เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 ตลาดมืด

บทที่ 12 ตลาดมืด

บทที่ 12 ตลาดมืด


บทที่ 12 ตลาดมืด

เมื่อเห็นฟางอวิ๋นตกใจ จางจื้อจึงโบกมือแล้วพูดว่า:

"พลังของสัตว์ประหลาดพวกนั้นอ่อนแอมาก สำหรับบททดสอบการเปิดโลก สัตว์ประหลาดส่วนใหญ่ระดับคนธรรมดาก็จัดการได้ จะมีก็แค่ระดับยอดฝีมือปนมาบ้างเล็กน้อยเท่านั้น"

พอได้ยินจางจื้อพูดแบบนี้ ฟางอวิ๋นถึงค่อยโล่งอก

แต่ยังไม่ทันหายใจได้ทั่วท้อง ก็ได้ยินเสียงตามมาว่า: "เพียงแต่... ระลอกสองที่เป็นบททดสอบการเลื่อนขั้นโลก อาจจะไม่ง่ายขนาดนั้นนะ?"

'หา? มีระลอกสองด้วย?'

"ใช่ มีระลอกสอง ระลอกนี้เป็นบททดสอบตอนที่โลกใบเล็กเลื่อนขั้นจากระดับจิ๋วเป็นระดับเล็ก"

"ระลอกนี้อาจจะตึงมือนิดหน่อย ไม่เพียงจะมีระดับยอดฝีมือจำนวนมาก ยังมีระดับหัวหน้าที่เป็นระดับผลัดเปลี่ยนกายาโผล่มาสักตัวสองตัวด้วย"

ฟางอวิ๋นเริ่มใจสั่น "ขอถามแขกผู้มีเกียรติ ระดับผลัดเปลี่ยนกายาที่ว่า คือระดับไหนหรือ?"

จางจื้อนึกสนุกอยากแกล้งฟางอวิ๋น จึงจงใจลากเสียงยาว: "ระดับผลัดเปลี่ยนกายาน่ะเหรอ~~~~~"

"จริงๆ แล้ว ระดับพลังของท่านในตอนนี้ ก็คือระดับผลัดเปลี่ยนกายานั่นแหละ"

ตอนนี้ฟางอวิ๋นเริ่มจับทางได้แล้วว่าจางจื้อหรือก็คือพระเจ้าผู้สร้างโลกคนนี้ ดูเหมือนจะมีอารมณ์ขันแบบร้ายๆ อยู่บ้าง จึงถามต่อว่า "แล้ว... ยังมีระลอกที่สามอีกไหม?"

จางจื้อพยักหน้ารัวๆ "มีระลอกสามแน่นอน"

พอเห็นฟางอวิ๋นทำหน้านิ่ง เหมือนจะเริ่มชินกับนิสัยกวนประสาทของเขาแล้ว เขาจึงเลิกแกล้ง: "แต่ระลอกสาม กว่าจะมาถึงก็ต้องรอให้โลกเลื่อนขั้นเป็นโลกขนาดกลางก่อนโน่นแหละ"

"เวลาของบททดสอบจากฟ้าดินคืออีก 15 เดือน... อ้อ ไม่สิ น่าจะอีก 14 เดือนข้างหน้า สองระลอกจะมาพร้อมกัน เตรียมตัวไว้ให้ดีล่ะ"

ตอนนี้อัตราการไหลของเวลาระหว่างโลกใบเล็กกับโลกหลักน่าจะอยู่ที่ 1 ต่อ 30 โลกเปิดเมื่อคืนวาน อีก 14 วันในโลกหลัก ก็เท่ากับ 14 เดือนในโลกใบเล็ก

หลังจากแจ้งเวลาทดสอบเสร็จ จางจื้อก็โบกมือลาฟางอวิ๋น: "ช่วงนี้ข้าคงจะส่งมนุษย์และทรัพยากรเข้ามาในโลกอีกเยอะ คงต้องรบกวนท่านช่วยดูแลด้วย"

'ไว้เจอกันใหม่!'

ฟางอวิ๋นเห็นจางจื้อหายตัวไปวูบหนึ่ง ก็รีบตะโกนถาม: "ถ้าข้ามีเรื่องด่วน จะติดต่อท่านได้ยังไง!"

