- หน้าแรก
- โดนเทหลังสอบติด เลยไปออกรายการหาคู่จนดังระเบิด
- บทที่ 14 ฉันอยากอยู่ช่วยเขาค่ะ
บทที่ 14 ฉันอยากอยู่ช่วยเขาค่ะ
บทที่ 14 ฉันอยากอยู่ช่วยเขาค่ะ
"กินข้าวได้แล้ว!"
ทั้งห้าคนง่วนอยู่ในครัวนานกว่าสี่สิบนาที ด้วยเตาแก๊สสองหัวและเตาอบไอน้ำที่ทำงานพร้อมกัน ในที่สุดพวกเขาก็ทำอาหารเสร็จสี่อย่าง ซุปหนึ่งอย่าง และหมั่นโถวอีกหนึ่งเข่ง
ถั่วแขกผัดแห้ง ปีกไก่ตุ๋นโคคาโคล่า เนื้อผัดพริก มะเขือเทศผัดไข่ และซุปซี่โครงหมูตุ๋นข้าวโพดแครอทชามโต
ล้วนเป็นเมนูอาหารทำกินเองที่บ้านง่ายๆ ทั้งสิ้น
เฉินจิ้งอวิ๋นแอบคิดในใจว่า ถ้ามีลูกมือคอยล้างและหั่นผักให้ล่ะก็ อาหารพวกนี้เขาคงทำเสร็จคนเดียวได้สบายๆ
ในชาติก่อน เฉินจิ้งอวิ๋นเคยทำมาหมดแล้วทุกอย่างเพื่อหาเงิน ทั้งทำไร่ทำนา เป็นลูกมือในครัว ขี่รถส่งอาหาร เป็นกรรมกรก่อสร้าง... และเพราะประสบการณ์ความลำบากเหล่านี้นี่แหละ ที่หล่อหลอมให้เขาสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจนประสบความสำเร็จได้เมื่อโอกาสมาถึง
อย่างที่โบราณว่าไว้ 'ต้องทนความลำบากที่เหนือกว่าความลำบากใดๆ จึงจะกลายเป็นยอดคนได้'
เหตุผลที่เขาไม่เสนอตัวอยู่ในครัวตอนแรก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีคนอาสาเยอะแล้ว อีกส่วนหนึ่งคือเขาไม่อยากทำตัวเด่นเกินไป ในฐานะ 'แขกรับเชิญผู้โชคดี' การทำตัวเสนอหน้ามากไปย่อมนำมาซึ่งกระแสตีกลับแน่นอน
โต๊ะอาหารสี่เหลี่ยมผืนผ้าตัวยาวมีที่นั่งฝั่งละห้าที่
แขกรับเชิญหญิงทั้งห้าคนนั่งเรียงกันฝั่งหนึ่ง ส่วนแขกรับเชิญชายนก็นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
บุคลิกของแต่ละคนฉายชัดออกมาให้เห็นก็ตอนนี้แหละ คนที่เปิดเผยและมีความมั่นใจอย่างหวังฮ่าวอวี่ จ้าวหมิง และจางซูหาน ต่างก็เลือกนั่งตรงกลางอย่างไม่ลังเล
ในขณะที่เฉินเจ๋อหลินกับเฉินจิ้งอวิ๋น เลือกนั่งหัวท้ายคนละฝั่ง
ฝั่งสาวๆ ก็ไม่ต่างกัน ดาราสาวเจียงอี้หลินนั่งอยู่ตรงกลางเป๊ะ ขนาบข้างด้วยคนอื่นๆ ส่วนเจียงหนิงก็แน่นอนว่าเลือกนั่งริมสุด
แต่การนั่งแบบนี้ ทำให้คนที่อยู่ริมสุดตักอาหารได้ลำบาก
ผู้ชายแขนยาวหน่อยก็ยังพอเอื้อมถึง แต่สาวๆ นี่สิ ต้องลุกขึ้นยืนสถานเดียว
จางซูหานเป็นคนแรกที่ยกแก้วน้ำขึ้น "ลำบากพวกคุณแล้วนะครับ"
"ขอแค่พวกคุณไม่รังเกียจฝีมือก็พอครับ"
"จะรังเกียจได้ยังไงล่ะครับ"
"มาครับ ชนแก้ว!"
"ใครทำเมนูไหนบ้างครับเนี่ย?"
หวังฮ่าวอวี่ยิ้มแล้วตอบ "ผมผัดถั่วแขก ทำปีกไก่โคล่า แล้วก็เนื้อผัดพริกจานนี้ครับ"
จ้าวหมิงนักกีฬาหนุ่มตอบอย่างถ่อมตัว "ผมทำมะเขือเทศผัดไข่กับซุปครับ"
"งั้นผมไม่เกรงใจแล้วนะครับ!"
