- หน้าแรก
- จ้าวโลก เริ่มต้นจากการ์ดเด็กเต๋า
- บทที่ 7 ล้างแค้น
บทที่ 7 ล้างแค้น
บทที่ 7 ล้างแค้น
บทที่ 7 ล้างแค้น
จางจื้อจ้องมองเหลยอ้ายโก่วที่นอนตาเหลือกโพลงด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก
ใช่ ข้าหลอกเอ็ง
ฆ่าคนต้องฆ่าให้ตายทั้งเป็น ปากเอ็งบอกว่าข้าโกหก แต่ถ้าใจเอ็งเชื่อว่าข้าโกหกจริงๆ เอ็งจะอกแตกตายแถมตายตาไม่หลับแบบนี้เหรอ?
เมื่อกี้ข้าอุตส่าห์ออมมือไว้ กะว่าจะให้เอ็งดิ้นรนต่ออีกสักพักแท้ๆ
แต่พอคิดว่าเราต่างก็มาจากสถานเด็กกำพร้าเดียวกัน ก็ได้แต่ถอนหายใจ เด็กกำพร้าด้วยกันไม่น่ามารังแกกันเองเลย
จางจื้อมองประตูไม้สีลอกร่อนนั่นเป็นครั้งสุดท้าย ข่มความเจ็บปวดทั่วร่าง แล้วให้คนอีกคนที่เขาอัญเชิญออกมาช่วยพยุงเดินออกจากห้องที่ขังเขาไว้ถึงแปดวัน
เมื่อกี้แม้จะพูดพล่ามกับเหลยอ้ายโก่วไปยืดยาว แต่จริงๆ แล้วใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น
เขามองดูทางเดินที่มืดมิด สั่งให้เด็กเต๋าเดินนำหน้า ส่วนคนคุ้มกันประคองเขาเดินตามหลัง คลำทางเดินออกไปข้างนอก
เขาอัญเชิญบริวารจากโลกใบเล็กออกมาสองคนโดยใช้โหมดง่าย โหมดนี้บริวารจะมีสติปัญญาต่ำ จำเป็นต้องให้จ้าวโลกคอยสั่งการ
การอัญเชิญบริวารจากโลกใบเล็กมีสามโหมด
หนึ่งคือโหมดง่าย พูดง่ายๆ คือใช้พลังแห่งโลกสร้างร่างเงาขึ้นมาในโลกหลักตามความแข็งแกร่งของบริวารในโลกใบเล็ก ร่างเงาพวกนี้มีสติปัญญาเพียงเล็กน้อย จ้าวโลกสามารถควบคุมร่างเงาทั้งหมดผ่านลูกแก้วแห่งโลกได้
สองคือโหมดสมบูรณ์ โหมดนี้จะดึงเอาสติสัมปชัญญะของบริวารออกมาด้วย ร่างที่ถูกอัญเชิญออกมาแทบจะเหมือนกับตัวจริงในโลกใบเล็กทุกประการ
และสุดท้ายคือการเปิดประตูมิติ แต่โหมดนี้มีข้อจำกัดและเงื่อนไขยิบย่อยมากมาย ปกติจะมีแต่จ้าวโลกระดับโลกขนาดเล็กขึ้นไปเท่านั้นที่ใช้ได้
ครั้งนี้จางจื้อเลือกใช้โหมดง่าย หรือจะพูดให้ถูกคือ จ้าวโลกส่วนใหญ่มักเริ่มด้วยโหมดง่ายกันทั้งนั้น
เหตุผลก็ง่ายๆ... เพื่อรักษาความลึกลับและน่าเกรงขาม
อย่างเช่นเมื่อกี้ ถ้าบริวารในโลกใบเล็กเห็นสภาพอันน่าสมเพชของจางจื้อ ต่อไปในใจพวกมันจะยังเคารพยำเกรงเขาอยู่อีกเหรอ?