เงี่ยหูฟังอยู่นานก็ไม่มีเสียงตอบรับ ฟางอวิ๋นทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งหินด้วยความรู้สึกโหวงเหวง คิ้วขมวดมุ่นครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะลุกเดินออกจากบ้านไป

ส่วนจางจื้อที่จิตกลับคืนสู่ร่างในโลกหลัก ก็กำลังนั่งขมวดคิ้วอยู่บนโซฟาเช่นกัน

เขาได้ยินคำถามของฟางอวิ๋น แต่ตอนนี้เขายังไม่มีวิธีให้คนในโลกใบเล็กติดต่อเขาได้ เลยต้องทำเนียนแกล้งไม่ได้ยินไปก่อน

แต่นั่นก็ทำให้เขาตระหนักว่า ต้องรีบหาวิธีสื่อสารกับโลกใบเล็กโดยด่วน

ลองนึกทบทวนข้อมูลที่เคยผ่านตา ของพวกนี้มีอยู่ไม่น้อย เช่น แท่นบูชาของสายบัญชาสวรรค์ หรือโบสถ์วิหารของสายศรัทธา

แต่ดูเหมือนสายบำเพ็ญเพียรจะไม่มีของพวกนี้ หรือไม่เขาก็อาจจะยังรู้ไม่มากพอ ต้องรอเข้าเรียนมัธยมฯ ก่อนถึงจะหาข้อมูลเพิ่มได้

ถ้าอย่างนั้น ช่วงนี้เขาคง 'ลงมาจุติ' ไม่ได้แล้ว ขืนลงไปแล้วโดนถามอีกแต่ไม่มีคำตอบ จะเสียฟอร์มจ้าวโลกหมด

เขาลุกขึ้นดูเวลา ยังหัวค่ำอยู่ พึ่งตื่นนอนมาเกือบวัน จะให้นอนต่อก็นอนไม่หลับ นั่งคิดอะไรเพลินๆ บนโซฟาสักพัก ก็เก็บของที่เทออกมาใส่คืนลงเป้ แล้วสะพายเป้เดินออกจากห้อง

ตอนนี้โลกใบเล็กต้องการการ์ดมาเติมเต็มอย่างเร่งด่วน เขาเลยกะจะไปหาซื้อการ์ดสายมนุษย์ที่ตลาดมืดสักหน่อย

ห่างจากโรงเรียนไปไม่ถึงสองกิโลเมตร มีโรงยิมเก่าๆ แห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของตลาดมืดที่ใหญ่ที่สุดในเมืองอี๋ จางจื้อสงสัยมานานแล้วว่าโรงเรียนอาจจะเป็นคนเปิดเองก็ได้

เหมือนทุกครั้ง เขาเปลี่ยนมาใส่ชุดคลุมสีดำ โชว์สัญลักษณ์ให้ชายฉกรรจ์เฝ้าประตูดู แล้วเดินเข้าไปในตลาดมืดที่อยู่ข้างห้องสมุด

ก่อนหน้านี้ตอนยังไม่เปิดโลก เขาสัมผัสอะไรไม่ได้ แต่ตอนนี้ในฐานะจ้าวโลก เขามองปราดเดียวก็รู้ว่ายามเฝ้าประตูทั้งสองคนมีพลังระดับผลัดเปลี่ยนกายาขั้นกลาง แถมยังเป็นผู้ฝึกตนสายกำลังภายใน-แฟนตาซีด้วย

จริงๆ ถ้าจางจื้ออยากจะเดินสายแฟนตาซี เขาก็ทำได้

เพราะ "เคล็ดวิชาฝึกโลหิต" ที่มนุษย์ในโลกของเขาฝึกกันอยู่ ก็จัดว่าเป็นวิชาสายแฟนตาซีเหมือนกัน

ตอนแรกที่เขาเลือก "เคล็ดวิชาฝึกโลหิต" ก็เพราะกะว่าถ้าหาการ์ดแกนหลักสายไหนได้ก่อนระหว่างเซียนกับแฟนตาซี ก็จะไปสายนั้น

แต่ 'พลังปราณ' หรือ 'ชี่' ของสายแฟนตาซีมันดูลึกลับจับต้องยาก เขาไม่รู้จะหามาจากไหน