เมื่อเห็นทุกคนเริ่มจับตะเกียบและคีบอาหารเข้าปาก เฉินจิ้งอวิ๋นก็คิดในใจว่า: 'ต่อไปคงเป็นช่วงโชว์ทักษะการแสดงของแต่ละคนสินะ'
"รสชาติเป็นไงบ้างครับ?"
"อร่อยมากเลยค่ะ"
"เนื้อจานนี้นุ่มมาก"
"ปีกไก่ก็ใช้ได้เลยนะคะ"
มันเป็นกฎเหล็กของรายการวาไรตี้อยู่แล้วว่า ห้ามวิจารณ์รสมือคนทำอาหาร
ขืนใครหลุดปากวิจารณ์ว่าไม่อร่อยล่ะก็ รับรองว่าโดนชาวเน็ตรุมสับเละแน่: 'เก่งนักทำไมไม่ทำเอง นั่งกินสบายๆ ไม่ได้ช่วยหยิบจับอะไรแล้วยังมีหน้ามาติโน่นตินี่อีก'
เพื่อหลีกเลี่ยงดราม่า ทุกคนจึงพร้อมใจกันเลือกที่จะ 'อวย'
นอกจากจะเป็นการรักษาน้ำใจคนทำแล้ว ยังป้องกันการโดนรถทัวร์จากผู้ชมมาจอดหน้าบ้านอีกด้วย
เฉินจิ้งอวิ๋นตัดสินใจลองเชิงด้วยการคีบปีกไก่ขึ้นมากัดและเคี้ยวดูสองสามที
เวรเอ๊ย!
ข้างในจืดชืดไม่มีรสชาติอะไรเลย
ถ้าเป็นปลายปีกก็คงสุกง่ายอยู่หรอก แต่ตรงปีกกลางเนี่ย มันต้องเคี่ยวนานหน่อย หรือไม่ก็ต้องบั้งเนื้อก่อนเพื่อให้รสชาติซึมเข้าเนื้อ
เห็นได้ชัดว่าหวังฮ่าวอวี่ไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นเลย
ข้างนอกรสชาติพอแหลกลงคอได้ แต่ข้างในจืดสนิท ก้มลงดูก็เห็นเนื้อขาวจั๊วะอยู่เลย
เนื่องจากจานปีกไก่วางอยู่ตรงริมสุดพอดี เจียงหนิงเห็นเฉินจิ้งอวิ๋นคีบไปชิ้นหนึ่ง ก็เลยยกตะเกียบเตรียมจะคีบชิ้นต่อไปบ้าง
แต่ในจังหวะนั้นเอง ก็มีคนเอาเท้ามาสะกิดรองเท้าเธอเบาๆ ใต้โต๊ะ
เจียงหนิงเงยหน้ามองเฉินจิ้งอวิ๋นที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามตามสัญชาตญาณ
เฉินจิ้งอวิ๋นกลัวว่าคนอื่นจะสังเกตเห็น จึงทำได้แค่อาศัยจังหวะชุลมุนส่ายหน้าให้เธอเบาๆ
เจียงหนิงฉลาดพอที่จะเข้าใจ เธอวางตะเกียบลงทันที
เฉินจิ้งอวิ๋นปล่อยปีกไก่ชิ้นนั้นทิ้งไว้ในชาม แล้วลองคีบมะเขือเทศผัดไข่มากินกับข้าว รสชาติถือว่าพอใช้ได้
ดูเหมือนจ้าวหมิงจะพอมีฝีมือปลายจวักอยู่บ้าง
เจียงหนิงแอบสังเกตการณ์เฉินจิ้งอวิ๋นอยู่เงียบๆ เมื่อเห็นเขาชิมเสร็จแล้วพยักหน้าเบาๆ
เธอถึงได้เริ่มคีบมะเขือเทศผัดไข่มากินบ้าง
ปากทุกคนก็พร่ำบอกว่าอร่อยๆ แต่ในความเป็นจริง หลังจากที่ทุกคนคีบถั่วแขกเข้าปากไปคำแรก ก็ไม่มีใครแตะจานนั้นอีกเลย
ปีกไก่โคล่าก็มีชะตากรรมไม่ต่างกัน
หวังฮ่าวอวี่เองก็คงรู้ตัว เขาจึงเป็นฝ่ายชวนคุยเรื่องอื่นเพื่อกลบเกลื่อน
เฉินจิ้งอวิ๋นเอาแต่นั่งเงียบ กินข้าวไปได้ครึ่งชามก็ยังไม่อิ่ม จึงเอื้อมมือไปหยิบหมั่นโถวไส้ครีมมากิน
แม่บ้านที่บ้านของเจียงหนิงมีใบรับรองเชฟระดับโปร เฉินจิ้งอวิ๋นเจออาหารรสชาติแบบนี้ยังพอฝืนกินข้าวได้ครึ่งชาม แต่เจียงหนิงนี่สิ เธอแทบจะกลืนอะไรไม่ลงเลย
เมื่อเห็นดังนั้น เฉินจิ้งอวิ๋นจึงเป็นฝ่ายถามขึ้นก่อน "เอาหมั่นโถวไหมครับ?"