ครั้งนี้เขาใช้พลังแห่งโลกไป 1 หน่วย อัญเชิญบริวารระดับผลัดเปลี่ยนกายาออกมาสองคน
จำนวนบริวารที่อัญเชิญได้ ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของบริวารนั้นๆ
โดยเด็กเต๋าที่มีพลังระดับผลัดเปลี่ยนกายาขั้นสูงสุด กินส่วนแบ่งพลังแห่งโลกไปเกือบหมด
สมมติว่าพลังแห่งโลก 1 หน่วย อัญเชิญบริวารที่มีค่าพลังรบรวม 1,000 ได้ เจ้าเด็กเต๋านี่คงกินไปคนเดียว 900 กว่าแล้ว
แน่นอน จ่ายหนักขนาดนี้ พลังก็ต้องเทพตามไปด้วย
ตอนแรกจางจื้อแค่กะจะแอบย่องหนีไปเงียบๆ แต่ดันจ๊ะเอ๋กับจ้าวโลกคนนั้นกลางทางซะก่อน
สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจคือ จ้าวโลกคนนั้นมีพลังแค่ระดับผลัดเปลี่ยนกายาเท่านั้นเอง
เนื่องจากฟังก์ชันการควบคุมของลูกแก้วแห่งโลก หากให้เวลาสักหน่อย พลังของจ้าวโลกจะไม่มีทางต่ำกว่าคนที่เก่งที่สุดในโลกใบเล็กของตัวเอง
จ้าวโลกสามารถเรียนรู้กฎเกณฑ์และวิชาทั้งหมดในโลกของตัวเองได้ผ่านการควบคุม หรือพูดง่ายๆ คือขอแค่มีเวลา จ้าวโลกก็สามารถก็อปปี้ความสามารถและความรู้ของทุกคนในโลกมาเป็นของตัวเองได้
แต่จ้าวโลกตรงหน้ากลับมีพลังแค่ระดับผลัดเปลี่ยนกายา!
นั่นหมายความว่าบริวารที่เก่งที่สุดในโลกของมัน ก็น่าจะอยู่แค่ระดับผลัดเปลี่ยนกายาเหมือนกัน
จ้าวโลกคนนั้นตกใจเมื่อเห็นเด็กเต๋าที่จางจื้ออัญเชิญมา วินาทีต่อมา ผู้มีพลังระดับผลัดเปลี่ยนกายาเจ็ดคนก็โผล่มาล้อมรอบตัวมัน ส่วนตัวมันเองกลับหันหลังวิ่งหนี
แต่เด็กเต๋าที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างยาวนานในห้วงเวลาวิวัฒนาการของโลก มีพลังการต่อสู้ที่น่าตื่นตะลึงจนจางจื้อยังอ้าปากค้าง
รวมทั้งจ้าวโลกคนนั้นด้วย ทั้งแปดคนที่มีพลังระดับผลัดเปลี่ยนกายา ไม่มีใครหลบฝ่ามือของเด็กเต๋าพ้นสักคน
เด็กเต๋าซัดฝ่ามือใส่พวกมันทั้งแปดคนอย่างแผ่วเบา
ฝ่ามือนั้นดูเชื่องช้า แตกลับไม่มีใครหลบพ้น
ทั้งแปดคนระเบิดกลายเป็นหมอกเลือดพร้อมกัน
เห็นเด็กเต๋าฆ่าผู้มีพลังระดับผลัดเปลี่ยนกายาแปดคนในพริบตา จางจื้อถึงกับตะลึง พลังของเจ้าเด็กนี่สูงเกินจินตนาการไปไกลโข
พอเห็นว่าจ้าวโลกคนนั้นกระจอกงอกง่อยขนาดนี้ ระหว่างที่สำรวจสถานที่ เขาก็พบว่าที่นี่มันซอมซ่อ ไม่ใช่ฐานทัพขององค์กรใหญ่โตอะไร
งั้นพวกที่เหลือก็คงไม่ใช่ปัญหา ตัดสินใจได้ดังนั้นก็อย่าให้เสียเวลา นอกจากให้บริวารแบกตัวเองออกไปแล้ว เขาจึงสั่งให้เด็กเต๋าล้างบางที่นี่ให้เหี้ยน
ระหว่างการสังหารหมู่ เขาถึงได้รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน
แก๊งกระจอกๆ ชื่อ 'แก๊งเงาทมิฬ' และจ้าวโลกที่เพิ่งโดนตบเป็นเลือดคนนั้น ก็คือ 'เงาทมิฬ' หัวหน้าแก๊ง
ที่นี่คือรังของพวกมัน
นอกจากหัวหน้าแก๊งแล้ว ยังมีผู้ฝึกตนระดับผลัดเปลี่ยนกายาอีกคน แต่ก็เหมือนเดิม โดนเด็กเต๋าตบตายในฝ่ามือเดียว