ไม่เหมือนสายเซียน ที่แหล่งที่มาของพลังวิญญาณเขียนบอกไว้ชัดเจนว่าต้องใช้ "การ์ดชีพจรวิญญาณขั้นหนึ่ง"

ขอแค่มีพลังวิญญาณ โลกใบเล็กก็จะมีกฎเกณฑ์พลังเหนือธรรมชาติทันที

ดังนั้น พอมาเห็นผู้ฝึกตนสายแฟนตาซีระดับผลัดเปลี่ยนกายาถึงสองคนที่หน้าประตู เขาเลยอดแปลกใจไม่ได้

หลังจากมองดูยามทั้งสองอย่างพิจารณา เขาก็เดินเข้าไปในตลาดมืด

ตลาดมืดแห่งนี้ดัดแปลงมาจากโรงยิมเล็กๆ ที่ทรุดโทรม แต่พื้นที่ข้างในกว้างขวางพอตัว

ทันทีที่เดินพ้นระเบียงทางเดินเข้าสู่โซนแผงลอยแถวแรก จางจื้อก็ได้ยินเสียงคนคุยกัน: "แปลกจริงๆ ช่วงนี้การ์ดสายมนุษย์สัตว์ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มีคนมากวาดซื้อในราคาที่สูงกว่าตลาดถึง 20%"

"หรือว่าจะมีวงในรู้อะไรดีๆ มา?"

ได้ยินแบบนั้น จางจื้อก็นึกถึงการ์ดสายมนุษย์สัตว์จำนวนมากในสมุดสะสมการ์ดในเป้ขึ้นมาทันที

หืม? ฟังจากที่สองคนนั้นคุยกัน เหมือนจะมีกลิ่นตุๆ ของแผนการร้ายลอยมา

แต่พอลองคิดดูอีกที ไม่น่าใช่ ถ้าพวกแก๊งเงาทมิฬที่เหลือรอดอยากจะตามหาตัวเขาผ่านการ์ดพวกนี้จริงๆ คงไม่ทำเอิกเกริกขนาดนี้

อีกอย่าง จ้าวโลกคนไหนบ้างจะไม่มีการ์ดที่ไม่ได้ใช้ติดตัวไว้สักสิบยี่สิบใบ?

งั้นก็คงแค่บังเอิญ?

แต่บังเอิญเกินไปไหมเนี่ย?

ช่างเถอะ ไม่เกี่ยวกับเขาสักหน่อย

เขามาที่นี่เพื่อซื้อการ์ดสีเทา

ตั๋วเงินหยวนทองสามปึกที่ยึดมาจากแก๊งเงาทมิฬ ปึกละ 100 ใบ

การ์ดบุคคลค่อนข้างแพง การ์ดมนุษย์สีเทาหนึ่งใบราคาประมาณ 8-10 เหรียญหยวนทอง ซึ่งเงินจำนวนนี้พอๆ กับรายได้ทั้งปีของครอบครัวสี่คน

แน่นอนว่าถ้าถามว่าแพงไหม ก็ไม่แพงหรอก การ์ดมนุษย์สีเทาใบหนึ่งอย่างน้อยก็มีคนสิบกว่าคน

มองอีกมุมหนึ่ง รายได้หนึ่งปีแลกกับคนสิบคน แพงเหรอ? ไม่แพงเลย!

จางจื้อไม่ได้ซื้อเยอะ แค่การ์ดมนุษย์สีเทา 7 ใบ การ์ดหนอนไหม 2 ใบ การ์ดต้นหม่อน 1 ใบ และการ์ดเหมืองเหล็กสีเทาอีก 1 ใบ

หลังจากเดินดูรอบๆ ตลาดจนทั่ว พบว่าบนแผงไม่มีการ์ดสายมนุษย์สัตว์เหลืออยู่เลย แสดงว่าคงเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ

การ์ดมนุษย์สัตว์ทั้งสีขาวและสีเทาในตลาดรวมกันน่าจะมีเป็นหมื่นใบ คนที่กวาดซื้อไปหมดขนาดนี้ ต้องมีแผนอะไรแน่ๆ

ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นขาใหญ่สายมนุษย์สัตว์สักคน โลกได้รับความเสียหายหนัก เลยต้องกวาดซื้อการ์ดไปฟื้นฟูโลกของตัวเอง?

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 12 ตลาดมืด

คัดลอกลิงก์แล้ว