เข่งหมั่นโถววางอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ ขนาดเฉินจิ้งอวิ๋นยังต้องยืดแขนสุดตัวกว่าจะหยิบถึง ถ้าเจียงหนิงอยากกิน เธอคงต้องลุกขึ้นยืน ซึ่งนิสัยอย่างเธอคงไม่กล้าทำแบบนั้นแน่
ตอนที่เธอกำลังกังวลเรื่องนี้อยู่ เฉินจิ้งอวิ๋นก็ถามขึ้นมาพอดี เจียงหนิงจึงรีบพยักหน้ารับทันที
เฉินจิ้งอวิ๋นเอื้อมมือไปอีกครั้ง หยิบหมั่นโถวไส้ครีมลูกเล็กมาสองลูก แล้ววางลงในชามของเจียงหนิงที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
"ขอบคุณค่ะ~"
【เชี่ย เชี่ย เชี่ย! หมอนี่ดูท่าจะจีบหญิงเก่งน่าดูเลยว่ะ】
【ไอ้หมาเฉินหาจังหวะทำคะแนนได้อีกแล้ว】
【มองในมุมผู้หญิง สิ่งที่เฉินจิ้งอวิ๋นทำนี่ได้ใจไปเต็มๆ เลยนะ】
【โชคดีที่มันเป็นแค่คนธรรมดานะเนี่ย】
หวังเหยาที่กำลังทานข้าวอยู่ที่โรงแรมก็ยังคงเปิดไลฟ์สตรีมดูอยู่ตลอด
เมื่อไม่กี่นาทีก่อน พอเห็นลูกสาวแทบไม่แตะอาหารในจาน เธอก็เดาได้ทันทีว่ารสชาติคงแย่มาก
เธอกำลังเป็นห่วงว่าลูกสาวจะหิวแย่ระหว่างถ่ายทำรายการ แต่โชคดีที่จังหวะนั้นเฉินจิ้งอวิ๋นหยิบหมั่นโถวมาให้พอดี
หวังเหยาถอนหายใจด้วยความโล่งอก และความประทับใจที่มีต่อเฉินจิ้งอวิ๋นก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อย
หวังเหยาไม่ได้รังเกียจหากเจียงหนิงกับเฉินจิ้งอวิ๋นจะเป็นเพื่อนกัน
ตอนที่เธอตัดสินใจเลือก 'เจียงจิงหมิง' เป็นคู่ชีวิต เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ในแวดวงสังคมของเธอตอนนั้น เขาก็เป็นแค่ 'ไอ้หนุ่มยาจก' คนหนึ่งเท่านั้นแหละ
แต่เพราะความเด็ดเดี่ยวของหวังเหยาที่ยืนกรานจะแต่งงานกับเขา ถึงได้สร้างครอบครัวที่มั่นคงมาได้จนถึงทุกวันนี้
ในวัยยี่สิบต้นๆ หากปราศจากการสนับสนุนจากครอบครัว จะมีสักกี่คนที่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจนประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเอง? ในสายตาของหวังเหยา อุปนิสัยใจคอเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด
กฎระเบียบในสังคมชั้นสูงนั้นเคร่งครัดและน่าอึดอัด
หวังเหยาไม่เคยมีความคิดที่จะให้ลูกสาวต้องไปแต่งงานดองกับตระกูลใหญ่โตในเมืองหลวงเพียงเพื่อที่จะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ใต้การควบคุมของคนอื่นเลย
ชีวิตคนเรามันสั้นนัก เกิดมาทั้งทีก็ต้องใช้ชีวิตให้มีความสุขสิถึงจะถูก
หลังจากรีบจัดการมื้อเที่ยงเสร็จ คนที่ไม่ได้ทำอาหารก็ต้องรับหน้าที่เคลียร์โต๊ะและล้างจาน
เฉินจิ้งอวิ๋นรู้ตัวดีว่ายังไงก็หนีไม่พ้น เขาจึงอาสาอย่างตรงไปตรงมา "งั้นเดี๋ยวผมล้างจานเองครับ คนเยอะเดี๋ยวจะเกะกะเปล่าๆ"
"งั้นเดี๋ยวพวกเราช่วยยกจานชามไปไว้ที่ซิงก์ให้นะคะ"
"ได้ครับ~"
ไม่นาน อ่างล้างจานก็เต็มไปด้วยกองจานชามที่ใช้แล้ว
เมื่อเช้าทีมงานแจ้งไว้ว่าตอนเที่ยงจะมีเวลาพักผ่อนตามอัธยาศัยสองชั่วโมง หลังจากปรึกษากันในกลุ่มแล้ว พวกเขาก็ตัดสินใจว่าจะไปเดินเล่นรอบๆ เกาะ
แต่เจียงหนิงไม่อยากไป
เธอไม่ชอบอยู่ในสถานที่ที่คนพลุกพล่าน
ก่อนหน้านี้เธอไม่มีทางเลือก แต่ตอนนี้เธออยากจะนั่งพักอยู่ที่นี่มากกว่า
เมื่อเห็นเจียงหนิงนั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนโซฟาโดยไม่มีทีท่าว่าจะขยับตัว หวังฮ่าวอวี่จึงเป็นฝ่ายถามขึ้น "เจียงหนิง ไม่ไปเดินเล่นด้วยกันเหรอครับ?"