ตอนที่ล้างบางแก๊ง จางจื้อบังเอิญเจอคนที่ถูกขังอยู่อีกเพียบ
กลุ่มหนึ่งคือนักเรียนสองคนที่มีชะตากรรมเดียวกับเขา คือรับเมล็ดพันธุ์แห่งโลกแล้วเตรียมเปิดโลก
อีกกลุ่มคือเด็กอายุเจ็ดแปดขวบอีกสิบกว่าคน
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แม้จะรู้สึกทะแม่งๆ แต่สภาพเขาตอนนี้คงไม่มีปัญญาไปสืบสาวราวเรื่องอะไร
หลังจากฆ่ายามเฝ้าจนหมด เขาให้เด็กเต๋าปล่อยคนทั้งสองกลุ่มออกมา
รอจนพวกนั้นหนีไปไกลแล้ว เขาจุดไฟเผาที่นั่น กวาดเอาทรัพย์สินมีค่าติดตัวมา แล้วหายตัวไปในความมืด ทิ้งนรกที่ขังเขาไว้แปดวันไว้เบื้องหลัง
จางจื้อไม่รู้ว่าแก๊งเงาทมิฬยังมีใครรอดอยู่ไหม หรือจะมีใครรู้เรื่องที่เขาโดนจับมาหรือเปล่า แต่ในเมื่อมีนักเรียนสองคนนั้นกับพวกเด็กๆ เป็นพยานรู้เห็น ต่อให้เกิดเรื่องอะไรขึ้น ก็คงไม่มีใครสาวมาถึงตัวเขาได้ง่ายๆ
กว่าจะสาวมาถึง ป่านนั้นเขาคงออกจากเมืองอี๋โจว ไปเรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมฯ ชื่อดังสักแห่งแล้ว
โรงเรียนประถมศึกษาสร้างโลกอันดับหนึ่งแห่งเมืองอี๋ แม้จะติดท็อป 50 ของมณฑลที่มี 13 เขต 125 เมือง แต่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามีนักเรียนคนไหนเปิดโลกปุ๊บก็มีบริวารระดับผลัดเปลี่ยนกายาปั๊บ
คนที่มีบริวารระดับผลัดเปลี่ยนกายาขั้นสูงสุดตั้งแต่เริ่มอย่างเขา ยังต้องกลัวว่าจะหาโรงเรียนดีๆ เรียนไม่ได้อีกเหรอ?
ใช่ เขาไม่คิดจะบอกใครเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดเจ็ดวันมานี้ โดยเฉพาะพวกหน่วยงานราชการ
เหตุผลหลักคือเขาอธิบายไม่ได้ว่าในขณะที่ถูกจับตัวไป เขาเอาการ์ดที่ไหนมาเปิดโลก
อีกอย่างแค้นก็ชำระไปหมดแล้ว ตอนนี้เขาแค่อยากหาที่เงียบๆ พักผ่อน
เพื่อความปลอดภัย เขาไม่กลับไปห้องเช่า แต่เลือกเปิดห้องพักในโรงแรมหน้าโรงเรียนแทน
ปิดประตูห้อง ทันทีที่ล้มตัวลงนอนโดยไม่ถอดเสื้อผ้า หัวยังไม่ทันถึงหมอน เขาก็หลับเป็นตาย
แปดวันที่ผ่านมา ทั้งร่างกายและจิตใจถูกทรมานอย่างแสนสาหัส เส้นประสาทตึงเครียดจนแทบขาดผึง
พอมาถึงที่ปลอดภัย จิตใจผ่อนคลาย ร่างกายก็ชัตดาวน์ทันที
เขาหลับยาวไปถึง 20 ชั่วโมง
พอตื่นขึ้นมา จางจื้อนึกย้อนกลับไปถึงเรื่องราวเมื่อไม่กี่วันก่อน ราวกับมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในชาติปางก่อน
เขานั่งเหม่ออยู่พักใหญ่ จนกระทั่งท้องร้องโครกครากถึงได้สติ ความหิวโหยที่ถูกลืมไปเพราะความเครียดและความกลัวเริ่มกลับมาเล่นงาน
จนถึงตอนนี้ พอรู้สึกหิว เขาถึงได้ตระหนักจริงๆ ว่าฝันร้ายที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นได้จบลงแล้ว
เขา... ได้กลับมาสู่โลกมนุษย์แล้ว
เขาเดินเท้าเปล่าลงจากเตียง เปิดหน้าต่างออก ฟังเสียงจอแจจากภายนอก จางจื้อสูดหายใจลึก ตัวตนปกติของเขาได้กลับมาแล้ว
(จบบท)