ๋อ ผมเพิ่งหาบน้ำเสร็จน่ะครับ เลยมานั่งพักเหนื่อยสักหน่อย"
"คุณซุนจื่อรั่วทำกับข้าวคนเดียวไม่ไหวหรอกครับ แล้วพวกเราก็ทำอาหารไม่เป็นกันซะด้วย เธอเลยฝากผมมาตามคุณไปช่วยหน่อยน่ะครับ"
เฉินจิ้งอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง "แล้วหวังฮ่าวอวี่กับจ้าวหมิงล่ะครับ ไม่ได้อยู่ช่วยเหรอ?"
"สองคนนั้น... เอาเป็นว่า คุณซุนจื่อรั่ววานให้ผมมาตามคุณก็แล้วกันครับ"
ในเมื่อพูดมาขนาดนี้แล้ว
เฉินจิ้งอวิ๋นก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะปฏิเสธ เขาผุดลุกขึ้นยืนแล้วเดินกลับไปที่บ้านพักพิงใจ
หลังจากเฉินจิ้งอวิ๋นเดินออกไป จางซูหานก็สบโอกาสทิ้งตัวลงนั่งในศาลาแทน เขาเหลือบมองเจียงหนิงแวบหนึ่ง กำลังจะอ้าปากชวนคุย แต่เจียงหนิงกลับล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าซะก่อน...