เจียงหนิงไม่รู้จะหาข้ออ้างอะไรดี
จู่ๆ เสียงของเฉินจิ้งอวิ๋นก็ดังมาจากในครัว "อ๋อ เธอจะอยู่ช่วยผมล้างจานน่ะครับ"
แขกรับเชิญชายหลายคนดูจะมีสีหน้าไม่ค่อยพอใจ
เพิ่งจะขึ้นเกาะมาแท้ๆ นี่พวกคุณกำลังแหกกฎอยู่หรือเปล่าเนี่ย?
แต่เฉินจิ้งอวิ๋นก็รีบพูดต่อทันที "เจียงหนิง ถ้าคุณอยากไปเดินเล่น ก็ไปเถอะครับ เดี๋ยวผมล้างคนเดียวได้"
เจียงหนิงตัดสินใจเด็ดขาดทันที "ฉันอยากอยู่ช่วยเขาค่ะ"
ในเมื่อเจียงหนิงออกตัวแบบนี้แล้ว หนุ่มๆ คนอื่นก็ไม่มีทางเลือก นอกจากเดินคอตกตามคนอื่นๆ ออกไป
เฉินจิ้งอวิ๋นสวมผ้ากันเปื้อนและถุงมือยาง แล้วเริ่มลงมือล้างจานอย่างทะมัดทะแมงและคล่องแคล่ว
เจียงหนิงนั่งนิ่งอยู่บนโซฟาสักพัก จู่ๆ เธอก็เดินเข้าไปหาแล้วถามเสียงเบา "มีอะไรให้ฉันช่วยไหมคะ?"
"ผมทำคนเดียวได้ครับ เมื่อกี้ผมพูดไปงั้นแหละ เพราะเห็นว่าคุณไม่อยากออกไปเดินเล่นข้างนอก ว่าแต่คนนิสัยแบบคุณ ทำไมถึงมารายการหาคู่ได้ล่ะครับ?"
"คุณแม่บังคับให้มาค่ะ"
"อย่างนี้นี่เอง... เมื่อกี้ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ค่อยพอใจผมเท่าไหร่เลยนะ ผมว่าตอนนี้ผู้ชมทางบ้านก็คงกำลังสวดชยันโตผมอยู่แน่ๆ"
เจียงหนิงถามด้วยความสงสัย "ทำไมล่ะคะ?"
"ก็เพราะ... ผมฟลุกได้มารายการนี้ ส่วนคุณก็สวยซะขนาดนั้น คนเขาก็คงมองว่าเราสองคน... ไม่ค่อยจะเหมาะสมกันเท่าไหร่มั้งครับ"
เจียงหนิงโพล่งออกไป "คุณแม่ฉันบอกว่า อุปนิสัยคือสิ่งที่สำคัญที่สุดค่ะ"
"ขอบคุณครับ"
"ถ้าฉันพูดแบบนั้นออกไป คนจะหาว่าฉันเป็นลูกแหง่ติดแม่ไหมคะ?" เจียงหนิงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีกล้องจับอยู่รอบตัว
เฉินจิ้งอวิ๋นส่ายหน้าพลางหัวเราะเบาๆ ขณะขัดจาน "ไม่หรอกครับ ถ้าแม่ของคุณเป็นคนดี การเป็นลูกแหง่เชื่อฟังแม่ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรนี่ครับ"
หวังเหยาตบโต๊ะฉาดใหญ่ด้วยความตื่นเต้นที่โรงแรม
บวกคะแนน!
บวกคะแนนเพิ่มไปรัวๆ เลยจ้ะ!
พ่อหนุ่มคนนี้ช่างพูดช่างเจรจาจริงๆ...